
รอยรักที่แสนเลือนราง
ตอน 3
เบญจมินทร์รอคอยวันนี้ด้วยใจจดจ่อ และด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ ทันทีที่เข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมง เขาก็ตรงไปยืนคอยยังจุดที่ได้รับการนัดแนะไว้ว่าหากมาถึงให้มายืนรอตรงจุดนี้ ก่อนจะยืดตัวเต็มความสูงรอคอยว่าคนที่เขาอยากเจอใจแทบขาด เดินออกมาแล้วหรือยัง
ราวสิบนาทีเห็นจะได้กว่าที่ร่างกลมในชุดนักเรียนอนุบาลของเด็กหญิงสวรินทร์จะเดินออกมา เจ้าตัวมาพร้อมร่างผอมบางของคนเป็นแม่ เห็นยืนคุยยืนตกลงอะไรที่ตรงนั้นนานเป็นครู่ใหญ่เลยทีเดียว กว่าที่เธอจะยอมปล่อยให้ลูกวิ่งตรงมาทางเขา
เบญจมินทร์แทบไม่อยากละสายตาจากอดีตภรรยาของเขาเลย หกปีมานี้เธอไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสักเท่าไร ยิ่งทำให้เขายิ่งโหยหา อยากเข้าไปคุย อยากให้ทุกอย่างหมุนกลับมาเป็นอย่างเดิมแต่ก็เหมือนกับจะเป็นความต้องการของเขาฝ่ายเดียวเพราะถูกปิดกั้นหนทางจากเธอจนหมดสิ้น
เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าเขาคงรักใครได้ทีละคนเท่านั้น
แต่ตอนนี้หัวใจของเบญจมินทร์ถูกแบ่งออกเป็นสองเสียแล้ว อีกคนที่ครองหัวใจเขาได้นอกจากวสุกัญญาไม่ใช่ใครที่ไหนไกล แม่ตัวดีกำลังวิ่งตรงมาที่เขานี่อย่างไร
พอมาถึงก็ยืนอย่างที่คงถูกคุณครูฝึกมาเป็นอย่างดี ยกขึ้นพนมมือเป็นปุ้มสวยแนบอก ยิ้มจนตายิบหยีไหว้เขา ทำให้เขาต้องปันใจ ละสายตาจากวสุกัญญามามองที่ร่างกลมตรงหน้าแทน
“สวัสดีค่ะคุณลุง” เสียงใสเอ่ยทักทายเขาก่อน ไม่รอช้า เบญจมินทร์ย่อตัวลงไปโอบร่างกลมไว้แนบอกก่อนยกขึ้นอุ้ม “หนักกว่าคราวก่อนที่ลุงมาอีกนี่นา”
“แม่น้องบอกว่าน้องสามสิบโลแล้วค่ะ”
ได้ยินลูกพูดถึงคนเป็นแม่ สายตาคมก็มองลอดรั้วเข้าไปในโรงเรียนเห็นว่าอดีตภรรยามองมาที่เขากับลูกสาว แค่เดี๋ยวเดียวเธอก็หมุนตัวเดินจากไป ค่อยถอนลมหายใจออกมาเบา ๆ หัวใจของเขาสั่นไหวทุกครั้งที่เห็นปฏิกิริยาเฉยเมยเช่นนั้นของเธอ แล้วลดสายตามามองยังร่างกลมในอ้อมกอดเมื่อเสียงออดอ้อนดังขึ้น
“คิดถึงคุณลุงที่สุดเลยค่ะ”
“จริงหรือเปล่า”
“จริง ๆ ที่สุดในโลกนะคะ”
เบญจมินทร์ยิ้ม หัวใจละลายทันทีที่ได้ยินลูกบอกว่าคิดถึงเขา ส่วนตัวเขานั้นคิดถึงทั้งลูกแล้วก็แม่ของลูกหมดหัวใจ
“ไปเที่ยวมาสนุกไหมลูก”
“สนุกมาก ๆ ค่ะ น้องได้ไปกินขนม ได้กินไอติม แล้วก็ได้นั่งรถไฟ…อืม” ร่างกลมยืนนิ่งไปเมื่อนึกชื่อต่อท้ายไม่ออก แล้วพยายามอธิบายเท่าที่ตนเองเข้าใจ “ที่มันสูง ๆ ค่ะ ในนั้นเย็นมาก ๆ เลย น้องจำชื่อไม่ได้”
