
บัดซบสิ้นดี! เกิดใหม่ทั้งทีกลับต้องอุ้มท้องให้ทรราช
ตอน 2
จ้าวเหม่ยยังทำใจไม่ได้ที่ต้องมาอยู่ในร่างของเหม่ยหรง เกิดใหม่ทั้งทีกลับต้องมาเป็นเมียทรราช ชาติก่อนนางไปทำเวรทำกรรมอะไรหรือเปล่า ก็ไม่นะ แล้วเหตุใดถึงได้ซวยแบบนี้
โชคยังดีที่ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาฮ่องเต้เทียนฉีไม่ได้มาหานางสามวันแล้ว จ้าวเหม่ยเลยได้มีเวลาพักหายใจแล้วคิดทบทวนว่าจะทำยังไงดี
ถ้าลองฆ่าตัวตายล่ะ? แต่ชาติก่อนนางตายไปแล้ว แล้วจะกลับไปได้ยังไง
โธ่เอ๊ย หรือว่านางจะต้องติดในร่างนี้ตลอดไป
“ไม่นะ หื้อออ ฉันอยากกลับไปเกิดใหม่” แทนที่จะมาติดแหง็กในร่างนี้ แต่ถ้าเกิดใหม่ไปอยู่ในร่างไก่ล่ะ? ไม่ถูกฆ่าตายเป็นอาหาร? แต่ก็ยังดีกว่าเป็นเกิดเป็นเมียทรราชอยู่ดีนั่นแหละ
นางกำนัลที่อยู่ด้านนอกรีบเข้ามา “อิงซิน” ผู้นี้เป็นบ่าวรับใช้ของแม่นางเหม่ยหรงตั้งแต่อยู่จวนสกุลเหลย ยังดีที่นางได้รับความทรงจำของร่างนี้มาด้วย อีกทั้งเคยอ่านในนิยายพวกนั้น เลยรู้เรื่องทั้งหมด จึงไม่ได้ทำอะไรผิดแผกไปจากเดิม แต่วันนี้นางเริ่มทนไม่ไหวเพราะรู้ว่าจะต้องอยู่ในร่างนี้ตลอดไป
เขาตายตอนไหน? ในหนังสือก็ไม่บอกด้วยสิ บอกแค่ว่าเขากลายเป็นทรราชที่ได้รับการยกย่องว่าทั้งเมตตาและโหดเหี้ยมในเวลาเดียวกัน ตลอดรัชสมัยที่เขาปกครองนั้น ขุนนางล้วนไม่กล้าฉ้อราษฎร์บังหลวง ประชาชนกินดีอยู่ดี เภทภัยไม่เคยเกิด ต่างอยู่สงบสุข เป็นฮ่องเต้ที่อายุยืนที่สุดประวัติศาสตร์
เดี๋ยวนะ อายุยืนที่สุด...
“...” ใบหน้าของจ้าวเหม่ยซีดแล้วซีดอีก ในตอนนี้นางไม่อาจทำใจได้อีก จังหวะที่คิดว่าจะทำยังไงดีนั้น
ขันทีก็เข้ามารายงาน “คืนนี้ฝ่าบาทจะเสด็จ สนมเฟยโปรดเตรียมปรนนิบัติให้ดี”
ให้ดีกับบิดาเจ้าสิ ใครใช้ให้เขามาเล่า สายตานางบอกเช่นนั้นจนขันทีที่มารายงานเริ่มรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาทั่วร่าง เลยรีบหลบสายตาแล้วรีบออกไปทันที
“ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวไปจัดการก่อนนะเพคะ” อิงซินที่หน้าซีดกว่ากลัวว่าฮ่องเต้เทียนฉีจะไม่พอใจ ก็รีบจะไปจัดการเตรียมพร้อมให้ดี
