
KEEP IN CAGE! l ล่ามรัก!
ตอน 2
KEEP IN CAGE 1
เวลาต่อมาไม่นานนัก... กว่ากองทัพจะลากปั้นจั่นเข้ามาในห้องรับรองสนามแข่งฝั่งตรงข้ามกับพรรค์พวกของคิรินทร์ได้ ก็ใช้เวลาอยู่นานหลายสิบนาที เพราะคำพูดของกองทัพเอง ก็ทำเอาเด็กคนนั้นตกใจมาก ปั้นจั่นโวยวายออกมาตามสเต็ป แต่กองทัพก็หยุดมันได้ง่าย ๆ เช่นกัน นอกจากกองทัพแล้วก็มีแค่พี่ชายคนโตเท่านั้นที่ปั้นจั่นจะยอมเชื่อฟัง
“จะกลัวอะไรขนาดนั้น คิดว่าทัพจะแพ้มันรึไง?” พอเข้ามานั่งอยู่ในห้องกันแค่สองคน กองทัพก็หันหน้ามาพูดกับคนตัวเล็กที่นั่งทำหน้าหงุดหงิดอยู่ไม่ห่าง ปั้นจั่นสะบัดตัวออกจากเขา กองทัพเองก็ไม่คิดจะตามไปดึงมา รู้ดีว่าปั้นจั่นคงไม่กล้าวิ่งออกจากห้องนี้ไปแน่นอน... เหตุผลมันก็ง่าย ๆ เพราะข้างนอกมีบุคคลที่อันตรายยิ่งกว่าเขาอยู่เต็มไปหมดยังไงล่ะ
“ทัพไม่ต้องมาพูด! ทัพก็รู้ว่าเราไม่ได้มาเพื่อทำอะไรแบบนั้น เรามาที่นี่ก็แค่อยากรู้ว่าเพื่อนเราอยู่ที่ไหน!”
“ถ้าอยากรู้ว่าวินเนอร์อยู่ที่ไหนก็ต้องถามเอาจากปากไอ้คิงส์มัน แล้วคิดว่าคนอย่างมันจะคายออกมาง่าย ๆ งั้นเหรอปั้น! ปั้นเป็นคนอยากมาที่นี่เองนะ อย่าลืม...”
“ก็จริงอยู่ที่ปั้นเป็นคนอยากจะมา! แต่ทำไมทัพต้องรับคำท้าทายแบบนั้นไปด้วย ปั้นไม่ใช่สิ่งของนะ!”
“ทัพมั่นใจว่าตัวเองต้องชนะ”
“…”
“ปั้นไม่ใช่เชื่อใจทัพหรือไง...” กองทัพพูดอย่างมั่นใจแล้วเป็นฝ่ายค่อย ๆ ขยับมาหาปั้นจั่นที่นั่งหันหลังอยู่ทีละนิด น่าแปลก...ที่พอเขาพูดแบบนั้นออกมาปั้นจั่นก็รู้สึกเหมือนกับว่ามันคือคำปลอบใจ อย่างน้อยพอเขาบอกว่าตัวเองจะไม่แพ้มันก็ทำให้โล่งใจยังไงก็ไม่รู้
“…”
“ทัพไม่น่าไว้ใจเหรอ...หืม” เสียงทุ้มต่ำกระซิบอยู่ข้าง ๆ ใบหู เพราะปั้นจั่นกอดอกอยู่แล้วกองทัพขยับเข้ามากอดเลยต่อต้านมากไม่ได้ หรืออันที่จริง...แค่เป็น ‘กองทัพ’ สำหรับปั้นจั่นแล้ว เขาก็พร้อมจะให้อภัยทุกเรื่องกันแน่นะ...?
“กะ ก็...ก็เปล่า”
“ถ้างั้น ทัพขอกำลังใจหน่อยสิ” กองทัพพูดแบบนั้นแล้วพลิกร่างคนตัวเล็กให้หันไปหาเขาเอง ปั้นจั่นตาตื่นก่อนจะเผลอเบนหน้าหลบริมฝีปากหยักลึกของผู้ชายตรงหน้า เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยกอด ไม่เคยจูบ บางครั้งปั้นจั่นรู้สึกเขินอายมาก ๆ เวลาที่เผลอสบตากับกองทัพตรง ๆ สุดท้ายเรื่องระหว่างพวกเขาก็จะจบลงที่แค่เพียงจูบกันเสมอมา...