“รถไฟสูง ๆ หรือ” เบญจมินทร์ถามแล้วจับจูงมือเล็กกว่าเขาหลายเท่ามากุมไว้ด้วยความรักท่วมท้นก่อนพากันเดินตรงไปยังรถของเขา จนขึ้นรถมาแล้วก็อดมองเข้าไปในโรงเรียนของลูกอีกครั้งไม่ได้
“แม่น้องจะไม่กลับบ้านพร้อมกันกับเราหรือครับ”
“ไม่กลับค่ะ คุณแม่บอกให้กินข้าวที่ผัดไว้ในตู้เย็น ให้บอกคุณลุงว่าอุ่นให้น้องกินด้วย แล้วก็ปอกแอปเปิลหนึ่งลูกให้น้องด้วยค่ะ”
คนเป็นลุงได้ยินก็รู้สึกไม่ดี ไม่พอใจที่เด็กหญิงจะต้องมากินของอุ่นที่แช่ไว้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ แทนที่จะได้กินของปรุงสุกใหม่ ๆ นึกตำหนิวสุกัญญาในใจที่ให้ลูกของเขากินอาหารอุ่นเช่นนี้ แล้วตัดสินใจในตอนนั้นที่จะพาเด็กหญิงไปกินอาหารที่ร้านที่เคยพาไปกิน
“ลุงว่าเราไปหาของอร่อย ๆ กินกันสองคนดีกว่า”
ว่าแล้วก็พาไปยังร้านอาหารที่ว่านั่น กินจนอิ่มแล้วแม่ตัวดีก็ร้องเรียกด้วยเสียงที่เขาฟังดูรู้ว่ามีเรื่องเข้าให้แล้ว “คุณลุงคะ”
“ครับ”
“น้องไม่ชอบคุณลุงหมอเลยค่ะ”
เบญจมินทร์ที่มีสถานะเป็นแค่คุณลุงเช่นกันถามเสียงเครียด “ทำไมครับ นี่มันทำอะไรลูกใช่ไหม ลวนลามลูกหรือเปล่า”
“เปล่าหรอกค่ะ คุณลุงเรียกคนอื่นว่ามันทำไมคะ ไม่เพราะเลย เดี๋ยวคุณแม่ก็บ่นเอาอีก” เด็กหญิงตอบคำถามพร้อมดุเบญจมินทร์ไปด้วยเลย ร่างกลมกอดอกตัวเองตั้งท่าให้ดูโมโหสุด ๆ ไปเลย จะได้มีคุณลุงเบญเป็นพวกของตนอีกคน กล่าวต่อจากนั้นว่า “ก็วันโน้นน่ะค่ะ”
คนนำเรื่องมาฟ้องลากเสียงเสียยาว เพราะไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าวันนั้นคือวันไหนกันแน่ ยังอธิบายไม่ถูก “คุณลุงหมอพาคุณปู่กับคุณย่ามาที่บ้าน แล้วก็เอาแหวนมาให้คุณแม่ด้วยนะคะ”
เบญจมินทร์ได้ยินที่ลูกสาวตัวน้อยเล่าแล้ว รู้สึกถึงควันร้อนที่พวยพุ่งออกจากหูของเขา
“ว่ายังไงนะลูก”
“ลุงหมอน่ะสิคะ เอาแหวนมาให้แม่แล้วก็พูดว่า…” แม่ตัวดีนิ่งไปเป็นอึดใจแล้วพูดคำที่เสียดแทงหัวใจคนฟังที่สุดออกมาว่า “พูดว่าจะแต่งงานกับแม่ค่ะ”
วสุกัญญาไม่สบายใจทุกครั้งที่เบญจมินทร์มาที่นี่
หากรู้อย่างนี้ตอนนั้นเธอไม่น่ายื่นข้อเสนอนั่นไปเลย เขาขอสิทธิ์ของพ่อแต่เธอให้เขาเป็นแค่ลุง ในหัวตอนนั้นเธอคิดว่าเขาจะค้านหัวชนฝา คิดในใจต่อไปอีกว่าถ้าเขาไม่ยอมเธอจะทำอย่างไร ให้หนีไปให้ไกลกว่านี้ก็เกรงว่าเงินที่มีจะไม่พอใช้เลี้ยงลูก แล้วก็เชื่อเลยว่าเธอคงไปไหนไม่พ้นเขาอยู่ดี เบญจมินทร์คงตามหาเธอจนเจออีกเหมือนเคย
แต่แล้วเขากลับยอมรับข้อเสนอของเธอ ข้อต่อรองของเขามีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น และเธอก็จำใจต้องตอบรับข้อเสนอนั้นของเขา ท่าทางว่าง่ายของเบญจมินทร์ดูไม่น่าไว้ใจเท่าไรนัก เพราะภายใต้ความว่าง่ายนั้นคล้ายกับมีอะไรซุกซ่อนอยู่
