
อรุณรักษ์
ตอน 2
“บ้านแกมีผีว่ะ ไอ้กลิ่นหอม”
ทันทีที่ตื่นนอนในตอนเช้า มนตรีก็รีบผุดลุกและเดินมาหาเพื่อนสาวที่กำลังสาละวนกับการทำมื้อเช้าในครัว กลิ่นหอมวางมือจากห่อไส้กรอกสำเร็จรูป หันไปมองตามน้ำเสียงแหบห้าวด้วยความสงสัย
“อะไรคือบ้านฉันมีผียะ”
น้ำเสียงฟังดูเหมือนไม่ค่อยจะพอใจเท่าไร บ้านหลังนี้เธอซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรง จู่ๆ นังเพื่อนตัวดีมาหาว่ามีผีได้อย่างไร
“มันมีจริงๆ นะแก เมื่อคืนฉันเจอมา”
ทว่ามนตรีก็ยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สีหน้าจริงจังขึงขังจนกลิ่นหอมต้องวางมือจากห่อไส้กรอกแล้วถามเพื่อนกลับไป
“แล้วไปเจอยังไงล่ะ”
“ถูกอำ”
กลิ่นหอมกลอกตาเล็กน้อย จากนั้นก็แสร้งทำเป็นไม่สนใจ เอาไส้กรอกเข้าไมโครเวฟ ก่อนจะหันไปมองมนตรีเมื่ออีกฝ่ายย้ำมา
“จริงๆ นะแก ฉันถูกผีอำจริงๆ ขนลุกซู่เลยตอนถูกอำอะ” ว่าพลางลูบแขนทั้งสองข้างของตัวเองยกใหญ่ราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้
กลิ่นหอมมองท่าทางนั้นแล้วก็ยกมือขึ้นกอดอก
“ในเมื่อแกบอกว่าบ้านมีผี แกคิดว่าจะให้ฉันทำอะไรไม่ทราบ ย้ายออกว่างั้น?”
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ฝันไปเลย เธอเพิ่งได้เข้ามานอนบ้านใหม่วันแรก จู่ๆ จะให้ย้ายออก ไม่มีทางแน่นอน
และท่าทางนั้นก็ทำให้มนตรีต้องกอดอกขึ้นมาบ้าง
“ใครจะบ้าบอกให้แกย้ายออกกันยะ ฉันไม่ได้จะให้ย้ายออก แค่อยากให้แกไหว้เจ้าที่หน่อย เมื่อคืนนี้จะบอกก็มัวคุยกับพี่ดนัยอยู่นาน เข้าบ้านมา แกก็หลับซะละ”
คนฟังพยักหน้ารับ นึกขึ้นมาได้ในตอนนี้ว่าเมื่อวานไม่ได้ไหว้เจ้าที่เจ้าทาง อันที่จริงเธอไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะปกติแล้ว กลิ่นหอมไม่เชื่อเรื่องผีสางนางไม้ ถ้าจะให้พูด ก็อาจจะบอกได้ว่าเธอเป็นคนไร้ศาสนาก็ได้ วัดวาอารามถ้าได้เข้าไปเมื่อไรนั่นหมายถึงการไปเที่ยว หาใช่การไปทำบุญแต่อย่างใด
ทว่านั่นก็หาได้สำคัญเท่ากับการที่หญิงสาวจะฉุกใจคิดขึ้นมา
“แล้วแกล่ะ ได้ไหว้เจ้าที่ไหม”
มนตรีส่ายหน้าพรืด “อาบน้ำเสร็จก็เหนื่อยจะเดินไปจุดธูปไหว้แล้ว เห็นแกนอน ฉันก็นอนเลยเหมือนกัน”
“สงสัยเจ้าที่บ้านฉันไม่ชอบแก”
หญิงสาวว่าพลางยกยิ้มใส่ พลันก็ถูกมนตรีคว้าเอาช้อนที่อยู่บนเคาน์เตอร์ขึ้นมาเคาะกะโหลกเพื่อนสาวทีหนึ่ง
“ถ้าเจ้าที่บ้านแกไม่ชอบฉัน ฉันไม่มานอนเป็นเพื่อนก็ได้ คืนนี้ก็ลาก่อน บาย”
พูดแล้วก็ทำท่าจะไปจริงๆ เสียด้วย กลิ่นหอมจึงต้องรีบรั้งเอาไว้เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะไปจริงๆ ดังปากพูด
“ใจคอจะทิ้งเพื่อนได้เหรอ คุณมนตรี”
