ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย KEEP IN CAGE! l ล่ามรัก!

KEEP IN CAGE! l ล่ามรัก!

เมื่อความรักแปรเปลี่ยนเป็นความต้องการครอบครองอย่างบ้าคลั่ง คิรินทร์จึงตัดสินใจลงมือทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาคนสำคัญให้อยู่เคียงข้างเขาตลอดกาล สำหรับเขาแล้ว วิธีการที่เรียบง่ายและได้ผลที่สุดคือการพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งความปรารถนา เขาเลือกที่จะจับอีกฝ่ายมาคุมขังและล่ามไว้ในกรงขังส่วนตัว เพื่อให้มั่นใจว่าคนคนนั้นจะไม่มีวันหนีหายไปไหนได้อีก นี่คือเรื่องราวความสัมพันธ์อันรุนแรงที่เต็มไปด้วยการบังคับและควบคุมในโลกปัจจุบัน
ตอน
แชร์

ตอน 3

KEEP IN CAGE 2

กองทัพคิดแผนในใจเงียบ ๆ ...ในระหว่างที่คิรินทร์กอดรัดร่างกายเด็กตัวเล็กนิดเดียวไว้ในอ้อมกอด ภาพนั้นพอมองแล้วรู้สึกโมโหจนเลือดตาแทบกระเด็นออกมา กองทัพกำลังคิดว่าตัวเองพลาดอะไร... เขาก็แค่อยากให้ปั้นจั่นมองเห็นความสำคัญของตัวเขาเองก็เท่านั้น

“กูไปล่ะ แล้วอย่าเสือกทำแบบเมื่อกี้อีก ไม่งั้นมึงเจอกูแน่ ไอ้ทัพ” คิรินทร์พูดเสียงน่ากลัวแล้วยกนิ้วขึ้นมาชี้หน้า กองทัพได้แค่ยืนมองนิ่ง ๆ เพราะลูกน้องของคิรินทร์ก็ล้อมเต็มไปหมด ถ้าเขาออกโรงตอนนี้ก็เกรงว่าอีกคนจะไม่ปลอดภัยไปด้วย เขาไม่น่าพูดแบบนั้นออกไปเลย

รู้...ว่าผิด มันพลาดแล้ว แต่ก็ใช่ว่าไม่มีแผนสำรองเอาไว้ กองทัพไม่ยอมแน่ถ้าปั้นจั่นจะตกเป็นของคนอื่น ยิ่งกับไอ้คิงส์นี่แล้วล่ะก็... ไม่มีวันซะหรอก!

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป...

ปั้นจั่นโดนรัดร่างข้ามาในรถยนต์คันหรูสีขาวซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นรถของคิรินทร์ ผู้ชายที่มีหน้าตาดึงดูดคนนี้เอาแต่เงียบตลอดทาง ขณะที่ปั้นจั่นเองก็พยายามคิดหาทางหนีตลอดเวลา เพราะไม่เคยต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายขนาดนี้มาก่อนในชีวิต มันก็ยากที่จะบอกว่าไม่กลัวเลย...

คิรินทร์ดับเครื่องยนต์หน้าตึกสูง ๆ แห่งหนึ่ง ปั้นจั่นระแวงไปหมด มองนั่นมองนี่แล้วไม่คุ้นกับอะไรสักอย่าง ในหัวก็คิดว่ามีวิธีไหนบ้างที่พอจะช่วยให้รอดพ้นจากเรื่องบ้าบอคอแตกนี่ได้  แต่ถ้าพูดตามหลักความเป็นจริงแล้วคิรินทร์ไม่มีส่วนไหนที่ผิดเลยสักนิด คนที่ผิดคือกองทัพต่างหาก ผู้ชายคนนั้นเป็นคนทำให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้น ด้วยการพูดประโยคพล่อย ๆ พวกนั้นออกมา ตอนที่พูดเขาคงนึกสนุกปากแต่คนที่ต้องได้รับผลกรรมเหล่านั้นมันก็คือ ปั้นจั่น คนเดียว!

“ลงมาสิ” คิรินทร์เดินอ้อมมาเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับแล้วพยักพเยิดหน้าเพื่อบอกให้ปั้นจั่นขยับตัวสักที เด็กบ้านี่นั่งแข็งเป็นไม้อยู่นานแล้วเถอะ ปั้นจั่นมองคิรินทร์ด้วยสายตาหวาดระแวง คิรินทร์คงรู้จักเด็กคนนี้น้อยเกินไปล่ะมั้งถึงได้มั่นใจว่าปั้นจั่นจะยอมเชื่อฟังในสิ่งที่เขาพูดหรือสั่งกันง่าย ๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้ปั้นจั่นจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็ตาม

“ก็หลบไปสิ!”

