ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย เด็ดบุปผาสะเทือนถึงดวงดารา

เด็ดบุปผาสะเทือนถึงดวงดารา

เมื่อชะตาของลั่วฟางหยุนในโลกขนานพังพินาศจนถึงขีดสุด ทั้งถูกขายเป็นทาสและโดนย่ำยีอย่างโหดร้าย ลั่วฟางหยุนจากอีกเส้นเรื่องที่จบสิ้นไปแล้วจึงต้องหวนกลับมาเพื่อกอบกู้สถานการณ์และนำพาทุกอย่างไปสู่บทสรุปที่ควรจะเป็น ทว่าแผนการกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อเขาตื่นขึ้นมาสวมรอยแทนร่างเดิมในจังหวะที่น่าอับอายที่สุด นั่นคือตอนที่เจ้าของร่างกำลังสิ้นใจคาสนามรักบนเตียงกับแม่ทัพใหญ่เยี่ยนฮวาฮู่พอดี
ตอน
แชร์

ตอน 3

2 〖เทพจิปาถะ ทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งอุ่นเตียง〗

โลกที่จำแนกตัวละครออกมาเป็น ๔ เหล่า

ตัวเอก ตัวรอง ตัวร้าย และตัวประกอบ

หากท่านคิดว่า เป็นตัวรองก็ย่อมดีกว่าตัวร้าย

ข้าให้โอกาสท่านตรึกตรองให้ดีคิดให้ถี่ถ้วนอีกที

ตัวรองที่ว่า… มิได้ย่อมาจากคำว่า ‘ตัวรองมือรองเท้า’ หรอกหรือ?

หนึ่งในโลกอีกใบที่ได้จำแนกตัวละครออกเป็นสี่เหล่า มีเรื่องเล่าขานในตัวของมันเอง เกี่ยวกับตัวละครที่ได้แสวงหาหนทางการบรรลุเป็นพระโพธิสัตว์

ดุจเรื่องเล่าในนิทาน ดุจตำนานปรัมปรา

พวกเขาที่เป็น 〖ตัวเอก〗 มีเรื่องราวเป็นของตนเองที่ได้รับการโจษจัน ผ่านการจารึกและเผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ ณ อีกมิติ ซึ่งตัวละครในนิยายเหล่านี้ อาจจะไม่ได้มีสิทธิรับรู้หรืออ่านมัน

ตัวละครจำพวกนี้ สุดแล้วแต่ว่าจะถูกลิขิตมาทรหดรันทดต้องกัดฟันสู้ชีวิต หรืออาจได้มีดัชนีทองคำประจำกาย หรืออาจเป็นขาทองคำให้ใครต่อใครที่ผ่านไปผ่านมาได้กอดเอาไว้พึ่งบุญบารมี

สุดท้ายแล้ว มักจะเป็นที่รักใคร่และหมายปอง อีกทั้งมุมมองส่วนใหญ่ ล้วนถูกถ่ายทอดมาจากพวกเขา ไม่ว่าจะกิน นอน เสวนา คบหา แม้กระทั่งสมสู่กับใคร ที่ใด เวลาไหน จะถูกเปิดเผยหมดเปลือก ช่างเป็นภาระที่หนักหนาและน่าละอายเสียจริง

กระนั้น หากแม้นได้เป็น 〖ตัวร้าย〗 ก็ดี ในยามดำเนินเรื่องพวกเขาได้มีโอกาสระรานตัวละครอื่นมากที่สุด จะโกรธจะแค้นเพียงใดก็ทำอันตรายอันใดมิได้เลย หากท่านมิใช่คู่ที่ถูกลิขิตมาให้กำราบกัน

ขั้วอำนาจที่คานกัน ราวกับหยินหยางที่ไม่อาจแยกจากกัน ไม่อาจขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป

การเป็นคู่ปรับของ 〖ตัวเอก〗 ช่างเป็นสิ่งที่น่าอิจฉายิ่งนัก

ท้ายสุด หากว่าพวกเขายังมีชีพดำรงอยู่ภายหลังจากอวสานไปแล้ว ก็ได้อยู่เสวยสุขสมน้ำสมเนื้อกับการเป็นผู้ที่ผลักดันให้คู่ปรับโดดเด่นน่าจดจำ

แต่ช้าแต่ อย่าลืมเล่า ว่ายังมี 〖ตัวประกอบ〗 ที่แม้นพวกเขาอาจจะดูไร้ค่า แต่ไม่ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว พวกเขาเหล่านี้นี่เองที่เป็น ‘ผู้กุมข้อมูลสำคัญ’ มากกว่าใคร

พวกเขาบางคนรู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง หูไวตาไว ปากก็ไวไม่แพ้กัน ชมชอบคบค้าสมาคม ใช้ชีวิตไปอย่างอิสรเสรี แทบไม่รู้ถึงการมีอยู่ของโลกใบนี้ที่แท้จริงว่า เป็นเพียงมายาคติเพื่อถ่ายทอดออกมาให้ผู้คน ณ อีกมิติได้ล่วงรู้

และท้ายสุดที่อยากจะเกริ่นถึง ตัวละครที่เหมือนจะดีก็ไม่ดี เหมือนจะร้ายก็ไม่ร้าย ต้องคอย ‘รองมือรองเท้า’ ผู้อื่นอยู่ร่ำไป ก็คงไม่ใช่ใครอื่น 〖ตัวรอง〗 อย่างไรเล่า

จากทั้งสี่เหล่า มีเหล่านี้นี่เอง ที่ถูกหมางเมินจากทั้งบรรดาตัวเอก ตัวร้าย และตัวประกอบมากที่สุด จะได้รับความสนใจ จะได้อยู่ในสายตา ก็ต่อเมื่อถูกเรียกมารับใช้…

หากทำได้ดีก็ดีไป หากทำไม่ได้ก็เสี่ยงตายแทน 〖ตัวเอก〗ก่อนที่จะดำเนินมาจนถึงอวสาน และระลึกได้ว่าพวกเขาเป็นเพียง ‘ตัวละคร’

จากนั้นจึงสามารถเสวยสุขกับเรื่องราวที่จบไปแล้ว บ้างก็แวะเวียนไปเยี่ยมเยียน 〖ตัวรอง〗 ด้วยกัน แลกเปลี่ยนถึงเหตุการณ์ดำเนินเรื่องที่น่าอับอาย และน่าภาคภูมิใจปะปนกันไป

ระหว่างที่เสวนาพาที แลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับเรื่องที่อวสานไปแล้ว เพิ่งได้รับรู้เกี่ยวกับข้อสำคัญบางประการมาว่า ตัวละครนั้นสามารถเลื่อนขั้นหรือลดบทบาทได้

แต่การเลื่อนขั้นนั้นมีน้อยมาก น้อยเสียจนมาพบข้อเท็จจริงที่ว่า ให้ลดบทบาทจาก 〖ตัวรอง〗 ไปเป็น 〖ตัวประกอบ〗 ยังมีมากกว่าเสียอีก

แต่กรณีนี้ของลั่วฟางหยุน…

เขาเป็น 〖ตัวรอง〗 ในเส้นเรื่องนี้อย่างไร

ก็ยังคงเป็น 〖ตัวรอง〗 ในทุกเส้นเรื่องวันยันค่ำ

พิเศษหน่อยตรงที่ เขาคือตัวละครที่เป็นเทพน้อยบนสวรรค์ แม้จะถูกครหาต่อว่าด่าทอที่เขาขี้เกียจตัวเป็นขนบ้าง

แต่แท้จริงแล้ว เขาก็แทบไม่เคยพบเจอความลำบาก จนกระทั่งกลียุคมาเยือน และถูกแปดประมุขสวรรค์ลากจูงลงมาปฏิบัติภารกิจโหดหินเสียจน แทบกระอักเลือดเจียนตาย...

