ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย รอยรักที่แสนเลือนราง

รอยรักที่แสนเลือนราง

เบญจมินทร์และวสุกัญญาเคยใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างลับๆ จนกระทั่งความล้มละลายทำให้ความสัมพันธ์ต้องจบลงด้วยการหย่าร้างตามความต้องการของฝ่ายหญิง เวลาผ่านไปเพียงห้าเดือน โชคชะตากลับนำพาให้ทั้งคู่มาเผชิญหน้ากันอีกครั้งที่โรงพยาบาล ทว่าครั้งนี้วสุกัญญาไม่ได้มาตัวคนเดียว แต่เธอกำลังตั้งครรภ์อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทารกในครรภ์ย่อมเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาอย่างแน่นอน ท่ามกลางความตกตะลึงและบรรยากาศที่แสนเจ็บปวดจากการพบกันในวันที่ทุกอย่างสายเกินไป
ตอน
แชร์

ตอน 2

หกปีต่อมา

ร่างกลมของเด็กหญิงวัยห้าขวบที่มือข้างหนึ่งถูกจับจูงด้วยหญิงสาวที่คงเป็นแม่กำลังเดินผ่านประตูของรถไฟฟ้าขบวนสุดท้ายเข้าไปยืนข้างเสาอยู่ในความสนใจของดร.บรรณวิชญ์ในทันทีที่หันไปเห็นเข้า

น่าจะเป็นเพราะความสดใสน่ารักน่าเอ็นดูของทั้งแม่และลูกสองคนนี้เป็นแน่ที่ทำให้ชายวัยหกสิบเจ็ดสนใจ

“นั่งไหมครับ” ชายมากวัยเอ่ยถาม มองสองคนแม่ลูกด้วยสายตาเป็นมิตร แล้วกดมือลงกับหัวของไม้เท้าดันตัวเตรียมจะยืนขึ้น

“ไม่เป็นไรค่ะคุณตา คุณตานั่งเลยค่ะ” เด็กหญิงตอบด้วยท่าทางมั่นใจ น้ำเสียงใสแจ๋วราวแก้วเนื้อดี ขณะพูด ตาก็มองยังไม้เท้าอย่างสนใจ ก่อนจะละจากมาเพื่อมองคุณตาที่เชิญชวนให้ตนนั่ง บอกด้วยน้ำเสียงห่วงใย แม้เพิ่งพบเจอหน้ากันก็ตามที

“คุณตาเจ็บขาต้องนั่งค่ะ อย่ายืนเยอะนะคะ น้องยังเด็ก น้องยืนไหวค่ะ สบายมาก”

“โถ น่าเอ็นดูจังเลย”

คนที่อยู่ตรงนั้นเอ่ยชม ชายสูงวัยที่เด็กหญิงเรียกว่าคุณตายิ้มตาม แววตาที่ใช้มองก็เอ็นดูไม่ต่างกัน จนคนที่นั่งด้านข้างยอมสละเก้าอี้ เด็กหญิงจึงได้นั่งที่ข้างชายสูงวัยในที่สุด

ดร.บรรณวิชญ์มองสองแม่ลูกแล้วชวนคุยด้วยต่อ ผิดจากวิสัยของเขาไม่น้อย “อายุเท่าไรแล้วครับ”

เด็กหญิงอ้ำอึ้งเล็กน้อยก่อนหันไปสบตากับเจ้าของมือที่ตนจับไว้แน่น ที่ดูท่าจะเป็นแม่ ก่อนหันมาตอบคำถามของชายวัยใกล้เคียงคุณตา “ปีนี้น้องห้าขวดแล้วค่ะ อยู่อนุบาลสองโรงเรียนอนุบาล…”

เจ้าตัวบอกอายุของตนไม่พอ ยังแจงต่ออีกว่าตนเรียนชั้นไหน โรงเรียนและห้องของคุณครูอะไร ยิ่งเรียกรอยยิ้มให้คนถามและคนที่นั่งฟังเงียบ ๆ ที่ใกล้ ๆ กันให้ยิ้มกว้างมากยิ่งขึ้นไปอีก

“อยู่ไกลจังลูก แล้วมาทำอะไรที่นี่ครับ” ชายสูงวัยยังคงชวนสนทนาต่อ

“มาอดรมกับคุณแม่ค่ะ” เสียงตอบที่ยังไม่ชัดเจนนัก เรียกรอยยิ้มของผู้คนรอบ ๆ ได้อีกครั้ง ชายสูงวัยคุยด้วยตลอดเส้นทางจวบจนถึงสถานีจุดหมายก็ค่อยลุกขึ้นพร้อมบอกลา “ปู่ไปแล้วนะลูก”