“...”
“…” กองทัพถอนหายใจแล้วตีหน้านิ่งเรียบ เขาแค่นหัวเราะหึเหอะในลำคอแค่เท่านั้น ก่อนจะลากนัยน์ตาสีสวยมามองใบหน้าสะสวยของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนตัวเอง แต่ปั้นจั่นกลับไม่เคยให้มากกว่าสถานะพวกนั้นด้วยซ้ำ
น่าเบื่อจริง ๆ นั่นแหละ...
“ช่างเถอะ แค่กอดก็พอแล้ว” นาน...กว่าเขาจะแสร้งยิ้มบาง ๆ แล้วพูดประโยคนั้นออกมา เด็กหน้าใสเม้มริมฝีปากตัวเองแนบแน่นพร้อมกับมองร่างสูงที่กำลังเดินออกจากห้องไป จนกระทั่งประตูห้องปิดสนิท...
ที่ไม่อยากจูบเมื่อกี้ก็เพราะว่ากลิ่นน้ำหอมผู้หญิงมันชัดเกินไปไงเล่า!
“ทัพ...” เสียงใส ๆ เปรยขึ้นเพียงลำพังภายในห้องสี่เหลี่ยมอ้างว้างนี่...
ปั้นจั่นรู้ ว่าตัวเองเอาแต่ใจ นิสัยก็แย่ แต่ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะกองทัพเคยตามใจเขาไม่ใช่รึไงล่ะ...? ตอนนี้ความรู้สึกแปลก ๆ พวกนี้นั่นก็คงเป็นเพราะว่าปั้นจั่นเริ่มรู้สึกแล้วนิด ๆ กองทัพน่ะ...เปลี่ยนไปมาก...
ส่วนตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะไม่แพ้กลับมา
ได้แต่หวังลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น...
ครึ่งชั่วโมงถัดมา...
เพื่อนของกองทัพคนหนึ่งเดินมาตามปั้นจั่นที่ห้อง เพื่อที่จะให้ไปดูเกมบ้าบอ พวกเขาแข่งกันเพื่อความสนุกสนาน แต่หลังจากจบเกมนั้น ชีวิตของปั้นจั่นจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจรู้...แน่นอนว่าเด็กคนนั้นก็ยังคงหวั่นกลัวต่อให้กองทัพยืนยันหนักแน่นว่าเขาจะไม่มีทางแพ้คิรินทร์ก็ตาม
ตอนนี้ปั้นจั่นนั่งติดข้างสนามกับเพื่อน ๆ และกลุ่มคนที่เชียร์กองทัพก็มีอยู่มากพอ ๆ กับกลุ่มคนที่เชียร์คิรินทร์ เหมือนกับพวกเขาสองคนเป็นที่รู้จักของคนพวกนี้ ฟังจากเสียงกรี๊ดกร๊าดและเสียงตะโกนเรียกชื่อคนสองคนแข่งกับเสียงรถแล้ว... ต่อให้ไม่อยากเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเดิมพันแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้วปั้นจั่นจะต้องพบเจอกับอะไร หรือถ้ากองทัพชนะแล้วผู้ชายคนนั้นจะยอมบอกหรือไงว่าฟีรอสพาตัววินเนอร์ไปที่ไหน...
“กลัวเหรอ?” เพื่อนของกองทัพคนหนึ่งที่นั่งข้าง ๆ ปั้นจั่นหันมาถามยิ้ม ๆ ปั้นจั่นนั่งหน้าเครียดจนกระทั่งเผลอกำมือตัวเองแน่น เด็กคนนั้นตวัดหางามามองติดหงุดหงิด ผู้ชายคนที่ตั้งคำถามที่รู้อยู่แก่ใจตัวเองอยู่แล้วขึ้นมาก็ทำแค่หัวเราะกลบเกลื่อน บทจะได้สานอะไรต่อเสียงดังกระหึ่มของรถแข่งกับคนโห่ร้องก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน รถสีแดงกับสีน้ำเงินที่กำลังบดเบียดล้อลงกับถนนทำให้เกิดฝุ่นควันจำนวนมหาศาล ราวกับรถสองคันนั้นกำลังจะข่มขู่กันอยู่ และแน่นอนว่าทุก ๆ อย่างมันทำให้ปั้นจั่นเผลอกลืนน้ำลายลงคอ เขากลัว...กลัวไปหมดทุกอย่างแล้ว
สิ้นเสียงปล่อยสัญญาณ รถทั้งสองคันก็พุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วชนิดที่ปั้นจั่นใช้สายตามองตามรถเกือบไม่ทัน ตอนนี้เขาได้แต่นั่งเงียบ...แม้ว่าเสียงเชียร์และเสียงกระหึ่มของรถยนต์จะดังก้องกังวานไปทั้งสนามแข่งก็ตาม
เอี๊ยดดดด ปึง!
