
หลิวซือเย่
ตอน 2
Chapter 1
ก๊อก ก๊อก
“ครับ” ฉิงหมิงขานรับเสียเคาะประตู
“คุณหนู คุณท่านให้ผมมารับครับ” ชายสูงวัยในชุดสูทเดินเข้ามา
“ลุงหลิวสวัสดีค่ะ นี่เกาฉิงหมิง เป็นคนช่วยซือเย่ไว้ตอนจมน้ำ” ซือเย่แนะนำตัวฉิงหมิง
“สวัสดีครับ ต้องขอบคุณมากเลยนะครับที่ช่วยคุณหนูซือเย่ไว้” ลุงหลิวหันไปยิ้มขอบคุณ
“ด้วยความยินดีครับ” เกาฉิงหมิงตอบผู้สูงวัย นี่นับเป็นครั้งแรกที่ได้เจอคนในครอบครัวของซือเย่ แม้จะไม่ใช่พ่อกับแม่แต่ฉิงหมิงก็อดที่จะรู้สึกเกร็งไม่ได้
“ลุงให้คนไปจัดการค่าใช้จ่ายให้หมดแล้ว นี่ชุดของคุณหนู รีบเปลี่ยนเถอะครับ คุณท่านทั้งสองรอแย่แล้ว”
ลุงหลิวยื่นถุงเสื้อผ้าให้ซือเย่ ก่อนที่ฉิงหมิงจะเข้าไปประคองร่างของซือเย่ลงจากเตียงแล้วไปส่งที่หน้าห้องน้ำ
“คุณดูสนิทกับคุณหนูซือเย่มากเลยนะครับ” ลุงหลิวพูดกับฉิงหมิงระหว่างรอซือเย่เปลี่ยนชุด
“จริง ๆ แล้วผมกำลังจีบซือเย่อยู่ครับ ผมเป็นรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยของซือเย่ ต้องขอโทษด้วยครับที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการ” ฉิงหมิงตัดสินใจพูดเรื่องความสัมพันธ์ไป โชคดีที่ตัวเองเป็นรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยเดียวกันจริง แม้ว่าความจริงในชีวิตที่แล้วเราจะได้คบหาดูใจกันหลังจากนี้เป็นปีก็เถอะ
“ถึงว่าล่ะ คุณกับคุณหนูซือเย่ถึงดูแปลก ๆ ผมเอาใจช่วยนะครับ” ลุงหลิวยิ้มอย่างยินดี ที่ซือเย่กำลังจะมีคนคอยดูแล และ เชื่อเลยว่าคุณท่านทั้งสองก็ต้องยินดีกับเรื่องนี้แน่นอน ตระกูลหลิวไม่เคยบังคับใครเรื่องการแต่งงาน การจะมีคู่ครองได้จะต้องเกิดจากคนสองคน ไม่ว่าจะยากดีมีจน ตระกูลหลิวไม่เคยเกี่ยง
“ถ้ายังไงไปที่บ้านพร้อมกันเลยมั้ยครับ” ลุงหลิวลองถามถ้ากล้าไปก็จะดี เพราะเดี๋ยวคุณท่านทั้งสองต้องบินไปต่างประเทศ อย่างน้อยพาว่าที่ลูกเขยไปแนะนำตัวไว้ จะได้ไม่เป็นห่วงมาก
“ดีเลยค่ะลุงหลิว ซือเย่กำลังจะบอกเลยว่าให้พี่หมิงไปด้วยกัน” ซือเย่เดินออกจากห้องน้ำมาพูดเสริมทันที
“จะดีเหรอซือเย่ พี่ว่าเรา..” ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคซือเย่ก็เอ่ยขัดทันที
“ไปวันนี้เลยค่ะ นี่ถ้าไม่ติดว่าพี่ต้องกลับไปจัดการงานที่บ้านน้องจะไม่ให้พี่ห่างน้องเลย” คำสรรพนามแทนตัวของซือเย่กับฉิงหมิงทำเอาลุงหลิวยิ้มเอ็นดูกับความรักของหนุ่มสาวจนแอบคิดถึงภรรยาตน
