ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย พันธะรักซาตานเถื่อน

พันธะรักซาตานเถื่อน

วิลาสินีตัดสินใจหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่เพื่อเลี้ยงดูลูกเพียงลำพังโดยไม่คิดพึ่งพาพ่อของเด็ก หลังจากที่เขาเคยมองข้ามความรักของเธอไปอย่างไม่ใยดี ทว่าเมื่อโชคชะตาเหวี่ยงให้ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้ง ความใกล้ชิดที่แสนหวานกลับทำให้เธอเริ่มหวั่นใจ เธอไม่แน่ใจว่าท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขาคือความรักที่แท้จริง หรือเป็นเพียงแผนการอันแยบยลเพื่อทวงสิทธิ์ในตัวทายาทกันแน่ ท่ามกลางความระแวงในใจ เธอจะกล้าเชื่อใจซาตานที่เคยทำร้ายจิตใจเธอได้ลงหรือไม่
ตอน
แชร์

ตอน 3

ศิรศักดิ์ เดชสุทธิรักษ์ นักธุรกิจหนุ่มมาดเพลย์บอยวัยยี่สิบหกปี เขาเติบโตมาจากบ้านเด็กกำพร้า ไม่รู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงคือใคร... แต่โชคดีที่มีครอบครัว ‘เดชสุทธิรักษ์’ รับอุปการะเอาไว้เป็นบุตรบุญธรรม ในครอบครัวบุญธรรมนั้นเองมีธุรกิจหลากหลาย บ้างกำลังก่อร่างสร้างตัว บ้างก็ล้มลุกคลุกคลาน สมาชิกในครอบครัวนอกจากมีผู้เป็นพ่อแล้ว เขามีพี่ชายอีกคนหนึ่ง ทั้งสองรักใคร่กลมเกลียวและสนิทกันมาก จะต่างก็ตรงนิสัย คมกริชเป็นคนจริงจังเอางานเอาการเพราะเป็นลูกชายคนโตของครอบครัว ถูกบ่มเพาะเรื่องความรับผิดชอบจากบิดามาตั้งแต่เด็ก ส่วนศิรศักดิ์ แม้จะถูกเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย แต่ด้วยความเป็นลูกชายคนเล็ก ก็ยังถูกตามใจอยู่บ้าง ศิรศักดิ์มีรูปร่างหน้าตาดีไม่แพ้คมกริช นี่จึงเป็นเหตุให้เขามีสาวๆ เข้ามาในชีวิตเยอะ รวมทั้งส่วนตัวเองก็เป็นคนเจ้าชู้มากเสน่ห์ บ่อยครั้งที่มีคำติฉินนินทาต่างๆ นานาว่าเขาไม่เอางานเอาการเหมือนผู้เป็นพี่ แต่ความจริงแล้ว เขาก็มีส่วนช่วยธุรกิจของครอบครัวไม่แพ้พี่ชายเลย เพียงแต่ภาพของความเป็นเพลย์บอยของเขามันจะชัดเจนล้ำหน้าความจริงจังเอางานเอาการไปสักหน่อย

เพลย์บอยหนุ่มอาบน้ำเสร็จ ออกจากห้องน้ำมาด้วยสภาพเปลือยท่อนบน ตลอดทั้งเรือนกายแกร่งกำยำพันรอบเอวหนาด้วยผ้าขนหนูเพียงผืนเดียว นั่นมันเป็นภาพชินตาที่วิลาสินีไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ถ้าเพื่อนคนนี้มาพักค้างอ้างแรมกับเธอ

“อาบน้ำแล้วก็ใส่เสื้อผ้าซะ มากินข้าวกัน” ขณะปากเอ่ยออกไปนั้น ดวงตากลมวาวก็เสมองไปทางอื่น เจตนาหลบสายตาจากภาพยั่วยุนั้น จริงอยู่ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเห็นศิรศักดิ์อยู่ในสภาพเปลือยท่อนบน แต่ระยะหลังๆ มานี้ ภาพเดิมๆ แต่เพิ่มเติมคือเธอรู้สึกร้อนรุ่มแบบแปลกๆ ทุกครั้งที่เห็นเขาอยู่ในสภาพนั้น