“ไม่ต้องเตรียมอะไรทั้งนั้น บอกทุกคนไปพักผ่อน ส่วนเจ้าก็ดับไฟให้สนิท”
“คะ คุณหนู เอ่อ สนมเฟยเพคะ หากทำเช่นนี้เกรงว่าฝ่าบาทจะไม่พอพระทัยได้นะเพคะ เช่นนี้แล้วพระสนมจะลำบากอีก” คืนนั้นสนมเหม่ยหรงแผลงฤทธิ์ไปไม่น้อย เลือดลมแตกซ่านจนกระทั่งตัวเองสิ้นลม นางจึงเข้ามาอาศัยร่างนี้แทน
“เจ้าก็ด้วย หลบไปให้ไกล เรื่องในคืนนี้ข้าจะจัดการเอง”
“แต่ว่าคุณหนู” น้ำตาอิงซินเหมือนจะไหลออกมาแล้ว บ่าวคนนี้จงรักภักดีกับคุณหนูเหม่ยหรงอย่างมาก ถึงแม้เหม่ยหรงจะเป็นบุตรสาวของแม่ทัพ แต่นางก็มีพี่ชายอีกคนที่มีนามว่า จื้อหลิน เพราะเป็นน้องสาวที่มีพ่อและพี่ชายจึงปกป้องตามใจตั้งแต่เด็ก จึงเป็นเพียงสตรีอ่อนแอคนหนึ่ง รู้จักแค่ปักผ้า ร้องเพลง เต้นรำ อย่างที่สตรีทั่วไปรู้กัน
แต่เรื่องสำคัญอย่างดาบ ธนู ขี่ม้า ล้วนเป็นสิ่งที่นางไม่เคยเรียนรู้มาก่อน เมื่อถูกบีบบังคับเข้าวังหลวงจึงไม่แปลกที่นางจะกลั้นใจตายทันที มาถึงตอนนี้โชคดีหน่อยที่ของพวกนั้นนางล้วนเรียนรู้มาจากภพก่อน ไม่ว่าจะดาบ ธนู ขี่ม้า หรือแม้แต่ปืน ว่ายน้ำ เทควันโด เรียกได้ว่าเมื่อผสมรวมกับคุณหนูเหม่ยหรง นางก็เก่งทุกอย่างได้พอเหมาะพอเจาะพอดี
ดูสิว่าฮ่องเต้ทรราชผู้นั้นหรือจะสู้สตรียุคสองพันแบบนาง
ฮ่องเต้เทียนฉีมองรอบตำหนักที่มืดสนิท เหล่านางกำนัลขันทีไม่มีสักคน แถมไฟในตำหนักก็มืดเช่นเดียวกัน ดวงตาเขาหรี่ลง กรามขบกันด้วยรู้ว่าคำสั่งนี้ไม่ใช่ผู้ใดนอกจากเจ้าของตำหนัก
เขาเข้าไปด้านใน ขันทีพยายามจะจุดไฟ แต่ “ไม่ต้อง” เขาชอบความมืดที่สุด ยิ่งตอนกลางคืนที่ล่าสัตว์ตัวน้อยอย่างกระต่ายหรือว่ากวางพวกนั้น
“ออกไป”
สายตาหลิวกงกงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว รีบก้มหน้าออกไปตามคำสั่งทันที ในใจก็คิดว่าสนมเฟยนั้นหาเรื่องตายชัดๆ พรุ่งนี้คงได้เห็นผ้าสีขาวประดับตำหนักเป็นแน่
ฮ่องเต้เทียนฉีหันมองรอบตำหนักทุกย่างก้าวเขาเหมือนคนที่กำลังจะล่าสัตว์อยู่ในป่า พยายามเอียงหูฟังโดยรอบ แม้แต่ลมหายใจเขาก็ยังรู้สึกได้
นางอยู่ไหน?