เฮือก!
รถยนต์คันสีแดงคือรถที่กองทัพขับอยู่ ตอนนี้มันกำลังไล่เบียดรถยนต์อีกคันด้วยความเร็วที่ทำให้คนดูสนุกสนานกันยกเว้นปั้นจั่นเพียงคนเดียว แม้จะรู้ว่าสิ่งที่กองทัพทำมันผิด แต่เพราะยังไงก็อยากให้คนชนะคือกองทัพ เขาถึงพยายามไม่มองเรื่องนั้น ที่กองทัพทำมันอาจจะอันตรายต่อชีวิตคิรินทร์ด้วยซ้ำ กองทัพแซงคิรินทร์ขึ้นมาในระยะที่ห่างพอสมควร ส่วนคิรินทร์เพราะโดนกระแทกจัง ๆ เมื่อครู่นี้ ทำให้เขาเกิดเสียหลักไปนิดหน่อย แต่ไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ เขากลับวิ่งไล่รถของกองทัพขึ้นมาด้วยความเร็วแสง ทั้งคู่ขับเบียดกันซ้ายขวา มันทั้งน่ากลัวและอันตราย แต่คนที่เชียร์พวกเขากลับดูตื่นเต้นกันจนต้องลุกขึ้นยืนดู
ในเวลาไม่นานนัก...ไม่กี่เมตรข้างหน้าคือเส้นชัยที่วางกันเอาไว้ในคราแรก รถของกองทัพวิ่งฉิวเฉียดนำขึ้นไป เสียงร้องโห่คิรินทร์ดังขึ้นกระหึ่ม ดูจากตรงนี้ต่างคนต่างรู้ว่ารถยนต์คันที่จะวิ่งเข้าเส้นชัยคือรถของกองทัพ!
จนกระทั่ง... เสียงล้อบดกับถนนดังขึ้นมากกว่าเดิม วินาทีนั้นทุกคนในสนามฝั่งที่เชียร์คิรินทร์ก็กรี๊ดกร๊าดกันราวกับว่าเจออะไรที่ถูกใจเป็นอย่างมาก
“ไม่นะ! กองทัพ!!!” ทุกอย่างพลิกผันอย่างรวดเร็ว หลังจากที่รถของคิรินทร์เสียหลัก กระทั่งโดนแซงนำไป แต่เขากลับเปิดเทอร์โบและซูเปอร์ชาร์จพุ่งเข้าเส้นชัยอย่างรวดเร็วด้วยเวลาแค่ไม่กี่วินาที!!!
ปั้นจั่นอึ้งค้างอยู่ท่านั้น... และใช่... คนที่ชนะคือคิรินทร์
‘เอาสิ ถ้ามึงชนะ... กูยอมยกเมียให้มึงเลย’
คำพวกนั้นลอยเข้าสมองทีละประโยคอย่างเชื่องช้า... เด็กคนนั้นขมวดคิ้วจนยุ่ง ไม่รู้ว่าต่อไปต้องเผชิญกับอะไรด้วยซ้ำ อยากลุกขึ้นและเดินหนีแต่เหมือนเรี่ยวแรงมันเหือดหายไปหมดแล้วกับการแพ้อย่างราบคาบของกองทัพ คนที่มั่นใจหนักหนาว่าตัวเองจะต้องชนะกลับมา แค่คิดว่ากองทัพพูดแบบนั้นออกไปเพื่ออะไรมันก็เจ็บปวดไปหมด... ปั้นจั่นนิ่งไปสักพัก พอชะเง้อลงไปดูที่ถนนด้านล่างก็พบว่าคิรินทร์ขับรถมาจอดตรงหน้าเขาแล้ว ผู้ชายคนนั้นเปิดประตูลงมาจากรถ เพียงเท่านั้นเสียงตะโกนเรียกชื่อเขาก็ดังก้องสนามแข่ง แต่อะไรก็คงไม่เลวร้ายเท่ากับที่คิรินทร์เงยหน้าขึ้นมาจ้องที่ปั้นจั่น เขาแสยะยิ้มร้ายกาจส่งให้...ยิ้มในแบบของเขา แม้จะเข้าตาหลาย ๆ คนแต่ปั้นจั่นกลับมองว่ามันน่ารังเกียจที่สุด!