‘ทำไม... จู่ๆ ถึงเห็นความเซ็กซี่ของอีตาเพื่อนบ้าคนนี้ขึ้นมาได้’ วิลาสินีนึกตำหนิตัวเอง แถมอยากเขกหัวตัวเองเบาๆ ด้วยที่เผลอจินตนาการต่อไปเสียยาว ถ้าเพื่อนหนุ่มไม่มีผ้าเช็ดตัวผืนยาวใหญ่นั่น... จะเป็นยังไง

“แล้วมีให้ถอนหรือเปล่า?” ศิรศักดิ์ถามถึงน้ำสีอำพัน

“นี่ยังจะอยากเมาอีกหรือไง?” เพื่อนสาวตวาดแว้ดใส่หน้าเขา ปากร้ายก็จริง แต่ใจมีเจตนาเป็นห่วง ไม่อยากเห็นเพื่อนอายุสั้น

“มันปวดหัวน่ะ” เขาว่าพลางสะบัดศีรษะไปมาช้าๆ ราวกับว่าจะสลัดความเป็นหัวหนึบๆ ที่คลอบงำเขาอยู่ให้มันหลุดออกไปได้อย่างนั้นล่ะ

ไม่เลย... ปวดยิ่งกว่าเดิม

“อืม... มีเหลืออยู่ในตู้น่ะ ซื้อมาเป็นลังตั้งแต่คราวนั้นล่ะ ศักดิ์ก็รู้... เราไม่ใช่เมรีขี้เมานะ คราวก่อนศักดิ์ซื้อมาแค่ไหน ตอนนี้อยู่เท่าเดิมแหละ” วิลาสินีแถลงไข ไม่เข้าใจทำไมเพื่อนชอบซื้อเหล้าเบียร์มาตุนที่ห้องเธอไว้ทีละเยอะๆ

“เกือบลังน่ะนะ?” ว่าทั้งที่ยืนหันหลังให้หญิงสาว วิลาสินีจึงมองเห็นเพียงไหล่กว้างและแผ่นหลังแกร่งกับผิวขาวของเขา ยิ่งมอง... ก็ยิ่งพบว่าเพื่อนสมัยมัธยมคนนี้ ยิ่งโต... ยิ่งแตกหนุ่ม เขาก็ยิ่งดูหล่อเหลามากออกปานนั้น แต่ทำไมนะ มันถึงอกหักบ่อยได้ขนาดนี้ บางทีวิลาสินีก็ไม่เข้าใจ

“อืม...” หญิงสาวพยักหน้า “แต่ชงกับน้ำนะ ขี้เกียจลงไปซื้อโซดา” เธอคงไม่ทำตัวเป็นสาวเสิร์ฟหรอกนะถ้าเขาจะเมาต่อที่ห้อง เพราะมีงานบ้านต้องทำอีกตั้งเยอะตั้งแยะ นี่ว่าจะรีดผ้าต่อ เมื่อคืนคิดว่าพอเขาตื่นนอนกลับไป เธอจะเก็บกวาดเช็ดถูห้องเสียหน่อย แต่นี่สงสัยต้องเลื่อน เพราะเขาไม่มีท่าทีว่าจะกลับตอนไหนเลย

“เพียวๆ เลยละกัน” ชายหนุ่มว่า ทันพอดีกับมานั่งลงโต๊ะกินข้าว ก่อนมองสบตาเพื่อนสาว

“นีนี่... ยิ่งโต ก็ยิ่งสวยนะเนี่ย ทำไมตอนเด็กๆ ถึงขี้เหร่ไม่รู้เนอะ” เพื่อนหนุ่มพูดจากระเซ้า คนฟังถึงกับแก้มร้อนวูบ หัวใจสั่นด้วยความขวยเขิน ก็จู่ๆ เล่นมาชมกันซึ่งหน้าแบบนี้ ไม่เขินก็ไม่รู้จะว่ายังไง หรือน้ำเมาทำเขาถึงกับตาลาย ทำให้เธอที่เขาเคยมองข้ามกลายเป็นคนสวยขึ้นมาในพริบตา ถ้าเพราะฤทธิ์เหล้าทำให้เขามองว่าเธอสวย แม่จะให้เมาทั้งวันทั้งคืนเลยก็ได้ เธอก็ชอบนะเวลามีใครชมว่าสวยน่ะ ถึงแม้ความจริงเธอจะไม่ได้สวยขนาดนั้นก็ตาม