สตรีผู้นี้หาญกล้าขัดคำสั่งเขา คงไม่กลัวตายแล้วกระมัง ดี ถ้าเช่นนั้นคืนนี้เขาจะฆ่านาง แล้วส่งศพนางเป็นของขวัญให้เจี่ยหย่ง เขาคิดว่าคงดีไม่น้อยเลยทีเดียว
จ้าวเหม่ยนั่งอยู่ในเงามืดบนต้นไม้ด้านนอกหน้าต่างมองคนด้านในอยู่ พลางกินผลอิงเถาในมืออย่างเอร็ดอร่อย ภายใต้แสงจันทร์ดวงตาหมาป่าผู้นั้นกระหายความตายอย่างไม่ปิดบัง
ส่วนนางเรื่องอะไรจะอยู่ในตำหนักให้โง่
ระหว่างที่กำลังชมเรื่องสนุก นางคิดว่าฮ่องเต้เทียนฉีคงโมโหแล้วเสด็จออกไปทันที แต่ที่ไหนได้ เขาวนอยู่รอบห้อง พอไม่เห็นนางเขาก็ล้มตัวนอนในตำหนัก สั่งขันทีแขวนโคมไฟ ยกเลิกภารกิจทั้งหมด แถมยังขัดประเพณีที่ว่าฮ่องเต้ไม่ค้างที่ตำหนักสนมอีก
ให้เขานอนน่ะนางไม่เป็นไรหรอก แต่คืนนี้นางจะนอนไหนล่ะ จ้าวเหม่ยหันมองรอบตำหนัก ลืมไปว่าไล่ทุกคนไปหมดแล้ว ครั้นจะเดินออกนอกตำหนักก็ไม่รู้จะไปทิศทางไหน
อย่างที่เขาบอกว่า หนทางบนถนนยังง่ายกว่าเดินในวังหลวง ในสภาพเช่นนี้นางไม่ควรออกนอกตำหนักด้วยซ้ำ พอเห็นว่าแสงเทียนในห้องดับลงแล้ว
จ้าวเหม่ยก็ลงจากต้นไม้ ดีที่นางเลือกแต่งชุดขันที คิดว่าจะเดินไปไหนมาไหนก็คล่องตัว
ฟุ่บ... เสียงเหยียบใบไม้ทำให้นางแทบหยุดลมหายใจ เพราะกลัวคนด้านในจะได้ยิน นางยืนอยู่ที่เดิมครู่หนึ่งรอจังหวะว่ามีอะไรเคลื่อนไหวหรือเปล่า พอไม่มีก็พ่นลมหายใจโล่งอกออกมา คิดว่าจะเดินไปยังห้องด้านหลังอาจจะมีห้องว่างสักห้องให้นางนอนในคืนนี้
แต่จังหวะที่กำลังก้าวไปนั้น
“สนมเฟยจะไปไหน”
ตัวนางเย็นวาบ นี่คนหรือผีกันแน่ แค่นางขยับนิดเขาก็รู้ตัวมาโผล่อยู่ด้านหน้านางแล้ว แถมมืดขนาดนี้ นางแต่งกายเป็นขันทีอีก เขามองแค่แวบเดียวก็รู้ว่าเป็นนาง
“ฝะ ฝ่าบาท” นางยิ้มสู้แล้วย่อตัวคำนับ
“หม่อมฉันเห็นว่าฝ่าบาทบรรทมแล้ว เลยไม่รบกวน คิดว่าจะไปพักที่ห้องด้านหลังเพคะ นี่ก็ดึกมากแล้ว เชิญฝ่าบาทบรรทมเถอะเพคะ”
จ้าวเหม่ยขยับ คิดจะว่าวิ่งผ่านไปเลย แต่ก็ถูกคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นฮ่องเต้หิ้วคอเสื้อนางแล้วยกตัวขึ้นสูงราวกับว่านางเหมือนกระต่ายตัวหนึ่ง
“คิดหรือว่าจะหนีเรารอด”
นางไม่คิดว่ารอดหรอก แค่คิดว่าขอให้พ้นคืนนี้ก็พอ “ฝ่าบาทมีสนมตั้งมากมายในวังหลวง เหตุใดไม่ไปตำหนักอื่นเล่า”
“เราก็มาแล้วไง เพราะตอนนี้ในวังหลังมีเจ้าเพียงคนเดียว”
