
KEEP IN CAGE! l ล่ามรัก!
ตอน 3
KEEP IN CAGE 2
กองทัพคิดแผนในใจเงียบ ๆ ...ในระหว่างที่คิรินทร์กอดรัดร่างกายเด็กตัวเล็กนิดเดียวไว้ในอ้อมกอด ภาพนั้นพอมองแล้วรู้สึกโมโหจนเลือดตาแทบกระเด็นออกมา กองทัพกำลังคิดว่าตัวเองพลาดอะไร... เขาก็แค่อยากให้ปั้นจั่นมองเห็นความสำคัญของตัวเขาเองก็เท่านั้น
“กูไปล่ะ แล้วอย่าเสือกทำแบบเมื่อกี้อีก ไม่งั้นมึงเจอกูแน่ ไอ้ทัพ” คิรินทร์พูดเสียงน่ากลัวแล้วยกนิ้วขึ้นมาชี้หน้า กองทัพได้แค่ยืนมองนิ่ง ๆ เพราะลูกน้องของคิรินทร์ก็ล้อมเต็มไปหมด ถ้าเขาออกโรงตอนนี้ก็เกรงว่าอีกคนจะไม่ปลอดภัยไปด้วย เขาไม่น่าพูดแบบนั้นออกไปเลย
รู้...ว่าผิด มันพลาดแล้ว แต่ก็ใช่ว่าไม่มีแผนสำรองเอาไว้ กองทัพไม่ยอมแน่ถ้าปั้นจั่นจะตกเป็นของคนอื่น ยิ่งกับไอ้คิงส์นี่แล้วล่ะก็... ไม่มีวันซะหรอก!
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป...
ปั้นจั่นโดนรัดร่างข้ามาในรถยนต์คันหรูสีขาวซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นรถของคิรินทร์ ผู้ชายที่มีหน้าตาดึงดูดคนนี้เอาแต่เงียบตลอดทาง ขณะที่ปั้นจั่นเองก็พยายามคิดหาทางหนีตลอดเวลา เพราะไม่เคยต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายขนาดนี้มาก่อนในชีวิต มันก็ยากที่จะบอกว่าไม่กลัวเลย...
คิรินทร์ดับเครื่องยนต์หน้าตึกสูง ๆ แห่งหนึ่ง ปั้นจั่นระแวงไปหมด มองนั่นมองนี่แล้วไม่คุ้นกับอะไรสักอย่าง ในหัวก็คิดว่ามีวิธีไหนบ้างที่พอจะช่วยให้รอดพ้นจากเรื่องบ้าบอคอแตกนี่ได้ แต่ถ้าพูดตามหลักความเป็นจริงแล้วคิรินทร์ไม่มีส่วนไหนที่ผิดเลยสักนิด คนที่ผิดคือกองทัพต่างหาก ผู้ชายคนนั้นเป็นคนทำให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้น ด้วยการพูดประโยคพล่อย ๆ พวกนั้นออกมา ตอนที่พูดเขาคงนึกสนุกปากแต่คนที่ต้องได้รับผลกรรมเหล่านั้นมันก็คือ ปั้นจั่น คนเดียว!
“ลงมาสิ” คิรินทร์เดินอ้อมมาเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับแล้วพยักพเยิดหน้าเพื่อบอกให้ปั้นจั่นขยับตัวสักที เด็กบ้านี่นั่งแข็งเป็นไม้อยู่นานแล้วเถอะ ปั้นจั่นมองคิรินทร์ด้วยสายตาหวาดระแวง คิรินทร์คงรู้จักเด็กคนนี้น้อยเกินไปล่ะมั้งถึงได้มั่นใจว่าปั้นจั่นจะยอมเชื่อฟังในสิ่งที่เขาพูดหรือสั่งกันง่าย ๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้ปั้นจั่นจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็ตาม
“ก็หลบไปสิ!”