“คนบ้า ปากดีแบบนี้ให้กินดีมั้ยเนี่ย” เขินอายจนหน้าแดง แต่ยังมิวายโต้ออกไปแก้เก้อเขิน แก้มร้อนวูบวาบยังไม่พอ หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นรัวอย่างกับประทัดกำลังระเบิดในอก

“ล้อเล่นน่า... นี่ชมนะว่าสวย” เพื่อนหนุ่มยิ่งล้ออย่างนึกสนุก ก็บอกแล้วว่าเขาชอบแกล้ง ชอบเวลาวิลาสินีเขินอายเพราะเขา นี่กระมังที่เป็นเหตุให้ศิรศักดิ์คอยขวางลำเพื่อนฝูงคนอื่นๆ หวงก้างไม่ให้ใครเข้ามาแกล้งวิลาสินี ที่แท้ ตัวเองจะเก็บเอาไว้แกล้งคนเดียวล่ะสิไม่ว่า

“ขอบใจ กินๆ เข้าไปสิข้าวน่ะ” ว่าด้วยท่าทางกระเง้ากระงอด คนบ้า ชมกันอยู่ดีๆ คนฟังกำลังเคลิ้ม อยู่ๆ มาดับฝันกลางคัน บอกว่าล้อเล่น เพื่อนเล่นนายหรือไง ไอ้คนขี้อกหักเอ๊ย!

“จ้า”

สิ้นคำสนทนา เพื่อนสนิทสองหนุ่มสาวก็นั่งกินข้าวเช้า ในเวลาเกือบสิบโมง

“เอ้อ... นี่นีไม่ไปทำงานหรือ จะสิบโมงแล้ว” เพื่อนหนุ่มเพิ่งนึกขึ้นมาได้ วันนี้มันเป็นวันหยุดเสียที่ไหน แล้วที่เขาไม่ไปทำงานก็เพราะเมา แต่เพื่อนสาวนี่สิ เพราะเขาทำเพื่อนเดือดร้อนหรือเปล่า อดเป็นห่วงไม่ได้ เขาไม่น่าเอาตัวเองในสภาพน่าสมเพชมารบกวนเพื่อนสาวเลยจริงๆ

“โทรไปลาแล้ว อย่างกับไปได้งั้นล่ะ ศักดิ์ตื่นก็เกือบเก้าโมงแล้ว กว่าจะเตรียมของกิน เราคงไปถึงบริษัทเที่ยงพอดี” วิลาสินีเล่า ถ้าไปถึงบริษัทก็ปาไปครึ่งวันแล้ว สู้ลางานดีกว่าไหม ปกติเธอไม่ชอบลางานสักเท่าไหร่ แต่นี่เหตุสุดวิสัยจริงๆ จะทิ้งให้เพื่อนอยู่ห้องคนเดียวก็กลัวจะอดตายเสียเปล่าๆ กลับมาไม่อยากเจอศพ

“เราออกไปทีหลังก็ได้”

“แหม... ใครจะทำงั้น ข้าวน้ำยังไม่กิน เดี๋ยวก็หิวตายหรอก ว่าแต่ศักดิ์เถอะ ไม่ทำงานทำการหรือไง แล้วคิดได้ไงไปเมาคืนวันอาทิตย์?” ว่าจะไม่ถามแล้วเชียว พิษรักมันรุนแรงขนาดนี้เชียวหรือนี่ เป็นเธอหน่อยไม่ได้ ต่อให้ใครไม่รัก เธอก็จะรักตัวเอง แล้วไม่มีวันปล่อยให้ตัวเองเสียงานเสียการแบบนี้เด็ดขาด ยังมีคนเคยบอกเลยว่าจะให้ใครมารัก เราต้องรักตัวเองก่อน ชีวิตดี อะไรดี เดี๋ยวสิ่งดีๆ ก็เข้ามาเอง อย่างที่เขาว่ากันว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้อยู่ภายใต้กฎของแรงดึงดูดอย่างไรล่ะ วิลาสินีคิดไปเรื่อยเปื่อยขณะรอฟังคำตอบเพื่อน