“...” คิรินทร์เอียงคอมองนิ่ง สายตาของเขาไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ เพราะเริ่มที่จะอารมณ์ไม่ดีแล้วนิด ๆ เขาจ้องหน้าอีกคนเพื่อบอกว่าอย่าได้คิดตุกติก เขาไม่มีความผิดอะไรทั้งนั้น คนชนะเกมนั้นมันก็คือ เขา!

“ละ หลบ...อย่ามาจับ!!!”

พรึ่บ!!

“อย่าเล่นตัวให้มากนัก ถ้าไม่อยากโดนเอาคารถก็ตามกูมาดี ๆ ” เขากระชากข้อมือเด็กคนนั้นให้ลงมาจากรถในครั้งเดียว พละกำลังของคิรินทร์เยอะมากจนปั้นจั่นตกใจ ตอนที่พูดเขาก็จ้องลึกเข้ามาในดวงตาปั้นจั่นแบบไม่หลบสักนิด อีกทั้งเสียงเมื่อกี้มันก็แหบต่ำซะจนน่ากลัว เขาดูเหมือนเป็นคนละคนกับที่นสนามรถแข่งไปเลย ปั้นจั่นกลืนน้ำลายลงคอ ร่างกายมันสั่นนิด ๆ คล้ายกับอยากจะร้องไห้ออกมา แต่ทว่าน้ำตามันไม่ยอมไหล

“อึก! อย่าทำอะไรเราเลยนะ…” ปั้นจั่นสะบัดตัวออกจากเขา แล้วก้าวถอยหลังหนีให้ห่าง ฝ่ามือเล็กยกขึ้นมาพนมเข้าหากันแล้วพูดเสียงอ่อนเพื่อขอร้องเขา คิรินทร์ค่อย ๆ หันกลับมาสีหน้าแสดงชัดว่าหงุดหงิดแต่พอหันมาเจอเด็กจอมพยศคนเดิมคนนั้นมันหายวับไปแล้ว ก็เริ่มอารมณ์ดีขึ้นมานิดหน่อย เขายิ้ม...ยิ้มอย่างกับคนที่เหนือกว่าและค่อย ๆ สาวเท้าเดินเข้ามาหาปั้นจั่นที่ยืนไหว้เขายิก ๆ

“ทำไมล่ะ กลัวเหรอ?” ถามเหมือนคนใจดี แต่ปั้นจั่นรู้ว่ามันลวงโลกแค่ไหนอยู่...เขาไม่ได้โง่ดักดานถึงกับไม่รู้ว่าคิรินทร์พามาที่นี่ทำไม พามาทำอะไร ได้แต่หวังว่าเขาจะยังมีความเป็นคนอยู่บ้าง...

“คะ ครับ... ปะ ปั้นไม่ชอบ ปล่อยปั้นไปเถอะนะ”

“พูดเหมือนไม่เคย”

“...” คำตอบคือการส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว แค่เท่านั้น ก็สร้างรอยยิ้มจากใบหน้าหล่อเหลาราวกับพระเจ้าตั้งใจสรรค์สร้างผู้ชายคนนี้ขึ้นมา คิรินทร์เหยียดยิ้มร้ายกาจเขาใช้ฝ่ามือไล้ไปตามกรอบหน้าเรียวเล็กของปั้นจั่นอย่างชอบใจก่อนจะโน้มลงไปกระซิบใกล้ ๆ ใบหูขาวสะอาดด้วยประโยคที่ทำให้เด็กคนนั้นหน้าแดงขึ้นมาด้วยความโกรธสุดขีด!

“งั้นขอเป็นคนแรก...ก็แล้วกัน”

ผลั่ก!

“อย่ามายุ่งกับเรา ไอ้บ้า!!!” ตะโกนออกมาสุดเสียงแล้วก็ผลักอกเขาอย่างแรง คิรินทร์สบถคำหยาบเป็นภาษาอังกฤษหนึ่งคำแล้วมองเด็กอวดดีคนนั้นที่คิดว่าจะวิ่งหนีเขาพ้น เขาวิ่งตามไปแค่ไม่กี่ก้าวก็กระชากตัวเด็กนั่นกลับมาหาเต็มแรง ปั้นจั่นกำลังจะอ้าปากก่นด่าสารพัดคำร้าย ๆ แต่กลับโดนริมฝีปากสีคล้ำของคิรินทร์บดจูบลงมาเสียก่อน!