แค่กๆ ไหนบอกว่าฮ่องเต้ล้วนมีสนมนับพัน ขันทีนางกำนัลอีกนับหมื่น เหตุใดเขาถึงมีสนมเฟยเพียงคนเดียว ระหว่างที่นางกำลังโต้เถียงนั้น เขาก็อุ้มนางขึ้นพาดบ่า
ในใจของจ้าวเหม่ยสาปแช่งคนป่าเถื่อนตรงหน้า สมควรแล้วที่ถูกเรียกว่าทรราช
“ฝ่าบาท หม่อมฉันเป็นสตรีนะเพคะ จะทรงถนอมหยกหน่อยไม่ได้หรือเยี่ยงไร”
“เจ้าปีนต้นไม้กระโดดลงมาราวกับบุรุษ แถมยังแต่งกายเป็นขันทียังเรียกตัวเองว่าสตรีอีกเหรอ” ปลายเสียงลากยาวจนนางขนลุก
“โอ๊ย” ไม่ทันขาดคำก็โยนนางบนเตียง คราวนี้ไม่ตายก็คงพิการไปตลอดชีวิต แค่คิดว่าต้องติดอยู่ในวังหลวงในสภาพเช่นนี้คงได้ทรมานกว่าเดิมอีก
นางหรือจะสู้ชะตาบัดซบ จ้าวเหม่ยก็รีบลุกขึ้นอย่างไว เขาก็จับแขนนางกดไวกว่า นี่คนหรือหมากันแน่ ทำไมกัดไม่ปล่อยเช่นนี้
“หม่อมฉันเจ็บเพคะ”
“เจ้าก็เลิกหนี เราก็จะได้เลิกจับ”
สายตานางมองคนตรงหน้า จริงเหรอถ้านางเลิกหนีเขาจะปล่อยนาง หากเพียงชั่วแวบเดียวเท่านั้นนางมองเห็นรอยยิ้มหมาป่า “ถ้าหม่อมฉันตายไปแล้ว พระองค์จะมีใครปรนนิบัติเพคะ ในเมื่อทั้งวังมีเพียงหม่อมฉัน” จ้าวเหม่ยพูดด้วยน้ำเสียงหวานจนน่าขนลุก
ขู่อะไรไม่ได้ก็ยกเรื่องนี้มาขู่ ฮึ ฮ่องเต้เทียนฉีไม่นึกมาก่อนเลยว่าเหม่ยหรงจะมีนิสัยเช่นนี้ สตรีตรงหน้าเมื่อก่อนเคยดูถูกเขาเช่นไร ต่อให้สิบปีแก้แค้นก็ยังไม่สาย คิดว่าเขาพิศวาสนางหรือ สำหรับเขาแล้วไม่เคยมี ที่ทำไปล้วนเพื่อแก้แค้นเท่านั้น
“เราไม่กลัวหรอก เจ้าตายก็ดีจะได้ประหยัดไปหนึ่งคน ค่อยหาคนมาแทนที่เจ้า คิดว่าคงหาไม่ยาก”
บัดซบสิ้นดี เขามันชั่วช้าคิดฆ่าคนเหมือนผักปลา ในใจนางตอนนี้คิดว่าถ้าดื้อรั้นไปเกรงจะทำให้ยิ่งถูกฆ่าเร็ว หากอ่อนไปก็เกรงว่าจะกลายเป็นเบี้ยล่างเขาไปตลอดชีวิต
“ถ้าเช่นนั้นแล้วให้หม่อมฉันปรนนิบัติฝ่าบาทเถอะเพคะ”
ได้ยินเสียงหวานอีกรอบ ปามูเซอก็คิดว่านางจะต้องมีแผนอื่นเป็นแน่ แต่การที่จับกระต่ายเช่นนี้ก็ไม่นึกสนุก ถ้าเช่นนั้นก็เล่นตามน้ำสักหน่อยจะเป็นไรไป
เขาปล่อยมือนางเป็นอิสระ “แล้วเจ้าจะทำอันใดให้เราพอใจ หรือจะใช้กายเจ้าปรนนิบัติเรา”
บิดาท่านน่ะสิ จ้าวเหม่ยแช่งชักหักกระดูกไปหลายรอบก็ขยับร่างลงจากเตียง เดินไปด้านหลังฉากยกอ่างน้ำอุ่นกับผ้าขาวมาวางบนโต๊ะข้างเตียง
“ฝ่าบาททรงเหนื่อยมาทั้งวัน ให้หม่อมฉันเช็ดเนื้อตัวให้เถอะเพคะ”
ไม่รู้ว่านางมาไม้ไหน แต่เขาก็อยากรู้จึงเล่นตามน้ำไปอีก มองเหม่ยหรงหยิบผ้ามาบิดแล้วมาเช็ดตรงหน้าผากให้เขา ใกล้เพียงเอื้อมนั้นเขาจ้องมองนางไม่กระพริบตา
