
ความรักคือ กรงขังของฉัน ไม่ใช่ ความรอด
ตอน 3
เกรซ POV:
ฉันสวมเสื้อฮู้ดสีเข้มกับกางเกงยีนส์ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นวิญญาณที่คอยหลอกหลอนอยู่บริเวณชายขอบของชีวิตที่ควรจะเป็นของฉัน ฉันซ่อนตัวอยู่ในป่าริมฟาร์ม กลิ่นสนและดินชื้นๆ อบอวลอยู่ในปอด ช่างแตกต่างจากคำโกหกอันจอมปลอมที่ฉันต้องทนสูดดมมานานหลายปี
ฉันมองลอดผ่านต้นไม้เข้าไป เห็นพวกเขา พ่อแม่ของฉัน คุณโรจน์และคุณหญิงกานดา สิริวัฒนา อยู่ที่นั่น พวกท่านไม่ได้กำลังโศกเศร้ากับการสูญเสียน้องสาวบุญธรรม แต่กำลังเอาอกเอาใจหลานชายลับๆ ของตัวเอง แม่ของฉันกำลังผลักชิงช้าให้ดิน ใบหน้าของท่านเปล่งประกายด้วยความสุขอย่างอ่อนโยนแบบที่ฉันโหยหามาทั้งชีวิต
ความทรงจำอันเจ็บปวดผุดขึ้นมาอย่างรุนแรง ปีที่แล้ว ฉันเคยขอให้แม่ช่วยปลูกสวนกุหลาบเล็กๆ ที่สวนหลังบ้านของเรา มันเป็นสิ่งที่ฉันใฝ่ฝันมาตลอด ท่านปัดฉันทิ้งด้วยการถอนหายใจ “โอ้ย เกรซ แม่ยุ่งกับงานมูลนิธิจะตายอยู่แล้ว ไว้ปีหน้าแล้วกันนะ”
แต่ท่านไม่ยุ่งเกินไปสำหรับดิน ท่านมีเวลาให้เขาเสมอ
มันไม่ใช่ว่าท่านทำไม่ได้ แต่เป็นเพราะท่านไม่ยอมทำ... ไม่ใช่เพื่อฉัน
แม่บ้านของฟาร์มเดินออกมาพร้อมถาดน้ำมะนาว เสียงร่าเริงของเธอลอยมาตามลม “คุณหญิงคะ คุณหญิงนี่เลี้ยงเด็กเก่งจริงๆ เลยนะคะ น้องดินติดคุณย่าแจเลย”
“ก็เป็นสายเลือดสิริวัฒนาแท้ๆ นี่นา ใช่ไหมล่ะ?” แม่ของฉันตอบกลับ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “ถอดแบบคเชนทร์ตอนเด็กๆ มาเป๊ะเลย”
คำพูดนั้นกระแทกใจฉันอย่างจัง สายเลือดสิริวัฒนาแท้ๆ แล้วนั่นทำให้ฉันเป็นอะไรล่ะ? ตัวแทน? ลูกสาวที่มีความสามารถและสะดวกสบายพอที่จะบริหารบริษัทจนกว่าทายาทตัวจริงจะโตพออย่างนั้นหรือ?
ในวินาทีนั้น ฉันเข้าใจทุกอย่าง ฉันเป็นคนนอก ฉันถูกพบ ถูกนำกลับบ้าน และได้รับนามสกุล แต่ฉันไม่เคยถูกยอมรับเข้ามาอย่างแท้จริง นี่คือครอบครัวของพวกเขา ฉันเป็นเพียงแขกชั่วคราว
ฉันเฝ้ามองคเชนทร์มาถึง เขาจูบพลอยที่ริมฝีปากก่อนจะอุ้มดินขึ้นมากอด เขาพลาดวันครบรอบของเราหลายครั้ง พลาดวันเกิดหลายหน เพื่อ ‘เดินทางไปทำธุรกิจด่วน’ ตอนนี้ฉันเห็นความจริงแล้ว เขาไม่ได้กำลังพลาดชีวิตของฉัน แต่เขากำลังใช้ชีวิตของเขา... กับพวกเขา
ไฟล์ดิจิทัลในแล็ปท็อปของเขาเป็นหลักฐานที่มัดตัวได้แน่นหนา แต่เสียงที่เยือกเย็นและมีเหตุผลในหัวของฉัน—เสียงของเด็กสาวที่เคยเอาชีวิตรอดในระบบ—กระซิบว่ามันยังไม่พอ หลักฐานดิจิทัลสามารถลบได้ ปฏิเสธได้ หรือถูกมองว่าเป็นของปลอมได้ ฉันต้องการอะไรที่มากกว่านั้น อะไรที่จับต้องได้ อะไรที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ที่พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธได้
เสียงกรีดร้องก่อตัวขึ้นในลำคอ เป็นเสียงโหยหวนแห่งความเจ็บปวด ฉันยกมือปิดปาก กัดข้อนิ้วตัวเองเพื่อกลั้นเสียงไว้ ฉันจะพังลงไม่ได้ ไม่ใช่ที่นี่ ยังไม่ใช่ตอนนี้
ทันใดนั้น เสียงรถกระบะที่วิ่งขึ้นมาตามถนนส่วนบุคคลทำให้ฉันตกใจ แสงไฟหน้ารถสาดส่องไปทั่วต้นไม้ ฉันรีบหลบหลังต้นโอ๊กใหญ่ หัวใจกระเด้งขึ้นมาจุกที่คอ รถกระบะคันนั้นเป็นของคนงานในฟาร์ม ภัยคุกคามทางกายภาพที่เกิดขึ้นทันทีทันใดทำให้ฉันหลุดจากวังวนอารมณ์ บังคับให้ฉันต้องมีสมาธิที่เยือกเย็นและเฉียบคม
