
วิญญาณพาวุ่น
ตอน 2
ร่างเดิมเป็นเด็กสาววัยเพียงสิบสี่หนาวเท่านั้นต่างจากเธอที่อายุยี่สิบห้าแล้ว ชื่อเจียอีเช่นเดียวกับเธอ ก่อนที่หลันเจียอีจะหมดสติเช่นนี้ เพราะนางขึ้นเขาไปหาอาหารให้มารดาและน้องชายเช่นทุกครั้ง เป็นเพราะท่านย่าของนางไม่ยอมแบ่งอาหารให้กับทั้งสามคน
เพราะมารดาต้องกินยาทุกสองสามวัน น้องชายก็ต้องคอยทำงานในเรือนท่านย่า นางที่ทำงานบ้านเสร็จแล้วก็ขึ้นเขาหวังว่าจะมีหัวมันสักหัวสองหัวมาให้มารดาและน้องชายได้กิน ตอนที่นางพบต้นมันสำปะหลังด้วยความดีใจก็รีบวิ่งเข้าไปหวังจะขุดให้ได้มากขึ้น (กลัวคนอื่นมาแย่ง)
ขาของนางสะดุดรากไม้ทำให้นางที่วิ่งมาด้วยความเร็วล้มลงหัวกระแทกกับต้นไม้ใหญ่เข้า กว่าน้องชายจะไปตามหาเพราะเห็นว่านางออกมานานเกินไปก็หลายชั่วยามแล้ว ทำให้วิญญาณของนางหลุดลอยไปกลายเป็นเจียอีต่างภพเข้ามาแทน
เจียอีได้แต่ปลงตกอยู่ในใจ เหตุใดหวยถึงมาออกที่ตัวนาง อ่านนิยายมาก็มากแต่ไม่คิดว่าที่นางต้องข้ามภพมาเช่นนี้เป็นเรื่องดี เพราะชีวิตของนางกำลังไปได้สวยกับเส้นทางที่นางได้ทำ แล้วมาอยู่ในร่างของเด็กน้อยที่แม้แต่ข้าวบ้านท่านย่ายังไม่ให้กิน นางต้องใช้ชีวิตเช่นใด
“พี่สาว พี่สาว” เสียงเด็กสาวเรียกเธออยู่ที่ข้างหู
‘เด็กที่ไหนอีกล่ะเนี้ย’ เจียอีคิดในใจ แต่เหมือนเด็กสาวคนนั้นจะรับรู้ความคิดของเธอ
“พี่สาว ข้าหลันเจียอีเจ้าค่ะ ข้าต้องไปแล้วฝากท่านดูแลท่านแม่กับเสียนเอร์แทนข้าด้วย พี่สาวท่านใช้ชีวิตแทนข้าด้วยนะเจ้าคะ” เธออยากจะตะโกนบอกว่า ไม่ได้ ใจแทบขาดแต่ทำอันใดไม่ได้ เพราะเสียงเด็กสาวคนนั้นได้หายไปแล้ว
เจียอีนอนนึกถึงคุณตาคุณยายของเธอ ตอนนี้พวกท่านจะเป็นเช่นใด จะทำใจเรื่องที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ หากคุณยายเสียใจจนล้มป่วยไปจะเป็นเช่นไร เรื่องต่างๆ พาให้ใจของเธอเจ็บปวดจนน้ำตาไหลออกมา
ลู่เสียนที่เห็นเช่นนั้นก็รีบเช็ดน้ำตาให้พี่สาว และวิ่งออกไปตามมารดาที่ยังนั่งขอความเมตตาจากท่านย่ามมาดูเจียอี
“อีเออร์อดทนไว้นะลูก แม่จะขอยืมเงินชาวบ้านพาหมอมารักษาลูกให้ได้” นางร้องไห้สะอื้นตัวโยนเมื่อเห็นน้ำตาที่ไหลออกมาของบุตรสาว
เจียอีที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของสตรีที่ร้องไห้ข้างหูของนางอยู่ก็อดที่จะสงสารไม่ได้ หากนางได้รู้ความจริงว่าบุตรสาวของตนได้จากไปแล้ว และคนที่อยู่ตอนนี้เป็นคนอื่นนางจะเสียใจมากเพียงใด
เจียอีจึงพยายามลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบสตรีที่งดงามแม้จะผ่านการทำงานหนักจนผ่ายผอมลง ใบหน้าของนางมีน้ำตานองหน้าไปหมดกับเด็กชายที่จับมือของเจียอีไว้ ถึงน้ำตาไม่ได้ไหลรินแต่ก็แดงเสียจนดูน่าสงสาร
