ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย สามีในมุมมืด

สามีในมุมมืด

หลังหายหน้าไปสามปี หนานจืออินกลับมาพร้อมลูกชายเพื่อรับมรดกและเข้าพิธีวิวาห์กับโปรแกรมเมอร์หนุ่ม ทว่าชีวิตคู่กลับเต็มไปด้วยพิรุธ เมื่อสามีมักอ้างเรื่องเวลาทำงานที่ไม่แน่นอนและบอกว่าของหรูที่ซื้อให้เป็นเพียงของเลียนแบบราคาถูก จนกระทั่งเธอพบความจริงกลางห้างสรรพสินค้าว่าเขาคือนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล กู้จิ่งเฉินอ้อนวอนขอโทษพร้อมเปิดเผยความลับสุดช็อกว่าพวกเขามีลูกด้วยกันถึงสองคน ซึ่งสร้างความมึนงงให้เธออย่างมากว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างไร
ตอน
แชร์

ตอน 2

เพียงแค่หนึ่งวินาทีต่อมา ร่างของมู่มู่ก็ถูกแขนยาวมาโอบเอาไว้ จากนั้นก็ดึงเข้าไปในอ้อมกอดที่สบายและอบอุ่น

ในขณะเดียวกัน ก็มีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งขี่จักรยานผ่านหลังของผู้ชายคนนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเฉี่ยวหลังของเขาเบา ๆ

ไม่กี่วินาทีต่อมา บริเวณรอบข้างก็สงบเงียบลง พอผู้ชายคนนั้นมั่นใจว่าไม่มีอันตรายแล้ว ถึงได้ปล่อยมู่มู่ออกมาจากในอ้อมกอด

“ไม่เป็นไรใช่ไหม” ผู้ชายคนนั้นกดเสียงต่ำ พูดถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

มู่มู่ที่กำลังสับสนงงงวยถึงได้เห็นใบหน้าของผู้ชายคนนั้นอย่างชัดเจน ดูหล่อเท่อยู่นิดหน่อย

แต่ว่าเมื่อตะกี้นี้ ดูเหมือนตัวเองจะมีอันตราย แล้วคุณลุงคนนี้ก็เป็นคนมาช่วยตนเองเอาไว้

มู่มู่เข้าใจแล้ว เขารีบส่ายหัวพร้อมกับตอบกลับไปอย่างหน่อมแน้มทันที “ไม่เป็นไรฮะ คุณลุง ขอบคุณที่ช่วยผมนะฮะ”

ผู้ชายคนนั้นส่ายหัวเล็กน้อย บ่งบอกว่าไม่เป็นไร จากนั้นก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดอยู่ไม่น้อย “เด็กจะวิ่งเถลไถลไม่ได้นะ กลับไปหาแม่เถอะ”

“อื้อ”

ตอนนี้ภายในใจของมู่มู่เริ่มรู้สึกกลัวเอาภายหลัง หลังจากที่ตอบรับแล้วก็รีบหันตัววิ่งไปหาหม่ามี๊ทันที

พอผู้ชายคนนั้นเห็นมู่มู่เดินไปแล้ว ก็รู้สึกพึงพอใจ จากนั้นก็ก้าวเดินจากไปทันที

เมื่อตะกี้หนานจืออินคุยโทรศัพท์เพลินไปหน่อย ไม่ได้สนใจลูกชาย ตอนนี้หลังจากที่คุยโทรศัพท์เสร็จก็เห็นลูกชายมาอยู่ข้างตัวเรียบร้อยแล้ว เธอนึกว่าลูกชายเล่นสนุกจนพอแล้ว แล้วก็ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็เลยไม่ได้สนใจ ก่อนจะพูดกับลูกชายอย่างยิ้มแย้ม “มู่มู่ ไปกันเถอะ พวกเราไปทำเรื่องเข้าพักที่โรงแรมกัน”

“ได้เลยฮะ”

หลังจากที่หนานจืออินทำเรื่องเข้าพักที่โรงแรมเสร็จแล้ว ก็ทำเรื่องบริการรับฝากเด็กต่อ หลังจากที่กลับห้องมาวางกระเป๋าสัมภาระเสร็จ หนานจืออินก็เอาลูกชายไปฝากกับครูที่รับมอบหมายให้ช่วยดูแล หลังจากสั่งกำชับไปบ้างก็จากไปอย่างรีบร้อนทันที

...