เหตุการณ์เหล่านั้น ยังคงเป็นฝันร้ายหลอกหลอนเทพน้อยเช่นเขาเรื่อยมา แม้เรื่องจะอวสานไปแล้วด้วยน้ำมือของ 〖ตัวเอก〗 อย่างแปดประมุขสวรรค์ ผนึกกำลังกับ ‘วีรชน’ ผู้กอบกู้ประจำเส้นเรื่อง โดยที่ 〖ตัวร้าย〗 อย่างพญามารผู้รุกรานภพมนุษย์ได้ถูกกุมขัง

แต่ภาพที่เทพอุ้มบุญตัวน้อยลั่วฟางหยุนจดจำอย่างติดตาตรึงใจได้ดีคือ ช่วงเวลาก่อนที่อวสานมาเยือน...

พญามารแผดเสียงดังสนั่นลั่นเลื่อนกึกก้องไปทั่วปฐพี หลังจากพ่ายแพ้ให้ร่างอวตารของพระโพธิสัตว์ แต่เมื่อทุกอย่างได้อวสาน ฉับพลัน ปรากฏท่าทีสงบเยือกเย็นในชั่วพริบตา

พญามารนิ่งเงียบสงบปากสงบคำ กระแอมไออย่างระคายเคืองเล็กน้อย

พลางจิบน้ำจากถ้วยชาที่หนึ่งในแปดประมุขสวรรค์นำมาป้อนให้

พลางตบไหล่ตบบ่ากันราวกับเป็นมิตรสหาย ก่อนจะไถ่ถามว่า เขาต้องการจะกลับลงไปภพมารหรือไม่ พญามารจึงบอกให้กุมขังเขาเอาไว้จะดีกว่า มิฉะนั้น เหล่ามารที่เคียดแค้นจากการพ่ายแพ้ อาจจะกำเริบเสิบสานและแตกแยกกันไประรานมนุษย์ที่เป็นเพียง 〖ตัวประกอบ〗 ที่เหลือ…

ลั่วฟางหยุนเกิดความคิดที่แปลกประหลาด ไถ่ถามกับตนเองอย่างฉงน แน่ใจหรือว่านี่คือพญามาร กริยาท่าทางการวางตน คำพูดคำจาเช่นนี้ เขามิใช่หนึ่งในพระโพธิสัตว์หรอกรึ เขาดูเหมาะสมกับการเป็นประมุขสวรรค์ด้วยซ้ำไป...

ทว่า ก็มีเพียงแค่ครั้งนั้นครั้งเดียว ที่เขาได้พบเจอพญามาร ไม่แม้แต่ได้สบตากันเลยแม้สักนิด จึงจดจำรูปลักษณ์ได้เลือนราง

เสียงที่มิได้สวมบทบาทก็แหบสาก สมกับการผ่านการใช้งานมานาน ยากลำบากจะรื้อฟื้นว่าเสียงจริงเป็นเยี่ยงไร

อีกทั้งยังถูกห้อมล้อมด้วยร่างสูงใหญ่เฉิดฉายแสงของผู้บรรลุเป็นพระโพธิสัตว์ ราวกับถูกดวงอาทิตย์เรืองรองทั้งแปดบดบังจนมิด

แต่ทว่า นั่นก็หาใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร จะเคยพบเจอหรือจำหน้าค่าตาของพญามารมิได้ ก็หาใช่ธุระกงการใด ถ้าไม่ใช่ว่า ลั่วฟางหยุนเทพจิปาถะผู้นี้ กำลังจะถูกเรียกตัวไปสวมบทบาท ณ เส้นเรื่องขนานแทนลั่วฟางหยุนเทพโง่เขลาไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวผู้นั้น

“ลั่วฟางหยุนเอ๋ย ในเมื่อเป็นเพียง 〖ตัวรอง〗 เจ้าก็ควรสำเหนียกตนเอง”

เจ้าหน้าที่พิทักษ์เส้นเรื่องบ่นพึมพำเหมือนหมีกินน้ำผึ้ง เขาส่ายหน้าไปมา

“อย่าริอ่านทำอะไรตามใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไประราน 〖ตัวเอก〗 ทั้งที่มิใช่คู่ปรับเยี่ยงนี้ เฮ้อ จากนี้ต่อไปเจ้าเองก็จำให้ขึ้นใจเสียล่ะ”

เรียวขนงคิ้วของเทพน้อยกระตุกนิด ๆ แม้ว่าจะไม่ใช่ตนที่ถูกต่อว่า แต่ถึงอย่างไร ก็รู้สึกกระดากอายที่ตนในเส้นเรื่องคู่ขนานนั้น... แสนจะโง่บรม

เส้นเรื่องที่ได้สดับฟังมา นับว่าผิดแผกแปลกพิสดารไปหมด เทพน้อยจากเส้นเรื่องที่อวสานไปแล้ว จึงได้ถามไถ่ว่า

“แท้จริงแล้ว เส้นเรื่องคู่ขนานนั้นควรจะจบอย่างไร?”

แต่แล้ว กลับได้คำตอบที่ไม่รื่นหูเท่าไหร่นัก

“ไม่ใช่กงการของเจ้าที่ต้องรู้ เจ้ามีหน้าที่แค่ทำภารกิจที่ได้รับให้สำเร็จ”

เทพน้อยยกมือเท้าเอวยามนั่งขัดสมาธิเสวนา เอ่ยเสียงเจื้อยแจ้วว่า

“งั้นก็ไม่ใช่กงการอะไรที่ข้าต้องไปสะสางปัญหาแทนเจ้าลูกเต่านั่นสิ!”

เจ้าหน้าที่พิทักษ์เส้นเรื่องรีบห้ามปรามมิให้ฉุนเฉียว

“อย่าวู่วาม อย่าวู่วาม มิใช่ว่าข้าทำเหมือนเจ้าไม่สำคัญ แต่เพราะภารกิจของเจ้าไม่ได้กำหนดว่า เจ้าจะต้องอยู่รั้งนานจนเห็นอวสาน แต่เพียงแค่ทำภารกิจส่งผลให้เส้นเรื่องนั้นถึงจุดอวสานได้ก็เป็นอันพอ”

ปลอกเล็บสลักลายโบตั๋นเคาะลงบนโต๊ะน้ำชา เทพน้อยครางในลำคอ ก่อนจะเอ่ยอุปมา สมกับเป็นตัวละครที่ผ่านการอวสานมาแล้ว

“อ้อ คล้ายกับยามที่ 〖ตัวเอก〗 ต้องการทราบข่าว แล้วข้าก็แค่ไปนั่งสาระแนอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งนั้น สวมหมวกโต่วลี่คลุมผ้าอำพรางหน้ากับคู่เสวนา พูดเกี่ยวกับข่าวสารที่พวกเขาต้องการใช่หรือไม่ จากนั้นข้าก็แค่รีบเดินออกจากโรงเตี๊ยมไป เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ”

“ทำนองนั้น” เจ้าหน้าที่พิทักษ์เส้นเรื่องพยักหน้า

ทว่า เทพน้อยยังคงตงิดใจ “แล้วบอกไม่ได้สักนิดเลยหรือว่า... เส้นเรื่องขนานมีอะไรแตกต่างไปจากเส้นเรื่องที่อวสานไปแล้วนี้บ้าง”