“อื้ออ!!!” ปั้นจั่นตกใจ แล้วก็ได้สติในที่สุด ฝ่ามือเล็กไล่ทุบตี ตบเขาพยายามต่อต้านแต่ก็ทำไม่ได้สักที คิรินทร์ใช้มือข้างหนึ่งบีบปลายคางเรียวแน่น เขาบีบกระพุ้งแก้มอีกคนจนรู้สึกเจ็บ บังคับให้โพรงปากเล็ก ๆ เปิดเผยอให้เขาฉกฉวยความหวานจากหลีบปากที่ชอบด่าแสบ ๆ นั่น โดยไม่สนใจสายตาของลูกน้องสองสามคนที่ยืนคุมอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ปลายลิ้นที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นบุหรี่ยี่ห้อดังไล่ต้อนลิ้นเล็กที่พยายามหลีกหนีไปทั่ว ฝ่ามือของเด็กคนนั้นยังกระหน่ำประทุษร้ายเขาได้ตลอด...

“หวานว่ะ”

“ฮึก! อะ ไอ้ชั่ว!!! ปล่อยเรา! ปล่อยเดี๋ยวนี้!!!” เด็กตัวเล็ก ๆ คนนั้นพยายามดีดดิ้นเพื่อให้หลุดออกจากพันธนาการณ์ของคิรินทร์ ชายร่าสูงโปร่งกลั้วหัวเราะในลำคอ เหตุการณ์เริ่มเลวร้ายขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคิรินทร์ทนไม่ไหว เขาก้มลงไปแบกคนตัวเล็กพาดบ่าง่าย ๆ แล้วเดินหันหลังเข้าเพนส์เฮ้าส์ส่วนตัวของเขาเองทันที

“แค่นี้เรียกชั่วแล้วเหรอวะ เดี๋ยวหลังจากคืนนี้ไปหนูเตรียมด่าพี่ว่าโคตรชั่วได้เลยครับ หึ ๆ” เขาพูดเสียงเรียบ เหยียดยิ้มร้ายโดยที่ปั้นจั่นไม่มีทางได้เห็นมัน เด็กคนนั้นใช้กำปั้นเล็ก ๆ ทุบแผ่นหลังเขาและดีดขาไปมา หัวที่ห้อยโตงเตงอยู่มันทำให้เวียนหัว หน้ามืดไปชั่วขณะ ในขณะเดียวกัน แสงสว่างวาบจากรถยนต์คันหนึ่งก็สาดเข้าตาและขับเข้ามาด้านในทั้ง ๆ ที่ลูกน้องของคิรินทร์ก็ยืนกันอยู่ ต่างพากันหลบรถแทบไม่ทัน บางคนก็โดนเฉี่ยวกระเด็น คนในรถ มันไม่สนว่าจะชนใครเลยเถอะ!

บรื้นนนน!!!

“เวรเอ๊ย!” คิรินทร์สบถตอนที่หันกลับมามองแล้วรู้ได้ในทันทีว่าใคร ก็แค่ไอ้เด็กสารเลวกองทัพที่หวงของ บอกจะให้ยืมแล้วตามมาทวงทำเวรอะไรวะ!

ปึก!

เอี๊ยดดด!

รถคันนั้นจอดตรงหน้าคิรินทร์แค่ไม่ถึงห้าเซนติเมตร มันเกือบจะชนเขาด้วยซ้ำถ้าไม่ติดว่าบนบ่ายังมีเด็กของมันห้อยหัวอยู่ ปั้นจั่นร้องออกมาสุดเสียงเพราะคิดว่าจะชนแน่ ๆ เขาอึ้ง ตกใจกลัวจนเงียบค้างไป กองทัพลงมาจากรถด้วยสีหน้าอยากฆ่าคนเต็มที กระชากตัวเด็กคนนั้นมากันไว้ข้างหลังแล้วในจังหวะเดียวกันก็หันกลับมาซัดคู่อริด้วยหมัดหนัก ๆ คิรินทร์หันใบหน้าที่มีเลือดซึมตรงมุมปากกลับมาก่อนจะได้มีบทสนทนาอะไรเกิดขึ้น กองทัพก็ยกเท้ายันกลางลำตัวคิรินทร์อีกครั้ง เขาเสียหลักแล้วล้มลงไป กองทัพกระชากปืนสั้นขึ้นมาเล็งไปที่ตัวรุ่นพี่ที่ยังไง ๆ ก็ไม่มีวันญาติดีกับมัน!

