
คืนหนึ่งกับเขา
ตอน 3
“เบลซ วันนี้เราต้องไปเป็นทีมแพทย์ดูแลกิจกรรมรับน้องของคณะวิศวะนะ” คิทรีบแจ้งข่าวทันทีที่เบลซเดินเข้ามาในห้องเรียน
เบลซเพียงแต่จ้องมองคิทพลางเอียงคอเล็กน้อย โดยไม่พูดอะไรสักคำ
“พอลไปรอที่นั่นแล้ว ถ้านายพร้อมเราก็ตามไปกันเลย” คิทพูดต่อขณะรอคำตอบจากเบลซ
“ได้สิ” เบลซตอบรับสั้น ๆ พลางยักไหล่และเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งตามความเคยชิน ก่อนจะหันหลังกลับไปทางประตูอีกครั้ง
คิทเดินตามไปเงียบ ๆ ในขณะที่เบลซเดินทอดน่องไปยังลานจอดรถอย่างไม่รีบร้อน
“ติดรถฉันไปก็ได้...” เบลซหยุดฝีเท้ากะทันหันและหันขวับกลับมาหาคิท อีกฝ่ายสะดุ้งเฮือกจนเกือบจะเดินชนเขา
“แน่ใจนะ?” คิทถามอย่างระมัดระวัง พลางสังเกตอารมณ์ของเบลซไปด้วย เพราะน้อยครั้งมากที่เบลซจะอนุญาตให้ใครขึ้นรถของเขา แม้แต่เขากับพอลเองก็ตาม เบลซรักความเป็นส่วนตัวมาก จนไม่อยากให้ใครเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวอย่างรถยนต์ของเขา
“ฉันก็ชวนแล้วไง” เบลซตอบสั้น ๆ ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย
“โอเค” คิทพยักหน้าแล้วเดินไปขึ้นรถเอสยูวีสีขาวของเบลซทางฝั่งผู้โดยสาร
พวกเขาขับรถมุ่งหน้าไปยังคณะวิศวกรรมศาสตร์ท่ามกลางความเงียบที่แสนสบายใจ เหมือนเช่นทุกครั้งที่พวกเขามีโอกาสได้นั่งรถคันเดียวกัน
“เราต้องมาคลุกคลีกับพวกกระทิงเหงื่อโชกพวกนี้จริง ๆ เหรอ?” เบลซพึมพำเบา ๆ ขณะจอดรถ ก่อนจะมองออกไปยังสนามซึ่งเต็มไปด้วยนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ทำกิจกรรมจนเนื้อตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อ
คิทหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นสีหน้าขยะแขยงของเบลซก็ส่ายหน้าอย่างนึกขัน น้อยครั้งนักที่เบลซจะแสดงสีหน้าแบบนี้ต่อหน้าสาธารณชน และคิทมักจะรู้สึกขบขันเสมอหากเบลซเผลอลืมรักษามาดที่ดูเนี้ยบและเพอร์เฟกต์ แล้วแสดงความเป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนคนอื่น ๆ ออกมา
เบลซเป็นพวกคลั่งความสะอาด พอเจอสิ่งที่ดูสกปรกเลอะเทอะก็จะรู้สึกสะอิดสะเอียนได้ง่าย เขาไม่สามารถทนต่อกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์และกลิ่นเหงื่อบนร่างกายของคนอื่นได้เลย ซึ่งถือเป็นลักษณะนิสัยที่แปลกมากสำหรับคนที่จะเป็นหมอในอนาคต
“มีหน้ากากอนามัยกับถุงมือเตรียมไว้ให้นะ” คิทพูดด้วยน้ำเสียงขบขัน
เบลซหันมามองคิท ก่อนจะกลอกตาใส่ ซึ่งทำให้คิทยิ่งนึกตลกเข้าไปใหญ่
“นายจะไปเป็นหมอนะ... ในอนาคตนายต้องเจออะไรที่เลอะเทอะกว่านี้อีกเยอะ...” คิทเอ่ยเตือนอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มที่แสดงความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเบลซก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมายาว ๆ ก่อนจะก้าวลงจากรถ
นักศึกษาวิศวะบางคนที่เหลือบไปเห็นนักศึกษาแพทย์ทั้งสองคนก็ถึงกับชะงักและอ้าปากค้างทั้งอย่างนั้น
เบลซเดินไปราวกับมองไม่เห็นใครอยู่รอบข้าง ในขณะที่คิทพยายามมองไปรอบสนามเพื่อหาเต็นท์พยาบาล
“ทีมแพทย์ของเราอยู่ทางนั้นไง” คิทชี้ไปที่เต็นท์ข้างเวที และเดินนำหน้าเบลซที่ยังคงเดินทอดน่องตามคิทไปอย่างไม่รีบร้อน
เบลซเดินเข้าไปในเต็นท์ทันที เพื่อหลบแสงแดดจ้าที่ร้อนแรงอย่างกับจะแผดเผาผิวขาวซีดของเขาให้ไหม้เกรียม