“แต่คุณพ่อคุณแม่ของเราจะโอเคหรือเปล่า” ฉิงหมิงยังคงกังวล แม้ว่าจะเคยแต่งงานกันมาแล้วแต่ครั้งนั้นก็ยังไม่เคยพบพ่อแม่ของซือเย่ตัวจริงเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“ไม่ต้องกังวลหรอกครับ เชื่อผม คุณท่านจะเอ็นดูคุณแน่นอน” ลุงหลิวพูดให้กำลังใจ แน่ล่ะ ทำให้บุตรสาวคนเดียวของตระกูลยิ้มร่าเริงและสดใสได้ขนาดนี้ คนเป็นพ่อเป็นแม่ใครจะไม่ดีใจ
คฤหาสน์ตระกูลหลิว
ฉิงหมิงได้แต่มองความยิ่งใหญ่ของตระกูลหลิวที่มีอาณาบริเวณบ้านกินพื้นที่ภูเขาเกือบทั้งลูก ทั้งที่ขับรถออกจากเมืองมาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงแต่ฉิงหมิงไม่เคยรู้เลยว่ามีที่แบบนี้ด้วย
“ตระกูลหลิวของเราสืบเชื้อสายจากขุนนางในอดีต รวมกับบรรพบุรุษรุ่นก่อน ๆ ขยันและชอบซื้อที่ดินบริเวณภูเขาเพราะชอบธรรมชาติทำให้คฤหาสน์เกือบทุกที่ของตระกูลจะอยู่บนภูเขาไม่ก็ติดริมแม่น้ำหรือทะเลครับ” ลุงหลิวอธิบายอย่างภูมิใจ
“แล้วแบบนี้พี่จะหาสินสอดให้เย่เอ๋อร์ได้ยังไงกัน” ฉิงหมิงพูดเสียงแผ่ว เงินสินสอดที่เคยได้จากตระกูลเกาก่อนตายในชีวิตก่อนก็แค่ 500,000 ดอลล่าร์เท่านั้นเอง จำนวนเงินนี้แม้ว่าจะดูเยอะแต่การที่คนรักของตนเป็นถึงลูกสาวคนเดียวของตระกูลหลิวสายหลักนั้นเทียบกันแล้วแทบจะไม่มีค่า ยิ่งตอกย้ำให้ฉิงหมิงรู้สึกว่ากำลังรั้งความเจริญในชีวิตของซือเย่
“พี่หมิง ห้ามคิดมากเด็ดขาดนะ ที่น้องยังอยู่ตรงนี้ยังไม่พออีกเหรอ” ซือเย่เห็นจึงกุมมือหนาของฉิงหมิงแล้วพูดแฝงความนัย
ใช่ ถ้าซือเย่มองเรื่องเงินทอง จะไม่แต่งกับเค้าตั้งแต่แรก ถ้าซือเย่มองหาอำนาจบริวารคงไม่ยอมไปใช้ชีวิตในพื้นที่ห่างไกลด้วยกัน
“น้องรักพี่เหตุผลเดียวที่ไม่เคยพาพี่มาที่ตระกูลเพราะพ่อกับแม่ของน้องไม่ค่อยอยู่ในประเทศ อีกอย่างพี่ก็เห็นแล้วว่าพ่อกับแม่ของน้องไม่เคยรังเกียจพี่” ซือเย่ปิดกระจกที่กั้นระหว่างคนขับกับห้องโดยสาร ซึ่งลุงหลิวที่นั่งอยู่ด้านข้างคนขับก็ถูกตัดขาดการสนทนาด้วย
“พี่แค่ กลัว เย่เอ๋อร์พี่ขอโทษ พี่สัญญาว่าพี่จะยืนให้ได้ด้วยตัวเอง จะไม่มีวันกลับไปให้ตระกูลเกาหลอกใช้พี่อีก” ซือเย่ยิ้มกับท่าทางของฉิงหมิงและเข้าใจความเจ็บปวดที่โดนครอบครัวหรือพ่อแท้ ๆ หลอกใช้