เจ้าหน้าที่พิทักษ์เส้นเรื่องต้องรักษากฎพันแปดข้อ ไม่อาจพูดอะไรที่จะพลั้งปากเกี่ยวกับสิ่งที่เกินความจำเป็นไปได้

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังเรียบเรียง มีเวลาให้ลั่วฟางหยุนกวาดสายตามองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ว่า ชายผู้นี้ หน้าตาพอไปวัดไปวา แต่มีเสน่ห์ชวนมอง โดยเฉพาะไฝใต้ตา เขาแต่งกายเยี่ยงพ่อค้าแคว้นฝูในยามที่ยังไม่เกิดกลียุค บางทีเขาอาจจะคอยเดินเตร่ไปมาทุกยุคทุกสมัย

แล้วเช่นนั้น ในยามที่กลียุคมาเยือนเขาจะเดินเตร่ไปมาได้อย่างไร หรือเขาอาจจะมีรูปลักษณ์อื่นที่แตกต่างออกไปด้วยเช่นกัน ว่าแต่เขาเคยไปคลุกคลีกับพวกมารบ้างหรือไม่นะ

แต่แล้ว ความคิดฟุ้งซ่านดุจกลุ่มเมฆลอยเคว้งพลันมลายหาย เมื่อเจ้าหน้าที่พิทักษ์เส้นเรื่องได้เอ่ยอย่างเรียบง่ายว่า

“ความแตกต่างของเส้นขนานคือ เรื่องที่จุดจบพลิกผันกลับตาลปัตร”

“หา!” แทนที่จะได้รับคำตอบที่กระจ่าง กลับสร้างความฉงนสงสัยมากกว่าเดิมเป็นทวี

เจ้าหน้าที่พิทักษ์เส้นเรื่องนั้น ยังคงพูดจ้อต่อไป ราวกับลั่วฟางหยุนผู้นี้ได้ตกลงปลงใจไปทำภารกิจแล้วอย่างไรอย่างนั้น

“แม้ว่าเจ้าจะไม่ใช่ 〖ตัวเอก〗 ที่จะได้มี ‘หน้าต่างตัวละคร’ ปรากฏในสายตาของเจ้า เพื่อใช้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือสำคัญยิ่ง ที่จะช่วยในการดำเนินเรื่อง แต่ข้าสาบานว่า ข้าจะพยายามหาหนทางช่วยเหลือเจ้า ให้นำพาเส้นเรื่องฝั่งคู่ขนานนั้นไปสู่จุดอวสาน”

เทพน้อยยกฝ่ามือเรียวขึ้นมา เยี่ยงท่วงท่าในปางหนึ่งของเหล่าพระโพธิสัตว์ มีนามเรียกขาน และเป็นที่สักการะบูชาอย่างแพร่หลาย

มันคือปางโปรดจงฟังข้าสักประเดี๋ยว...

“ประเดี๋ยวก่อน คิดจะพาข้าไปแล้วรึ อย่าวู่วามผลีผลามนักสิ อย่างน้อยเจ้าควรจะบอกข้า ถึงเรื่องที่ข้าควรรู้ และเรื่องที่ข้าควรระวังไว้ก่อนสิ”

เจ้าหน้าที่พิทักษ์เส้นเรื่องหาได้สนใจ เขาควักบางสิ่งออกมา รูปร่างพิลึก รูปทรงราวกับตลับทรงกลมสีเงิน มีฝาพับเปิดปิดส่งเสียงดัง คลิก คลิก

ปากก็เอ่ยด้วยความรู้สึกร้อนรนเร่งรีบ ราวกับจวนจะไม่ทันการณ์

“ข้าก็กำลังจะบอกอยู่นี้ไงเล่า เรื่องที่เจ้าควรรู้ก็คือ ภารกิจของเจ้า เจ้าต้องช่วยสนับสนุนให้บุตรีของลั่วฟางหยุนได้เป็นยอดคนในด้านใดก็ได้สักทาง เพื่อหลุดพ้นจากห้วงแห่งงูกินหางเสียก่อน แล้วจากนั้น ข้าจะส่งตัวลั่วฟางหยุนของเส้นเรื่องนั้นกลับมา และกำชับไม่ให้เขาทำอะไรนอกลู่นอกทางอีกเด็ดขาด”

เทพน้อยทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือ

“ภารกิจชัดแจ้งแก่ใจข้าดี”

ยามนั้นเจ้าหน้าที่พิทักษ์เส้นเรื่องไม่รอรี ผุดลุกขึ้นพลางคว้าจับแขนราวกับจะฉุดกระชากพาเทพน้อยไปในบัดดล

ถึงแม้ลั่วฟางหยุนจะยอมโอนอ่อนไปตามแรง แต่ปากรูปกระจับนั้นยังขยับถาม

“ประเดี๋ยวสิ แล้วเรื่องที่ข้าควรระวังเล่า”

เจ้าหน้าที่พิทักษ์เส้นเรื่องถอดถอนหายใจ คล้ายเหนื่อยหน่ายกับความถามมากเรื่อง กระนั้นก็ยังช่วยชี้แจงให้รู้แจ้งถึงเรื่องที่ควรระวัง

“เพราะเจ้าไม่เคยลงไปภพมนุษย์ก่อนกลียุคมาเยือน อาจจะตื่นเต้นที่ได้เห็นผู้คนมากหน้าหลายตาต่างพ่อต่างแม่ เช่นนั้นจึงพึงสำรวมไว้ก็ดี

ไม่แน่ว่าอาจจะได้เจอ 〖ตัวร้าย〗 อื่นในยุคที่แคว้นฝูยังรุ่งเรือง หรือพบเจอฮ่องเต้แคว้นฝูที่อาจจะปลอมตัวมาเที่ยวเล่น

แต่จงพยายามอย่าให้ 〖ตัวเอก〗 ที่เป็นถึงโอรสสวรรค์ต้องตาเจ้าเพิ่มอีกคน

แค่รับมือกับคำสาปจาก 〖ตัวเอก〗 ที่เป็นประมุขสวรรค์ ก็เสี่ยงจะต้องทำลายโลกใบนี้ให้ย่อยยับเพื่อแก้ปัญหาไปแล้ว—ประเดี๋ยวสิ!”

เจ้าหน้าที่พิทักษ์เส้นเรื่องช่วยโอบประคองร่างของลั่วฟางหยุนที่หน้าซีดเผือดทันตา แข้งขาอ่อนเปลี้ยเพลียแรง

เขากล่าวกับเทพน้อยผู้เริ่มจะหายใจติดขัดพลางออกแรงเขย่าร่างให้ฟื้นตื่น

“ไอโหยว ไอโหยว เจ้าอย่าเพิ่งเป็นลมล้มพับไปก่อน ในเมื่อเจ้าถามหาสิ่งที่ควรระวังก็จงฟังข้าให้ดี เพราะที่เลวร้ายที่สุดก็คงเป็นการที่… เจ้าอาจจะได้บังเอิญเจอกับ 〖ตัวร้าย〗 ระดับมหากาพย์ อย่างพญามารกระมัง”

การเดินทางข้ามเส้นเรื่องคู่ขนาน ถือว่าเป็นความลับขั้นสูงสุด ประกอบไปด้วย เจ้าหน้าที่พิทักษ์เส้นเรื่อง และสื่อกลางที่ใช้เป็นเครื่องมือ