“อีเออร์เจ้าฟื้นแล้ว เป็นเช่นใดบ้างลูก” นางยิ้มด้วยความดีใจ
“ท่านแม่ เสียนเออร์” นางเรียกทั้งคู่ จากความทรงจำของร่างเดิม
“ท่านพี่ ท่านฟื้นแล้ว หิวหรือไม่ ข้าเก็บมันเผาไหวให้ท่าน” ลู่เสียนรีบลุกไปนำหัวมันเผามาปอกส่งให้นาง
เจียอีก็หิวจริงๆ นั่นแหละ นางไม่รู้ว่าร่างนี้อดอาหารมานานเพียงใด นางรู้ว่าตอนนี้ต้องการน้ำ อาหารด่วนที่สุด ไม่เช่นนั้นนางคงได้ตายอีกรอบจริงๆ จึงอ้าปากรับมันเผาที่ลู่เสียนป้อนให้ถึงปากค่อยๆ กัดกินให้ละเอียดแล้วกลืนลงไป
ลู่เสียนก็ช่างแสนดีคอยป้อนมันเผา ป้อนน้ำเช็ดปากให้นางอย่างไม่รังเกียจเมื่อเห็นว่านางที่กินไปครึ่งหัวแล้วกินต่อไม่ไหว ลู่เสียนจึงกินส่วนที่เหลือลงไปเหลือเอง
เจียอีบอกสองแม่ลูกแล้วถอนหายใจ เพราะบิดาต้องไปออกรบ ทั้งสามถึงได้มีชีวิตลำบากเช่นนี้ บิดาไปเพียงสองเดือนเท่านั้น ท่านย่าก็แทบอยากจะไล่ทั้งสามออกจากเรือนเสียทุกวัน หากบิดาไปนานหลายปีทั้งหมดคงได้อดตายในเร็ววันเป็นแน่
เมื่อเห็นว่าต้องใช้ชีวิตในร่างนี้แล้ว เจียอีกล่าวกล่าวขึ้นในใจกับหลันเจียอีเจ้าของร่างว่า นางจะดูแลให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ตอนนี้ต้องหาทางออกจากบ้านท่านย่าใจร้ายเสียก่อน หากอยู่ต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตที่ดีเช่นที่นางหวังได้หรือไม่
สามวันที่เจียอีต้องนอนพักฟื้นอยู่แต่บนที่นอน นอกจากน้ำข้าวที่นางได้กินแล้วก็ไม่มีอย่างอื่นอีกเลย อ้อมีเสียงด่าของท่านย่าใจร้ายอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย หากยังเป็นเช่นนี้นางคงได้ตายสมใจที่ท่านย่าแช่งอยู่ทุกวันแน่
เมื่อร่างกายเริ่มมีแรงเจียอีจึงลุกขึ้นเดินสำรวจรอบๆ บ้าน ตัวเรือนที่นางพักอยู่แยกออกมาจากเรือนหลักของท่านปู่ท่านย่า ภายในเรือนมีสองห้อง ห้องบิดามารดาหนึ่งห้องและห้องของนางกับลู่เสียนหนึ่งห้อง เพราะนางเริ่มจะเป็นสาวแล้วช่วงหลังลู่เสียนจึงต้องไปนอนที่กลางบ้านแทน มารดานำผ้ามากั้นเป็นที่นอนให้ลู่เสียน แต่เมื่อบิดาไปออกรบนางจึงย้ายไปอยู่ในห้องของมารดาและยกห้องให้ลู่เสียน
บ้านของท่านปู่ท่านย่ามีห้องสามห้องนอน เป็นของลุงใหญ่ป้าสะใภ้ใหญ่หนึ่งห้อง และอาหญิงเล็กหนึ่งห้อง เพราะครอบครัวของลุงใหญ่ทำงานอยู่ในเมืองจึงพาครอบครัวของตนไปอยู่ด้วยกัน ต่อให้มีห้องเหลืออีกห้องก็ไม่ให้ลู่เสียนไปอยู่ ท่านย่าบอกปล่อยให้ว่างเสียยังจะดีกว่าให้บุตรของสตรีไม่มีหัวนอนมาอาศัย
เจียอีเลิกสนใจตัวเรือนหลัก เพราะไม่เกี่ยวกับนางแล้ว นางจึงสนใจเรือนของตนเองต่อ แม้จะเล็กเหมือนรังหนูแต่หลันเจียอีกับลู่เสียนก็ช่วยกันเก็บกวาดเสียจนสะอาด ไม่มีกลิ่นเหม็นอับ แต่บ้านเช่นนี้จะผ่านลมหนาวและพายุหิมะไปได้จริงหรือ
คุณอาจจะชอบ