“เมามาตั้งแต่คืนวันศุกร์แล้ว” เพื่อนหนุ่มตอบ เขารู้ดีว่ากำลังทำตัวเป็นคนไม่เอาถ่าน แต่เขาจะทำตัวแย่ๆ แบบนี้ ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้นล่ะ ไม่ใช่อะไรนะ รู้สึกผิด รู้สึกเกรงใจเพื่อนอย่างวิลาสินีอย่างสุดหัวใจ เขาเองรู้ดีมาโดยตลอดว่าเพื่อนรักและห่วงเขามากแค่ไหน แต่เมื่อหันกลับมามองตัวเองแล้ว ทำตัวไม่คู่ควรสมกับที่เพื่อนห่วงเลย

‘แกต้องทำตัวใหม่... ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วไอ้ศักดิ์!’ เขาเตือนตัวเอง

“หือ... นี่จะเมาเอาโล่ห์หรือไง?” วิลาสินีพูดเหน็บเพื่อนเข้าให้ ทั้งนึกหมั่นไส้ อีกใจก็นึกสงสาร คนอะไรหน้าตาก็ดีอยู่หรอก แต่ทำไมถึงได้อกหักรักคุดบ่อยขนาดนี้ หรือเรื่องหน้าตาจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้คนเรารักกัน... นั่นสิ เรื่องของความรัก มันน่าจะมีหลายๆ อย่างประกอบกันนะ วิลาสินีหญิงสาวผู้อ่อนประสบการณ์คิดเองเออเอง

“ก็คนอกหักน่ะ นี่ไงถึงบอกนี่อย่ามีเลยนะแฟน เจอพิษรักเข้า เห็นปางตายทุกคน” ตอกย้ำเพื่อนเข้าไปอีก อีกฝ่ายถึงกับค้อนขวัก แต่เขาไม่เห็น

“ฮึ แล้วไม่เห็นว่านายจะเข็ด เห็นรักผู้หญิงไปทั่ว” มิวายพูดเหน็บ ก็เพื่อนสนิทนี่นา มากกว่านี้ก็ว่ามาแล้ว ไม่เห็นจะมีใครโกรธใครเลยนี่

“ก็ไม่รู้สิ สมัยนี้สาวๆ สวยๆ มีเยอะแยะไปหมด แต่พอคบหาทำไมไม่เป็นนางฟ้าอย่างที่ฝันก็ไม่รู้” ศิรศักดิ์พ่อออกมาอย่างเซ็งๆ

“แล้วกับตาเป็นยังไงบ้างล่ะ?” วิลาสินีหมายถึงสุนิตา คนรักของศิรศักดิ์นั่นแหละ แต่เอ๊ะ... ต้องเรียกว่าแฟนเก่าหรือเปล่า ถึงจะถูก

“เขาทิ้งเราไปมีใหม่... ศักดิ์กับตา เราเลิกกันแล้ว” ศิรศักดิ์สารภาพเสียงอ่อย แววตาฉายแววละห้อยเหมือนชีวิตนี้ไม่มีค่าที่ควรมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

“รักหรือเปล่า?”

“รักสิ ไม่รักจะเมาขนาดนี้เหรอ” ศิรศักดิ์ตอบเสียงห้วน ไม่รู้ตัวเลยว่าคำตอบของตนกำลังทำหัวใจของอีกฝ่ายห่อเหี่ยวลงในบัดดล

“ทำไมไม่ง้อล่ะ” แม้ภายในจะรู้สึกเศร้า แต่ก็ยังมิวายแนะนำเพื่อน บางทีการง้อผู้หญิงด้วยความพยายามศิรศักดิ์อาจไม่ต้องกลายเป็นขี้เมาจนน่าสมเพชแบบนี้ก็ได้นะ

“เขาอยู่ให้ง้อก็ดีน่ะสิ ตาบินไปเมืองนอกแล้ว” แถมยังไม่ให้ศักดิ์รู้ด้วยว่าหนีไปไหน สงสัยกลัวเราจะตามไปหรืออย่างไรไม่ทราบได้