กระนั้นลั่วฟางหยุนยังสังเกตได้ว่า สื่อกลางคงจะเป็นตลับสีเงินพิลึกพิลั่นอันนั้น ส่วนสถานที่แห่งนี้ ที่เขาถูกพามา ราวกับดินแดนแห่งม้วนสาสน์นับร้อยนับพัน ทั้งม้วนเก็บบนชั้นวางเป็นอย่างดี ทั้งที่คลี่วางเกลื่อนกราดก็เต็มไปหมด

ครั้นเมื่อชะโงกมองจึงพบว่า ด้านในนั้น มีตัวอักษรกำลังเคลื่อนไหว หยดหมึกที่รังสรรค์ข้อความ โดยไร้ผู้ใดจับพู่กันวาดเขียน ขณะก้าวย่างตามเจ้าหน้าที่ พลางเมียงมองม้วนสาสน์อันละลานตา เสียงของชายผู้นั้น ฉุดตัวละครอย่างเขาให้หลุดจากภวังค์

“จงฟังข้าให้ดี”

เจ้าหน้าที่พิทักษ์เส้นเรื่องหันมากล่าวกับเทพน้อย ยามหยุดยืนเบื้องหน้าม้วนสาสน์ม้วนหนึ่ง ที่ยังคงเต็มไปด้วยตัวอักษรเคลื่อนคล้อย

“เวลามีไม่มาก ข้าต้องรีบเร่งอธิบาย เจ้าต้องสวมบทบาทเป็นลั่วฟางหยุนจากเส้นเรื่องขนาน ส่วนเรื่องของวงศาคณาญาติของตัวละคร คงไม่ยากเกินการใช้สติปัญญาของเจ้าสืบเสาะเอาเอง ที่เจ้าต้องสนใจมีเพียงสองบุคคลนี้เท่านั้น”

เขาชูนิ้วขึ้นมาหนึ่ง

“เยี่ยนเจินเจิน บุตรีของลั่วฟางหยุน เจ้าต้องเลี้ยงดูนาง ทำทุกทางให้นางเป็นยอดคน เพื่อหลุดพ้นจากคำสาปห้วงแห่งงูกินหาง”

เมื่อเทพน้อยพยักหน้ารับ เจ้าหน้าที่พิทักษ์เส้นเรื่องจึงชูขึ้นมาเพิ่มอีกนิ้ว

“เยี่ยนฮวาฮู่ ท่านแม่ทัพใหญ่แคว้นฝู บิดาบุญธรรมของเยี่ยนเจินเจิน สามีคนปัจจุบันของลั่วฟางหยุน ไร้อนุภรรยาอื่น ซึ่งเจ้าต้อง—”

ฉับพลัน เจ้าหน้าที่นิ่งเงียบไป หางตาชำเลืองมองเนื้อความในสาสน์นั้น ความเงียบก่อกำเนิด เทพน้อยกะพริบตาปริบ พลางยกมือขึ้นทาบอกก่อนจะไถ่ถาม

“แล้ว… ข้าต้องทำอย่างไรกับเขาผู้นั้น?”

“นั่นไม่สลักสำคัญ มาเร็วเข้า รีบไปตอนนี้อาจจะยังทัน”

“ทันอะไร?” ลั่วฟางหยุนมีสีหน้าเหลอหลา มือกำชับผ้าแพรคลุมไหล่มั่น ยามถูกเจ้าหน้าที่หนุ่มผลักดันแผ่นหลังให้ก้าวขาเข้าไป

เท้าที่เหยียบย่ำบนม้วนสาสน์ผืนนั้น กลับกลายเป็นการพลัดร่วงตกลงไป พร้อมเสียงที่ตะโกนไล่หลังลงมาว่า

“ทันก่อนที่แม่ทัพเยี่ยนฮวาฮู่จะรู้ตัวได้ว่าทำภรรยาตายคาเตียงไงเล่า!”

แรงกระแทกอันมหาศาลพานให้ข้าสะดุ้งเฮือก พร้อมเปล่งเสียงลั่นด้วยใบหน้าเจิ่งนองน้ำตา ข้าจุกไปทั่วร่าง รู้สึกว่าลำคอเค้นออกเสียงได้ลำบาก ราวกับลิ้นจุกปากและปวดร้าวด้วยบาดแผลคาวคลุ้งเลือด

แกนกายปวดหน่วงแต่ไม่ได้หมายปลดทุกข์ สืบเนื่องจากอาการจุกท้องต่างหาก เสียงน้ำกามกระฉอกเต็มจนจุกอยู่ในรูแคบที่ถูก ชายโฉด ตะบี้ตะบันอย่างไม่ยั้งแรงกระเด้า

สมแล้วที่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ ดุดันเสียจนประหนึ่งก่อสงครามบนเตียง!

และผู้ที่แพ้พ่ายจนกัดลิ้นตนเองกลั้นใจตายไปก็เป็น ‘ลั่วฟางหยุน’ ผู้นั้นเอง!

เมื่อครู่ ‘ลั่วฟางหยุน’ คงจะเอาแต่ก้มหน้างุดจมหมอน ในปากรู้สึกเจ็บลิ้นคาวคละคลุ้งรสเค็มฝาดของเลือด มันผู้นั้นกัดลิ้นตัวเองให้ตายไป ก็สมควรอยู่หรอก หากว่าถูกชำเราจนปางตายทุกค่ำคืนเช่นนี้!

แต่ข้าก็คือข้า!

ข้าหาใช่ลั่วฟางหยุนผู้โง่เขลาเบาปัญหา

เทพจิปาถะที่ทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งอุ่นเตียง... หรือร่วมเรียงเคียงหมอนกับชายโฉดโหดเถื่อนผู้นี้!

ข้ากัดฟันอดทน รับรู้ได้ถึงระลอกแรงกระทุ้งอย่างคลุ้มคลั่งเสียจนตัวโยกตัวโยน เรี่ยวแรงแม้แต่จะขืนกายหยัดด้วยสองแขนกลับไม่มีเหลือ ทำได้เพียงล้มหมอนนอนเตียงให้ปีศาจราคะในคราบมนุษย์กระเด้าเอามัน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เสียงทุ้มแหบพร่าคราง อืออา สลับคำรามในลำคอหนาของชาย ที่ข้าไม่สามารถแม้แต่จะเหลียวมองกลับไปได้ดังระงมทั่วห้อง เคล้ากลิ่นกำยานหอม ทั้งอื้ออึ้ง และอึกทึกให้ใจเต้นเร้า ๆ ด้วยความตื่นเต้น

ข้าตื่นเต้น! เหตุใดจะไม่ตื่นเต้นกันเล่า! ก็ข้าไม่เคยผ่านค่ำคืนวสันต์ชุ่มฉ่ำเลยสักครา แม้นบอกว่าเป็นเทพอุ้มบุญ แต่บุตรในครรภ์ก็ถือกำเนิดจากบารมีที่แปดประมุขสวรรค์ถ่ายทอดมาให้ โดยไร้ขั้นตอนการเสพสังวาส...

ข้าขอย้ำว่ารูจีบน้อย ๆ บนร่างของข้ายังบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่เคยเบ่งบาน ไม่เคยสัมผัสกับการโดนอัดกระแทกตอกตำแรง ๆ มาก่อน

คิดว่าป่านนี้คงชอกช้ำแดงก่ำและแสบระคายเคือง

ทว่า ข้ากลับรู้สึกสนุกสนานอยู่เนือง ๆ แต่บัดนี้ คงรูของลั่วฟางหยุนได้ถูกลำเอ็นอันเขื่องนั้น ลากเข้าลากออกให้เนื้ออ่อนนุ่มภายในเสียดสีร้อนผ่าวและปลิ้นตามออกมา

อ๊า! ในหัวของข้าขาวโพลนไปหมด เหมือนข้าเป็นเพียงตัวโง่งม

ข้าคิดอะไรไม่ค่อยออกแล้ว

มีแต่เสียง ตรั่บ ๆ ที่คล้ายว่าไม่น่าพิศมัยนักดังไปทั่ว

จู่ ๆ เจ้าของกายกำยำกลับตอกตำอาวุธร้ายเข้ามาลึกจนสุดลำ และหยุดแน่นิ่งแช่ค้าง เปล่งเสียง อา ทุ้มต่ำ พลันรู้สึกคันระคายในอกไปพร้อมกันอย่างบอกไม่ถูก

อุก!

