ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย สาวน้อยผู้นำพาครอบครัวสู่ความมั่งคั่ง เล่ม 3

สาวน้อยผู้นำพาครอบครัวสู่ความมั่งคั่ง เล่ม 3

จากอดีตผู้รอดชีวิตในยุคซอมบี้ล้างโลก ฉินหลิวซีได้โอกาสเกิดใหม่เป็นเด็กหญิงวัยห้าขวบในครอบครัวที่แสนยากจน แถมยังถูกญาติพี่น้องรุมกดขี่ข่มเหงอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อโชคชะตาเล่นตลกเธอจึงขอประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมก้มหัวให้โชคชะตาอีกต่อไป ถึงเวลาที่เธอต้องลุกขึ้นมาใช้ความสามารถที่มีเพื่อพลิกฟื้นฐานะและนำพาทุกคนในครอบครัวก้าวข้ามความลำบากมุ่งสู่ความมั่งคั่งร่ำรวยอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึงในโลกใบใหม่นี้
ตอน
แชร์

ตอน 2

สิ่งที่ใช้ตัดสินผลการแข่งมีทั้งหมดสี่อย่าง หนึ่งคือการประลองแบบแพ้คัดออกในวันแรก สมุนไพรและป้ายชื่อในวันที่สอง และการแข่งวันสุดท้ายซึ่งนางก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นแบบไหน

ฉินหลิวซีมองบริเวณรอบตัวเพื่อหาอะไรให้พวกเขาทำก่อนจะจิตตกไปมากกว่านี้

"ดอกไม้สีแดงตรงนี้ก็มีฤทธิ์เป็นสมุนไพร แม้คะแนนจะไม่ได้เยอะ ถ้ารวมกันมาก ๆ เข้าก็อาจช่วยพลิกสถานการณ์ของเราได้"

"โอ้ จริงหรือ!"

พอได้นางหว่านล้อมบ่อยเข้าพวกเขาก็คล้อยตาม หลังจากให้หลี่เจิ้นหัวกับฉินหลิวซีไปเก็บสมุนไพรที่ทุ่งหญ้า พวกตนก็ช่วยกันเก็บดอกไม้สีแดงนั่นมาเช่นกัน เวลาให้ลอยชายมีไม่มากเมื่อหงส์แดงเพลิงร้องเตือนจากภายในมิติว่ามีคนกำลังเข้ามาใกล้

ฉินหลิวซีลุกพรวด พอดีกับที่โสตประสาทของหลี่เจิ้นหัวได้ยินเสียงมาจากทางข้างหน้า เขารีบวิ่งกลับมารวมกลุ่มกับเพื่อนคนอื่น ๆ

สตรีหนึ่งเดียวในกลุ่มถอยหลังไปยืนอยู่รั้งท้าย ปฏิกิริยาของนางทำให้คนในกลุ่มที่เหลือตั้งท่าเตรียมสู้

ไม่นานพุ่มไม้เบื้องหน้าก็บังเกิดเสียงซอกแซก พยัคฆ์ทองปรากฏกายออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ

"ฮ่า ๆ ๆ ดูสิว่าพวกเราเจอใคร นั่นเซียนกระบี่ไม่ใช่หรือ"

ฉินหลิวซีพยายามก้มหน้าก้มตาหลบพวกนั้น กลัวพวกเขาจะจำได้และเอะใจขึ้นมาว่านางอยู่ที่นี่ด้วย แต่เด็กหญิงก็อาจลืมคิดไปว่าในตอนที่ท่านเจ้าสำนักเสนอชื่อนาง คนที่อยู่ ณ ลานประลองนั้นก็คงรับรู้หมดแล้ว

"พยัคฆ์ทองเสียงดังลั่นป่า กลัวเหยื่อไม่รู้ตัวอย่างนั้นหรือ"

ท่าทางของพวกพยัคฆ์ช่างยโสโอหัง ทั้งที่พยัคฆ์ตัวจริงไม่แม้แต่จะอวดอ้างศักดาของตน แต่ลูกศิษย์กลุ่มนี้กลับทำผยองยิ่ง

"พูดจาอวดดีเหลือเกินนะ ส่งสมุนไพรของพวกเจ้ามาได้แล้ว"

"เจ้านี่ก็เป็นพวกพูดจาไม่มีสมองอีกคน ใช้หัวแม่เท้าคิดยังรู้เลยว่าประโยคสิ้นคิดแบบนี้ใครจะให้"