“...” คิรินทร์เอียงคอมองนิ่ง สายตาของเขาไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ เพราะเริ่มที่จะอารมณ์ไม่ดีแล้วนิด ๆ เขาจ้องหน้าอีกคนเพื่อบอกว่าอย่าได้คิดตุกติก เขาไม่มีความผิดอะไรทั้งนั้น คนชนะเกมนั้นมันก็คือ เขา!
“ละ หลบ...อย่ามาจับ!!!”
พรึ่บ!!
“อย่าเล่นตัวให้มากนัก ถ้าไม่อยากโดนเอาคารถก็ตามกูมาดี ๆ ” เขากระชากข้อมือเด็กคนนั้นให้ลงมาจากรถในครั้งเดียว พละกำลังของคิรินทร์เยอะมากจนปั้นจั่นตกใจ ตอนที่พูดเขาก็จ้องลึกเข้ามาในดวงตาปั้นจั่นแบบไม่หลบสักนิด อีกทั้งเสียงเมื่อกี้มันก็แหบต่ำซะจนน่ากลัว เขาดูเหมือนเป็นคนละคนกับที่นสนามรถแข่งไปเลย ปั้นจั่นกลืนน้ำลายลงคอ ร่างกายมันสั่นนิด ๆ คล้ายกับอยากจะร้องไห้ออกมา แต่ทว่าน้ำตามันไม่ยอมไหล
“อึก! อย่าทำอะไรเราเลยนะ…” ปั้นจั่นสะบัดตัวออกจากเขา แล้วก้าวถอยหลังหนีให้ห่าง ฝ่ามือเล็กยกขึ้นมาพนมเข้าหากันแล้วพูดเสียงอ่อนเพื่อขอร้องเขา คิรินทร์ค่อย ๆ หันกลับมาสีหน้าแสดงชัดว่าหงุดหงิดแต่พอหันมาเจอเด็กจอมพยศคนเดิมคนนั้นมันหายวับไปแล้ว ก็เริ่มอารมณ์ดีขึ้นมานิดหน่อย เขายิ้ม...ยิ้มอย่างกับคนที่เหนือกว่าและค่อย ๆ สาวเท้าเดินเข้ามาหาปั้นจั่นที่ยืนไหว้เขายิก ๆ
“ทำไมล่ะ กลัวเหรอ?” ถามเหมือนคนใจดี แต่ปั้นจั่นรู้ว่ามันลวงโลกแค่ไหนอยู่...เขาไม่ได้โง่ดักดานถึงกับไม่รู้ว่าคิรินทร์พามาที่นี่ทำไม พามาทำอะไร ได้แต่หวังว่าเขาจะยังมีความเป็นคนอยู่บ้าง...
“คะ ครับ... ปะ ปั้นไม่ชอบ ปล่อยปั้นไปเถอะนะ”
“พูดเหมือนไม่เคย”
“...” คำตอบคือการส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว แค่เท่านั้น ก็สร้างรอยยิ้มจากใบหน้าหล่อเหลาราวกับพระเจ้าตั้งใจสรรค์สร้างผู้ชายคนนี้ขึ้นมา คิรินทร์เหยียดยิ้มร้ายกาจเขาใช้ฝ่ามือไล้ไปตามกรอบหน้าเรียวเล็กของปั้นจั่นอย่างชอบใจก่อนจะโน้มลงไปกระซิบใกล้ ๆ ใบหูขาวสะอาดด้วยประโยคที่ทำให้เด็กคนนั้นหน้าแดงขึ้นมาด้วยความโกรธสุดขีด!
“งั้นขอเป็นคนแรก...ก็แล้วกัน”
ผลั่ก!
“อย่ามายุ่งกับเรา ไอ้บ้า!!!” ตะโกนออกมาสุดเสียงแล้วก็ผลักอกเขาอย่างแรง คิรินทร์สบถคำหยาบเป็นภาษาอังกฤษหนึ่งคำแล้วมองเด็กอวดดีคนนั้นที่คิดว่าจะวิ่งหนีเขาพ้น เขาวิ่งตามไปแค่ไม่กี่ก้าวก็กระชากตัวเด็กนั่นกลับมาหาเต็มแรง ปั้นจั่นกำลังจะอ้าปากก่นด่าสารพัดคำร้าย ๆ แต่กลับโดนริมฝีปากสีคล้ำของคิรินทร์บดจูบลงมาเสียก่อน!