“สวัสดีค่ะคุณตา ค่อย ๆ เดินนะคะคุณตา”

ชายสูงวัยที่พยายามแทนตัวเองว่า ‘ปู่’ ยื่นมือลูบศีรษะเบา ๆ แล้วอวยพรตามประสาก่อนจากลาด้วยการเดินออกจากประตูของรถไฟฟ้าไป มองไปรอบ ๆ ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ เพราะงงว่าตนจะหาทางลงได้อย่างไร มีคนเข้ามาช่วยบอกว่าให้ลงลิฟต์จะสะดวกกว่า แกก็เดินตรงไปทางนั้น จนลงมาที่ด้านล่างของสถานีรถไฟฟ้าแล้วนั่นเอง ค่อยล้วงเอาโทรศัพท์มาต่อสายหาใครสักคน

ไม่นานรถยนต์นำเข้าคันใหญ่ก็เข้ามาจอดเทียบด้านข้าง ประตูถูกเลื่อนเปิดออกพร้อมที่คนขับรถวิ่งลงมาประคองขึ้นนั่ง จนเห็นว่าเรียบร้อยค่อยพารถคลานออกจากบริเวณนั้นไป

“เป็นยังไงบ้างคะ บรรยากาศบนรถไฟฟ้า สนุกแบบที่คิดเอาไว้ไหม”

“ก็สนุกดีนะ รอบหน้าผมว่าจะลองไปอีก” แกล้งบอกเย้าแหย่ใส่คนถาม “เมื่อกี้ผมเจอเด็กบนรถไฟฟ้าด้วยนะ น่ารักเชียว”

“เด็กอะไรคะ” นวลน้อมเอ่ยถามเสียงหยอกเย้า สามีที่แต่งงานกันมาไม่เคยนอกลู่นอกทาง ไม่เคยทำตัวเหลวแหลกเหลวไหลให้ตนต้องอับอายเพื่อนฝูงญาติพี่น้องแม้แต่ครั้งเดียว

“เด็กผู้หญิงน่ะสิคุณ”

คำตอบสั้น ๆ ทำเอาคนเป็นภรรยาคอแข็งขึ้นมาทันที ดร.บรรณวิชญ์หัวเราะออกมาแล้วก็ค่อยบอกต่อจากนั้น ก่อนที่ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากจะเข้าใจตนผิดไป “เพิ่งจะห้าขวด แต่ช่างพูดเชียวล่ะ พูดจาอะไรก็ดูน่ารักไปหมด เห็นแล้วก็ได้แต่เวทนาตัวเอง แก่จะเข้าโลงอยู่แล้วยังไม่มีโอกาสได้อุ้มหลานสักที”

“ลูกเราก็เหลือเกินจริง ๆ แต่งงานกันมาป่านนี้ก็ยังไม่ติดลูกอีก” นวลน้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิบุตรชาย คนเป็นพ่อปรายตามองรู้ว่าภรรยาทำทีเป็นพูดตำหนิก่อนตน เพื่อไม่ให้ต้องมาติลูกชายมากไปกว่านี้

“น่าจะไปติดต่อหมอที่ทางบ้านหนูลูกพีชบอกเราไว้”

“ค่อยไปเถอะค่ะคุณ ตอนนี้ก็ให้เวลาลูกหน่อยเถอะ ตาเบญอยากพิสูจน์ตัวเองเลยเอาแต่ทำงานจนลืมผลิตลูกมั้งคะ”

คนเป็นพ่อได้ยินคำแก้ต่างอย่างนั้นก็เมินไปยังอีกทาง แล้วทั้งคู่ก็ต้องเปลี่ยนเรื่องคุยไปยังเรื่องอื่น ทุกครั้งที่พูดเรื่องบุตรชายทีไร คนเป็นพ่อก็จะมึนตึงอย่างนี้ทุกที

“กลับมาแล้วค่ะ”

เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงสวรินทร์ดังมาก่อนตัวเสียอีก ไม่กี่วินาทีจากนั้นเจ้าตัวก็วิ่งตึง ๆ เข้าไปหาแม่ที่ยืนกำโทรศัพท์อยู่กลางห้องพัก ก่อนจะโอบแขนรอบต้นขาของวสุกัญญาแน่น