"สถานการณ์นี้พวกเจ้าเสียเปรียบเห็น ๆ เลย พวกเราได้ป้ายชื่อของสองสำนักมาแล้ว" หนึ่งในกลุ่มของนางเอ่ยสำทับกับหลี่เจิ้นหัว แต่เขาก็ถูกแดกดันกลับมา

"แต่ถ้าพวกข้าเอาชนะพวกเจ้าได้ คะแนนทั้งหมดนั่นก็จะกลายเป็นของพยัคฆ์ทอง!" สิ้นคำฝ่ายตรงข้ามก็จู่โจมเข้ามาทันที

ฉินหลิวซีเบี่ยงตัวหลบซ้ายขวาพลางปกป้องห่อสมุนไพรถุงใหญ่ไปด้วย จำนวนคนอีกฝ่ายพอ ๆ กัน เมื่อไม่นับนางที่ตั้งใจจะไม่ร่วมต่อสู้แล้วก็เท่ากับปะทะกันคนต่อคน ถึงแม้สำนักเซียนกระบี่จะเป็นยอดฝีมือ แต่คนที่ร่วมประลองเป็นตัวแทนของสำนักครั้งนี้ก็เป็นยอดฝีมือในสำนักตนเช่นกัน

ในที่สุดก็มีคนพลาดท่าถูกทำลายป้ายชื่อ คนจากสำนักเซียนกระบี่ผู้นั้นถูกดึงตัวตนหายออกไปจากมิติทับซ้อนพร้อมกับคะแนนของฝั่งพยัคฆ์ทองที่เพิ่มขึ้น เมื่อมีคนแรกได้รับชัยชนะก็ยิ่งสร้างแรงใจให้ฮึกเหิม พวกเขารุกเข้ามาอย่างดุดันยิ่งกว่าเดิม และผู้ชนะที่ไร้คู่ต่อสู้แล้วก็ไปช่วยหัวหน้ากลุ่มของตนเองสู้กับหลี่เจิ้นหัว

สหายของนางเป็นคนที่ทำลายป้ายชื่อทีมฝั่งตรงข้ามได้มากที่สุด ถ้าเกิดเขาแพ้สถานการณ์จะพลิกกลับทันที ถ้าไม่มีหลี่เจิ้นหัวคนของสำนักเซียนกระบี่ที่เหลือก็ยังไม่มีใครสู้พวกพยัคฆ์ทองได้ ฉินหลิวซีไม่ได้รวมตัวเองเข้าไปเพราะนางถือว่าตนเป็นคนนอก หากไม่จนตรอกจริง ๆ นางจะไม่ลงมือ

"เจ้าจะมัวมาตามข้าอยู่ทำไม ไปแย่งสมุนไพรมาจากนางสิ!!" หัวหน้ากลุ่มของฝ่ายนั้นตวาดลั่นจนคนในกลุ่มพากันสะดุ้งโหยง

เมื่อการต่อสู้ถูกเบนเป้ามาที่นาง ฉินหลิวซีก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องชักกระบี่อ่อนของตนออกมา

ดูจากสีหน้าของพวกนั้นที่จ้องมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ฉินหลิวซีแน่ใจว่าพวกเขาจำนางได้ ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่จู่โจมเข้ามาอาจเพราะยังไม่แน่ใจด้วยเห็นนางจากที่ไกล ๆ เท่านั้น ตอนนี้นางไม่สามารถหลบซ่อนได้แล้ว

ฉินหลิวซีตั้งรับการโจมตีด้วยมือเดียว ทั้งห้าคู่ที่ยังเหลือรอดพุ่งเข้าห้ำหั่นกันอย่างไม่มีใครยอมใคร เวลาล่วงเลยผ่านไปราวหนึ่งเค่อก็ยังไม่รู้ผล แต่ตอนนี้หลายคนเริ่มไม่ไหว

ฉินหลิวซีเม้มปากด้วยความเป็นกังวล ถ้าฝั่งนางเสียเปรียบเมื่อไหร่ละก็ พยัคฆ์ทองต้องหันมารุมเล่นงานนางแน่ ถึงแม้เด็กหญิงจะหยิ่งผยองในกำลังของตนไม่น้อย แต่หากถูกรุมเล่นงานขึ้นมาเมื่อไหร่ นางก็ไม่กล้าโอ้อวดหรอกว่าจะต้านทานได้