“เรียกฉันว่ามนตรีอีกที พ่อจะยกไมโครเวฟทุ่มใส่ละนะ”
“เรียกคุณมนตี้ก็ได้” กลิ่นหอมกลั้วหัวเราะ เพราะรู้ดีว่า ‘คุณมนตี้’ เป็นชื่อในวงการบันเทิงของมนตรี เขาเป็นผู้จัดการดาราและเจ้าของโมเดลลิ่งแห่งหนึ่ง ขณะที่กลิ่นหอมเป็นเพียงนักเขียน ความจริงอาชีพนี้ก็เป็นอาชีพที่ไม่มั่นคงสักเท่าไรนัก แต่พอจับจุดในการขายงานเขียนได้ รายได้ก็เริ่มเข้ามาเป็นกอบเป็นกำ ทำให้เธอสามารถซื้อบ้านหลังแรกในชีวิตได้ ทว่านั่นก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเท่ากับการที่มนตรีทำท่าสะบัดสะบิ้ง
“แต่ฉันพูดจริงๆ นะไอ้หอม ที่ว่าค้างกับแกไม่ได้น่ะ คืนนี้ยังนอนได้อีกวัน แต่พรุ่งนี้แกจะอยู่คนเดียวแล้วนะ”
“อืม”
กลิ่นหอมขานรับ ยิ้มหน้าแป้น เธอรู้อยู่แล้วล่ะด้วยมนตรีได้บอกเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่มนตรีกลับไม่ไว้ใจเอาเสียเลยเมื่อเห็นสีหน้าของหญิงสาว
“แน่ใจนะว่าอยู่คนเดียวได้”
“อื้ม”
คราวนี้ส่งเสียงสูงหน่อย แต่มนตรีก็ยังลังเลใจอยู่ดี
“ไอ้หอม ถ้าแกอยู่ไม่ได้ก็ไปนอนค้างที่คอนโดฯ ฉันไหม ฉันเป็นห่วงแกจริงๆ ว่ะ”
“เป็นห่วงว่าฉันจะโดนผีอำน่ะเหรอ”
มนตรีพ่นลมหายใจพรืด “เออ นั่นก็อีกเรื่อง แต่เรื่องสำคัญกว่านั้นคือแกอยู่คนเดียวนะเว้ย เป็นผู้หญิงด้วย มันอันตราย”
ถ้ามองตามมุมมองของมนตรีก็อันตรายอย่างที่เขาว่า แต่มนตรีคงจะลืมไปล่ะมั้งว่าหมู่บ้านนี้มีระบบรักษาความปลอดภัยดีเยี่ยม คนนอกไม่ได้เข้ามาง่ายๆ จะต้องมีการตรวจสอบและแลกบัตรถึงจะเข้ามาได้ ทำให้หญิงสาวอดเตือนความจำไม่ได้
“รปภ.เข้มงวดขนาดนั้น บ้านก็ประตูแน่นหนา ฉันไม่เป็นไรหรอก ฉันซื้อบ้านมา ก็อยากอยู่บ้านตัวเองนะคะคุณมนตี้ ไม่ใช่ไปอยู่คอนโดฯ แก แรกๆ อาจจะไม่ชินเพราะบ้านใหม่ แต่เดี๋ยวก็ชินไปเองแหละ”
เห็นเพื่อนดื้อแพ่งแล้ว มนตรีก็ไม่อยากจะเตือนอะไรอีก ก็จริงอย่างที่กลิ่นหอมว่า บ้านนี้เป็นบ้านของหญิงสาว ไม่อยู่ตอนนี้แล้วจะไปอยู่ตอนไหน ปล่อยให้หญิงสาวได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของบ้านไปตามใจแล้วกัน
“แล้วสวนนี่ แกจะลงมือจัดเมื่อไร”
พลันก็เปลี่ยนเรื่องเพราะไม่อยากคุยเรื่องนี้อีก ด้วยรู้ดีว่าคนอย่างกลิ่นหอมถ้าตัดสินใจอะไรแล้วก็จะเปลี่ยนใจยาก
กลิ่นหอมเอาไส้กรอกออกจากไมโครเวฟ ปากพลางพูดไปด้วย
“ก็กะจะเริ่มทำวันนี้แหละ แกถามทำไม”
“ฉันจะอยู่ช่วยได้แค่วันนี้นะ พรุ่งนี้ต้องไปทำงานแล้ว”
“ฉันรู้แล้ว ย้ำอยู่นั่น”
“เออ จะย้ำจนกว่าแกจะไหว้เจ้าที่นี่แหละ บ้านแกเองนะเว้ย ไหว้เจ้าที่หน่อย”
“รู้แล้วน่า ไส้กรอกสุกแล้ว จะกินไหม”
