
หลิวลี่หลินสาวน้อยร้อยพิษ
ตอน 2
ลี่หลินและลี่หยางเป็นเด็กอัจฉริยะสมองดีเหมือนได้รับพรจากสวรรค์ ไป๋เหยียนสอนเพียงรอบเดียวก็สามารถปฏิบัติตามได้แล้ว ตำราของไป๋เหยียนทุกเล่มก็อ่านได้หมดโดยฟูหลินเป็นผู้สอน อายุเพียง 5 หนาวก็สามารถปรุงโอสถคุณภาพสูงได้และถูกต้อง รู้จักสมุนไพรทุกชนิด วรยุทธ์ก็ไม่ด้อยไปกว่าใคร ลี่หลินถนัดปรุงโอสถ ยาพิษ ยันต์อักขระและค่ายกล ส่วนลี่หยางถนัดอารุธเวท กำลังภายใน อักขระ ค่ายกล และเครื่องดนตรีทุกชนิด
ตอนอายุ 3 ขวบปีด้วยความซุกซนเด็กแฝดทั้งสองตกบ่อร้อยพิษเกือบเอาชีวิตไม่รอด บ่อร้อยพิษอยู่ในถ้ำไกลจากกระท่อมที่พักพอสมควร ไป๋เหยียนคิดไม่ถึงว่าเด็กแฝดจะแอบตามเขาไปจนเกิดตกบ่อ เขารักษาเด็กทั้งสองอยู่แรมเดือน โชคดีที่เขานั้นไม่ขัดสนสมุนไพรตัวยา จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เลือดของเด็กทั้งคู่ต้านพิษได้ทุกชนิด
ไป๋เหยียนนั้นมีศิษย์พี่ร่วมสำนักหลายคน แวะเวียนไปมาหาสู่กันตลอด และได้ตั้งสถานศึกษาร่วมกันชื่อ"เทียนชงอวี้"
เพราะความน่ารักน่าเอ็นดูของเด็กแฝด ผสมกับความแก่แดดเกินเด็กช่างประจบประแจงและมีความจดจำได้ดีเยี่ยม ศิษย์พี่ของไป๋เหยียนทั้งสามคนจึงรักและเอ็นดูเหมือนลูกหลานแท้ ๆ ทุกคนจึงแวะเวียนมาสอนเด็กแฝดทั้งสองอย่างไม่หวงวิชา
ศิษย์พี่ใหญ่ของไป๋เหยียนชื่อจิ้นซื่อ สอนอาวุธเวท
ชิงหมิง สอนเครื่องเล่นดนตรี กำลังภายใน
ฟูหลิว สอนหนังสือ ยันต์อักขระ ค่ายกล
ทุกวันนี้ทั้งสองแฝดสามารถติดตามไป๋เหยียนเข้าป่าหาสมุนไพรได้แล้ว แต่เนื่องจากว่าทั้งคู่ยังเด็กอยู่มาก ไป๋เหยียนจึงได้พาไปแค่ป่าชั้นนอกเท่านั้น ในขณะเดินป่าอยู่นั้นลี่หลินเห็นกระต่ายป่าขนปุยสีขาวน่ารักจึงวิ่งไล่จับ จนพลัดหลงกับพี่ชายและพ่อบุญธรรม
พอจับกระต่ายได้แล้วจึงรู้สึกตัวว่าตนได้พลัดหลงเสียแล้ว
“ตายแล้วที่ไหนเนี้ย เราวิ่งมาจากทางไหนนะ”
ลี่หลินอุ้มกระต่ายป่าหันมองดูรอบ เพราะมัวแต่จับตาอยู่ที่กระต่ายป่าตอนวิ่งมาจึงไม้ได้ดูว่าตนมาจากทิศไหน ลี่หลินเอากระต่ายซุกไว้ในอกเสื้อปีนขึ้นบนต้นไม้สูงเพื่อมองหาทิศทางออก มองไปทิศไหนก็มีแต่ต้นไม้สูงใหญ่ ถึงแม้ว่าลี่หลินจะอายุแค่ 5 ขวบและตัวเล็ก แต่ทักษะต่าง ๆ ที่ติดตัวมาแต่ชาติก่อนก็มีไม่น้อย
“นี่เราวิ่งมาลึกขนาดไหนเนี้ย”
รำพึงรำพันคนเดียว โมโหกับความสะเพร่าของตัวเอง
“เอาไงดี อาวุธอะไรก็ไม่มีติดตัว ดีนะที่พกมีดสั้นติดตัวไว้ตลอดเวลา”
ลี่หลินทำธนูอาวุธง่าย ๆ จากไม้ไผ่พร้อมทั้งลูกธนูอีกจำนวนหนึ่งไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ลี่หลินตั้งใจไว้ว่าหากออกจากป่าได้จะตั้งใจเรียนอาวุธเวทกับท่านลุงจิ้นซื่อให้มากกว่านี้
พอได้อาวุธที่พอใช้ได้แล้วก็ออกเดินทางและไม่ลืมที่จะทำเครื่องหมายไว้ ลี่หลินหาเก็บสมุนไพรไปเรื่อย ๆ ป่าใหญ่แบบนี้ไม่กลัวก็ไม่ใช่คนแล้วแต่ถึงแม้ว่าจะกลัวมากแค่ไหน ก็จะให้ทำอย่างไรได้เล่า
“เมื่อไรจะโตเนี้ย แขนขาสั้น ๆ แบบนี้เดินก็ช้า ทำอะไรก็ลำบากไปหมดเฮ้อ!”