“ปั้น!” เสียงที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นที่ด้านหลัง และนั่นมันทำให้ปั้นจั่นได้สติ เขาละสายตาจากคิรินทร์ก่อนจะหันกลับไปมองพบว่าคือกองทัพที่วิ่งขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่ทราบ ในจังหวะที่กำลังจะลุกไปหากองทัพก็มีคนมากระชากต้นแขนปั้นจั่นเสียก่อน
“อะไร ๆ มึงจะพาเด็กเฮียกูหนีเหรอ ไอ้ทัพ!” ผู้ชายคนนั้นบีบต้นแขนปั้นจั่นไว้จนมันปวด เด็กคนนั้นเบ้หน้าทันที พยายามจะสะบัดให้หลุดแต่ทว่ากว่าที่จะมีใครได้พูดอะไร เสียงทุ้มต่ำที่เป็นเอกลักษณ์ของคิรินทร์ก็ดังแทรกฝูงคนมา...
“รักษากฎหน่อยดิวะ ไอ้เด็กเวรทัพ...ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าพวกกูไม่เตือน” เขาเดินแทรกเข้ามากลางวงล้อม ในขณะที่ลูกน้องเขายังรั้งต้นแขนปั้นจั่นเอาไว้อยู่ พอเห็นคิรินทร์เดินมาผู้ชายคนนั้นถึงได้ปล่อย ปั้นจั่นอาศัยจังหวะนั้นวิ่งไปหากองทัพ แต่คิรินทร์ไวกว่าเขาคว้าเอวเล็กไว้ทันก่อนที่จะกอดรัดมันเอาไว้ด้วยแขนเพียงข้างเดียว
“กูจะทำเป็นไม่เห็นเรื่องเมื่อกี้แล้วกัน ส่วนเด็กคนนี้...” คิรินทร์พูดด้วยน้ำเสียงติดกวนพร้อมหันหน้ามาระบายยิ้มบาง ๆ ให้ปั้นจั่นที่กำลังดิ้น ตะโกนโวยวายออกมาสุดพลังที่มี
“มึงบอกเองนะทัพ ว่าจะยกให้กูเล่นด้วย”
“พี่คิงส์...กูว่าเรามาตกลงกันใหม่เถอะ กูขะ-”
“พอดีว่ากูรีบว่ะ ไม่มีเวลามาแลกของเล่นกับมึงหรอกครับ เด็กน้อย...” เขาพูดท่าทางอารมณ์ดีด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่ายังไง ๆ กองทัพก็แค่เด็กน้อยคนหนึ่งที่พยายามจะชนะเขาให้ได้ในสักวัน...อืม ใช่ มันก็คงจะมีสักวันนั่นแหละ แต่แค่ยังไม่ใช่วันนี้หรือเร็ว ๆ นี้หรอกว่ะ...
“ไอ้คิงส์!!!”
“ทำไม มีปัญหาอะไรวะ!” เขาสวนกลับทันที แล้วเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ริมฝีปากบนใบหน้าหล่อเหลาเหยียดยิ้มนิดๆ ก่อนจะชำเลืองหางตามาที่เด็กน้อยกำลังดิ้นไปมา ทั้งต่อต้านและพยศ... กองทัพมองไปที่ปั้นจั่นสีหน้าเครียดจัด เขารู้ว่าต่อกรกับคิรินทร์ซื่อ ๆ หน้าไม่ได้
ยกเว้นแต่ว่า...
คุณอาจจะชอบ