คนเป็นแม่กอดตอบ แล้วค่อยคลายใจลง เมื่อลูกสาวของเธอกลับถึงห้องพักเสียที เธอยกมือลูบไปมากับศีรษะของลูกค่อยเงยหน้าขึ้นถามเพื่อนรุ่นพี่ที่อาสาพาแม่ตัวดีออกไปหาอะไรกินที่ห้างใกล้ ๆ

“ไปถึงไหนกันมาน่ะพี่ยุ้ย ถึงได้กลับเอาป่านนี้ กัญโทรหาก็ไม่ติด ใจคอไม่ดีเลย”

“ทีแรกก็ว่าจะพาไปห้างใกล้ ๆ นี่แหละแต่มันไม่ค่อยมีอะไรไง พี่เลยพายัยรินรินนั่งรถไปถึงโน่นเลย” ยุ้ย เพื่อนรุ่นพี่ของเธอเอ่ยชื่อห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านกลางเมือง เด็กหญิงรีบเสริมอย่างต้องการโอ่แม่ว่าตนไปทำอะไรที่ไหนมาบ้าง

“น้องได้ขึ้นรถไฟสูง ๆ ด้วยค่ะแม่ สนุกมาก ๆ เลย”

“ปล่อยให้แม่คอยอยู่ตั้งนาน เป็นห่วงแค่ไหนรู้ไหมเนี่ย”

“เว่อร์จริง ๆ เลย ไปกับพี่น่าเป็นห่วงตรงไหนกัน ใช่ไหมยัยรินริน”

เด็กหญิงพยักหน้าไว ๆ ตอบรับว่าใช่ เธอมองสองคนป้าหลานที่เข้าขากันเป็นอย่างดีก็ส่ายหน้าแกล้งพูดไปว่า “แม่นึกว่าป้ายุ้ยเอาลูกสาวของแม่ไปขายแล้วเสียอีก”

“ป้ายุ้ยไม่กล้าเอาน้องไปขายหรอกค่ะ เพราะป้ายุ้ยรักน้อง”

“ขี้ตู่ ใครเขารักเรากันยัยอ้วนกลม” ยุ้ยบอกจบหอบเอาหลานสาวลงนอนที่เตียงกลางห้องพัก หยอกล้อกันเสียงดังจากนั้น วสุกัญญามองลูกสาวด้วยรอยยิ้ม เธอชอบฟังเสียงหัวเราะใส ๆ เช่นนี้เหลือเกิน แล้วค่อยเดินไปยังห้องอาบน้ำ ก่อนจะพยักหน้าเรียกแม่ตัวดีให้เข้าไปด้านใน ยุ้ยจึงค่อยเข้ามาคุยต่อจากนั้น

“อบรมรอบบ่ายเครียดมากไหม”

“ไม่มีอะไรหรอกพี่ยุ้ย นี่ไง หนูสรุปให้พี่แล้ว”

“ขอบใจจ้า ไม่เสียแรงเลยที่อาสาเลี้ยงหลานให้ เขาเช็กชื่อรอบบ่ายไหม”

“เออ เขาเช็กด้วยนะพี่ยุ้ย แล้วเขาก็ไม่ให้เซ็นชื่อแทนกันด้วย รอบบ่ายพี่ขาดประชุมนะคะ รู้หรือยัง”

“เอ๊ย จริงดิ” ยุ้ย สาวรุ่นพี่ร้องถามตกอกตกใจ วสุกัญญายิ้มจนตาเกือบปิดที่อำเพื่อนรุ่นพี่ได้ ก่อนบอกไปว่า “ล้อเล่นค่ะ”

“แหม เดี๋ยวนี้มีอารมณ์มาล้อเล่นด้วยนะยะ สงสัยหัวใจจะเป็นสีจมปู ไง พี่หมอโทรมายัง”

“เกี่ยวอะไรกับพี่กรณ์ด้วยเล่า” เธอบอกปัดแล้วเลี่ยงไปหยิบชุดนอนออกมารอท่าลูก

“แล้วพรุ่งนี้ คุณหมอเขาจะมารับกลับบ้านไหม” ยุ้ยยังคงถามต่อ เธอทำเฉย ตอบปัดไปอีกว่า “ไม่รู้สิคะ จะมาทำไม ไม่มามั้ง”

