
รักนอกสมรส
ตอน 2
ผมจำไม่ได้ว่าทำไปกี่รอบแล้วเผลอหลับไปตอนไหน แต่พอรู้ตัวก็รีบใส่เสื้อผ้าแล้ววิ่งออกมาจากห้องนอนนั้นทันทีโดยคิดแค่ว่าให้เธอรู้ไม่ได้ว่าเป็นผม ไม่งั้นคงมองหน้ากันไม่ติดแน่
แต่ตอนที่กำลังลนลานออกมาจากห้องก็เจอวินซ์ยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงหน้าต่างโถงหน้าห้องนอน มันสวมกางเกงผ้าฝ้ายตัวเดียวในบรรยากาศที่ท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเข้มเป็นสีส้มเพราะพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น มันหันมามองผมแล้วยิ้มมีเลศนัย ผิดจากผมที่มองมันด้วยความรู้สึกหลากหลายตีกันมั่วไปหมดจนไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไหนมากกว่ากัน
“เป็นไง ชอบมั้ยของขวัญ”
“…?” ตอนแรกผมก็งงในสิ่งที่วินซ์พูด แต่พอนึกถึงอาการที่ควบคุมตัวเองไม่ได้เมื่อคืนก็เดาไม่ยาก ผมไม่ใช่พวกเซ็กส์จัดถึงจะเมาแค่ไหนก็สามารถหยุดและควบคุมตัวเองได้ แต่เมื่อคืนไม่ใช่… แปลว่าในเป๊ปซี่ที่มันเสนอให้เมื่อคืนต้องมีอะไรใส่ลงไปแน่ๆ เชี่ยเอ๊ย คิดแล้วก็อยากจะวิ่งไปกระชากคอเสื้อมันชะมัด ทำแต่เรื่องโง่ๆ แต่ผมก็ทำได้แค่ชี้หน้าคาดโทษก่อนจะวิ่งลงบันไดไปที่ลานจอดรถออดี้สีเทาของตัวเองแล้วขับออกมาทันทีก่อนฟ้าจะสาง
ผมไม่ได้กลับบ้านแต่มาที่บริษัท LOB Gaming ที่ตัวเองดำรงตำแหน่งประธานบริษัทอยู่แม้จะร่วมหุ้นลงทุนเปิดกับเพื่อนอีกสามคน แต่ผมเป็นคนเดียวที่คอยบริหารงานอยู่ ส่วนพวกมันก็จะเข้ามาแค่ช่วงสิ้นเดือนที่จะมีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น มันก็น่าหงุดหงิดอยู่หรอกแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้ทำงานที่นี่สนุกดี
ผมเดินมาล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำจนรู้สึกสร่างกว่าเมื่อครู่ ก่อนจะเดินกลับมาหยิบชุดทำงานอีกชุดที่ติดเอาไว้ในรถออกมาพร้อมกับกระเป๋าใบเล็กที่ประกอบไปด้วยสเปรย์เซตผม แปรงสีฟันและยาสีฟัน ดีนะที่วันก่อนไปต่างจังหวัดแล้วยังไม่ได้เอาออกจากรถน่ะ ไม่งั้นแย่แน่
หลังจากแปรงฟันเสร็จก็จัดการเซ็ตผมแสกข้างแล้วดึงลงมานิดหน่อยให้พอเป็นทรงสไตล์เกาหลี จากนั้นก็เข้าไปเปลี่ยนเป็นชุดสูทเข้ากับกางเกงสีเบจพร้อมเสื้อเชิ้ตสีขาวด้านในปลดกระดุมหนึ่งเม็ดและไม่ลืมที่จะฉีดน้ำหอม PRADA Black เพอร์เฟคพร้อมทำงาน
พอออกมาจากห้องน้ำก็เจอเลขาคนสวยมาถึงที่ทำงานแล้วเป็นคนแรก เธอมองผมอย่างแปลกใจนิดหน่อย แต่ก็ส่งยิ้มให้ในที่สุด