“อื้ออ!!!” ปั้นจั่นตกใจ แล้วก็ได้สติในที่สุด ฝ่ามือเล็กไล่ทุบตี ตบเขาพยายามต่อต้านแต่ก็ทำไม่ได้สักที คิรินทร์ใช้มือข้างหนึ่งบีบปลายคางเรียวแน่น เขาบีบกระพุ้งแก้มอีกคนจนรู้สึกเจ็บ บังคับให้โพรงปากเล็ก ๆ เปิดเผยอให้เขาฉกฉวยความหวานจากหลีบปากที่ชอบด่าแสบ ๆ นั่น โดยไม่สนใจสายตาของลูกน้องสองสามคนที่ยืนคุมอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ปลายลิ้นที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นบุหรี่ยี่ห้อดังไล่ต้อนลิ้นเล็กที่พยายามหลีกหนีไปทั่ว ฝ่ามือของเด็กคนนั้นยังกระหน่ำประทุษร้ายเขาได้ตลอด...
“หวานว่ะ”
“ฮึก! อะ ไอ้ชั่ว!!! ปล่อยเรา! ปล่อยเดี๋ยวนี้!!!” เด็กตัวเล็ก ๆ คนนั้นพยายามดีดดิ้นเพื่อให้หลุดออกจากพันธนาการณ์ของคิรินทร์ ชายร่าสูงโปร่งกลั้วหัวเราะในลำคอ เหตุการณ์เริ่มเลวร้ายขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคิรินทร์ทนไม่ไหว เขาก้มลงไปแบกคนตัวเล็กพาดบ่าง่าย ๆ แล้วเดินหันหลังเข้าเพนส์เฮ้าส์ส่วนตัวของเขาเองทันที
“แค่นี้เรียกชั่วแล้วเหรอวะ เดี๋ยวหลังจากคืนนี้ไปหนูเตรียมด่าพี่ว่าโคตรชั่วได้เลยครับ หึ ๆ” เขาพูดเสียงเรียบ เหยียดยิ้มร้ายโดยที่ปั้นจั่นไม่มีทางได้เห็นมัน เด็กคนนั้นใช้กำปั้นเล็ก ๆ ทุบแผ่นหลังเขาและดีดขาไปมา หัวที่ห้อยโตงเตงอยู่มันทำให้เวียนหัว หน้ามืดไปชั่วขณะ ในขณะเดียวกัน แสงสว่างวาบจากรถยนต์คันหนึ่งก็สาดเข้าตาและขับเข้ามาด้านในทั้ง ๆ ที่ลูกน้องของคิรินทร์ก็ยืนกันอยู่ ต่างพากันหลบรถแทบไม่ทัน บางคนก็โดนเฉี่ยวกระเด็น คนในรถ มันไม่สนว่าจะชนใครเลยเถอะ!
บรื้นนนน!!!
“เวรเอ๊ย!” คิรินทร์สบถตอนที่หันกลับมามองแล้วรู้ได้ในทันทีว่าใคร ก็แค่ไอ้เด็กสารเลวกองทัพที่หวงของ บอกจะให้ยืมแล้วตามมาทวงทำเวรอะไรวะ!
ปึก!
เอี๊ยดดด!