“ก็กูบอกว่ากูไม่ให้ ถ้ามึงลุกขึ้นมา กูยิง!”

“อะไรของมึงไอ้เด็กเหี้ย กูชนะมึงบอกว่าจะใช้เด็กนั่นเป็นของเดิมพันแล้วเสือกบ้าอะไรวะ!!!”

“กูไม่ให้ปั้นแล้ว มึงจะเอาเท่าไหร่บอกมาแลกกับตัวเมียกู”

“เมีย? ฮ่ะ ๆ อย่ามาพูดให้ขำ เด็กมันบอกกูแล้วว่ามันยังซิง...กล้าพูดนะมึง เอาปืนลงด้วย ไอ้สัสนี่…”

“อย่าเสือกเรื่องของกู คิงส์ เรื่องเงินกูจะโอนยัดในบัญชีมึงให้ ส่วนปั้นจั่นไม่เกี่ยวอีก ฟังและจดเข้ากบาลมึงด้วย…” กองทัพกดเสียงต่ำ เขาจ้องหน้าคิรินทร์เขม็ง อยากจะลั่นไกใส่มันจริง ๆที่บังอาจมาแตะต้องคนของเขา ถึงอย่างนั้นตอนนี้กองทัพคิดว่าเขาควรจะพาปั้นจั่นออกไปจากตรงนี้เสียก่อนที่คนของคิรินทร์จะแห่กันมา ตอนนี้มันตัวคนเดียวก็ถือว่ากองทัพยังโชคดีไป...

กองทัพขับรถออกมาจากพื้นที่ของคิรินทร์ด้วยความเร็วแสง... เด็กข้าง ๆ กายนั่งนิ่งและเงียบ ปั้นจั่นขอบตาแดงก่ำแม้ว่าตอนนี้จะโล่งใจที่ไม่ได้ตกเป็นของใครแต่ทำไมหัวใจมันยังเจ็บมากอยู่ดี

“พามาที่นี่ทำไม เราจะกลับบ้านของเรา” พอรถจอดหน้าบ้านของกองทัพซึ่งไม่ใช่ไม่เคยมาแล้วปั้นจั่นก็ปริปากพูดแต่ไม่มองหน้ากองทัพด้วยซ้ำ แค่ไม่อยากจะมอง...

“คุยกันก่อน”

“เราไม่มีอะไรจะคุย!”

“ปั้นครับ...ทัพขอร้อง ฟังทัพนะ ทัพรู้ว่าทัพผิด...ผิดไปแล้วจริง ๆ ทัพขอโทษ” กองทัพพูดเสียงอ่อนปนขอร้องให้ช่วยฟัง ปั้นจั่นเลือกที่จะหันหน้าออกไปมองนอกรถแทนที่จะหันไปหาเขา ให้อภัยและบอกว่าไม่เป็นไรเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา...

ครั้งนี้กองทัพทำเกินไปแล้วจริง ๆ

“…”

“ปั้นให้ทัพไถ่โทษด้วยวิธีไหนก็ได้ แต่ไม่เอาแบบนี้ ทัพโง่เองที่พูดออกไปแบบนั้น แต่ปั้นก็เห็นใช่ไหมครับว่าทัพไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรปั้นแน่...” กองทัพรั้งใบหน้าสะสวยให้หันกลับมามองหน้ากัน ปั้นจั่นเงียบ ปล่อยให้ความคิดบางอย่างมันค่อย ๆ ทำงานช่วยกันช้า ๆ เพราะว่าเขารักกองทัพบางส่วนถึงให้อภัยไปแล้วเกือบครึ่ง พอหันมามองหน้าเขายิ่งทำให้อ่อนไหวมากกว่าเดิมเสียอีก ทั้งรู้สึกโกรธ โมโหแต่ก็ยังรักเหมือนกัน บางครั้งปั้นจั่นก็หงุดหงิดที่เขาใจอ่อนให้กองทัพแบบนี้ง่าย ๆ หงุดหงิดที่ต้องแบกรับความรู้สึกพวกนี้เอาไว้...