ณ ซูเฉิง กรุ๊ป หนานเหวินซานกับสวีซิ่วลี่นำทนายมาเจรจาพูดคุยกับผู้ซื้อที่มีความประสงค์จะซื้ออยู่ในห้องประชุม

ตรงบริเวณเคาน์เตอร์ในเวลานี้ หนานจืออินเอาบัตรประจำตัวประชาชนออกมาให้กับพนักงานที่เคาน์เตอร์ดู พร้อมกับพูดขึ้น “ฉันเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลหนาน ฉันมาหาพ่อของฉัน ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน”

หลังจากที่พนักงานที่เคาน์เตอร์ยืนยันสถานภาพอย่างแน่ชัดแล้ว ก็ไม่กล้าขวางรั้งอีก แจ้งให้ทราบไปตามความจริง “คุณหนานกับคุณสวีอยู่ที่ห้องประชุมค่ะ”

หนานจืออินฟังจบ ก็เก็บบัตรประจำตัวประชาชนก่อนจะตรงไปยังห้องประชุมทันที

ภายในห้องประชุม หนานเหวินซานเจรจาพูดคุยกับอีกฝ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทนายความของทั้งสองฝ่ายตรวจสอบเอกสารแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร

“เจ้าสัวเฉิน ในเมื่อไม่มีปัญหาอะไรแล้ว พวกเราก็มาเซ็นชื่อกันเถอะ” หนานเหวินซานอยากจะเซ็นชื่อรับเงินอย่างอดไม่ไหวแล้ว

“ได้ครับ เซ็นชื่อกัน”

เจ้าสัวเฉินเพิ่งตอบรับกลับไป ทันใดนั้น จู่ ๆ ประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดเข้ามา

“รอเดี๋ยว” หนานจืออินตะโกนขัดจังหวะทันที

เมื่อตะกี้นี้เธอได้ยินบทสนทนาของพวกเขาจากตรงประตูแล้ว หนานจืออินรู้สึกโชคดีที่ตัวเองมาได้ทันเวลาพอดี

ในตอนนี้ ตอนที่หนานเหวินซานกับสวีซิ่วลี่เห็นว่าหนานจืออินบุกกระโจนเข้ามานั้น ทั้งสองคนก็รู้สึกประหลาดใจและรู้สึกโกรธอยู่ไม่น้อย

“แก แกมาที่นี่ได้ยังไง” หนานเหวินซานลุกขึ้นยืนก่อนจะพูดถามขึ้นมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

ในตอนนั้นหลังจากที่เธอถูกตนเองไล่ออกจากตระกูลไปก็หายสาบสูญไปแล้ว ตนเองนึกว่าเธอจะตายไปแล้วเสียอีก คิดไม่ถึงว่าจะปรากฏตัวออกมา แถมยังมาบริษัทอีกด้วย

ตอนนี้สวีซิ่วลี่ก็ลุกขึ้นยืนตามมาเช่นกัน ก่อนจะพูดถามขึ้นมาด้วยความโมโห “แกมาทำอะไรที่นี่”

“แน่นอนว่ามาขัดขวางพวกคุณยังไงล่ะ” หนานจืออินมองพ่อและแม่เลี้ยงของตัวเองพร้อมกับพูดขึ้นมาอย่างหนักแน่น

จากนั้น หนานจืออินก็มองไปยังคนที่อยู่ตรงข้ามกับพวกเขา เดาว่าคนพวกนี้น่าจะเป็นผู้ซื้อ ก่อนจะพูดขึ้นมาต่อ “สวัสดีค่ะ ฉันคือหนานจืออิน บริษัทแห่งนี้เป็นสิ่งที่คุณตาของฉันทิ้งไว้ให้กับแม่ของฉันในตอนนั้น แม่ของฉันเคยบอกเอาไว้ว่าในอนาคตจะให้ฉันรับช่วงมาบริหารดูแลต่อ แล้วก็มีเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย ดังนั้นบริษัทแห่งนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับพ่อและแม่เลี้ยงของฉัน พวกเขาไม่มีสิทธิ์ในการขายค่ะ”

คำพูดนี้ ทำให้พวกคนของเจ้าสัวเฉินอึ้งตะลึงไป ต่างรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก

ในตอนนี้หนานเหวินซานและสวีซิ่วลี่เริ่มกระวนกระวายแล้ว

“ไอ้เด็กสมควรตาย แกพูดอะไรอยู่ แม่ของแกตายไปแล้วบริษัทนี้ก็เป็นของฉัน ฉันมีสิทธิ์ตัดสินใจทั้งหมด” หนานเหวินซานจ้องเขม็งหนานจืออินพร้อมกับพูดออกมาอย่างโหดร้าย

“ใช่ ๆ ” สวีซิ่วลี่พูดคล้อยตาม ตอนนี้รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่ พุ่งเข้าไปจะตบหนานจืออิน “แกมันนังชั้นต่ำ ฉันจะตบแกให้ตายไปซะ แกรีบไสหัวออกไปให้พ้นเลยนะ”

สวีซิ่วลี่พูดพลาง ก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาจะตบหนานจืออิน มืออีกข้างเตรียมที่จะผลักเธอ ไล่เธอออกไป

พอหนานจืออินเห็นการกระทำของสวีซิ่วลี่ ก็รีบยื่นมือออกไปต่อต้านทันที ในขณะเดียวกันก็คัดค้านแสดงออกว่าตัวเองจะไม่ออกไป

“นังชั้นต่ำ นี่แกกล้าต่อต้านเหรอ” สวีซิ่วลี่ทำไม่สำเร็จ รู้สึกโกรธจนกัดฟันกรอด ๆ “แกมารนหาที่ตายแบบนี้ วันนี้ฉันจะฆ่าแกให้ตายแน่นอน”

สวีซิ่วลี่พูดจบ ก็ยิ่งตื่นตัวมากขึ้นจะพุ่งเข้าไปตบหนานจืออิน

หนานจืออินไม่ตอบ แล้วออกแรงสกัดกั้นต่อไป

หนานเหวินซานที่อยู่ข้าง ๆ พอเห็นว่าภรรยาตบหนานจืออินไม่ได้ ก็ตรงเข้าไปช่วยสู้กับหนานจืออินทันที ทั้งสามคนก็เริ่มต่อสู้ขัดแย้งกัน

ขณะที่หนานจืออินต้านทานแรงของทั้งสองคนไม่ไหว เห็นว่ากำลังจะถูกสวีซิ่วลี่ตบเข้ามานั้น จู่ ๆ ก็เกิดเสียงดัง “ปึง” ขึ้นมา

เจ้าสัวเฉินตบโต๊ะลุกขึ้นยืน มองไปหาหนานเหวินซานพร้อมกับพูดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ “คุณหนาน ในเมื่อบริษัทของพวกคุณมีข้อพิพาทกัน ถ้าอย่างนั้นก็รอให้พวกคุณจัดการข้อพิพาทให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยมาเจรจาเรื่องซื้อขายก็แล้วกัน”

“...” หนานเหวินซานกับสวีซิ่วลี่อึ้งตะลึงไป หยุดการกระทำลงทันที

พอตระหนักได้ว่าตัวเองเผลอลืมตัวเสียมารยาทไป ก็รู้แล้วว่าเรื่องมันจะล้มเหลวไม่เป็นท่าแล้ว หนานเหวินซานกับสวีซิ่วลี่ก็กระวนกระวายขึ้นมา ขณะที่กำลังเตรียมจะเปลี่ยนสีหน้าไปอธิบายและโน้มน้าวเจ้าสัวเฉินนั้น ก็ได้ยินเสียงของเจ้าสัวเฉินดังขึ้นมาก่อน

“พวกเรากลับ” เจ้าสัวเฉินพูดกับลูกน้องและทนายความของตัวเอง

“ครับ”

จากนั้น พวกของเจ้าสัวเฉินก็ออกจากห้องประชุมไป

“เจ้า เจ้าสัวเฉิน พวกเรายัง... เจรจากันได้อีกนะครับ...” หนานเหวินซานคิดที่จะรั้งให้เขาอยู่ต่อ สุดท้ายก็รั้งเอาไว้ไม่ได้

ภายในห้องประชุมเงียบสงบลง ไม่มีคนนอกแล้ว หนานจืออินจัดการกับสีหน้าทันที ก่อนจะหันมองไปหาพ่อพร้อมกับพูดขึ้น “หนูจะเอาซูเฉิง กรุ๊ปคืนมา”