หลี่เจิ้นหันมองรอบกายแล้วก็ขมวดคิ้วด้วยความเจ็บใจ ดูเหมือนว่าในด้านกำลังพวกเขาจะเป็นฝ่ายด้อยกว่า อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็ปะทะกับสองสำนักติดต่อกันทำให้ไม่เหลือแรง

ช่วยไม่ได้สินะ

"ถ้ารู้ตัวว่าไม่ไหวก็ทำลายป้ายชื่อด้วยตัวเองเสีย!" หลี่เจิ้นหัวออกคำสั่ง

กติกาการแข่งขันบอกเอาไว้ว่าหากถูกกลุ่มอื่นทำลายป้ายชื่อคะแนนจะเป็นของฝ่ายนั้น แต่หากทำลายมันด้วยตัวเอง กลุ่มเจ้าตัวจะถูกหักคะแนนแทน

คนที่รู้ตัวแน่ว่าไม่ไหวทำลายป้ายชื่อของตนทันที การทำแบบนี้ยิ่งทำให้สำนักพยัคฆ์ทองเจ็บใจ

"เจ้า!" เขาหันไปขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่หลี่เจิ้นหัว

"เซียนกระบี่จะไม่ยอมให้ใครหยามทั้งนั้น!"

ท่วงท่าการกวัดแกว่งอาวุธของหลี่เจิ้นหัวงดงามและดูพลิ้วไหวสมกับที่เป็นศิษย์คนโปรดที่อาจารย์ชื่นชม แม้แต่พวกพยัคฆ์ทองยังเผลอหยุดจ้องไปชั่วครู่

ตอนนี้เหลือเพียงหลี่เจิ้นหัว ฉินหลิวซี และศิษย์สำนักอีกสองคน ขณะที่อีกฝั่งลดไปคนหนึ่งจากหก พยัคฆ์ทองเหลือห้าคน รวมคนที่ได้สิทธิ์ในการเสนอชื่อเช่นเดียวกับนาง

จำนวนคนที่ต่างกันเพียงหนึ่งหน่วยก็ทำให้ฝั่งของหลี่เจิ้นหัวเสียเปรียบได้แล้ว บวกกับที่ฝ่ายนั้นมีกำลังเหลือมากกว่า สถานการณ์เลยยิ่งย่ำแย่

พวกเขาจะทำอย่างไรดี

นอกสนามประลอง ผู้ชมดูการแข่งขันผ่านอุปกรณ์เซียนที่ทางสำนักได้ไปหามาและทำการวิจัยต่อจึงสามารถสร้างออกมาได้หลายชิ้น ดูท่าอีกไม่นานคงรู้ผลของการแข่งขันวันที่สองนี้แล้ว

สถานการณ์ภายนอกกับภายในของมิติทับซ้อนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนที่เป็นผู้ชมทำได้เพียงลุ้นระทึกไปกับผลแพ้ชนะครั้งนี้ ส่วนคนข้างในที่กำลังต่อสู้กันเคร่งเครียดจนแทบกลายร่าง

ผลแพ้ชนะแต่ละครั้งเหมือนเอาศักดิ์ศรีสำนักขึ้นไปแขวน ยิ่งกับพวกพยัคฆ์ทองที่สนใจผลลัพธ์มากกว่าวิธีการยิ่งแล้วใหญ่

"พวกเจ้าไหวไหม" หลี่เจิ้นหัวถามกลุ่มของตนเสียงลอดไรฟัน แต่ละคนสะบักสะบอมแรงจะตอบแทบไม่มี ตอนนี้พวกเขาเสียเปรียบเกินไป

ฉินหลิวซีประเมินสถานการณ์ดูแล้ว หากนางไม่ลงมือทำอะไรสักอย่างตอนนี้พวกเขาจะต้องแพ้จริง ๆ แน่

นางออมมือไม่เอาจริงเพราะไม่อยากโดดเด่นจนเป็นที่เตะตาขึ้นมา แต่ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างตอนนี้นอกจากนางอาจได้รับบาดเจ็บแล้ว คนอื่น ๆ ในกลุ่มก็ไม่รอดกลับไปโดยสมบูรณ์

เพราะต่างฝ่ายต่างยั่วโมโหกันไปมา ทำให้การต่อสู้ยิ่งรุนแรงและหนักมือขึ้นเรื่อย ๆ จนสถานการณ์อาจบานปลายกว่านี้ได้ในภายหลัง