รถคันนั้นจอดตรงหน้าคิรินทร์แค่ไม่ถึงห้าเซนติเมตร มันเกือบจะชนเขาด้วยซ้ำถ้าไม่ติดว่าบนบ่ายังมีเด็กของมันห้อยหัวอยู่ ปั้นจั่นร้องออกมาสุดเสียงเพราะคิดว่าจะชนแน่ ๆ เขาอึ้ง ตกใจกลัวจนเงียบค้างไป กองทัพลงมาจากรถด้วยสีหน้าอยากฆ่าคนเต็มที กระชากตัวเด็กคนนั้นมากันไว้ข้างหลังแล้วในจังหวะเดียวกันก็หันกลับมาซัดคู่อริด้วยหมัดหนัก ๆ คิรินทร์หันใบหน้าที่มีเลือดซึมตรงมุมปากกลับมาก่อนจะได้มีบทสนทนาอะไรเกิดขึ้น กองทัพก็ยกเท้ายันกลางลำตัวคิรินทร์อีกครั้ง เขาเสียหลักแล้วล้มลงไป กองทัพกระชากปืนสั้นขึ้นมาเล็งไปที่ตัวรุ่นพี่ที่ยังไง ๆ ก็ไม่มีวันญาติดีกับมัน!
“ก็กูบอกว่ากูไม่ให้ ถ้ามึงลุกขึ้นมา กูยิง!”
“อะไรของมึงไอ้เด็กเหี้ย กูชนะมึงบอกว่าจะใช้เด็กนั่นเป็นของเดิมพันแล้วเสือกบ้าอะไรวะ!!!”
“กูไม่ให้ปั้นแล้ว มึงจะเอาเท่าไหร่บอกมาแลกกับตัวเมียกู”
“เมีย? ฮ่ะ ๆ อย่ามาพูดให้ขำ เด็กมันบอกกูแล้วว่ามันยังซิง...กล้าพูดนะมึง เอาปืนลงด้วย ไอ้สัสนี่…”
“อย่าเสือกเรื่องของกู คิงส์ เรื่องเงินกูจะโอนยัดในบัญชีมึงให้ ส่วนปั้นจั่นไม่เกี่ยวอีก ฟังและจดเข้ากบาลมึงด้วย…” กองทัพกดเสียงต่ำ เขาจ้องหน้าคิรินทร์เขม็ง อยากจะลั่นไกใส่มันจริง ๆที่บังอาจมาแตะต้องคนของเขา ถึงอย่างนั้นตอนนี้กองทัพคิดว่าเขาควรจะพาปั้นจั่นออกไปจากตรงนี้เสียก่อนที่คนของคิรินทร์จะแห่กันมา ตอนนี้มันตัวคนเดียวก็ถือว่ากองทัพยังโชคดีไป...
กองทัพขับรถออกมาจากพื้นที่ของคิรินทร์ด้วยความเร็วแสง... เด็กข้าง ๆ กายนั่งนิ่งและเงียบ ปั้นจั่นขอบตาแดงก่ำแม้ว่าตอนนี้จะโล่งใจที่ไม่ได้ตกเป็นของใครแต่ทำไมหัวใจมันยังเจ็บมากอยู่ดี
“พามาที่นี่ทำไม เราจะกลับบ้านของเรา” พอรถจอดหน้าบ้านของกองทัพซึ่งไม่ใช่ไม่เคยมาแล้วปั้นจั่นก็ปริปากพูดแต่ไม่มองหน้ากองทัพด้วยซ้ำ แค่ไม่อยากจะมอง...
“คุยกันก่อน”
“เราไม่มีอะไรจะคุย!”
“ปั้นครับ...ทัพขอร้อง ฟังทัพนะ ทัพรู้ว่าทัพผิด...ผิดไปแล้วจริง ๆ ทัพขอโทษ” กองทัพพูดเสียงอ่อนปนขอร้องให้ช่วยฟัง ปั้นจั่นเลือกที่จะหันหน้าออกไปมองนอกรถแทนที่จะหันไปหาเขา ให้อภัยและบอกว่าไม่เป็นไรเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา...