“ฝันไปเถอะ” สวีซิ่วลี่คัดค้านออกมาก่อน “ฉันกับพ่อของแกเป็นคนบริหารจัดการซูเฉิง กรุ๊ปมาโดยตลอด มันเป็นของพวกเรา พวกเราไม่มีทางให้กับแกแน่นอน”

พอหนานจืออินได้ยิน ก็เพิกเฉยไปโดยอัตโนมัติ รอคำตอบของพ่อต่อ

หนานเหวินซานมองหนานจืออินที่ยึดติดและยืนหยัดแน่วแน่ เรื่องบางเรื่องเขานั้นรู้ดีอยู่แก่ใจ ดังนั้นหลังจากที่ลังเลไปสักพัก ก็คิดข้ออ้างออกและตัดสินใจว่า

“ซูเฉิง กรุ๊ปเป็นของแม่แกก็จริง แม่ของแกก็เคยบอกว่าจะให้แกมารับช่วงบริหารต่อ แต่เงื่อนไขแรกคือแกต้องแต่งงานก่อนถึงจะมีสิทธิ์รับช่วงต่อ แต่แกไม่ได้แต่งงาน ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์รับช่วงต่อ ซูเฉิง กรุ๊ปก็ยังคงเป็นของฉัน” หนานเหวินซานพูดประโยคสุดท้ายอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่

หนานจืออินฟังจบ ก็อึ้งตะลึงไปเล็กน้อย

แต่งงานก่อนแล้วถึงจะมีสิทธิ์ในการรับช่วงต่องั้นเหรอ เงื่อนไขนี้ ก่อนหน้านี้ตัวเองไม่รู้มาก่อนเลย

ในตอนนั้นตัวเองยังเด็กอยู่ แม่บอกแค่ว่าให้ตัวเองเติบโตขึ้นมารับช่วงต่อซูเฉิง กรุ๊ป เธอได้เขียนเอกสารที่เกี่ยวข้องเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรเลย

แล้วเงื่อนไขที่ออกมาจากปากของพ่ออย่างไม่คาดคิดมาก่อนในตอนนี้ มัน...

แต่ เดี๋ยวนะ แต่งงานก่อนแล้วค่อยสืบทอดต่ออย่างนั้นเหรอ

หมายความว่า ขอแค่ตัวเองแต่งงานแล้ว ก็จะสามารถรับช่วงต่อซูเฉิง กรุ๊ปได้แล้วงั้นเหรอ

จู่ ๆ เธอก็เข้าใจขึ้นมา หนานจืออินมองพ่อพร้อมกับพูดถามขึ้นมาอีกครั้ง “ถ้าหนูแต่งงานแล้ว ก็จะสามารถเอาซูเฉิง กรุ๊ปกลับคืนมาได้แล้วใช่ไหม”