ในสถานการณ์แบบนี้ข้าจะมัวมาห่วงเรื่องนั้นไม่ได้สินะ

เมื่อตัดสินใจได้แล้วฉินหลิวซีก็เริ่มเป็นฝ่ายรุกกลับบ้าง นางกวัดแกว่งกระบี่อ่อนรุกไล่คู่ต่อสู้ของตนจนล่าถอย การตัดสินใจของนางครั้งนี้ทำให้เห็นถึงฝีมือที่เก็บซ่อนไว้ ศิษย์สำนักเซียนกระบี่ที่ร่วมทางกันมาตลอดต่างตกใจจนอ้าปากค้าง

เด็กหญิงผู้ครอบครองหงส์แดงเพลิงซัดฝ่ามือเข้าใส่กลางลำตัวคู่ต่อสู้ของตน อีกฝ่ายมีระดับการฝึกตนที่ด้อยกว่านาง โดนเข้าไปครั้งเดียวตัวก็ปลิวไปกระแทกต้นไม้ด้านหลังจนกระอักเลือด

ฉินหลิวซีไม่รอช้า ดีดตัวไปยังจุดนั้นแล้วเก็บป้ายชื่อกลับมายื่นให้หลี่เจิ้นหัวเป็นผู้ทำลาย

เด็กชายลงมือทันทีโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา พริบตานั้นคู่ต่อสู้ของนางก็หายไปจากสายตา ตอนนี้คงถูกหามเข้าซุ้มปฐมพยาบาลไปแล้ว

ลูกศิษย์ของสำนักเซียนกระบี่ที่เคยมาด้วยกันตลอดทาง ทว่าตอนนี้มีสถานะเป็นเพียงผู้ชม มองดูแล้วก็คิดว่าตอนนั้นพวกตนช่างมีตาหามีแววไม่ พอได้ยินว่าเป็นศิษย์หมอเทวดาจึงตีตราว่านางเชี่ยวชาญการปรุงโอสถเพียงอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นก็มีฝีมือต่อสู้นิดหน่อยพอป้องกันตัวได้ แต่ภาพที่เห็นไปทำลายความคิดนั้นจนหมดสิ้น

"ที่แท้เจ้าก็ต่อสู้ได้ถึงขนาดนี้" เด็กคนหนึ่งในกลุ่มเดียวกันเอ่ยชื่นชม

"ที่ผ่านมานี่เจ้าแอบกินแรงพวกข้าหรอกหรือ" อีกคนหนึ่งเอ่ยหยอกเย้าเสียงติดตลก หวังให้สถานการณ์ฝั่งตนผ่อนคลายขึ้น

ฉินหลิวซีฟังแล้วก็ไม่ได้ถือสา เพราะที่ร่วมมือกันมาตลอดทางก็ทำให้พอรู้นิสัยใจคอแต่ละคนบ้าง คนผู้นี้ติดเล่นและอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ สร้างเสียงหัวเราะให้คนอื่น ๆ ตลอดทาง ผิดกับนางที่เอาแต่เงียบขรึม อีกทั้งเขาไม่ได้ตั้งแง่กับนางแค่เพราะเป็นสตรี ฉินหลิวซีจึงรู้สึกประทับใจอยู่ไม่น้อย

"พอดีข้าเห็นเจ้าขี้เกียจเลยอยากให้ออกแรงเยอะ ๆ ตอนนี้น่าจะตื่นเต็มตาดีเลยใช่ไหมล่ะ" นางต่อปากต่อคำกลับไป

เพราะการโต้ตอบของสองคนนี้ ทำให้สถานการณ์ทำด้านพวกเขาผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่อาจวางใจได้ พยัคฆ์ทองไม่เคยปรานีเป้าหมาย เพียงชั่วหนึ่งลมหายใจที่ผ่อนคลายพวกนั้นก็จู่โจมเข้ามา

"ฉินหลิวซี!" หลี่เจิ้นหัวร้องเสียงหลงเมื่อเห็นฝ่ายศัตรูคนหนึ่งพุ่งตรงไปหาสหายของเขาด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ

เจ้าของชื่อพลิกตัวกลับมาตั้งรับได้ทันท่วงที นางหันปลายกระบี่พุ่งเข้าไปหาแล้วทำการโต้ตอบคืน แต่ละฝ่ายผลัดกันรุกไล่ ตั้งใจต้อนฝั่งตรงข้ามให้จนมุม ตอนนี้พยัคฆ์ทองแทบไม่สนใจป้ายชื่อแล้ว ต้องการทำให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์เท่านั้น