“โธ่... น่าสงสาร อย่าคิดมากนะ คนเรา คู่กันแล้วไม่แคล้วกันหรอก ไม่แน่นะ สักวันคุณนิต้าอาจมาง้อขอคืนดีกับศักดิ์ก็ได้นะ” วิลาสินีพูดปลอบใจเพื่อน เธอทำได้หลายบุคลิกกับเพื่อนคนนี้ โอ๋มากก็ไม่ดี ดุมากไปก็ไม่ได้ บัดเดี๋ยวเตลิดขึ้นมาจะยุ่ง เธอสงสารเสียมากกว่า เพราะเขาไม่มีใคร ไม่มีญาติสนิทที่แท้จริงเพราะอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ เพื่อนสนิทก็ไม่มีที่ไหน ตอนเด็กๆ รู้จักกันที่โรงเรียน เขาก็เป็นเด็กกำพร้าที่ครูใหญ่ดูแลอุปถัมภ์ พอหมดบุญครูใหญ่ ศิรศักดิ์ก็ค่อนข้างดิ้นรน ตรงจุดนี้เอง เธอจึงไม่เคยคิดจะทอดทิ้งเพื่อนคนนี้ เพราะเธอนั้นมีพร้อมทุกอย่าง มีครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อแม่พี่น้อง วงศาคณาญาติยั้วเยี้ยไปหมดเลย มีโอกาสได้เรียน จบก็ได้งานทำดีๆ มีเงินเดือนพอเลี้ยงตัวได้ อยู่อย่างพอเพียงไม่ฟุ้งเฟ้อก็พอมีเงินเหลือเก็บบ้างนิดหน่อยในแต่ละเดือนเอาไว้ใช้ยามแก่เฒ่า เท่านี้เธอก็มีความสุข เมื่อมองความสุขของตัว มองออกไปเห็นคนอื่นขาด ก็อดที่จะหยิบยื่นความมีน้ำใจให้เขาไม่ได้ นี่ล่ะคือสายใยบางๆ ของความห่วงใยที่เพื่อนมีต่อเพื่อน หญิงสาวเองก็พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะควบคุมข่มใจให้มันเป็นความรู้สึกแบบเพื่อนไปนานๆ แต่ดูเหมือนช่วงหลังๆ มันจะมีสัญญาณบางอย่างที่เตือนว่า... ไม่เหมือนเดิมแล้ว ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขา มันไม่เหมือนเดิม

“ให้มันจริงเถอะ” เขาสำทับขึ้นมา น้ำเสียงเย้ยหยันในโชคชะตาตนเอง พอดีกับที่เสียงเข้มๆ ของเขาปลุกวิลาสินีให้ตื่นจากภวังค์ เธอเผลอคิดอะไรเพลินไปหน่อย

อิ่มข้าวแล้ว วิลาสินีก็เก็บโต๊ะกินข้าว แต่มือแกร่งของศิรศักดิ์รีบคว้าหมับรั้งร่างเล็กเอาไว้ “นี... ดื่มเป็นเพื่อนเราหน่อยสิ” ถ้อยคำเชื้อชวนมาพร้อมกลิ่นแอลกอฮอล์กรุ่นปะทะเข้าจมูกเพื่อนสาวอย่างเลี่ยงไม่ได้

“โอ้ย... ไม่เอาหรอก นี่ยังกลางวันแสกๆ จะเมาอะไรแต่หัววัน” วิลาสินีมิวายแขวะเพื่อนกลับ เมาก็ให้เมาแค่พอหอมปากหอมคอได้ไหม นี่จะเมาให้เสียชาติเกิดกันเลยหรือไง รักอะไรนักหนาผู้หญิงคนเดียว คนที่ไม่รักตัวเองแล้วใครเขาจะมารัก ศักดิ์ทำแบบนี้ ผู้หญิงที่ทิ้งไปถ้ารู้เขามีแต่จะสมเพช กับสะใจ ทางที่ดีควรหันมารักตัวเองแล้วทำชีวิตให้เจริญๆ ขึ้นมันถึงจะดีและสะใจกว่า ให้เขารู้ว่าพอแม่นั้นทิ้งไปแล้วชีวิตเขาเจริญขึ้นสักแค่ไหน แม่นั่นจะได้รู้ตัวว่าที่ผ่านมาอยู่เป็นตัวถ่วงดวงชะตาเขาเสียตั้งนาน