“ในนี้ร้อนชะมัด...” เบลซเอ่ยเบา ๆ ทันทีที่เดินมาถึงข้างกายพอล พอลหันมามองเบลซแล้วก็ทำเพียงถอนหายใจ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เบลซมองออกไปที่สนามและเฝ้าดูกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ สายตาของเขาพลันสะดุดเข้ากับร่างหนึ่งที่ทำให้เขาต้องจ้องมองนานเกินความจำเป็น สายตาของเขาจดจ่ออยู่กับนักศึกษาคนหนึ่ง ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเป็นผู้นำในกิจกรรมทั้งหมด
ชายหนุ่มคนนั้นร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อ ผิวสีแทนที่โผล่พ้นออกมาให้เห็นเป็นประกายล้อแสงแดดจ้า เขามีสีหน้าบึ้งตึงดูหงุดหงิด แววตาคู่คมก็ดูดุดันมาก น่าเกรงขามและน่ากลัวอย่างยิ่ง
เบลซไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองจ้องมองชายหนุ่มคนนั้นอยู่นานแค่ไหน จนกระทั่งจู่ ๆ สายตาของเขาสบประสานเข้ากับดวงตาที่คมปราบของชายคนที่เขาแอบมองอยู่ เขาจึงสะดุ้งเฮือก
สายตาที่เร่าร้อนของชายหนุ่มราวกับจะทะลุผ่านแว่นกันแดดที่เบลซสวมอยู่เข้ามา แม้มันจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ชายหนุ่มคนนั้นจะหันกลับไปทำกิจกรรมต่อ แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความร้อนแรงนั้น
ภายใต้แว่นกันแดดราคาแพงระยับ เบลซยังคงเฝ้ามองชายหนุ่มคนนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น โดยไม่สนใจผู้คนรอบข้างเลยสักนิด ชายคนนั้นเหงื่อโชกกาย ทั้งยังดูเหมือนผิวจะไหม้แดดอยู่เล็กน้อย ทว่าเมื่อได้มองเพียงแค่นั้น เบลซก็ดูเหมือนจะเพลิดเพลิน
ความเพลิดเพลินของเขาถูกขัดจังหวะเมื่อทีมแพทย์เริ่มยุ่งวุ่นวาย เนื่องจากมีนักศึกษาเริ่มเป็นลมและอ่อนเพลียจากกิจกรรมที่หนักหน่วงและอากาศที่ร้อนระอุ
ส่วนใหญ่คนที่เบลซเข้าไปดูแลจะเป็นนักศึกษาหญิง โดยที่เขายังสวมหน้ากาก และถุงมืออย่างมิดชิด เหงื่อกาฬเริ่มซึมออกมาตามหน้าผากของเขา ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวและหงุดหงิดเป็นอย่างมาก
เมื่อกิจกรรมช่วงเช้าสิ้นสุดลง นักศึกษาได้รับอนุญาตให้ไปพักเที่ยง เบลซก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เราต้องทำแบบนี้ต่อในช่วงบ่ายด้วยเหรอ?” เบลซหันไปถามพอลด้วยสีหน้าจริงจัง
“เราต้องอยู่เวรตลอดทั้งสัปดาห์นั่นแหละ” พอลตอบกลับเพียงสั้น ๆ ทำให้เบลซครางออกมาด้วยความหงุดหงิดขณะเช็ดเหงื่อบนใบหน้า
“ไปหาอะไรกินกันเถอะ ฉันหิวแล้ว” คิทเอ่ยขึ้น และทั้งสามคนก็เดินออกจากเต็นท์ไป ทิ้งทีมแพทย์คนอื่น ๆ เอาไว้ที่นั่น
สายตาทุกคู่จับจ้องมายังพวกเขาทั้งสามคน โดยที่พวกเขาไม่ได้แยแสต่อสายตาที่เต็มไปด้วยความใครรู้ระคนชื่นชมเหล่านั้นเลย แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อกลุ่มรุ่นพี่วิศวะเดินตรงเข้ามาหาพวกเขา
“พอล...” ผู้เป็นลูกพี่เดินนำมาพลางเอ่ยเรียกชื่อพอลเพื่อทักทาย“
“เอซ...” พอลพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ
เบลซจ้องมองชายหนุ่มที่เอ่ยทักพอลตาเขม็ง เขาคือคนเดียวกับที่เบลซแอบมองที่สนามเมื่อครู่นี้
“ขอบใจมากนะที่มาช่วย” ชายหนุ่มที่ชื่อเอซกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาคมกริบของเขาจับจ้องไปยังพอลแต่เพียงผู้เดียว
“ไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว อ้อ... นี่เพื่อนเราคิทกับเบลซ” พอลแนะนำพวกเขาทั้งสองให้คนอีกกลุ่มรู้จัก ซึ่งนั่นทำให้เบลซเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง
ชายหนุ่มคนนั้นหันไปหาคิทและพยักหน้าให้ ก่อนที่สายตาของเขาจะมาหยุดอยู่ที่เบลซ ซึ้งกำลังจ้องกลับอย่างแน่วแน่
สายตาทั้งสองคู่ประสานกันแน่นอย่างไม่ลดละ ต่างฝ่ายต่างใช้สายตาข่มขู่กัน
บรรยากาศรอบตัวพลันตึงเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อเบลซยังคงจ้องมองชายหนุ่มวิศวะด้วยสายตาที่แน่วแน่หากแต่แฝงไปด้วยความกดดัน ในขณะที่ชายหนุ่มวิศวะเองก็พยายามจะข่มเบลซ แต่ดูเหมือนจะล้มเหลวไม่เป็นท่า
เพื่อน ๆ ในกลุ่มของทั้งสองฝ่ายต่างเฝ้ามองสงครามเงียบระหว่างบุคคลที่น่าเกรงขามทั้งคู่ด้วยความกังวล
เอซเป็นฝ่ายกะพริบตาก่อน แต่ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนี เขาก็เห็นรอยยิ้มเยาะเพียงเบาบางที่มุมปากของเบลซ ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกฉุน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขากระแอมออกมาครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาจ้องเบลซอีกครั้ง ทว่าสีหน้าของเบลซกลับไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เขายังคงจ้องมองเอซอย่างนิ่ง ๆ ดังเดิม
ประกายอันแปลกประหลาดบางอย่างปรากฏในดวงตาของชายหนุ่มผิวขาวคนนี้ และเอซไม่รู้เลยว่ามันเป็นเพียงจินตนาการที่เขามโนไปเอง หรือเป็นเพราะสายตาที่ไม่ปกติที่เบลซใช้มองคนแปลกหน้ากันแน่ หลังจากนั้นไม่นาน เอซก็ต้องประหลาดใจเมื่อเขาถูกตัดขาดจากสายตาที่กดดันของเบลซอย่างกะทันหัน และเขาก็เห็นเพียงความเย็นชาในดวงตาที่เคยสงบนิ่งคู่นั้น
เบลซยังคงจ้องมองเอซพลางเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะเดินผ่านกลุ่มพวกเขาทั้งหมดไปอย่างสง่างามด้วยสีหน้าที่เรียบตึง โดยไม่เอ่ยคำพูดใดออกมาแม้แต่คำเดียว
คนทั้งสองกลุ่มมองตามเบลซไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังอ้าปากค้างด้วยความงุนงง พยายามจะทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างคนทั้งสอง
“เกิดอะไรขึ้น?” เพื่อนคนหนึ่งของเอซถามขึ้นทันทีที่สังเกตเห็นสีหน้าที่สับสนของเอซ ขณะที่เพื่อนคนอื่น ๆ รวมถึงพอลและคิทก็จ้องมองเขาอยู่เช่นกัน
เอซขบกรามแน่น ก่อนจะเอามือกุมหน้าเมื่อตระหนักได้ว่าตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกัน เขาแค่รู้สึกแปลก ๆ และไม่รู้จะอธิบายให้คนอื่นฟังยังไงดี
เอซหันไปมองพอล ซึ่งพอลเองก็กำลังมองเขากลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นกัน เขาอยากจะถามอะไรบางอย่าง แต่กลับหาคำพูดไม่ถูก และชัดเจนว่าพอลเองก็ดูออก
“พวกเราขอตัวก่อนนะ...” พอลพูดอย่างนั้นแทนการตอบคำถามที่ไร้เสียงของเอซ ก่อนจะเดินผ่านกลุ่มนั้นไปโดยมีคิทเดินตามไปติด ๆ
เหล่านักศึกษาวิศวะถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความเงียบ ขณะที่เอซยังคงขบกรามแน่นด้วยความรู้สึกบางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ
เจ้าชายน้ำแข็งคนนั้นตั้งใจเข้ามาหลอกหลอนเขา ปลุกปั่นความรู้สึกบางอย่างในใจเขาให้ตื่นขึ้น แต่แล้วจู่ ๆ เขาก็ถูกสะบัดทิ้งอย่างไม่ใยดี ถูกกันออกมาจากโลกที่เจ้าชายน้ำแข็งคนนั้นพาเขาเข้าไปเพียงแค่ใช้สายตาจ้องมอง
เอซกระทืบเท้าปึงปังเดินจากไปในทิศทางตรงกันข้ามกับกลุ่มนักศึกษาแพทย์ ทิ้งให้เพื่อน ๆ ที่กำลังสับสนเดินตามหลังไปเงียบ ๆ
พวกเพื่อน ๆ ในกลุ่มของเอซต่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างคนสองคนที่น่าเกรงขามที่สุดในมหาวิทยาลัย แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งนั้นส่งผลกระทบต่อลูกพี่ของพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาต่างมองหน้าสบตากันอย่างมีความหมาย ขณะเดินตามเอซไปอย่างเงียบ ๆ
คุณอาจจะชอบ