“นะครับ... ทัพขอโทษ ดีกันนะ”

“ขอโทษอีกแล้วเหรอทัพ”

“ทัพรู้ว่าทัพผิดไง คนทำผิดแล้วรู้จักการขอโทษก็ควรที่จะได้รับการให้อภัยไม่ใช่เหรอ? ให้อภัยทัพเถอะนะปั้น ทัพผิดไปแล้วครับ...” สีหน้าของกองทัพเว้าวอน อ้อนวอนด้วยคำพูดเพราะ ๆ เขารั้งปั้นจั่นไปกอดจมแผงอกเพราะเห็นน้ำตาใส ๆ คลอหน่วยตาแล้วมันทำใจไม่ได้ กองทัพรู้สึกทำอะไรไม่ถูกได้แต่กอดปลอบและลูบกลุ่มผมนุ่มนิ่มไปมาอยู่แบบนั้น เขาแค่คิดว่าเบื่อและเราควรจะอยู่ห่างกัน แต่เพราะว่ากองทัพยังรักปั้นจั่นอยู่เลยทนเห็นปั้นจั่นไปกับคนอื่นไม่ได้

อืม... เขาพลาดเองแหละ โง่เง่าที่สุด...

“ฮึกก ฮะ อึก...เรากลัว ฮืออ”

“ขอโทษ”

“ฮึกก” ปั้นจั่นไม่พูดอะไรต่ออีก เอาแต่ร้องไห้อยู่อย่างนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะว่ายังกลัวเรื่องที่คิรินทร์ทำอยู่และที่ร้องออกมาเพราะมันรู้สึกเจ็บปวดภายในใจลึก ๆ อยู่เหมือนกัน เขารักกองทัพถึงได้เป็นแบบนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องยอมไปจนถึงเมื่อไหร่ ทุกครั้งที่ทำผิดก็แค่พูดว่าขอโทษงั้นเหรอ มันง่ายดีนะ...ว่าไหมล่ะ?

พอเริ่มเบื่อกองทัพก็แค่พูดง่าย ๆ ว่าขอห่างสักระยะ พอทำให้ร้องไห้ก็มาโอ๋ มากอดแล้วบอกว่าขอโทษ เรื่องมันจะวนไปวนมาแบบนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่ แถมเมื่อกี้คิรินทร์... คิรินทร์ก็ยังมาจูบกันอีกเพราะรู้สึกผิดกับเรื่องนั้นด้วยถึงยอมให้กองทัพง่ายดาย ถ้าบอกไปมีหวังเรื่องใหญ่แน่นอน...

“วันนี้นอนกับทัพนะ พรุ่งนี้ทัพจะพาปั้นไปทานก๋วยเตี๋ยวร้านที่ปั้นชอบด้วย พาปั้นไปดูหนังและกินไอศกรีมเยอะ ๆ เลยดีไหม?” กองทัพดันตัวปั้นจั่นออกแล้วยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้เบา ๆ เขาพูดแต่เรื่องที่ปั้นจั่นชอบเพราะรู้ว่าถ้าพูดและทำแบบนี้ อีกสักพักปั้นจั่นต้องยิ้มและยอมใจอ่อนให้แน่ ๆ

“ฮึก... อื้อ…”

เห็นไหมล่ะ...

เรื่องมันก็ง่าย ๆ แค่นี้...