ฉินหลิวซีจงใจโจมตีคู่ต่อสู้ของตนให้ไปทางฝั่งหลี่เจิ้นหัว นางกับเขาหันหลังชนกันก่อนผลัดกันตั้งรับและจู่โจม

การประสานงานแบบนี้หากไม่รู้ใจกันมากพอมีแต่จะยิ่งเพิ่มภาระให้ตัวเอง แต่พวกเขาสนิทสนมกันพอสมควร เรื่องแบบนี้นับว่าง่ายดายมาก อีกทั้งตั้งแต่ตอนอยู่ที่เมืองบ้านเกิดของนาง ต่างก็เห็นการต่อสู้ของกันและกันมาหลายครั้ง

ฉินหลิวซีใช้มือค้ำไหล่สหายตนแล้วเหวี่ยงตัวเองข้ามไปอีกฝั่ง ใช้เท้ายันผู้ต่อสู้จนล้มกลิ้ง หัวหน้าของพวกพยัคฆ์ทองเดือดดาลจนใบหน้ากลายเป็นสีแดงเพราะเลือดสูบฉีดขึ้นมาจากอารมณ์พุ่งพล่าน

"ทำหน้าแบบนั้นน่ากลัวเกินไปแล้วนะ" นางยิ้มแหย แต่ก็ไม่ได้ลดสมาธิในการต่อสู้ลง

"เจ้าฝีมือร้ายกาจขึ้นหรือเปล่าเนี่ย" เด็กชายเอ่ยยิ้ม ๆ

"เวลาผ่านไปตั้งหลายปี คนเราก็ต้องเก่งขึ้นบ้างสิ"

พวกเขาสนทนากันไปทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ดูค้านสายตากับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่เป็นอย่างมาก

การต่อสู้ดำเนินไปจนเหลือผู้เข้าแข่งขันฝั่งสำนักเซียนกระบี่เพียงสองคนคือฉินหลิวซีและหลี่เจิ้นหัว ทั้งคู่หอบหายใจพลางจ้องมองศัตรูไม่ละสายตา ถึงจำนวนคนจะมีเท่ากันแต่ว่าฝ่ายนั้นได้เปรียบเรื่องความอาวุโสกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ทั้งพละกำลังด้านร่างกายและประสบการณ์การต่อสู้จริง ฝั่งเซียนกระบี่ที่เหลืออยู่สองคนตอนนี้เทียบไม่ได้เลย

ระหว่างที่นางตั้งสมาธิกำลังจดจ่อจนถึงขีดสุด สัญญาณเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นภายในมิติทับซ้อน สิ่งนี้บ่งบอกว่าเหลือเวลาเพียงหนึ่งชั่วยามก่อนการแข่งขันจะสิ้นสุดลง

