
รักเพียงใจ
ตอน 2
“พี่คิดอะไรอยู่ถึงได้จะหมั้นกับยัยทับทิมนั่น”
วิชญ์ถามญาติผู้พี่ที่เอาแต่นั่งหน้าเครียดตลอดเวลาในร้านอาหารมีชื่อที่เพิ่งเปิดให้บริการ สายตาของวิชญ์ลอบมองผู้ช่วยของเขาไปพลาง หงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นหน้าเพียงใจ คิดผิดหรือไม่ที่รับเอาผู้ช่วยที่บิดาสรรหามาให้มาช่วยงานเขา ก่อนจะหันไปทางธรรศอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายเปิดปากตอบอย่างเนือยๆ
“ไม่ได้คิดอะไร แค่เคยรับปากเสี่ยไว้ว่าจะดูแลลูกเขา”
“เขาให้ดูแล คงไม่ได้ให้เอาลูกเขาทำเมียมั้งพี่”
“ยังไงทับทิมก็ต้องแต่งงานอยู่ดี”
ธรรศพูดจบยกแก้วเบียร์ขึ้นสาดของเหลวสีอำพันเข้าลำคอด้วยความหนักใจ
“นั่น เสี่ยณุพาสาวที่ไหนมาอีกวะพี่ ท่าทางหงิมๆ เงียบๆ แต่สวยชะมัดเลย”
วิชญ์เรียกให้ธรรศดู แล้วก็เห็นใบหน้าของญาติผู้พี่คล้ายกรุ่นไปด้วยความโกรธ เลยถามขัดอารมณ์ร้อนๆเอาไว้ก่อน
“เออ แล้วสรุปพี่จะให้ผมช่วยเรื่องอะไร”
ธรรศหันกลับมามองหน้าญาติสนิท ยกแก้วที่พนักงานเพิ่งรินเครื่องดื่มเติมขึ้นจิบจนหมดแล้วอธิบายถึงเรื่องที่ต้องการให้ช่วยเหลือ สายตาดำดุก็เอาแต่มองหญิงสาวหงิมๆเงียบๆที่มากับวิษณุไม่วางตา จนวิชญ์ผุดรอยยิ้มออกมาในที่สุดเมื่อคลับคล้ายคลับคลาว่าหญิงสาวคนนั้นคือใคร
“ติดต่อตามเบอร์นี้ ถามทางนั้นว่ายังขายอยู่ไหม แล้วนัดวัน เตรียมเช็คไปให้พร้อมเลย”
วิชญ์สั่งการรวดเดียวจบ เมื่อแยกออกมาจากธรรศเพื่อกลับขึ้นรถของตนเอง เพียงใจรักษาความเร็วในการตามและระยะห่างระหว่างนายจ้างกับตนเองได้แม่นราวกับใช้ไม้บรรทัดวัด จนวิชญ์อดเหลือบตามองด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“เลิกงานแล้ว จะกลับบ้านเลยก็เชิญ แยกกันตรงนี้”
“แต่คุณลุงบอกให้ส่งคุณจนถึงบ้านก่อนค่ะ ถึงกลับได้”
วิชญ์เบือนหน้าขรึมๆของเขามาถาม แม้ไม่ได้ตะคอกตะคั้นแต่น้ำเสียงนั่นฟังรู้ว่าไม่สบอารมณ์อยู่พอควร “ต้องอาบน้ำ ป้อนนม กล่อมนอนด้วยไหม”
“ก็ถ้าคุณต้องการ”
วิชญ์ปรายตามองหญิงสาวอย่างให้รู้ความนึกคิดของตน หากเป็นคนอื่นคงหน้าชาไปแล้วกับสายตาของเขา เพราะวิชญ์นั้นขึ้นชื่อนักกับการแสดงออกทางสีหน้าท่าทางมากกว่าจะใช้คำพูดกระโชกโฮกฮาก แต่เขาที่ว่าเก่งแล้วกลับมีคนที่ทำท่าจะเหนือกว่า จะใคร ก็อย่างยัยเด็กเส้นของพ่อเขานี่ไง
เพียงใจมองตอบมาอย่างที่ปิดเร้นความรู้สึกได้เก่งกว่าเขาเปิดเผยออกไปเสียอีก
วิชญ์ต้องสูดลมหายใจระงับความดันโลหิตที่ค่อยๆทะยานขึ้นมาเพราะคนตรงหน้า แล้วเปิดประตูรถหรูของตนที่มีเพียงสองที่นั่งขึ้นขับ ออกตัวพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าทันที โดยไม่สนใจว่าผู้ช่วยหน้าเดียวของเขาจะกลับอย่างไร