ทั้งคู่กอดกันจนกระทั่งรถได้ขับมาจอดหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่
“ไปกันค่ะ น้องเชื่อว่าพ่อกับแม่จะชอบพี่เหมือนที่น้องชอบ” ซือเย่ให้กำลังใจก่อนจะออกจากรถ
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับคุณหนู” เสียงเอ่ยทักทาย ได้ยินตลอดทางที่เดินผ่านการ์ดและคนงาน ซือเย่เองก็ยิ้มตอบทุกคน เธอเองก็ดีใจที่ได้กลับมาอีกครั้ง
ณ ห้องรับรองหลักของตระกูลหลิว
หลิวซูเหยียนและหลิวอี๋เหวินกำลังนั่งรออยู่บนโซฟา
“คุณพ่อ คุณแม่ ซือเย่คิดถึงจังเลยค่ะ” ทันทีที่เข้ามาซือเย่ก็ถลาเข้าไปกอดพ่อกับแม่ของตน
“โตขนาดนี้แล้วยังอ้อนพ่อกับแม่อยู่อีก ลูกคนนี้นี่ ไม่เกรงใจแขกบ้างเลย” หลิวซูเหยียนแสร้งดุแต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้ซือเย่หลุดจากอ้อมกอด จนหลิวอี๋เหวินผู้เป็นภรรยาต้องดึงลูกสาวออกมานั่งข้าง ๆ ตนแทน
“เอ่อ สวัสดีครับ ผมเกาฉิงหมิง” ฉิงหมิงเอ่ยแนะนำตัวอย่างประหม่า
“สวัสดี เชิญนั่ง” ซูเหยียนเอ่ยเชิญแขกนั่งลง
“ขอบใจมากนะที่ช่วยซือเย่ไว้ ไม่งั้นเราสองคนก็คงไม่ได้เจอลูกอีก” อี๋เหวินบอกอย่างขอบคุณก่อนจะคว้ามือของซือเย่มากุมไว้
“ไม่เป็นไรเลยครับ ผมเต็มใจมาก” ฉิงหมิงพูด
“แล้วจะแต่งกันเมื่อไหร่ล่ะ อยากจัดงานแต่งที่ไหนยังไง มีแพลนไว้หรือยัง” ซูเหยียนถามราวกับเป็นประโยคทั่วไปที่ถามว่ากินข้าวหรือยัง ทำเอาฉิงหมิงที่กำลังยกน้ำชาดื่มแก้อาการเกร็งสำลัก
“แค่ก แค่ก เอ่อ คือว่าเรื่องนั้น เรายังคิดไม่ถึงครับ” ฉิงหมิงสำลักก่อนจะรีบตอบคำถามพลางเหลือบไปมองซือเย่เป็นระยะ แต่เจ้าตัวยังคงกอดอี๋เหวินผู้เป็นมารดาและไม่สนใจเรื่องที่กำลังคุยกันแม้แต่น้อย
“ไม่ได้ ๆ ถ้าไม่แพลนอะไรไว้แล้วเกิดจะแต่งกันขึ้นมาจะเอาเวลาไหนไปทำ ใช่มั้ยคุณ” ซูเหยียนหันไปถามภรรยาซึ่งก็ได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้าให้
“แล้วเราน่ะ มาคบกับซือเย่ที่บ้านไม่ว่าอะไรใช่มั้ย เด็กคนนี้น่ะชอบหนีไปอยู่หอตัวคนเดียว อะไรทำเองได้ล่ะก็ลุยหมด นี่แม่ก็เป็นห่วงว่าคนเค้าจะเข้าใจว่าเป็นเด็กไม่มีพ่อมีแม่แล้ว พาลให้หลายคนเข้าใจผิดอยู่เรื่อย” อี๋เหวินถามทั้งฉิงหมิงและซือเย่