มนตรีย้ำเรื่องไหว้เจ้าที่มาอีกแล้ว ต่อให้เขารู้ว่ากลิ่นหอมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ แต่ตัวเขาเชื่อ ดังนั้นจึงอดที่จะย้ำไม่ได้ ขณะที่กลิ่นหอมกลับตัดบทเอาเสียอย่างนั้น คงเพราะไม่อยากให้มนตรีพูดบ่นเรื่องนี้แล้ว มนตรีรู้นิสัยของเพื่อนดี เลยคล้อยตามไป
“กิน เอาจัดใส่จาน ตกแต่งให้ดีแบบระดับมิชลินเลยนะ ฉันจะไปรอที่โต๊ะ”
กลิ่นหอมหัวเราะคิกคักกับท่าทางของเพื่อนชาย ก่อนจะจัดการยกจานไส้กรอกไปวางที่โต๊ะอาหาร แล้วกลับมาเตรียมอาหารเช้าอีกนิดหน่อยไปเสิร์ฟให้เพื่อนรักกิน
ดูท่าวันนี้คงต้องใช้แรงงานทั้งวัน เรื่องกินต้องมาเป็นอันดับหนึ่งก่อนล่ะ
และก็จริงอย่างที่คิดไว้ วันนี้ทั้งวัน หญิงสาวใช้เวลาไปกับการทำสวนหน้าบ้าน สนามหน้าบ้านของเดิมเป็นสนามหญ้าธรรมดา เธอก็จัดการแบ่งสรรปันส่วนให้มีพื้นที่สำหรับทำสวนหิน เพราะตั้งใจจะหาชุดโซฟาหวายสวยๆ มาตั้ง เอาไว้ออกมานั่งเล่นพักผ่อนหรือเขียนงานอะไรต่อมิอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่การจับจอบจับเสียมขุดดินสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในเมื่อไม่สามารถทำวันเดียวเสร็จได้ กลิ่นหอมจึงตัดสินใจที่จะยุติกิจกรรมเพียงเท่านี้ก่อน เพราะถ้าไม่หยุด ลูกมืออย่างมนตรีก็คงจะบ่นกระปอดกระแปดด้วยความเหนื่อยอ่อนไม่หยุด
วันนี้มนตรีไม่ได้นอนด้วย เพราะแฟนหนุ่มโทรมาชวนไปทานดินเนอร์ด้วยกันอย่างกะทันหัน กลิ่นหอมเห็นทั้งคู่ถ่ายรูปพร้อมข้อความหวานๆ หลังจากที่มนตรีออกจากบ้านเธอไปได้ไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็ได้แต่ยิ้มระคนหมั่นไส้ที่เห็นคนรักกัน
ใช่สิ! เธอยังโสดนี่ วันๆ ทำแต่งาน แถมทำงานที่บ้านด้วย จะเอาเวลาที่ไหนไปหาแฟนกัน เรียกได้ว่าไม่ได้พบหน้าใครเลยจะดีกว่า ทำงานแบบนี้คงได้เป็นโสดไปจนตาย
กระนั้นหญิงสาวก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก ราวกับว่าเธอพร้อมที่จะใช้ชีวิตโสดอยู่แล้ว สิ่งที่เธอสนใจคือการที่วันนี้เป็นอีกวันที่เธอเหนื่อยล้ามากที่สุดมากกว่า ทั้งเหนื่อยจากการทำสวน ยังจะต้องมาเหนื่อยกับการปั่นงานเขียนเพื่อให้ทันเดดไลน์ของสำนักพิมพ์ที่เธอรับปากว่าจะส่งงานอีก
ตีสองแล้ว กลิ่นหอมยังไม่นอน ทำงานจนกระทั่งตาล้าถึงตัดสินใจเข้านอนได้ แต่ก่อนนอนก็คลายเครียดด้วยการหยิบโทรศัพท์มาเตรียมเล่นเกมสักหน่อย คืนนี้มนตรีไม่อยู่ เธอจึงไปนอนบนโซฟาฝั่งที่มนตรีนอนในคืนแรกแทน ทว่าพอปิดไฟและเริ่มเล่นเกมได้สักพัก สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนปรากฏขึ้นยังหางตา และอยู่ห่างจากเธอไปเพียงไม่กี่ก้าว
เป็นผู้ชายวัยหนุ่มที่โผล่มาให้เห็นแวบหนึ่ง...