“มาแหง ๆ คอยดูนะพอมาถึงก็จะยิ้ม ๆ บอกเสียงละมุน ๆ ว่า ‘ผมผ่านมาแถวนี้พอดีเลยแวะมารับกัญน่ะครับ’ ทำคะแนนขนาดนี้ไม่ใจอ่อนสักทีละจ๊ะคุณแม๊” ยุ้ยถามกระเซ้าเย้าแหย่เธอไม่หยุด วสุกัญญาไม่ได้ตอบไปว่าอะไร ทำเพียงยิ้มบาง ๆ เท่านั้น แล้วหายเข้าไปห้องน้ำจัดแจงอาบน้ำสระผมเป็นการตัดบทสนทนากับเพื่อนรุ่นพี่ไปเสีย

พรุ่งนี้เธอและคนอื่น ๆ ที่เข้าร่วมประชุมด้วยกันมีอบรมและทำแบบทดสอบช่วงเช้า ต่อจากนั้นแล้วจึงกลับกันได้ จนถึงเวลาเลิกจากประชุมจึงได้พบว่ารถของนายแพทย์ปกรณ์มาจอดรอที่ด้านหน้าของโรงแรม พอเห็นเธอเดินออกมาจากห้องประชุมเขารีบเดินตรงเข้ามาหาทันที

เด็กหญิงสวรินทร์กระตุกมือของแม่ รอจนแม่ย่อตัวลงหาก็ค่อยเปิดปากบอกแม่ไป “เรากลับเองได้ไหมคะแม่”

เธอถามลูกกลับทันที “ทำไมล่ะคะ”

“น้องไม่ชอบคุณลุงหมอเลยค่ะ”

“ทำไมคะ หืม ไหนเราคุยกันสิ”

เด็กหญิงสวรินทร์หน้าบึ้งก่อนบอกไปว่า “เดี๋ยวเราค่อยกลับไปคุยกันที่บ้านนะคะ”

วสุกัญญายิ้มอ่อน เห็นแล้วก็อดนึกไปถึงอีกคนที่นิสัยแบบนี้ไม่ได้ ทำไมจะต้องเหมือนกันด้วยก็ไม่รู้ แล้วค่อยยืดตัวขึ้นเพื่อไหว้นายแพทย์ปกรณ์ เขาเดินเข้ามาสมทบแล้วเธอจึงค่อยบอกเขาออกไป

“บอกแล้วไงคะว่าไม่ต้องมารับน่ะ”

“พี่ผ่านมาธุระแถวนี้พอดีก็เลยแวะมารับน่ะ”

“เหมือนที่ป้ายุ้ยบอกเลย” เสียงบ่นไม่ดังมาจากเด็กหญิงสวรินทร์ก่อนจะถูกจับมือแล้วดึงเบา ๆ จูงไปยังรถยนต์ของนายแพทย์ปกรณ์ในเวลาต่อมา