“เลิกทำตัวน่าสมเพชได้แล้วศักดิ์ หันมารักตัวเองบ้างเถอะ” วิลาสินีเสียงเข้มดูจริงจังจนอีกฝ่ายหยุดจ้องนาน หญิงสาวพูดด้วยหมดความอดทน ที่ว่าหมดความอดทนในที่นี้คือ เธอไม่อยากทนเห็นเพื่อนทำตัวต่ำกว่าหมาแบบนี้อีกแล้ว ผู้หญิงทิ้งทีก็ฟูมฟายจะเป็นจะตาย หันหน้าหาเหล้ายา ทำตัวแบบนี้ ผู้หญิงดีๆ ที่ไหนเค้าจะรักลงกันเล่า

“น่า... “ เพื่อนชายลากเสียงยาวเป็นเชิงอ้อน พร้อมทำตาปริบๆ ใส่หน้าวิลาสินีที่ยืนส่ายหน้าอยู่ก่อนแล้วอย่างอ่อนใจ ‘อายุเท่าไหร่แล้วเนี่ย... ยังทำเป็นเด็กๆ ไปได้ นี่ละมั้ง...เป็นต้นเหตุให้สาวๆ ทิ้ง’ มิวายคาดเดา ก็ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะชอบผู้ชายที่มีความเป็นผู้นำ สุขุมลุ่มลึก น้อยนะที่จะชอบคนขี้เล่นเป็นมิตรแบบที่เพื่อนเธอกำลังทำอยู่

บางที... อยู่กับสาวอาจจะมีความเป็นผู้นำก็ได้มั้ง แต่กับเรา เพื่อนสมัยเรียน ก็เลยปล่อยตัวตามสบาย... วิลาสินีเดา

“ไม่เอา นีจะล้างชาม เดี๋ยวต้องลงไปซื้อของกินไว้ตอนเที่ยงอีก แล้วนี่ศักดิ์จะกลับตอนไหน”

“...”

“เอ่อ... นีหมายความว่าศักดิ์จะกลับตอนไหน นีจะได้ซื้อกับข้าวมาเผื่อไว้ไง” วิลาสินีอ่านแววตาคู่นั้นออกเชียวล่ะ ศิรศักดิ์มองมาอย่างกับน้อยใจว่าเธอไล่ เธอจะไล่เขาได้ลงคองั้นหรือไง เป็นไปได้ก็อยากให้อยู่ด้วยกันนานๆ นั่นล่ะ แต่อย่างว่า ต่างคนต่างต้องทำงาน อีกอย่างสถานะแค่เพื่อน อยู่ค้างอ้างแรมแบบนี้ ชาวบ้านใกล้เคียงได้นินทา แต่ถึงจะมีใครนินทาวิลาสินีก็ไม่แคร์หรอกนะ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ในเมื่อเธอบริสุทธิ์ใจเสียอย่าง คนที่มีใจคอสกปรกเป็นทุนก็คิดอะไรๆ สกปรกต่ำทรามตามสันดานอยู่แล้ว แบบที่เรียกว่า เอามาตรฐานตนเองไปวัดคนอื่น ตัวชั่วก็คิดว่าคนอื่นจะชั่วอย่างตน ประมาณนั้นล่ะ ถ้าวิลาสินีแคร์คำนินทาของคนทั้งโลก เธอคงมิต้องทำอะไรแล้วกระมัง คนเราดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว เธอไม่แคร์เสียอย่าง ไม่ได้ทำใครเดือดร้อนนี่ เพื่อนเมา เพื่อนอกหัก เพื่อนเดือดร้อนมาพึ่งพา เธอจะใจดำเหรอ

“สร่างเมาก็กลับแล้ว” เขาว่า แต่จากอาการ วิลาสินีมองแล้วตอบได้ทันทีว่าไม่น่าจะไหว...