“เรื่องนั้น คือว่า” ฉิงหมิงตอบไม่ได้ แถมยังมีท่าทีวิตกกังวลจนทำให้ซูเหยียนและอี๋เหวินมองหน้ากัน ก่อนจะถามซือเย่
“มีอะไรอยากเล่าให้พ่อกับแม่ฟังมั้ย”
“คือว่า พี่หมิงเป็นลูกชายคนโตของตระกูลเกาค่ะคุณพ่อ” ซือเย่หันไปมองฉิงหมิงก่อนจะตัดสินใจเล่า
ซูเหยียนและอี๋เหวินมองหน้ากันทันที ไม่ใช่ไม่เคยรู้เรื่องเพราะตระกูลเกาก็ถือเป็นตระกูลไฮโซตระกูลหนึ่ง เรื่องหลังบ้านมีหรือจะหลุดรอดหูรอดตา
“พอคุณแม่ของผมเสียไปเมื่อตอนอายุ 8 ขวบ น้ารั่วซี น้องสาวแท้ ๆ ของแม่ก็แต่งเข้ามาพร้อมกับลูกชายชื่อเกาชีเซิน ทั้งคู่รักกันมาก่อนที่ผู้ใหญ่จะเสนอให้พ่อกับแม่แต่งงานกันเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ หลังจากนั้นสองปีน้ารั่วซีก็คลอดลูกสาวอีกคน ตั้งแต่แม่เสียไป พ่อก็ไม่ค่อยสนใจผมเท่าไหร่ เรื่องของซือเย่ผมก็ไม่ได้บอกทางบ้านเพราะกลัวทางนั้นจะมาหาเรื่องซือเย่ครับ”
“ผมรับตำแหน่งรองประธานของบริษัทตระกูลเกา ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะให้คุณพ่อมาขอซือเย่ไปเป็นสะใภ้ แต่เมื่อวานผมเพิ่งแอบได้ยินน้ารั่วซีกับคุณพ่อนัดหมายกับตระกูลชิงเรื่องการแต่งงานของผม” เรื่องนี้ซือเย่เองก็ไม่เคยรู้มาก่อน
“ผมตัดสินใจว่าจะลาออกจากตำแหน่ง และ จะออกจากตระกูลครับ ผมไม่รู้ว่าถ้าเป็นแบบนี้คุณพ่อกับคุณแม่ยังอยากจะยกซือเย่ให้ผมดูแลมั้ย แต่ผมไม่อยากให้ซือเย่ต้องกลายมาเป็นเครื่องมือของตระกูลเกา ยิ่งได้รู้จักคุณพ่อคุณแม่แล้วด้วย ไม่มีทางที่ตระกูลของผมจะอยู่เฉยแน่เมื่อรู้ว่าซือเย่คือใคร”
“แม่ไม่รู้หรอกนะว่าที่เราตัดสินใจแบบนั้นมันถูกหรือผิด แต่แม่ขอบใจนะ ที่รักและคิดที่จะปกป้องซือเย่เป็นอย่างดี แม่ยอมรับว่าไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องทำขนาดนั้น เอาเป็นว่าเรื่องนี้แม่ขอไม่ยุ่งแล้วกัน มีอะไรลองปรึกษาพ่อเค้าดู ไปซือเย่เข้าครัวกับแม่ดีกว่า” ซือเย่หันไปส่งสายตาให้กำลังใจก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับผู้เป็นแม่
“นายมีเหตุผลอะไรมากกว่านั้นหรือเปล่า สายตานายกับซือเย่น่ะ มันบอกนะว่ามีอะไรมากกว่าที่นายเล่ามา”
ฉิงหมิงนั่งนิ่ง เรื่องราวก่อนตายย้อนกลับเข้ามา
“ถ้าผมบอกว่าผมเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง จะเชื่อผมมั้ยครับ”
คุณอาจจะชอบ