“สวัสดีค่ะบอส มาแต่เช้าเลยนะคะ คิดว่าไปงานแต่งคุณวินซ์แล้วจะเข้าสายซะอีก”
“ครับ พอดีเจ้าบ่าวรีบพาเจ้าสาวเข้าหอเร็วน่ะเลยทิ้งผมกับเพื่อนๆ เอาไว้ งานนี่กร่อยเลย”
กร่อยสุดๆ เป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจลืมจริงๆ
“งั้นเหรอคะ เสียดายคุณวินซ์น่าจะชวนพวกเราด้วย” ผมแค่ยิ้มแบ่งรับแบ่งสู้ หมอนั่นมันเคยสนใจใครที่ไหนล่ะ
“วันนี้มีอะไรที่ผมต้องทำบ้างครับ” พอไม่รู้จะคุยอะไรต่อก็เข้าเรื่องงานทันที แม้จะยังไม่ถึงเวลางานเกือบชั่วโมง แต่คุณมิ้นต์ก็หยิบไอแพดขึ้นมาเปิดดูทันทีอย่างไม่อิดออด
“มีสัมภาษณ์แคนดิเดตพนักงานบัญชีช่วงบ่ายค่ะ ส่วนช่วงเช้ามีประชุมวางแผนงานเกมส์ออนไลน์ตัวใหม่ค่ะ เดี๋ยวอีกสามสิบนาทีดิฉันจะเอาเอกสารไปให้เซ็น ระหว่างนั้นบอสจะรับกาแฟมั้ยคะ”
“ครับ”
ผมยิ้มพลางผงกศีรษะเป็นเชิงตอบรับก่อนจะเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้าไปในห้องทำงาน นั่งลงบนเก้าอี้ได้ไม่นานเลขาคนสวยก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับกาแฟในถ้วย
“ขอบคุณครับคุณมิ้นต์” ผมกล่าวขอบคุณพลางหยิบกาแฟขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ ในขณะที่เลขาคนสวยแค่เดินออกไปจากห้องเงียบๆ ทิ้งให้ผมจมอยู่กับโลกส่วนตัวที่สร้างขึ้นมาเหม่อมองออกไปยังหน้าต่างกระจกใสที่เห็นวิวท้องถนนซึ่งเวลานี้รถเริ่มติดแล้วเพราะเป็นช่วงใกล้เข้าทำงานในเช้าวันจันทร์… มันคงจะสงบกว่านี้ถ้าในหัวผมไม่เผลอไปคิดถึงภาพผู้หญิงเปลือยแผ่นหลังที่ทิ้งมาอย่างไร้ความรับผิดชอบ… มันก็แค่ความผิดพลาดเธอคงไม่ถือสาหรอก เผลอๆ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใครก็อาจจะพอนึกออกจากสภาพตัวเองตอนตื่นขึ้นมา แต่เธอก็เมา เขาเองก็เมา ไม่ต่างกันเลย
ถึงจะคิดแบบนั้นแต่จนกระทั่งตกบ่ายที่กำลังสัมภาษณ์แคนดิเดตนักบัญชีอยู่ก็เผลอใจลอยแวบไปถึงผู้หญิงคนนั้นจนไม่ได้ตั้งใจฟังผู้สมัคร ดีที่ยังมีผู้จัดการฝ่ายบัญชีพอแบกรับแบกสู้การสัมภาษณ์นี้ให้ผ่านพ้นไปได้
“บอสไหวมั้ยคะ หน้าซีดๆ นะ” คุณรุจีถามหลังจากผู้สมัครคนหนึ่งเดินออกจากห้องไปแล้ว ผมเพียงแค่ยิ้มบางแล้วส่ายหัวเบาๆ
“ใจลอยนิดหน่อยว่าแต่เหลืออีกกี่คนครับ”
นี่เราก็สัมภาษณ์กันไปหลายคนแล้วนะ น่าจะใกล้หมดแล้วล่ะ
“เหลือคนสุดท้ายแล้วค่ะ”
“งั้นเชิญเข้ามาเลยครับ วันนี้ผมต้องกลับไปกินข้าวเย็นกับแม่”
“ค่ะ” คุณรุจีหันไปพยักหน้าให้คุณมิ้นต์ที่ยืนอยู่ตรงประตูคอยประกาศเรียกผู้สมัครเข้ามาสัมภาษณ์