“จะสร่างได้ยังไง ในเมื่อยังกระดกแก้วเหล้าต่อเนื่องไม่หยุดแบบนี้” ไม่ได้ดูถูกเลยนะ แต่อาการเขามันฟ้องอยู่เห็นๆ แบบนี้เดินไปนอนเองได้ที่เตียงก็คิดว่ายากแล้ว เธอคิดพลางส่ายศีรษะอย่างระอา แต่ต่อให้รู้สึกระอาแค่ไหน เธอก็คงใจร้ายกับเขาไม่ได้ ยังไงก็ต้องช่วยอยู่ดี รู้ทั้งรู้ว่าช่วยเขาแล้ว มีแต่เราที่จะยิ่งเจ็บ นับวันยิ่งเจ็บลึกเมื่อพบว่าผู้หญิงอื่นมีอิทธิพลกับเขามากมายถึงเพียงนี้ ‘ทำไมไม่รักตัวเองบ้างนะศักดิ์... มีคนดีๆ อีกตั้งเยอะตั้งแยะรอที่จะรักนาย... ดูแลนาย’

“น่า...” ยังจะทำเสียงอ้อนอีกแน่ะ

“ไม่ บอกว่าไม่ไง นีมีงานต้องทำ”

“ตามใจ งั้นเราขอนั่งดื่มต่อไปอีกหน่อยนะ มันยังเครียดๆ อยู่เลย มันเฮิร์ทน่ะ”

“อืม... ตามสบาย” เพื่อนสาวอนุญาต ก่อนที่วิลาสินีจะเดินเอาถ้วยชามไปล้างที่ห้องครัวอยู่เงียบๆ พลางส่ายหน้าด้วยความห่วงเพื่อน คนอะไรเจ็บไม่รู้จำ ไปทำอีท่าไหนผู้หญิงถึงได้ทิ้งมาแบบนี้ ไม่รู้จะสงสารหรือสมน้ำหน้าดี

หลังจากล้างจานชามเรียบร้อยแล้ว วิลาสินีก็ลงไปด้านล่างของอพาร์ทเม้นท์ ด้านล่างนอกจากมีร้านขายของกินแล้ว ยังมีร้านสะดวกซื้อ และเดินถัดไปหน่อยมีตลาดนัดในช่วงกลางวันสำหรับโกยเงินจากกระเป๋าพนักงานออฟฟิศละแวกนั้น เพราะที่นี่เป็นซอยเล็กๆ ที่มีพนักงานบริษัทเดินลัดเลาะจากตึกสูงมากินข้าวช่วงพักกลางวันเยอะ และวันนี้ก็ดูคึกคักมากเป็นพิเศษ

วิลาสินีหาซื้อกับข้าวได้พอประมาณ แล้วยังมีน้ำใจไม่ลืมซื้อกับแกล้มไปฝากเพื่อนด้วย เนื้อแดดเดียวทอด ยำหอยแครง กับยำหอยนางรม... เมนูหลังเธอกะซื้อมากินเองหลังเพื่อนกลับไปแล้ว ก็มันเห็นแล้วน้ำลายไหลนี่นา... จะว่าเธองกกินก็ไม่ว่าหรอกนะ ของอร่อยบางทีก็ต้องแอบเก็บไว้กินคนเดียว

นี่ซื้อยำมาให้ก็มีน้ำใจต่อเพื่อนแล้ว ความจริงก็ไม่อยากให้เพื่อนเสียใจแล้วเอาเหล้าเป็นที่พึ่ง แต่คิดว่าพอเพื่อนคิดได้ คงเลิกเหล้าได้สักวัน วันนี้เธอเห็นว่าเพื่อนกำลังอยู่ในภาวะเสียใจฟูมฟายเพราะพิษรัก ก็เลยยอมตามใจหน่อย แต่คราวนี้จะให้เป็นครั้งสุดท้าย วิลาสินีตั้งใจว่าจะยื่นคำขาดกับศิรศักดิ์สักทีว่า ต่อไปคงมาพักค้างอ้างแรมที่ห้องเธอแบบนี้อีกต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะมันไม่เหมาะสม

“กลับมาแล้วหรือนี?” น้ำเสียงเอ่ยขึ้นมาถาม ฟังดูก็รู้ว่าเริ่มเมากึ่มๆ

“ใช่... ของกินเยอะแยะเลย” ว่าพลางวางถุงกับแกล้มลงบนโต๊ะกินข้าว ที่บนโต๊ะมีเพียงแก้วเหล้าผสมน้ำเปล่ามีน้ำแข็งก้อนเล็กก้อนน้อยที่ละลายจนแก้วมีเหงื่อเกาะพราวอยู่โดยรอบ

“บ่ายสองแล้วนะ ถอนไปถึงไหนแล้ว” คำถามที่เจือแววประชดประชันอยู่เล็กๆ เพื่อนมองมาตาแดงฉ่ำ จะต้องถามทำไมว่าถอนถึงไหน ถอนจนเมาอีกรอบล่ะสิไม่ว่า... เมื่อไหร่จะคิดได้นะศิรศักดิ์ เมื่อไหร่จะรู้ตัวว่ามีคนดีๆ อีกคนที่รักและห่วงอยู่ แล้วก็ใจสลายทุกครั้งที่เห็นซมซานเจียนตายมาเพราะผู้หญิงคนอื่นแบบนี้

‘เมื่อไหร่จะหายโง่...’