จากที่ซ่อนใหม่ของฉัน ฉันอยู่ใกล้ขึ้น ใกล้เกินไป ฉันเห็นริ้วรอยรอบดวงตาของคเชนทร์ขณะที่เขายิ้มให้พลอย ฉันเห็นวิธีที่เธอวางมือบนแขนของเขา เป็นท่าทีที่แสดงถึงความสนิทสนมคุ้นเคย พวกเขาเคลื่อนไหวรอบๆ กันด้วยความสง่างามที่เป็นธรรมชาติของคู่รักที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานานหลายปี
แล้วฉันก็ได้ยินเสียงของพวกเขา เบาและเหมือนกำลังสมคบคิดกัน
“ประชุมบอร์ดอาทิตย์หน้านะ” พลอยกำลังพูด “หลังจากนั้น พอสัญญาเกษตรฉบับใหม่เรียบร้อยแล้ว เราจะได้เดินหน้ากันต่อเสียที”
“พี่รู้” คเชนทร์ถอนหายใจ “มันก็แค่... เกรซ พี่ไม่รู้ว่าเธอจะรับมันได้ยังไง”
“เธอเข้มแข็งกว่าที่พี่คิดนะ” พลอยพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใส่ใจ “เธอคงจะเสียใจ แต่เธอก็ต้องยอมรับมัน เราจะใช้ชีวิตแบบนี้ไปตลอดไม่ได้นะคเชนทร์ ดินสมควรที่จะมีพ่ออยู่ด้วยตลอดเวลา”
เลือดในกายฉันเย็นเฉียบ พวกเขากำลังวางแผนกำจัดฉัน ฉันเป็นอุปสรรคที่ต้องจัดการ เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขก่อนที่พวกเขาจะมีความสุขสมหวัง
แล้วคำพูดที่ทำลายเศษเสี้ยวสุดท้ายของหัวใจฉันก็ดังขึ้น คเชนทร์ดึงพลอยเข้ามาใกล้ เสียงของเขากระซิบแผ่วเบาเพื่อให้เธอได้ยินเพียงคนเดียว
“ไม่ต้องห่วงนะ” เขาพูด พลางลูบผมเธอ “พี่จะจัดการเรื่องเกรซเอง เธอจะไม่มีวันรู้จนกว่าเราจะพร้อม พี่สัญญา”
นั่นแหละ การทรยศครั้งสุดท้าย ที่ถูกส่งมอบผ่านเสียงกระซิบของคนรัก
สายตาฉันกวาดไปรอบๆ อย่างร้อนรน ฉันต้องการอะไรสักอย่าง อะไรที่จับต้องได้ ฉันเห็นมันบนโต๊ะนอกชานข้างแก้วน้ำมะนาวที่คเชนทร์ลืมไว้ โทรศัพท์ของเขา โทรศัพท์ *อีกเครื่อง* ของเขา
สมองของฉันว่างเปล่าจากทุกสิ่ง เหลือเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้น ฉันรอจนกระทั่งพวกเขาเข้าไปข้างใน เสียงหัวเราะของพวกเขาสะท้อนตามหลังมา ด้วยหัวใจที่เต้นรัวในหู ฉันย่องออกจากแนวต้นไม้ เคลื่อนที่ข้ามสนามหญ้าไปเหมือนเงา
นิ้วของฉันสัมผัสกับโลหะเย็นๆ ของโทรศัพท์ ของฉันเองก็อยู่ในกระเป๋า เป็นรุ่นเดียวกัน มันเสี่ยง เป็นความเสี่ยงที่โง่เขลา แต่ฉันไม่สนใจ ฉันสลับมัน
ขณะที่ฉันหันหลังจะหนี ประตูนอกชานก็เลื่อนเปิดออก คเชนทร์ก้าวออกมา ยืนเป็นเงาทะมึนตัดกับแสงไฟอบอุ่นในบ้าน เราอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว เราเกือบจะชนกัน
ฉันตัวแข็งทื่อ ดึงฮู้ดลงมาคลุมหน้าให้ลึกขึ้น หันหลังให้เขา
“นั่นใครน่ะ?” เสียงของเขาแหลมคม ตัดผ่านความเงียบยามค่ำคืน เขาไม่เห็นหน้าฉัน แต่เขาสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ สัญชาตญาณของเขา สัญชาตญาณที่เขาฝึกฝนมาจากการโกหกฉันมานานหลายปี กำลังกรีดร้องเตือนเขา
เขาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น เงาของเขาทาบทับลงบนตัวฉัน ฉันรู้สึกได้ถึงตัวตนของเขาที่อยู่ข้างหลัง เป็นน้ำหนักที่น่าอึดอัด เขาจะเจอฉันแล้ว ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว
คุณอาจจะชอบ