ตั้งแต่วันที่ยินยอมรับข้อเสนอ เขาก็แวะมาหาเธอวันเว้นวัน เธอบอกให้เขามาให้ห่างกว่านี้หน่อย สักสองอาทิตย์ครั้งหรือเดือนละครั้ง เขาไม่ตอบโต้แต่แล้วก็ยังคงมาหาเธออย่างเดิม
เรื่องที่คุยกันมีเพียงเรื่องของลูกเท่านั้น จนเธอคลอดเขาก็คอยดูแลลูกอย่างคล่องแคล่ว ให้เธอปั๊มนมและนอนพัก พอเธอคลอดจากที่มาวันเว้นวัน เขาจะมาหาทุกวันหลังจากเลิกงานช่วงบ่ายสามอยู่จนเที่ยงคืนก็ไป มาใหม่ตอนเช้ามืด เพื่อมาดูว่าเธอกับลูกเป็นอย่างไร เอาอาหารมื้อเช้ากับมื้อเที่ยงมาให้ แล้วเขาก็ไปทำงาน
เธอบอกให้เขาไม่ต้องมาแล้ว เขาก็โวยวายว่าขอดูแลลูก ไม่ได้ต้องการดูแลเธอหรอก และขอแค่ช่วงที่เธอต้องให้นมลูกหกเดือนแรกคลอดเท่านั้น อ้างแต่ว่ากลัวเธอจะเอานมชงมาให้ลูกของเขาดื่ม หรือเลี้ยงลูกของเขาแบบละเลย เธอค้านจะเถียงเขาเลยปล่อยเลยตามเลยมาตั้งแต่ตอนนั้น
วสุกัญญาไม่เคยมีประสบการณ์ ทั้งยังต้องอยู่สองคนกับลูก เธอไม่เห็นว่าจะต้องทำหยิ่งไปทำไม จึงให้ความเงียบเป็นคำตอบยินยอมตามข้อเสนอของเบญจมินทร์
พอลูกเริ่มโต เริ่มรู้ภาษา ลูกก็จะรู้จักว่าเธอคือแม่ และเบญจมินทร์คือคุณลุง เป็นแบบนี้มาตลอดหกปี และคงจะเป็นแบบนี้ตลอดไป
วสุกัญญาคิดอย่างขื่นขมพร้อมกับยื่นมือกดออดเพื่อขอลงจากรถสองแถวเที่ยวสุดท้าย ก่อนจะนั่งจักรยานยนต์รับจ้างที่คุ้นเคยรู้จักกันดีให้พาเข้ามาส่งที่หน้าบ้าน ก็ค่อยพบว่าไฟในห้องของลูกปิดแล้ว ส่วนที่กลางบ้านยังคงสว่างไสวอยู่ รถของเขาจอดอยู่ที่หน้าบ้าน ส่วนรถคันเล็ก ๆ ในบ้านคันนั้น เบญจมินทร์หยิบยื่นให้เธอ รวมถึงออกเงินซื้อบ้านหลังใหม่หลังนี้ให้เธออยู่กับลูก
เธอไม่เคยนำรถยนต์คันนั้นมาใช้ ส่วนเงินก็ให้เขาเปิดบัญชีในชื่อของเขาเพื่อลูกไปเลย เรื่องราวดูเหมือนจะเงียบเรียบร้อยดีมาตลอด วสุกัญญาคิดพร้อมกับเปิดประตูบ้านเข้าไป เสียงขรึมของเขาก็เอ่ยขึ้นราวกับจะรายงานเรื่องราวในบ้านตอนไม่มีเธอ
“พี่พาลูกไปกินข้าวที่ร้านโปรดของลูก ไม่ได้อุ่นข้าวเหลือ ๆ นั่นให้ลูกกิน ส่วนผลไม้ลูกบอกว่ากินไม่ไหว พี่ไม่ได้ให้ลูกกินขนมนะ มาถึงพี่ให้ลูกอาบน้ำ สระผม เป่าผมแห้งแล้วและก็เล่านิทานให้ฟังเรื่องเดียว ตอนนี้หลับเรียบร้อย”
วสุกัญญาไม่ค่อยได้คุยอะไรกับเขานัก เขาถามเธอถึงจะตอบ หากไม่ใช่เรื่องของลูก เธอก็ไม่มีอะไรจะคุยด้วยเลย จึงพยักหน้าน้อย ๆ เป็นทำนองว่ารับรู้ก่อนเดินเลี่ยงไปดื่มน้ำ พร้อมกับนึกไปว่าเขาจะกลับเลยหรือไม่ เพราะเธอเหนื่อยเต็มที อยากอาบน้ำและเข้านอนเลย
คุณอาจจะชอบ