กลิ่นหอมสะดุ้งเฮือกเพราะสิ่งที่เห็นนั้นใกล้เสียจนขนลุก เธอลุกขึ้นนั่ง หันขวับไปมองก็ไม่พบใคร พลันขนก็ลุกซู่ขึ้นมาอีกระลอกอย่างไม่มีเหตุผล ถึงจะเห็นไม่ชัด แต่เธอก็คิดเอาเองว่าหล่อแล้วกันเพื่อเป็นการปลอบใจตัวเอง ประเด็นสำคัญคือเธอกำลังคิดว่าเห็นภาพหลอนจากการโหมทำงานที่ใช้สายตามาก
“ไม่มีอะไรหรอกไอ้หอม แค่ตาฝาด”
เธอปลอบใจตัวเองอย่างนั้นเพื่อไม่ให้กลัว ต่อให้ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับอะไร แต่การอยู่คนเดียวในบ้านหลังใหญ่และมืดอย่างนี้ มันก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่เห็นอาจจะเป็น ‘ผี’ ก็เป็นได้
จากที่จะนอนก็ไม่นอนแล้ว หมดอารมณ์ กลิ่นหอมลุกขึ้นมาเปิดไฟ คว้าโน้ตบุ๊กตัวเก่งมาทำงานอีกครั้ง ปล่อยเวลาล่วงเลยไปถึงตอนตีสี่ เสียงเพลงที่ดังลอดออกมาจากหูฟังอินเอียร์ทำให้เธอปวดหนึบที่ใบหูเล็กน้อย หากแต่เมื่อเธอดึงมันออก ฉับพลันก็มีเสียงประหลาดเกิดขึ้นอีก
แอ๊ดดด...แกร๊ก...
เสียง...ประตูเปิดและปิดจากห้องด้านบน แวบแรกเธอคิดว่าเป็นเสียงของบ้านข้างๆ หากแต่ผ่านไปไม่กี่วินาที เธอก็ตระหนักขึ้นมาได้
ไอ้หอม...แกอยู่บ้านเดี่ยว จะเป็นเสียงประตูบ้านข้างๆ ได้ยังไง
คราวนี้ขนลุกอีกระลอก กระนั้นหญิงสาวก็ไม่กล้าที่จะขึ้นไปดูหรือขยับตัวไปไหนทั้งนั้น ได้แต่กัดฟันทนรอกระทั่งถึงฟ้าสว่างทั้งที่ในใจบอกกับตัวเองว่า ‘ผีไม่มีจริง’
“มนตรี! ฉันถูกผีหลอก!”