จะมัวมาเอ้อระเหยแบบนี้ไม่ได้แล้ว

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย สองพี่น้องหลังเขาวั้งซานกู่
9.5
ลู่ฉางกัง ทายาทผู้มั่งคั่งที่เคยใช้ชีวิตอย่างเย่อหยิ่งจนสูญเสียสิ่งสำคัญ ได้รับโอกาสครั้งที่สองเมื่อกล่องไม้โบราณนำพาเขาย้อนสู่อดีตในร่างเด็กชายวัยสิบขวบ ณ มิติคู่ขนานแห่งนี้ เขาได้พบกับบุคคลในความทรงจำที่มิอาจลืมเลือน การเดินทางเพื่อแก้ไขความผิดพลาดและปกป้องครอบครัวจึงเริ่มต้นขึ้น แม้เนื้อแท้เขาจะไม่ใช่คนดีเพียบพร้อมและเต็มไปด้วยกิเลส แต่บททดสอบแห่งการเอาตัวรอดจะค่อยๆ ขัดเกลาคุณชายเจ้าอารมณ์ให้รู้จักความหมายของชีวิตและการนำพาคนรักไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง
หน้าปกนวนิยาย คู่แค้นแสนชัง
8.5
กัมปนาทจมอยู่กับเพลิงแค้นหลังนายอิทธิพลฟ้องร้องจนพ่อของเขาต้องจบชีวิตลงด้วยความล้มละลาย เขาจึงวางแผนลักพาตัวกุหลาบแก้ว ทนายความสาวผู้มีส่วนทำลายครอบครัวเขามาจองจำเพื่อชำระแค้น แม้จะตราหน้าว่าเธอเป็นเพียงขยะสกปรกที่ต้องชดใช้ด้วยชีวิต แต่ความใกล้ชิดท่ามกลางความขัดแย้งกลับสั่นคลอนหัวใจที่เคยแข็งกร้าว ปมพยาบาทจะคลี่คลายกลายเป็นความรักได้หรือไม่ เมื่อความเกลียดชังปะทะกับความปรารถนาที่เขาไม่เคยคาดคิด ในเรื่องราวภาคแรกของซีรีส์ศัตรูที่รัก
หน้าปกนวนิยาย ลูกเขยจอมราชันย์กลับมาแล้ว
9.5
เมื่อสิบห้าปีก่อน เสี่ยวซวนลี่สังหารพ่อแม่ของเสี่ยวเทียนเพื่อชิงมรดกและรับเขามาเลี้ยงอย่างจอมปลอม จนกระทั่งเสี่ยวเทียนเติบโตและก่อตั้งบริษัทระดับโลก เขากลับถูกลุงแท้ๆ ใส่ร้ายคดีฉาวจนสูญเสียทุกอย่างและต้องหนีไปต่างประเทศ ห้าปีต่อมาเสี่ยวเทียนกลับมาในฐานะผู้นำองค์กรติดอาวุธที่ทรงอิทธิพลที่สุด พร้อมทรัพย์สินมหาศาลและอำนาจที่แม้แต่นายกเทศมนตรียังต้องก้มหัวให้ ถึงเวลาที่เขาจะกระชากหน้ากากคนชั่วและทำให้ศัตรูที่เคยดูถูกต้องคุกเข่าวิงวอนขอชีวิต
หน้าปกนวนิยาย เถื่อนปรารถนา
8.7
ท่ามกลางพงไพรเขียวขจีที่เป็นฉากหลังของการหลบหนีจากการไล่ล่าอันดุเดือด ความสัมพันธ์ของคนสองคนได้ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางอันตราย ก่อเกิดเป็นเพลิงปรารถนาที่แผดเผาอย่างเร่าร้อนและรุนแรงในป่าลึก สองร่างกายและหัวใจถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นความผูกพันที่ยากจะถอนตัว แม้ภารกิจหนีตายจะสิ้นสุดลงและทั้งคู่ได้ก้าวพ้นชายป่าออกมาแล้วก็ตาม แต่เปลวไฟแห่งความเสน่หาที่โชติช่วงกลับไม่มีทีท่าว่าจะมอดดับลงไปง่ายๆ ตามระยะทางที่ผ่านพ้นมา
หน้าปกนวนิยาย เพลิงสิเน่หามายาลวง
8.5
เมื่ออดีตอันขมขื่นระหว่างรินดากับป้องณวัฒน์หวนกลับมาอีกครั้ง ความโกรธแค้นจากการถูกทอดทิ้งในคืนนั้นทำให้รินดาไม่ยอมอ่อนข้อให้เขาอีก เมื่อป้องณวัฒน์พยายามเข้ามาวิจารณ์และล่วงเกินเธอด้วยการโวมกอด เธอจึงตอบโต้ด้วยการตบหน้าและใช้ทักษะการต่อสู้จัดการจนเขาสิ้นฤทธิ์กองกับพื้น แม้เขาจะพยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์แต่รินดากลับมีเพียงความรังเกียจและคำด่าทอในใจ เธอพร้อมจะปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและไม่ยอมให้ชายที่เคยทำร้ายจิตใจกลับเข้ามาแตะต้องตัวเธอได้ง่ายๆ อีกต่อไป
หน้าปกนวนิยาย เขาจมฉัน ฉันเผาโลกของเขา
8.5
อคินขังฉันไว้ในโลกเสมือน 'พิมานเมฆ' ขณะที่ชีวิตจริงเขาลอบวางยาเพื่อสกัดการรักษาขาของฉัน เขาทรยศความรักไปหาดาลิน มอบทุกอย่างที่เป็นของฉันให้เธอ และทำลายชื่อเสียงฉันจนย่อยยับ ฟางเส้นสุดท้ายคือการสั่งให้คนโยนฉันลงน้ำพุอย่างโหดเหี้ยมเพื่อกำจัดทิ้ง แต่ฉันรอดตายและรักษาตัวจนหายดี บัดนี้ฉันจะกลับเข้าสู่ระบบเพื่อทวงคืนตำนานวาลคีรีและเผาทำลายอาณาจักรจอมปลอมของเขาให้สิ้นซาก