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย คู่หมั้นเลือกรักเก่า ฉันวิวาห์ฟ้าแลบ
8.9
สามวันก่อนวิวาห์ ซวี่โม่พบความจริงที่เจ็บปวดว่าแฟนหนุ่มที่รักกันมาสามปีแอบจัดงานแต่งกับเพื่อนสนิท โดยอ้างเหตุผลว่าฝ่ายหญิงป่วยเป็นอัลไซเมอร์และต้องการทำตามความหวังสุดท้ายของเธอ เขาขอเลื่อนงานแต่งกับซวี่โม่ไปอย่างไร้กำหนดจนกว่าคนรักเก่าจะลืมเขาได้สนิท เธอตัดสินใจจบความสัมพันธ์นี้อย่างเยือกเย็นและโทรหาครอบครัวเพื่อรับข้อเสนอวิวาห์ทางการเมืองกับทายาทผู้เย็นชาแห่งตระกูลฟู่แทน โดยสั่งให้เตรียมตัวมารับเธอเป็นเจ้าสาวในอีกสามวันข้างหน้าทันที
หน้าปกนวนิยาย  แต่งงานกับเศรษฐี
8.4
ซู่ หยูชิง หญิงสาวผู้มุ่งมั่นกับการสร้างฐานะและรักการทำงานเป็นชีวิตจิตใจ กำลังเผชิญกับมรสุมความกดดันจากครอบครัวที่เคี่ยวเข็ญให้เธอรีบแต่งงานออกเรือนไปเสียที เพื่อตัดปัญหาและหาทางออกให้ตัวเองได้มุ่งเน้นกับอาชีพที่รักได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีใครมารบกวน เธอจึงตัดสินใจทำข้อตกลงแต่งงานกำมะลอกับชายหนุ่มนักเสี่ยงโชคจากการนัดบอด ซึ่งเขามีอาชีพเป็นเพียงช่างก่ออิฐธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น เพื่อใช้ชีวิตบังหน้าไปก่อน
หน้าปกนวนิยาย หลังเลิกแฟนหนุ่มสารเลว ฉันแต่งงานสายฟ้ากับมหาเศรษฐี
9.6
หลังถูกแฟนเก่าทรยศ ซูจื่อยินตัดสินใจจดทะเบียนสมรสกับชายแปลกหน้าอย่างกะทันหัน เธอคิดว่าชีวิตคู่กับกู้หนานเฟิงจะเป็นเพียงความสัมพันธ์ที่เรียบง่าย แต่สามีสุดหล่อกลับคอยดูแลและปกป้องเธอในทุกวิกฤตจนทุกอย่างผ่านพ้นไปได้อย่างง่ายดาย แม้เขาจะเคยอ้างว่ากำลังจะล้มละลายจนเธอต้องขยันทำงานเลี้ยงครอบครัว แต่ความจริงกลับเปิดเผยว่าเขาคือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก การแต่งงานสายฟ้าแลบครั้งนี้จึงเปลี่ยนชีวิตของเธอให้กลายเป็นคุณนายเศรษฐีพันล้านโดยไม่คาดฝัน
หน้าปกนวนิยาย อรุณกนกสยบน่านฟ้า (หลงเด็กซีรีส์1)
9.5
เมื่อน่านฟ้า ประธานหนุ่มจอมเจ้าเล่ห์พยายามใช้ชั้นเชิงเหนือเมฆในคลับหรูเพื่อล่อลวงเด็กเอ็นมาปรนนิบัติแบบไม่ต้องจ่ายเงิน แต่แผนการที่คิดว่าสมบูรณ์แบบกลับพังทลายลง เมื่อเขาได้พบกับคู่ปรับที่ร้ายกาจยิ่งกว่าที่คิดไว้ เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้เพียงแค่รู้ทัน แต่ยังใช้เล่ห์เหลี่ยมตลบหลังจนท่านประธานผู้เย่อหยิ่งถึงกับเสียอาการและไปไม่เป็น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์สุดป่วนที่เต็มไปด้วยการชิงไหวชิงพริบในโลกของมหาเศรษฐี
หน้าปกนวนิยาย อิหนูของป๋า
8.3
โชคชะตาของ เวียงพิงค์ พลิกผันเมื่อบิดาแท้ๆ ตัดสินใจยกเธอให้แก่ เจ้าสัว มาเฟียผู้ทรงอิทธิพลและมหาเศรษฐีเจ้าของคาสิโนเพื่อชดใช้หนี้พนันที่ติดค้างไว้ แม้เธอจะตกหลุมรักชายหนุ่มผู้เป็นผู้อุปการะตั้งแต่แรกเห็น แต่ความรักครั้งนี้กลับเต็มไปด้วยอุปสรรคชิ้นใหญ่ เพราะเขามีคู่หมั้นที่เหมาะสมเคียงข้างอยู่แล้ว เธอจึงต้องเก็บซ่อนความรู้สึกที่มีต่อป๋าเอาไว้ภายใต้สถานะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในโลกของมาเฟีย
หน้าปกนวนิยาย ท่านประธานอย่ารักฉันมากนักเลย
8.8
ชีวิตที่แสนเรียบง่ายของเสี่ยเหมียนต้องพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิงหลังได้รับสายจากตำรวจที่เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของมรสุม เธอต้องเผชิญกับความเจ็บปวดเมื่อกู้หนานแฟนหนุ่มที่คบกันมานานแอบทรยศไปมีความสัมพันธ์กับเพื่อนสนิทของเธอเอง ท่ามกลางความบอบช้ำ โชคชะตากลับเล่นตลกให้เธอมีความสัมพันธ์ลับกับถิงเจว๋ผู้เป็นอาของกู้หนานบนรถของเขา นำไปสู่ปมความรักอันซับซ้อนและการแย่งชิงที่ดุเดือดระหว่างอาและหลานชายโดยมีเธอเป็นศูนย์กลางของสงครามหัวใจครั้งนี้