ข้าจุกจริง ๆ นะ!

น้ำตาของข้าเล็ดราวกับฝนตกปรอย รู้สึกชอกช้ำไปทั้งร่าง

ข้าไม่อยากจะนึกภาพตามเลยว่า หากท่านแม่ทัพถอดถอนลำกายออกไปคราใด มันคงกลวงโบ๋อย่างน่าเวทนา

...สะ เสร็จสิ้นแล้วรึ?

ข้าตัวเกร็ง รับรู้ได้ถึงลำเอ็นอันเขื่องที่ยังแข็งขืนอยู่ในรูก้นของข้า

...ยะ ยังไม่เสร็จนี่นา

แล้วเหตุใดจึงไม่... ขยับต่อ?

เขาไม่ทิ้งให้ข้าฉงนนานนัก เขาจับข้าพลิกร่างขึ้นมานอนแผ่หลาหอบหายใจรวยริน แกนกายของข้าอ่อนปวกเหมือนดั่งเคย เจ้าหนอนน้อยนั่นมีไว้แค่ปลดเบาก็เท่านั้น

แสงไฟเปลวเทียนชโลมไปทั่วใบหน้าครั่นคร้าม นัยน์ตาสีดำสนิท เค้าโครงตาคมทว่าหางตาตกเล็กน้อย จมูกโด่ง กรอบหน้าเด่นชัด แลดูรวม ๆ รู้สึกถึงความหล่อเหลาอย่างคมคายของบุรุษเพศ สมควรแก่การถูกครหาว่าเป็นชายโฉดตั้งแต่แรกพบ

เขามีผิวสีเข้มคล้ำใกล้เคียงผิวทองแดง อันเกิดจากการกรำแดดมาเนิ่นนาน สมบุกสมบัน สมกับที่เขาดำรงตำแหน่งแม่ทัพผู้นำทหารหาญแห่งสมรภูมิรบ ยามนี้ผิวกายของเขามันเหลื่อมด้วยหยาดเหงื่อ จากการตรากตรำทำกิจกามกับข้า

และเขายังอยากที่จะ...

ข้าถลึงขึงตาใส่ เรียวขารีบหุบเข้าหากันไว้ แม้ว่าจะถูกจับให้ตั้งชันเข่า

สมกับเป็นชายโฉด! ข้านึกว่าเขาจะทำการทะลวงอย่างทารุณกรรมรูก้นข้าจนหนำใจแล้วยอมเลิกราไป แต่ไฉนเลย เขากลับถอดถอนออก เพื่อจะอาแท่งเนื้อหัวทุยนั้นมาซุกไซ้ เตรียมจะชอนไชเข้าไปในกลีบบุปผาน้อย ๆ เสียอย่างนั้น!

ไม่ได้นะ!

ตรงนี้สอดเข้ามาไม่ได้นะ!

ข้าจึงรวบรวมพละกำลัง ยื่นมือออกไปดันแผงอกกว้างแน่นขนัดด้วยมัดกล้าม มือของข้าพยายามออกแรงตบ ๆ เพื่อผลักไสให้เขาถอยห่างไป

เขากลับนิ่งค้าง ตาคมจ้องมองข้านิ่งงัน

ข้ากระอึกกระอัก เสียงของข้าช่างเบาหวิวเหมือนเมฆลอยลม อ้อแอ้ดุจทารกเพราะเจ็บแสบไปทั่วแผลที่ลิ้น

“มะ ไม่เอา...”

แววตาคู่นั้นฉายความขุ่นข้องหมองใจไม่น้อย

ข้าหวาดกลัวว่า แม่ทัพเยี่ยงเขาจะเป็นคนอารมณ์ร้อน จึงรีบผละมือออกมาจากแผงอกล่ำเพื่อยกแขนขึ้นกัน ถ้าหากว่าเขาคิดจะใช้กำลังทุบตีข้า...

แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น

“...”

ข้าจึงค่อย ๆ ขยับแขนที่ยกกันไว้ลงมา สูดน้ำมูกที่ร่ำไห้เมื่อครู่ พลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา

“เดี๋ยวข้าท้อง...”

เคราะห์ร้ายเสียจริง ดูเหมือนว่าชายโฉดผู้นี้จงใจอยากให้ข้าตั้งครรภ์

เพราะสิ้นคำพูดอันแผ่วเบาของข้า บังเกิดเสียงคราง อืม ในลำคอหนาอย่างทุ้มต่ำ ยากจะแยกได้ว่าเห็นพ้องหรือไม่ แต่การที่ท่อนลำนั้นยังคงดุนดันรบเร้า อยากจะเข้ามาในสวนสวรรค์ต้องห้าม ก็บอกความต้องการของเขาได้ชัดเจนดี

มะ แม้ว่า… น่าอาย ช่างน่าอายเสียจริง

นะ น่าอายที่ร่างกายของข้ากลับหลั่งน้ำเฉอะแฉะภายใน เตรียมพร้อมรับมือเขาเสียแล้ว

คงเป็นเพราะร่างของลั่วฟางหยุนนี้ เคยผ่านการคลอดบุตรด้วยวิธีการธรรมชาติ มันจึงต่างจากดรุณีวัยแรกแย้มนัก

หากแทรกกายเข้ามาได้เพียงนิด คงถลำลึกไปถึงสุดทางได้โดยง่าย

ข้าจึงต้องหุบขาเข้าหากัน และขมิบปิดกั้นเอาไว้ไม่ให้เขารู้ เนื้อตัวสั่นเทาที่มาจากความกลัว และส่วนหนึ่งเพราะความตื่นตัว… กระสันใคร่รู้ใคร่ลอง

ข้าใจหายวาบเมื่อเขาโน้มกายลงมา

แต่ทว่า เขาก็ทำเพียงแค่ซุกไซ้ใบหน้าเพื่อดอมดมซอกคอของข้าเท่านั้น

จั๊กจี้...

เคราที่เหลือเพียงตอสั้น ๆ คล้ายว่าเพิ่งจะโกนขนไปใหม่ ๆ ถูไถหัวไหล่มนของข้าดุจดั่งลูกแมวออดอ้อน ต่างจากสิ่งนั้นที่กำลังถูไถร่องกลีบของข้า ราวกับท่อนซุงใหญ่ยักษ์กระทุ้งประตู อยากจะแทรกสอดเข้าไปใจจะขาดรอน

หรือข้าควรจะเอาอกเอาใจเขาเสียหน่อย?

ข้ากัดปาก ใบหน้าเห่อร้อนราวกับถูกแผดเผาด้วยเพลิงกาม กล่าวด้วยลมหายใจติดขัด

“ห้าม...”