เดินไปบ่นไป พร้อมทำเครื่องหมายไว้เผื่อพ่อบุญธรรมและพี่ชายมาตามหา มองไปเห็นสมุนไพรไล่สัตว์อสูร ลี่หลินเก็บมาจำนวนหนึ่งผูกไว้กับสายรัดเอว1ต้น เดินทางต่อไปไม่นานลี่หลินค้นพบโสมหัวใหญ่หลายสิบต้น
“จุ๊จุ๊ โสมนี่นาทั้งใหญ่ทั้งอวบ ทิ้งเจ้าเอาไว้ที่นี่ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด ข้าขอล่ะนะ”
ลี่หลินใช้มีดขุดโสมทั้งหมดอย่างระวังเก็บใส่ถุงวัตถุ
“อายุของเจ้าน่าจะไม่ต่ำกว่าพันปีแน่ ๆ เจ้าเด็กอ้วนเอ๋ย”
เพราะต้องขุดอย่างระวังจึงต้องใช้เวลานานกว่าจะขุดเสร็จ แต่เหมือนจะหมดแต่ก็ไม่หมด ขุดไปเหมือนจะเจออยู่เรื่อย ๆ
“หึ..เจ้าเด็กอ้วน หากวันนี้ข้าขุดเจ้าออกไปไม่หมด ข้าก็จะนอนเฝ้าเจ้าที่นี่แหละ”
ลี่หลินมีค่ายกลปราณวิญญาณอยู่ จึงขุดบางส่วนไปปลูกไว้ ค่ายกลนี้ท่านฟูหลิวเป็นผู้สอน นางตั้งใจทำเป็นอย่างมาก เพราะนางตั้งใจจะทำสวนสมุนไพรเคลื่อนที่ไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ค่ายกลนี้สามารถเก็บปรานบริสุทธิ์จากภายนอกได้อีกด้วย
ใกล้ค่ำแล้วลี่หลินเริ่มหิว ที่ตัวมีเพียงน้ำเปล่าเท่านั้น กวาดสายตาหามันแกวบริเวณใกล้ ๆ ขุดมาได้ 4 หัวพอประทังความหิวได้ ใกล้ ๆ มีต้นกล้วยแต่ยังไม่สุกตัดมาไว้ย่างกิน ส่วนลำต้นนางตัดออกครึ่งต้น แล้วใช้มีดคว้านตรงกลางลำต้นให้เป็นหลุมลึกพอสมควร แล้วหากิ่งไม้สดมาปิดไว้ จากนั้นก็หาที่นอนในโพรงไม้ใหญ่ ลี่หลินตัวเล็กจึงมุดเข้าไปนอนได้อย่างสบาย นางไม่ลืมที่จะเอา พืชไล่สัตว์อสูรวางไว้รอบโคนต้นไม้ ลี่หลินปล่อยกระต่ายออกมา
“เจ้ากระต่ายน้อยเจ้าไปซะเถอะ อยู่กับข้าเจ้าจะอดตายได้”
กระต่ายป่าตัวนั้นกระโดดออกมาได้รีบกระโดดเข้าป่าในทันที ไปนานพอสมควรลี่หลินคิดว่ามันคงหนีไปแล้ว แต่แล้วมันกระโดดกลับมาใหม่อีกครั้ง ลี่หลินดีใจมากอย่างน้อย ๆ เธอก็ยังมีเพื่อนคุย แม้ว่ามันจะรู้เรื่องหรือไม่ก็ตาม
คุณอาจจะชอบ