เพียงใจขยับแว่นตามองตามไฟท้ายรถสีส้มแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นต่อสาย รายงานกับคนทางนั้นจนเรียบร้อย ถึงมองซ้ายขวาหาทางพาตัวเองกลับบ้าน โชคดียังเป็นของเธออยู่บ้าง ก็พอดีได้เจอกับอิทธิที่เดินออกมาจากด้านในร้าน
“ไง...เที่ยวที่แบบนี้ด้วยหรือเรา” คนทักทักอย่างคนคุ้นเคยกันดี
อิทธิเป็นพี่ชายของเพื่อนสนิทของเพียงใจ อายุห่างจากพวกเธอหลายปีพอควร แถมบ้านยังอยู่ละแวกเดียวกันอีกด้วย เขาเป็นคนอัธยาศัยดีพูดคุยเข้าใจง่ายอยู่พอตัว
“มาทำงานน่ะค่ะพี่อิทธิ” เพียงใจตอบไปตามความจริง
“ห้าทุ่มห้าสิบเนี่ยนะ ทำงาน”
“ค่ะ งาน” ยิ้มน้อยๆก่อนบอกเสียงเนือยๆ
“แล้วนี่จะกลับยังไง”
“เพียงขอติดรถไปด้วยได้ไหมคะ”
“มาสิ”
ใบหน้าติดเรียบเฉยมีเพียงมุมปากที่ขยับยกขึ้นหน่อยหนึ่งให้ดูรู้ว่ายิ้มแล้ว ค่อยตรงไปเปิดประตูรถขึ้นนั่งข้างกับอิทธิออกตัวไปจากลานจอดในเวลาต่อมา คนที่วนรถกลับมาอีกรอบงึมงำอยู่คนเดียวในห้องโดยสาร เมื่อเห็นว่าร่างเล็กๆกำลังปีนขึ้นรถโฟร์วีลอยู่พอดี
“หึ! หน้าตาแบบนั้นหาคนไปส่งได้ด้วย เด็กคุณนนท์นี่ไม่ธรรมดาจริงๆ”
เพียงใจกลับถึงบ้านของอรสาตอนที่เลยเที่ยงคืนไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว และแปลกใจที่ไฟในบ้านยังเปิดอยู่
หญิงสาวพักอยู่กับอรสา อรสาเป็นพี่สาวแท้ๆของมารดาของเธอ
มารดาผู้มีร่างกายอ่อนแอเสียชีวิตไปเมื่อตอนเธอสอบเข้าในมหาวิทยาลัยได้พอดี ท่านปิดบังอาการป่วยและโรคร้ายเสียสนิท ไม่มีใครรู้แม้กระทั่งพี่สาวอย่างอรสา จนทนต่อความทรมานของโรคไม่ไหวจากไปในที่สุด ไม่ทันได้ยลความสำเร็จที่เธอจบการศึกษามาได้ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเสียด้วย บิดานั้น จำได้ว่าเคยถามหาเมื่อตอนเด็กๆครั้งเดียว ท่านว่าเขาไปมีครอบครัวใหม่แล้ว หลังจากนั้นเธอก็ไม่ถามถึงอีกเลย ดีที่มารดามีเงินประกันจากการเสียชีวิตของท่านมากพอจะส่งให้เธอได้เรียนจนจบโดยไม่ลำบากใครๆ โดยมีอรสาเป็นผู้ปกครองของเธอหลังจากสิ้นมารดา
“กลับมาเสียดึกเชียว”
เสียงดังมาจากโซฟาตัวเดียวที่กลางบ้านตอนที่เพียงใจปิดประตูลงกลอนเรียบร้อยแล้ว
คนทักเป็นหญิงอายุย่างห้าสิบปี ที่ยังดูสวยเจ้าหล่อนรักษาทรวดทรงได้อย่างดีเยี่ยม ใบหน้ายังดูสาวสด ทายอายุที่สามสิบปลายๆถึงสี่สิบต้นๆก็ยังได้ อย่างไม่น่าเกลียดเสียด้วย
เคล็ดลับของท่านเวลาคนถามก็คือไม่มีสามีไม่มีลูกไม่มีครอบครัว
ทำให้ไม่ต้องคอยครุ่นคิดเครียด กับใครจึงไม่แก่
เพียงใจมองผ่านแว่นตอบผู้เป็นป้า “เพิ่งเสร็จงานค่ะ”
“งานอะไรของแกดึกป่านนี้” ท่านละมือจากการสครัปที่ข้อศอกขึ้นมามองหน้าเธอ อรสายิ้มมุมปาก มือขัดวนที่ข้อศอกก่อนเอ่ยปากตามใจคิด “หรืออีตาคุณวิชญ์อะไรนั่นยังไม่เลิกแยกเขี้ยวใส่แกอีก”
ได้ยินความคิดของคนเป็นป้า ทำเอาเพียงใจอ่อนอกอ่อนใจกับความคิดของอีกฝ่าย “ป้าสาคะ…”
“ทำไมยะ”
คุณอาจจะชอบ