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย จอมโจรไฟมาร
8.3
ไฟมาร จอมโจรผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและดิบเถื่อน ได้เผชิญหน้ากับกอพเยีย หญิงสาวผู้ตกอยู่ในความหวาดกลัว เขาบีบคั้นให้เธอจำยอมเป็นภรรยาด้วยท่าทีคุกคาม แม้เธอจะพยายามขัดขืนและร้องไห้อ้อนวอนเพียงใด แต่เขากลับไม่แยแสต่อหยดน้ำตา พร้อมใช้กำลังกดขี่เพื่อสยบการต่อต้านของเธอ ความรุนแรงที่ได้รับทำให้กอพเยียเปลี่ยนจากความกลัวเป็นความแค้น เธอตราหน้าว่าเขาเป็นคนชั่วช้าในขณะที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในเงื้อมมือของโจรป่าใจทมิฬผู้นี้
หน้าปกนวนิยาย บทรักมาเฟียร้าย
8.5
แอนถึงกับช็อกเมื่อมาร์โก มาเฟียผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองประกาศกร้าวต่อหน้าทุกคนว่าเธอคือผู้หญิงของเขาเพียงคนเดียว แม้เธอจะพยายามหลอกตัวเองว่าความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนเป็นแค่ความผิดพลาดหรือคำขู่เล่นๆ แต่ความจริงที่ต้องเผชิญนั้นช่างน่ากลัว เพราะการตกเป็นเป้าหมายของมาเฟียร้ายเช่นเขาหมายถึงการสูญเสียอิสรภาพไปตลอดกาล แอนต้องสับสนกับโชคชะตาที่เล่นตลกเมื่อต้องมาพัวพันกับบุคคลอันตรายที่พร้อมจะผูกมัดเธอไว้กับเขาอย่างไม่อาจหลีกหนีได้เลย
หน้าปกนวนิยาย หัวใจป่วนไอรัก
9.6
ฐิตตาพยายามปกปิดความลับเรื่องลูกแฝดจากนายแพทย์ภวินท์อย่างสุดความสามารถ เพราะเกรงว่าหากเขารู้ความจริง เธออาจต้องสูญเสียลูกไปก่อนการหย่าจะเสร็จสิ้น ทว่าแผนการซ่อนลูกกลับพังทลายลง เมื่อเธอกลับมาพบภวินท์กำลังนั่งประจันหน้ากับเด็กน้อยทั้งสองที่เรียกเขาว่าพ่อด้วยความไร้เดียงสา ท่ามกลางความตื่นตระหนกจนตัวสั่นและใบหน้าซีดเผือด ฐิตตาไม่กล้าแม้แต่จะสบสายตาอันเฉียบคมของเขาที่จ้องมองมายังเธอและลูกอย่างกดดันจนยากจะคาดเดาสถานการณ์ต่อไปได้
หน้าปกนวนิยาย รักฉันอีกครั้งเถอะ
8.3
เซี่ยหนิงซีเผชิญความเจ็บปวดในห้องคลอดขณะที่ฮั่วหนานเซียวสามีกำลังเข้าพิธีแต่งงานกับหญิงอื่น เขาต้องการเพียงลูกและบีบให้เธอหย่าขาด แต่โชคชะตาพลิกผันเมื่อเธอคลอดลูกแฝดและหายสาบสูญไป สามปีผ่านไปเธอกลับมาพร้อมความแค้นในใจเพื่อทำลายเขาให้ย่อยยับ แม้ฮั่วหนานเซียวจะเฝ้ารอเธอด้วยความสำนึกผิดมาตลอดพันวันและพยายามขัดขวางงานแต่งใหม่ของเธอ แต่หัวใจที่ตายไปแล้วของเซี่ยหนิงซีกลับเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่พร้อมจะเผาผลาญอดีตคนรักให้สิ้นซาก
หน้าปกนวนิยาย เมีย(คู่นอน)พาร์ทไทม์
8.3
ฟาเบียน หนุ่มลูกครึ่งมหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจชิปปิ้งผู้เบื่อหน่ายผู้หญิงที่หวังเกาะกิน เขาจึงประกาศชัดว่าหากต้องการเซ็กซ์เขาจะซื้อกินเองแทนการผูกมัด ในขณะเดียวกัน จิล นักศึกษาปีสุดท้ายกำลังเผชิญวิกฤตครอบครัวถูกโกงจนใกล้ล้มละลาย เมื่อเธอได้ยินเรื่องของเขาโดยบังเอิญที่ร้านทำผม เธอจึงตัดสินใจเสนอขายพรหมจรรย์เพื่อแลกกับเงินประทังชีวิต ฟาเบียนที่ถูกใจเธอตั้งแต่แรกพบจึงตอบรับข้อเสนอและเปลี่ยนสถานะให้เธอเป็นเมียพาร์ทไทม์เพื่อปรนเปรอความหิวของเขา
หน้าปกนวนิยาย เพลิงแค้นซาตาน
9.0
เหนือตะวันแบกความแค้นจากการเห็นพ่อแม่ถูกสังหารมาทั้งชีวิต เมื่อโอกาสแก้แค้นมาถึง เขาจึงเริ่มทำลายศัตรูรวมถึง เอื้อมดาว หญิงสาวผู้ภักดีที่ต้องรับกรรมแทนครอบครัว แม้เธอจะยอมตกเป็นเหยื่อเพื่อหวังดับไฟในใจเขา แต่ความทรมานที่เขามอบให้กลับย้อนมาทำร้ายความรู้สึกตนเองอย่างประหลาด เมื่อเห็นน้ำตาของเธอแทนที่จะสะใจ เขากลับต้องเจ็บปวดรวดร้าวเสียเอง จนเริ่มสับสนว่าควรจัดการกับหัวใจและหนี้แค้นครั้งนี้อย่างไรดี