“คุณนับดาว เชิญเลยค่ะ”
ชื่อนั้นทำผมตัวชาวาบ ตอนแรกก็คิดว่าแค่ชื่อคล้ายแต่พอเห็นผู้หญิงสูง176ซม.ผมยาวสลวยใบหน้ามีลักยิ้มก็ชัดเลยว่าเป็นเธอ ผมชักสีหน้าเล็กน้อย นี่จะตามมาถึงบริษัทเลยเหรอ ไม่ล้ำเส้นไปหน่อยหรือไง
“สวัสดีค่ะ นับดาวค่ะ”
“เชิญจ้ะ ที่นี่สามารถพูดจาเป็นกันเองได้เลย พี่ชื่อรุจีเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีจ้ะ ส่วนนี่คุณซีโร่ ประธานบริษัทหรือจะเรียกตามทุกคนว่าบอสก็ได้จ้ะ”
“สวัสดีค่ะคุณซีโร่ คุณรุจี” เธอยกมือไหว้เราสองคนแต่สายตากลับมองมาทึ่ผมอย่างเปิดเผย แต่ผมก็แสร้งทำเป็นไม่สนใจนั่งใช้ข้อนิ้วหมุนปากกาที่ทำจากคริสตัลด้ามโปรดในมือไปอย่างไม่ใส่ใจปล่อยให้คุณรุจีสัมภาษณ์ไป เธอก็ตอบฉาดฉานอย่างมืออาชีพ ถึงแม้จะไม่ได้มองแต่ก็รับรู้ได้ว่าตัวเองกำลังถูกแอบมองอยู่เนืองๆ บางทีก็แอบอึดอัดนะ
“วันนี้ไม่มีอะไรแล้วใช่มั้ย”
ผมถามคุณมินต์เลขาคนสวยหลังจากเซ็นต์เอกสารแผ่นสุดท้ายเสร็จพลางก้มดูนาฬิกาข้อมือเรือนสวยบอกเวลาห้าโมงเย็นกว่าจะฝ่ารถติดกลับไปถึงบ้านได้ก็คงราวๆ ทุ่มหนึ่ง แม่กับปู่คงรอทานข้าวแย่เลย
“ค่ะบอส”
“งั้นเลิกงานได้ครับคุณมิ้นต์” ผมพูดยิ้มๆ พลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูงหยิบสูทสีเบจขึ้นมาสวม
“บอสมีนัดเหรอคะ”
“ครับ กินข้าวกับครอบครัวน่ะ”
“อ่าก็ไม่ได้ทำแต่งานจนลืมครอบครัวสินะคะ” ผมเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“ผมดูบ้างานขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ค่ะ คุณนิกกี้บอกว่าบอสบ้างานมาก” นิกกี้ที่เธอพูดถึงคือลูกน้องคนสนิทของผม
“แอบนินทาเจ้านายสงสัยต้องหักเงินเดือนแล้วล่ะมั้ง”
“ฮ่ะๆ” คุณมิ้นต์หัวเราะแห้งๆ แต่หน้านี่เริ่มซีด เพราะถึงปกติผมจะพูดคุยด้วยง่ายแต่บางทีก็ไม่มีใครเดาออกหรอกว่าผมพูดจริงหรือพูดเล่นกันแน่ มาทรงนี้เธอคงคิดว่าตัวเองล้ำเส้นจนทำให้เพื่อนร่วมงานเดือดร้อน
“ล้อเล่นน่ะครับ เจอกันพรุ่งนี้ครับคุณมิ้นต์” ผมยิ้มบางแล้วเดินล้วงกระเป๋ากางเกงออกมาด้านนอก พนักงานบางคนเตรียมตัวปิดคอมจะกลับบ้านกันแล้ว แต่ทุกคนก็ยังหันมาลา ผมทำเพียงแค่โปรยยิ้มให้ทั่วถึงจนกระทั่งออกมาสตาร์ทรถออดี้สีเทาออกจากออฟฟิศ แต่ก็ต้องเบรกเอี๊ยดเมื่อมีคนวิ่งมาดักหน้ารถ
นี่ยังไม่กลับไปอีกเหรอ…
เธอเดินมาเคาะกระจกรถจนผมต้องกดเลื่อนกระจกลงเล็กน้อยแล้วปั้นหน้ายิ้มตามมารยาททั้งที่ในใจกรุ่นๆ
“ดาวขอติดรถไปด้วยได้มั้ยคะ”
คุณอาจจะชอบ