นี่เป็นประโยคแรกที่บอกเพื่อสนิทหลังจากที่อีกฝ่ายรับโทรศัพท์ที่หญิงสาวโทรหาในตอนเช้าตรู่ อีกฝ่ายดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหูเล็กน้อย พอมั่นใจว่ากลิ่นหอมไม่ได้โวยวายแล้ว ถึงได้แนบหูเหมือนเดิม
[ผีหลอกยังไงยะ ไหนพูดมา]
เท่านั้นกลิ่นหอมก็เล่าเสียละเอียดยิบว่าเธอเจอกับอะไรมาบ้าง พอบอกว่าย้ายไปนอนที่เดียวกับมนตรีที่มานอนเป็นเพื่อนวันแรก มนตรีก็กลอกตาฉับพลัน
[ถามจริงนะไอ้หอม แกไหว้เจ้าที่หรือยัง]
กลิ่นหอมชะงักงันไป ส่ายหน้าให้กับโทรศัพท์ทั้งที่อีกฝ่ายมองไม่เห็น
[เอ้า ฉันถามเนี่ยว่าไหว้เจ้าที่ไปหรือยัง]
“ยัง”
[เออ เจริญ วันนี้ไปไหว้ซะ ท่านจะได้คุ้มครอง บ้านร่มเย็นเป็นสุข]
“แต่มันขัดกับตัวฉันมากเลยว่ะ”
[ขัดเรื่องอะไรยะ]
“ก็เรื่องเชื่อเรื่องผีสางเทวดาอะไรแบบนี้น่ะ”
ได้ยินอย่างนั้น มนตรีก็ถอนหายใจมาให้ได้ยิน เขารู้ว่าหญิงสาวคิดอะไรอยู่ หากแต่ไม่ถาม เพราะถ้าถาม เธอก็จะอ้างเรื่องการไม่นับถือศาสนาของตัวเองออกมา ดังนั้นจึงได้แต่พูดออกไปแทน
[ไม่นับถือศาสนาก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไม่เชื่อซะทุกเรื่อง ไปทำซะ มาอยู่ที่ของเขาก็บอกกล่าวให้เจ้าของที่เดิมรู้หน่อย แต่ถ้าไม่ทำก็เรื่องของหล่อน เจอผีอีกก็เรื่องของหล่อนแล้วนะยะ]
กลิ่นหอมอยากจะเถียงว่ามันไม่มีจริงหรอกไอ้ของแบบนั้นน่ะ แต่พอถูกทักมาอย่างนี้ เธอก็อดที่จะปิดปากเงียบไม่ได้ มิหนำซ้ำพอมนตรีว่ามา
[มีไม่มีไม่รู้แหละ แต่ไหว้ไปก่อน จะได้สบายใจ ไม่งั้นเจอผีอีก เดี๋ยวจะอยู่ไม่ได้เอา]
คำว่า ‘อยู่ไม่ได้’ ทำให้กลิ่นหอมต้องถอนหายใจออกมา
เธอเพิ่งซื้อบ้านมาใหม่ เรื่องอะไรที่เธอจะย้ายออกไปด้วยเหตุผลว่าถูกผีหลอกกันล่ะ มันพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีหรือไม่มีจริงสักหน่อย เธอไม่เชื่อหรอกว่าสิ่งที่เห็นเมื่อวานจะเป็นเรื่องจริง ต่อให้เธอกลัวมากแค่ไหนก็ตาม
ไม่เชื่อ แต่ไม่ลบหลู่น่ะ เคยได้ยินไหม
“อืม รู้แล้ว ไหว้ก็ได้”
[ไม่ใช่ไหว้ก็ได้ ต้องไหว้]
ได้ยินอย่างนี้ กลิ่นหอมก็ทำปากยู่โดยไม่รู้ตัว
“ค่า คุณแม่ รับทราบแล้วค่า จะไปไหว้เดี๋ยวนี้แหละ”
[ย่ะ! ไปไหว้เลย เดี๋ยวก็ลืมอีก]
ถึงจะไม่เชื่อว่ามีจริงหรือไม่ศรัทธาอะไรอย่างไร สุดท้ายแล้วกลิ่นหอมก็ตัดสินใจไปซื้อของสำหรับไหว้เจ้าที่เจ้าทางจากตลาดละแวกบ้านกลับมา ทันทีที่ถึงที่หมาย หญิงสาวก็ไม่รอช้า รีบจุดธูปไหว้บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางจนได้
เจ้าที่เจ้าทางบ้านหลังนี้ หากเป็นผีก็ขอให้ออกไป แต่ถ้ามาดีก็ปกป้องคุ้มครองลูกด้วยเถ๊อะ
อธิษฐานอย่างตั้งใจ เมื่อจบก็ปักธูปเก้าดอกตามที่อินเทอร์เน็ตบอกว่าต้องใช้จำนวนนี้ลงบนสนามหน้าบ้าน
“เอาล่ะ เรียบร้อย”
ถึงจะไม่เชื่ออย่างไร แต่ก็เอาความสบายใจเป็นหลัก ก่อนที่ขาเรียวของเธอจะพาร่างบอบบางกลับเข้าไปในตัวบ้าน โดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาของใครบางคนจ้องมองอยู่ พลันริมฝีปากของใครคนนั้นจะขยับขึ้นพึมพำออกมาแผ่วเบาเมื่อหญิงสาวหายลับเข้าไป
‘แม่ซ่อนกลิ่น...’
คุณอาจจะชอบ