ครั้งนี้กองทัพทำเกินไปแล้วจริง ๆ
“…”
“ปั้นให้ทัพไถ่โทษด้วยวิธีไหนก็ได้ แต่ไม่เอาแบบนี้ ทัพโง่เองที่พูดออกไปแบบนั้น แต่ปั้นก็เห็นใช่ไหมครับว่าทัพไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรปั้นแน่...” กองทัพรั้งใบหน้าสะสวยให้หันกลับมามองหน้ากัน ปั้นจั่นเงียบ ปล่อยให้ความคิดบางอย่างมันค่อย ๆ ทำงานช่วยกันช้า ๆ เพราะว่าเขารักกองทัพบางส่วนถึงให้อภัยไปแล้วเกือบครึ่ง พอหันมามองหน้าเขายิ่งทำให้อ่อนไหวมากกว่าเดิมเสียอีก ทั้งรู้สึกโกรธ โมโหแต่ก็ยังรักเหมือนกัน บางครั้งปั้นจั่นก็หงุดหงิดที่เขาใจอ่อนให้กองทัพแบบนี้ง่าย ๆ หงุดหงิดที่ต้องแบกรับความรู้สึกพวกนี้เอาไว้...
“นะครับ... ทัพขอโทษ ดีกันนะ”
“ขอโทษอีกแล้วเหรอทัพ”
“ทัพรู้ว่าทัพผิดไง คนทำผิดแล้วรู้จักการขอโทษก็ควรที่จะได้รับการให้อภัยไม่ใช่เหรอ? ให้อภัยทัพเถอะนะปั้น ทัพผิดไปแล้วครับ...” สีหน้าของกองทัพเว้าวอน อ้อนวอนด้วยคำพูดเพราะ ๆ เขารั้งปั้นจั่นไปกอดจมแผงอกเพราะเห็นน้ำตาใส ๆ คลอหน่วยตาแล้วมันทำใจไม่ได้ กองทัพรู้สึกทำอะไรไม่ถูกได้แต่กอดปลอบและลูบกลุ่มผมนุ่มนิ่มไปมาอยู่แบบนั้น เขาแค่คิดว่าเบื่อและเราควรจะอยู่ห่างกัน แต่เพราะว่ากองทัพยังรักปั้นจั่นอยู่เลยทนเห็นปั้นจั่นไปกับคนอื่นไม่ได้
อืม... เขาพลาดเองแหละ โง่เง่าที่สุด...
“ฮึกก ฮะ อึก...เรากลัว ฮืออ”
“ขอโทษ”
“ฮึกก” ปั้นจั่นไม่พูดอะไรต่ออีก เอาแต่ร้องไห้อยู่อย่างนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะว่ายังกลัวเรื่องที่คิรินทร์ทำอยู่และที่ร้องออกมาเพราะมันรู้สึกเจ็บปวดภายในใจลึก ๆ อยู่เหมือนกัน เขารักกองทัพถึงได้เป็นแบบนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องยอมไปจนถึงเมื่อไหร่ ทุกครั้งที่ทำผิดก็แค่พูดว่าขอโทษงั้นเหรอ มันง่ายดีนะ...ว่าไหมล่ะ?
พอเริ่มเบื่อกองทัพก็แค่พูดง่าย ๆ ว่าขอห่างสักระยะ พอทำให้ร้องไห้ก็มาโอ๋ มากอดแล้วบอกว่าขอโทษ เรื่องมันจะวนไปวนมาแบบนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่ แถมเมื่อกี้คิรินทร์... คิรินทร์ก็ยังมาจูบกันอีกเพราะรู้สึกผิดกับเรื่องนั้นด้วยถึงยอมให้กองทัพง่ายดาย ถ้าบอกไปมีหวังเรื่องใหญ่แน่นอน...
“วันนี้นอนกับทัพนะ พรุ่งนี้ทัพจะพาปั้นไปทานก๋วยเตี๋ยวร้านที่ปั้นชอบด้วย พาปั้นไปดูหนังและกินไอศกรีมเยอะ ๆ เลยดีไหม?” กองทัพดันตัวปั้นจั่นออกแล้วยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้เบา ๆ เขาพูดแต่เรื่องที่ปั้นจั่นชอบเพราะรู้ว่าถ้าพูดและทำแบบนี้ อีกสักพักปั้นจั่นต้องยิ้มและยอมใจอ่อนให้แน่ ๆ
“ฮึก... อื้อ…”
เห็นไหมล่ะ...
เรื่องมันก็ง่าย ๆ แค่นี้...
คุณอาจจะชอบ