ท่านแม่ทัพนิ่งงันอย่างตั้งใจฟัง

ข้าเม้มปาก น้ำตาเอ่อคลอด้วยความเขินอาย

“...ห้ามหลั่งในนะ”

กล่าวเช่นนั้นแล้วจึงกลั้นใจขยับอ้าขาออก เชื้อเชิญให้เขาเข้ามาเชยชมได้

ผิดแผกที่ครานี้ เขามิได้ทำรุนแรงเยี่ยงรูทวารของข้า เขาเสียบเข้ามาเนิบช้าแล้วพลันชะงักไปกลางคัน พลางเอ่ยทักเสียงทุ้มต่ำให้ข้าหน้าชาระริก

“แฉะแล้วนี่”

ข้าอับอายเหลือเกิน

แต่แลดูเหมือนว่า ท่านแม่ทัพอยากให้ข้าอับอายไปมากกว่านี้

เขาถลำเอ็นอวบเข้าไปเพียงปลายหัว และสำรอกคำถามชวนกระอักกระอ่วนพรรค์นี้ออกมาอีก

“วันนี้เจ้ามีอารมณ์หรือ?”

ข้ากัดฟันเอ่ย ผินหน้าหนีไม่กล้าสบตา “...อย่าถามมาก”

ริมฝีปากของท่านแม่ทัพจรดทาบลงมาที่ข้างขมับชื้นเหงื่อของข้า

“เจ้าคงเจ็บรูก้นมาก แต่อย่าห่วงเลย ข้าจะถนอมกลีบน้อย ๆ นี้ของเจ้า...”

ข้าคร้านจะเสวนา รู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วหน้า

“ท่านแม่ทัพ... หุบ ปาก”

ชายโฉดเยี่ยงเขา ย่อมไม่ใช่บุคคลประเภทรักหยกถนอมบุปผาอยู่แล้ว เหตุใดจึงไม่ตะบี้ตะบันข้าต่อเสียที จะได้รีบแยกย้าย หรือว่า เขาต้องการหลับนอนร่วมเรียงเคียงหมอนกับข้า... หมายถึง ลั่วฟางหยุน

ข้าแอบชำเลืองมองใบหน้าคมคาย ในยามที่เขารำพึงรำพันด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง คงจะอ่อนหวานนุ่มนวลไม่ค่อยเป็นนัก

“หยุนเอ๋อร์ ข้าตื้นตันใจเหลือเกิน ที่ผ่านมาเจ้าเอาแต่หวงห้าม ‘ส่วนนี้’ กับข้ามาโดยตลอด”

ยัง ยังไม่หุบปากอีก!

ข้าหันมาสบตากับเขา ราวกับชี้ตัวคนผิด

“ก็ท่านชอบชำเราข้า...”

คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเป็นปมด้วยความสับสน

“แต่เจ้าพูดเองว่าขอแรง ๆ”

ข้าได้ฟังก็แทบตาถลนออกมานอกเบ้า

บัดซบ!

ลั่วฟางหยุน! เจ้ามีรสนิยมแบบนี้เองหรือ!

ขออภัยที่มองท่านผิดไป...แต่ท่านก็จงใจไม่ออมมือออมแรงเลยแม้แต่น้อย! ข้ามาถึงก็ต้องรับศึกหนัก ช่างเหนื่อยเพลียเหลือเกิน

...พอ ๆ

ควรกล่อมเขานอนดีกว่า พรุ่งนี้จะได้รีบตื่นไปพบหน้าค่าตาบุตรสาวของลั่วฟางหยุน ข้าถูกส่งมาเพื่อช่วยนาง ไม่ใช่เพื่อปรนนิบัติเขา

ข้านึกคิดถึงนามของเขา ผู้ที่ข้าไม่เคยเผชิญหน้าในเส้นเรื่องอันสงบสุขของข้าเอง ระหว่างจะขานไปครึ่งคำ แน่นอนว่าข้าต้องกระแอมไอให้โล่งคอ หลังจากเมื่อเค้นออกมาได้เป็นเสียงแหบแตกพร่าอย่างน่าเวทนา

“เยี่ยน… อะแฮ่ม เยี่ยนฮวาฮู่...”

ซ้ำร้าย ข้ายังเจ็บแผลบนลิ้นเฉียบพลันเสียด้วย

ทว่า พลั้งปากไปแล้ว จึงพลันฉุกคิดได้ว่า เอ๊ะ หรือข้าต้องเรียกเขาว่า...สามี

“เจ้ายักษ์” เสียงทุ้มหนาเอ่ยสั้นห้วน

หืม…?

ยักษ์รึ? ใครกันที่เป็นยักษ์?

หมายถึงเขาเป็นแน่ เขาจับข้ากิน! เขาสิเป็นยักษ์!

ก่อนที่ข้าจะคิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้ เยี่ยนฮวาฮู่ได้เอ่ยแถลงไข

“หลายวันมานี้ เจ้าชอบเรียกข้าเช่นนี้มิใช่หรือ? เจ้าเกลียดชังข้าเหลือเกิน”

คงจะเกลียดจริงแท้ เกลียดเข้ากระดูกดำ

ลั่วฟางหยุนผู้นั้น เกลียดชังเจ้า จนกัดลิ้นกลั้นใจตายหนีเจ้าไปแล้ว!

เมียเจ้าตายแล้วท่านแม่ทัพ!

เป็นข้าที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมารับกรรมแทน...

ข้าแสร้งขานรับไปอย่างสมยอม

“อืม เจ้ายักษ์ ข้าจะขอ—”

เหตุใดเขาจึงมองข้าเยี่ยงนี้ หรือว่า ข้าสวมบทบาทเป็นลั่วฟางหยุนได้เย็นชาและแข็งกระด้างเกินไป แต่ฉับพลัน ท่านแม่ทัพกลับเอ่ยโผงผางขึ้นมาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

“ลั่วฟางหยุน ข้าจะไม่หย่ากับเจ้าเด็ดขาด”

หืม…?

ข้าหรี่ตาด้วยความพิศวงในใจ นี่มันเรื่องอะไร ไหนว่าไม่มีสามีคนไหนที่คิดจะอยู่เคียงคู่กับเจ้าลูกเต่านั่นอีกแล้วไง

เยี่ยนฮวาฮู่โฉบลงมา บดคลึงปิดผนึกริมฝีปากของข้า ไม่ให้เอ่ยคำใดทำร้ายจิตใจของเขา เขาคงคิดไปว่าข้าจะเอ่ย ‘ขอหย่า’ กระมัง?

ข้าไม่อาจเข้าใจจิตใจลั่วฟางหยุนเลยสักนิด จะขอหย่าแล้วเหตุใดจึงยังขึ้นเตียงกับเขากัน?

ข้าโยนเรื่องลั่วฟางหยุนออกจากหัวไปชั่วขณะ เพราะริมฝีปากของเจ้าของน้ำเสียงแข็งกระด้างนี้ช่าง... จุมพิตได้เว้าวอนเสียจริง

อา ท่านแม่ทัพคงจะเสน่หาในตัวลั่วฟางหยุนยิ่งนัก

ปัญหาผัวเมียคู่นี้ข้าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวก็แล้วกัน ประเดี๋ยวข้าเสร็จสิ้นภารกิจเมื่อใดก็แยกย้ายไปทางใครทางมัน

แต่ อือ… อืม

ไม่เลว ไม่เลว

ปากของข้าถูกกลีบปากของท่านแม่ทัพหยอกเย้าเสียจนเคลิบเคลิ้ม คล้อยตามไปตามกับลิ้นที่ล้วงเข้ามาเกี่ยวพัน จนบังเกิดเสียงประหลาด ชวนให้ฟังแล้วรู้สึกลามกเหลือเกินในรูหู

โอ๊ะ!

นี่เขาหลอกข้าให้ตายใจ ก่อนจะแทงเข้ามาในกลีบบุปผาชุ่มฉ่ำนี้นี่นา!