“ในใจเจ้าคงนึกเจ็บใจที่ต้องปรนนิบัติเรา”
“หม่อมฉันไม่ได้คิดเช่นนั้น”
“อย่างนั้นรึ ที่ผ่านมาเจ้าเองไม่ใช่เหรอที่ดูถูกเรา ปรามาสเราว่าเป็นแค่ลูกสนมต่างเผ่าไม่มีอะไรเทียบเท่ากับผ้าเช็ดเท้าของเจ้า”
อ้า... ดูเหมือนเรื่องนี้จะคุ้นๆ เหมือนนางจะอ่านผ่านๆ ตอนที่ปามูเซอกลับมาจากเผ่าเข่อจีตอนชันษาที่สิบ คราวนั้นเขาถูกทั้งองค์รัชทายาทเจี่ยหย่ง และคุณหนูเหม่ยหรงกลั่นแกล้งหลอกพาเขาไปขังในตำหนักเย็น แอบเอาข้าวสุนัขให้กิน แถมยังแกล้งผลักเขาตกน้ำอีก ล้อเขาว่าเป็นองค์ชายป่าเถื่อนไร้มารยาท ยังมีอะไรอีกนะที่สองคนนี้ทำ
ปามูเซอแตะคางจ้าวเหม่ยให้เงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา “เราพูดความจริงเจ้าถึงกับพูดไม่ออกเชียวรึ”
ก็เป็นความจริงนางจะพูดออกได้เช่นไร แต่นั่นมันคุณหนูเหม่ยหรง ไม่ใช่นางเสียหน่อย
“ครั้งนั้นหม่อมฉันโง่เขลาเบาปัญญา เล่นไปตามประสาเด็กไม่รู้จักคิดจึงทำให้ฝ่าบาทแค้นเคืองพระทัยมาจนถึงบัดนี้ หากบัดนี้หม่อมฉันโตแล้ว ย่อมไม่ทำเช่นนี้อีก” นางยกมือขึ้นจะแตะแก้มคนตรงหน้า
ปามูเซอก็ปัดทิ้งเสียจนจ้าวเหม่ยแช่งด่าในใจเขาไปอีกรอบ
“แล้วใครกันที่เมื่อคืนยังสาปแช่งให้เราตาย เรียกพี่ชายเจ้ามาช่วยชีวิต จับเราแยกร่างด้วยม้าห้าส่วน โยนร่างให้แร้งกินนอกกำแพงวัง”
คนฟังหน้าซีดลงเรื่อยๆ เพราะเรื่องพวกนี้ล้วนไม่ได้อยู่ในหัวของนาง อาจจะเพราะเป็นช่วงก่อนหน้าที่คุณหนูเหม่ยหรงจะตาย เลยทำให้นางจำเรื่องนี้ไม่ได้
“ฝ่าบาทล้อหม่อมฉันเล่นแล้ว เรื่องพวกนี้หม่อมฉันล้วนเสียสติไปชั่วครู่เท่านั้น แต่เมื่อได้เสพสมภิรมย์หวานชื่นกับฝ่าบาทแล้ว หม่อมฉันก็ได้รู้ว่าฝ่าบาทเป็นบุรุษที่เร่าร้อนยิ่งนัก” นางก็เป็นสตรียุคสองพัน เหตุใดจะต้องเขินอายเรื่องพวกนี้กันเล่า พูดไปแล้วก็เห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ สงสัยคงตกใจเช่นกันที่ได้ยินนางกล้าพูด
มือนางไม่อยู่นิ่ง แตะลูบแผ่นอกเขา จากนั้นก็ลูบไล้ลงมาแล้ววนขึ้นไปใหม่ “หรือฝ่าบาทไม่พอพระทัยหม่อมฉัน ถ้าไม่พอพระทัยจริงเหตุใดวันนี้ถึงเสด็จมาอีกหรือเพคะ หรือว่าคิดถึงหม่อมฉัน อยากให้หม่อมฉันทำเช่นนั้นอีก”
คิ้วหนาเริ่มขมวดเข้าหากัน ดวงตาหรี่ลงจับตามองคนตรงหน้า หรือนางจะเสียใจจนขาดสติไปถึงได้พูดจาหน้าไม่อายออกมาเช่นนี้
“เจ้ากำลังถ่วงเพลา” เขาดูออก
คุณอาจจะชอบ