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ไฟรักไฟเชลย
9.5
เพื่อล้างแค้นให้น้องสาว ใหญ่จึงหลอกล่อผิงมาเป็นตัวประกันในเกมนี้ แม้เธอจะร้องขอความยุติธรรมและพยายามหนีจากเงื้อมมือคนใจร้าย แต่ความสวยสะพรั่งกลับกระตุ้นตัณหาจนเขาไม่อาจปล่อยมือไปได้ เขาเลือกเดินหน้าย่ำยีร่างบางด้วยไฟราคะที่ยากจะดับลง ทว่าท่ามกลางความใกล้ชิดที่แฝงด้วยความเกลียดชัง เขากลับต้องเผชิญกับพายุความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจ พร้อมกับภารกิจสืบหาความจริงในงานที่เต็มไปด้วยเงื่อนงำซึ่งเขาต้องจัดการให้จบสิ้น
หน้าปกนวนิยาย เสน่ห์รักข้ามศตวรรษ
8.1
วัสสิกาเดินทางสู่ประเทศอินเดียและข้ามภพไปพบเจ้าชายในอดีตเพื่อช่วยเหลือเขาในการครองบัลลังก์ ก่อเกิดเป็นความผูกพันลึกซึ้งที่ก้าวข้ามกาลเวลา แม้รักในอดีตจะยากเป็นจริง แต่โชคชะตาก็นำพาเธอมาพบกับทายาทผู้สืบเชื้อสายจากเขาในโลกปัจจุบัน ท่ามกลางความขัดแย้งกับเจ้าชายจอมยโสผู้ทำลายความตั้งใจของเธออย่างไร้เยื่อใย วัสสิกาต้องเผชิญกับบทพิสูจน์หัวใจที่แสนซาบซึ้งและสนุกสนาน เพื่อตามหาบทสรุปของความรักที่มั่นคงดั่งศิลาและไม่มีวันจางหายไปตามกาลเวลา
หน้าปกนวนิยาย นักเขียนนิยายอีโรติกคนนั้น  ไม่ใช่ฉันหรอกค่ะบอส
8.1
ภายใต้ภาพลักษณ์พนักงานออฟฟิศธรรมดา ฉันมีความลับสุดยอดที่ปกปิดไว้คือการเป็นนักเขียนนิยายอีโรติกชื่อดัง ฉันใช้ชีวิตสองด้านได้อย่างราบรื่นมาโดยตลอดจนกระทั่งความจริงที่น่าตกใจถูกเปิดเผย เมื่อฉันพบว่าเจ้านายหนุ่มจอมเนี้ยบแท้จริงแล้วคือแฟนคลับตัวยงที่ติดตามผลงานติดเรทของฉันอย่างเหนียวแน่น ความลับที่พยายามซ่อนเร้นกำลังจะทำให้ความสัมพันธ์ในที่ทำงานปั่นป่วน เมื่อตัวตนในโลกนิยายกับชีวิตจริงต้องมาบรรจบกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
หน้าปกนวนิยาย ปมแค้นอสูรกายร้ายพ่ายนารี
8.6
อาร์มันโด้ นักธุรกิจหนุ่มลูกครึ่งผู้หล่อเหลา กลับมาเมืองไทยพร้อมเพลิงแค้นเพื่อทวงคืนทุกอย่างจากตระกูลกสิเทพพาณิชย์ที่เคยโกงครอบครัวเขาจนบุพการีต้องจบชีวิตลง เป้าหมายของเขาคือการทำลายความสุขของศัตรูให้ย่อยยับ ท่ามกลางแผนการร้าย นารี ลูกสาวคนเล็กที่ถูกครอบครัวทอดทิ้งและปฏิบัติราวกับคนใช้แม้จะเรียนจบเกียรตินิยม กลับต้องเผชิญกับชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่ออาร์มันโด้ปรากฏตัวในงานวันเกิดของรวีพี่สาวผู้เอาแต่ใจที่หวังจะครอบครองเขา ปมแค้นฝังลึกครั้งนี้จะจบลงเช่นไรในเกมแห่งความรักและแรงอาฆาต
หน้าปกนวนิยาย เจ้าสาวพร่างฝน
9.3
เมสัน แมคไบรด์ มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลและดุดัน เจ้าของอาณาจักรที่ไม่มีใครกล้าล่วงเกิน กลับต้องสั่นคลอนเมื่อ ละอองฝน หญิงสาวผู้อาศัยอยู่ใต้ชายคาแอบฝ่าฝืนกฎเหล็กด้วยการนำม้าตัวโปรดของเขาไปขี่เล่น การกระทำอันอวดดีของสาวน้อยไร้เดียงสาปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวเขาให้ลุกโชน เมสันจึงตัดสินใจมอบบทลงโทษอันเร่าร้อนและป่าเถื่อนเพื่อกำราบเธอให้จำนนอยู่ใต้ร่างเขาเพียงคนเดียว ท่ามกลางไฟปรารถนาที่ยากจะต้านทาน เขาจะสั่งสอนให้เธอรู้ซึ้งว่าการลองดีกับพยัคฆ์ร้ายเช่นเขานั้นมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยร่างกายและหัวใจ
หน้าปกนวนิยาย ทางเดินใหม่ของหัวใจ
9.3
เวินอี่ถงตัดสินใจตัดขาดจากเจียงยวี่เหิงหลังถูกหักหลังอย่างเจ็บปวด เธอทำลายหลักฐานความรักและตบหน้าเขาก่อนจะลบตัวตนเข้าสู่โครงการวิจัยลับ ทิ้งให้เขาเผชิญกับภาวะล้มละลายและใบมรณบัตรปริศนาที่ทำให้เขาแทบคลั่ง เมื่อเวลาผ่านไปเธอกลับมาในฐานะใหม่ที่สูงส่งเคียงข้างผู้ทรงอิทธิพล แม้เขาจะคุกเข่าอ้อนวอนขอโอกาสแก้ตัวเพียงใด เธอก็ทำเพียงยิ้มเยาะและประกาศให้รู้ว่าเขาไม่มีค่าพอจะเอื้อมถึงเธอได้อีกต่อไปในชาตินี้