ท่อนลำอวบเคลื่อนผ่านเข้ามา มีบางช่วงที่ข้าเสียวกระสัน ขนอ่อนลุกชัน กายวูบวาบ วาบหวามไปทั่วท้องน้อย ตัวของข้าสั่นสะท้านไปทั่วร่าง รู้สึกแปลกประหลาด เหมือนถูกกระตุ้นให้คันระคายในช่องแคบเปียกชื้น

ริมฝีปากของข้าถูกครอบครองด้วยริมฝีปากของเขา เช่นเดียวกันกับร่างกายที่ถูกเขาควบคุม

ขาของข้าขนาบสีข้างของบุรุษที่สมกับคำว่าเจ้ายักษ์ ไม่ว่าจะเรียกด้วยความเกลียดชัง หรือล้อเลียนอย่างสนุกปากก็ตาม

มันผิดแผกไปจากการกระหน่ำโจมตีประตูหลัง จังหวะการร่วมรักช่างยักแย่ยักยัน

เยี่ยนฮวาฮู่คงจะตื่นเต้นนัก ที่ได้รับโอกาสสอดเข้ามาในสวนสวรรค์ต้องห้ามนี้ เหงื่อของเขาจึงออกมากกว่าปกติ ครางในลำคอเสียงทุ้มต่ำฟังชัดเจนมากกว่าเคย

กระนั้น... เขากลับดูอดกลั้นในเวลาเดียวกัน พยายามอย่างยิ่งยวดหมายที่จะรักษาคำพูดที่ว่าจะถนอมข้า แม้ว่าความกระเหี้ยนกระหือรือ ใกล้จะปะทุเต็มที

ทว่า... หากเขาเร่งเร้าจังหวะเทียบเท่าที่ชำเรารูก้นของข้ามากกว่านี้หน่อย คงจะเมามันน่าดู—

เอ๊ะ!?

ข้าเบิกตากว้าง ใบหน้าแดงฉานอย่างอับอาย

นี่ข้าเผลอไผลไปกับ…!?

จู่ ๆ เขากลับชะงักไป เสียบคาลำกายแช่ค้าง ข้ารู้สึกถึงภายในกายของข้าที่ตอดถี่ ๆ รัดท่อนเอ็นอวบนั่นเพื่อรบเร้าให้มันแตกพ่าย

ข้ากลืนน้ำลายเหนียวลงคออย่างลุ้นระทึกว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป

เมื่อครู่เยี่ยนฮวาฮู่บีบเอวของข้าเพื่อประกอบกิจกรรมประสานจังหวะ แต่ยามนี้เขาใช้สองมือใหญ่สากและหยาบกระด้างเลื่อนมากอบกุมเนินอกน้อย ๆ ของข้า ออกแรงบีบคลึงเพิ่มความหรรษาให้แก่ตัวเขาเอง

แววตาของเขา แลดูกระหายอยากจะโน้มกายลงมาลิ้มลองดูดจุกนม... แต่คงไม่กล้า

ชายชาตรีตัวสูงใหญ่โตเต็มกาย จะมากระหายดูดเต้านมเยี่ยงทารก คงเสียหน้าเสียศักดิ์ศรีไม่น้อย

เหตุใดข้ากลับรู้สึกว่า... ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง

ไม่รู้ว่า เมื่อครู่ข้าเผลอแสดงสีหน้าประหลาดออกไปหรืออย่างไร จำได้ว่าข้าเพียงแค่หลุดยกยิ้มเองนะ แต่ข้าก็หุบยิ้มได้ทันในชั่วพริบตา เหตุใดเขาถึงได้ไถ่ถามข้าขึ้นมาเช่นนี้ พลางถอดถอนลำกายออกห่าง ให้ข้ารู้สึกโหว่ง ๆ พิกล...

“เจ้าเหนื่อยแล้วหรือ?”

ข้าลังเลใจที่จะตอบ ข้าไม่ได้เหนื่อยปานนั้น แต่หากรั้งให้ทำต่อไป อาจจะก่อเกิดบางสิ่งในใจของข้าได้ บางสิ่งที่ไม่ควรเกิด

อย่างเช่น เผลอไผลไปกับกิจกาม

หรือ... การรู้สึกว่าท่านน่าเอ็นดูอย่างเมื่อครู่

ข้าจึงบอกออกไป แสดงอากัปหอบเล็กน้อยให้ดูน่าสงสาร

“...ท่านแข็งแรงเกินไปต่างหาก”

ทว่า ท่านแม่ทัพกำลังจับพิรุธข้าหนักข้อยิ่งกว่าเดิม

เจ้าของดวงตาคมหางตาตก จ้องประสานตากับข้า เอียงใบหน้าเมียงมอง ราวกับพินิจพิเคราะห์ว่า มีสิ่งใดที่แปลกไปจากลั่วฟางหยุนคนเดิม

อะไรรึ? มีตรงไหนที่ผิดแผกไป?

ลั่วฟางหยุนก็คือข้าในเส้นเรื่องขนาน จะมีอะไรที่แตกต่างไปจากข้ามากโขขนาดนั้นเชียว…

...ก็คงมีเรื่องการชมชอบให้ชำเราอย่างป่าเถื่อนนั้นด้วยกระมัง

“เจ้า... พักผ่อนเถิด” ท่านแม่ทัพว่าเช่นนั้น ข้าจึงขานรับในลำคอ พลางพลิกกายนอนตะแคงแสร้งข่มตาหลับ

ข้ายังเต็มไปด้วยความสับสน

เขารู้แล้วรึว่าข้ามิใช่ภรรยาของเขา?

แต่เขาก็... ถนอมทั้งกายถนอมทั้งน้ำใจลั่วฟางหยุนมากเสียยิ่งกว่าที่ข้าคาดคิด

บางทีเขาอาจจะรู้สึกว่าข้าแปลกไป ข้าไม่ใช่ภรรยาของเขา หากจะฝืนร่วมเตียงกันต่อ ก็เท่ากับว่า เขากำลังสวมหมวกเขียวให้ภรรยาหรอกรึ?

แม้ว่า... ภรรยาผู้นั้นจะเกลียดชังเขาจนตายจากไปแล้วก็ตาม

เมื่อความเงียบมาเยือน ท่านแม่ทัพสะบัดมือเป่าลมดับแสงเทียนให้ทุกสิ่งพลันมืดแสงลง แม้ว่าข้าจะแสร้งหลับไปแล้ว กลับหวนนึกประทับใจที่เยี่ยนฮวาฮู่รักษาคำมั่นแม้ในยามอยู่บนเตียง

ดูสิ เขาคอยเช็ดคราบน้ำกามน้ำอะไรต่อมิอะไรเหนียวข้นออกจากรูก้นของข้าอย่างเบามือ ยกแข้งขาของข้า ใช้ผ้าลากถูไปตามเนื้อขาอ่อน ก่อนจะประคองยกบั้นท้ายของข้าขึ้น เพื่อปูรองผ้าไว้ยังบริเวณก้น และจัดแจงห่มผ้าให้คลายหนาว

ปฏิบัติราวกับข้าเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียว จริงสิ… เท่าที่จำได้ เจ้าหน้าที่พิทักษ์เส้นเรื่องบอกกับข้าก่อนส่งมาแทนที่ลั่วฟางหยุน เหมือนว่าเยี่ยนฮวาฮู่ไม่มีอนุภรรยาอื่นเสียด้วย

เช่นนั้น เจ้าลูกเต่านั่นมันกลัวหัวหดเรื่องใดกันแน่…?

...แต่แล้ว ข้าก็ได้ประจักษ์ว่า เพราะเหตุใดลั่วฟางหยุนถึงได้ชิงตายไปก่อน

เยี่ยนฮวาฮู่เอนกายลงนอนบ้าง น้ำหนักตัวของเขาทำให้ฟูกยุบยวบยาบ ท่อนแขนหนักอึ้งยื่นมาพาดทับบนเอวของข้าที่นอนตะแคงราวกับจงใจหนีหน้า

ทว่า เขาเองกลับมีท่าทีคล้ายกำลัง ‘หยั่งเชิง’ ข้าว่าจะ ‘ตอบโต้’ อย่างไร

เมื่อข้าไม่ได้ตอบโต้ใด ๆ เขาจึงรวบกอดข้าเอาไว้ในอ้อมอกกว้าง

ระหว่างที่ข้าขบคิดว่า หรือข้าควรจะผลักไสเขาดีหรือไม่ ลั่วฟางหยุนใจจืดใจดำกับเขาถึงขนาดไม่ยอมให้นอนกอดเลยรึไร

ยามนั้น เสียงทุ้มต่ำได้กล่าวกระซิบแผ่วเบา ราวกับขับกล่อมข้าให้หลับฝันขวัญผวา...

เพราะถ้อยคำนั้น ยังคงดังกึกก้องเต็มสองรูหู

“แม้ว่าเจ้าจะเกลียดชังข้าที่หมายโค่นล้มราชวงศ์หลี่ แต่ข้าก็จะไม่หย่า ในเมื่อเจ้าเป็นภรรยาของข้า ต้องร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกันสิ อย่าชิงตายจากข้าไปก่อนเสียล่ะ”

ไม่จริงน่า…

ข้าตกตะลึงพรึงเพริด

ลืมตาแข็งค้างตลอดทั้งคืนที่บุรุษร่างยักษ์ผู้นี้นอนกอดก่ายข้า

นี่เขา…

เขาเป็น...

เขาเป็น 〖ตัวร้าย〗 อย่างนั้นหรือ!

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย อุบายรักแม่ทัพหน้านิ่ง
8.9
เมื่อองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ตกหลุมรักแม่ทัพหนุ่มผู้เย็นชา นางจึงตัดสินใจละทิ้งฐานันดรและปลอมตัวเป็นทหารเพื่อแฝงตัวเข้าไปอยู่ในกองทัพ หวังเพียงจะได้ใกล้ชิดชายในดวงใจ ทว่าแผนการครั้งนี้กลับเผชิญอุปสรรคใหญ่หลวง เมื่อแม่ทัพหนุ่มปักใจเชื่อสนิทว่านางคือบุรุษเพศที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ท่ามกลางสมรภูมิและการผจญภัยที่เต็มไปด้วยอันตราย นางจะสามารถเปิดเผยตัวตนและคว้าหัวใจของเขามาครองได้อย่างไรในสถานการณ์ที่ผิดฝาผิดตัวเช่นนี้
หน้าปกนวนิยาย ข้าไม่ใช่คนดีท่านอย่าได้หวัง
9.7
จางลี่หญิงสาวผู้เติบโตท่ามกลางความชิงชังของครอบครัวและถูกสามีทำร้ายจนสิ้นใจในอดีตชาติ ได้รับโอกาสหวนคืนมามีชีวิตใหม่อีกครั้งเพื่อชำระแค้นที่ฝังลึก นางสาบานว่าจะไม่ยอมให้คนเหล่านั้นอยู่อย่างสงบสุขและจะตอบแทนความเจ็บปวดให้อย่างสาสม ท่ามกลางการล้างแค้นที่ดุเดือดกลับมีบุรุษลึกลับคอยติดตามนางอย่างใกล้ชิด แม้จางลี่จะประกาศชัดว่าตนไม่ใช่คนดีเหมือนชาติก่อนและเตือนไม่ให้เขาคาดหวังในตัวนาง แต่บทสรุปของความสัมพันธ์และการทวงคืนความยุติธรรมครั้งนี้จะเป็นเช่นไร
หน้าปกนวนิยาย Project N8
7.9
ในอนาคตอันใกล้ที่นวัตกรรมก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการแพทย์ พลังงาน และอวกาศ มนุษย์ต่างชื่นชมความล้ำหน้าจนอาจลืมตั้งคำถามถึงผลกระทบที่ตามมา ปัญหาใหม่ที่แฝงมากับทางออก และใครคือผู้อยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนี้ Project N8 หรือชื่อที่พ้องกับจุดจบของเผ่าพันธุ์มนุษย์ กำลังท้าทายว่าโลกพร้อมรับมือกับปลายทางของความก้าวหน้าจริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วนี่คือสัญญาณเตือนถึงการสิ้นสุดของยุคสมัยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในโลกความจริง
หน้าปกนวนิยาย มุกร้อยกะรัต
9.7
เมื่อความตายของพี่ชายทิ้งปริศนาลับไว้เบื้องหลัง ณิชาจึงต้องก้าวเข้าสู่เกมอันตรายเพื่อสืบหาความหมายของคำใบ้ทั้งห้าที่เชื่อมโยงไปถึงมุกร้อยกะรัต เธอตัดสินใจสานต่อภารกิจเสี่ยงตายเพื่อลากตัวผู้อยู่เบื้องหลังมาลงโทษ ทว่าการสืบหาความจริงในครั้งนี้กลับนำพาเธอไปสู่ทางแยกที่บีบคั้นหัวใจ เมื่อความลับที่ถูกซ่อนไว้บีบให้เธอต้องเลือกระหว่างการทำตามหน้าที่อันทรงเกียรติหรือการยอมจำนนต่อความรักที่ไม่อาจหักห้ามใจได้ในที่สุด
หน้าปกนวนิยาย สาวน้อยผู้นำพาครอบครัวสู่ความมั่งคั่ง เล่ม 2
8.4
จากอดีตผู้รอดชีวิตในดินแดนซอมบี้สู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในร่างเด็กหญิงวัยห้าขวบ ฉินหลิวซีต้องเผชิญกับความแร้นแค้นและการกดขี่จากญาติพี่น้องที่เห็นแก่ตัว เมื่อโชคชะตาเล่นตลกให้เธอมาอยู่ในครอบครัวที่ยากลำบาก เธอจึงตัดสินใจลุกขึ้นสู้และใช้ความสามารถที่มีเพื่อพลิกฟื้นฐานะของทุกคนให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง เป้าหมายเดียวของเธอในชาตินี้คือการถลกแขนเสื้อจัดการปัญหาและนำพาครอบครัวไปสู่ความมั่งคั่งให้จงได้
หน้าปกนวนิยาย พิศวาส 3000 ปี
8.4
ชินซางจอมมารผู้ผิดหวังในความรักตัดสินใจปิดผนึกดวงตาโลกันตร์ไว้ตลอดกาล โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ที่จะปลุกพลังนี้ได้อีกครั้งต้องเป็นสตรีผู้เป็นเนื้อคู่ตัวจริงเท่านั้น จนกระทั่งเฉินวาวาหญิงสาวจากโลกอนาคตได้หลงเข้ามาในดินแดนแห่งการหลับใหลและทำให้เขาฟื้นตื่นขึ้น การพบกันครั้งนี้ทำให้ราชาปีศาจยอมพลิกแผ่นดินตามหาเธอไปทั่วทุกแคว้น เพื่อนำตัวยอดดวงใจมาเคียงคู่บัลลังก์และครองรักกันไปจนชั่วนิรันดร์ท่ามกลางอุปสรรคมากมาย