“ก็ถอนไปเรื่อยๆ ล่ะ นี... มากินเป็นเพื่อนกันสิเร็ว...” คนตาแดงเอ่ยชวนเสียงยานคาง มันน่าตีนักเชียว

“ไม่เอาอ่ะ” ว่าพลางเดินผ่านโต๊ะไป เอาถุงอาหารไปเก็บ บางอย่างต้องเอาเข้าตู้เย็น แต่เพื่อนสนิทกลับไม่เลิกล้มความตั้งใจ เดินตามเข้ามา เซเหมือนจะล้ม จนเซมากอดวิลาสินี กลิ่นเหล้ารวยรินอยู่ปลายจมูกหญิงสาว

“นั่งกินไปเลยตามสบายนะ นีจะรีดผ้าสักหน่อย” ว่าพลางยกชั้นรองรีดขึ้นมากาง แล้วก็จัดการรีดผ้าไปไม่ได้สนใจเพื่อนชายที่นั่งดื่มเหล้าเคล้ากับแกล้มไปเรื่อยๆ พอยำหอยแครงหมด เขาก็เอายำหอยนางรมมาแกล้มต่อ พอดีไปหยิบน้ำแข็งที่ตู้เย็นเจอถุงยำเหมือนกันเลยหยิบมา เข้าใจว่าวิลาสินีคงใจดีซื้อมาให้เขาอีก ลาภปากชะมัด

ระหว่างเพื่อนหนุ่มนั่งดื่มเหล้าไป เขาก็ดูทีวีไปด้วย พอดีช่วงนี้มีถ่ายทอดมวยไทย ก็เลยดูเพลินๆ เพราะอีกฝ่ายนั่นไม่สนใจเขาแล้ว เอาแต่รีดผ้า รู้งี้ขนเสื้อผ้ามาให้นีรีดให้ด้วยคงจะดี

กว่าวิลาสินีจะทำอะไรเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบหกโมงเย็น ท้องฟ้าด้านนอกเกือบมืด เห็นเพื่อนถอนจนจะเมาอีกรอบ หญิงสาวก็เอาแต่ส่ายหน้า

“ไงล่ะ... ถอนจนได้เรื่องแล้วสิ” วิลาสินีเอ่ยถามพร้อมส่ายหน้าช้าๆ หลังวางมือจากงานบ้านแล้วเรียบร้อย เพราะดูจากสภาพแล้วก็คงเมาได้ที่อีกตามเคย

“ไม่เมาน่า... มากินด้วยกันสินี” เขาเอ่ยชวนน้ำเสียงฟังดูอ้อแอ้เต็มที

“โอ๋ย... เมาขนาดนี้ ไหวหรือเปล่าเนี่ย หมดไปกี่ขวดเข้าไปแล้วล่ะ?” วิลาสินี่เสียงแหว

“ขวดเดียวเอง... มาดื่มเป็นเพื่อนกันนะคร้าบ...” ว่าพลางเอื้อมมาไปหยิบแก้วที่ถาดวางแก้วบนตู้เย็น

“โอย... คนเมามันบ้าอย่างนี้นี่เอง นี่เมาแล้วยังเอาแต่ใจด้วย โอเคๆ งั้นก็ได้ จะนั่งเป็นเพื่อนก็แล้วก่อน ปล่อยนีก่อน แล้วกลับไปนั่งที่โต๊ะเลยไป” เพื่อนสาวว่า คนเมาหัวเราะกิ๊กจนอีกฝ่ายต้องขึงตาใส่เพื่อกำราบ

สักพักทั้งคู่ก็นั่งดื่มไปพร้อมกัน ศิรศักดิ์ก็ยิ่งเมาเข้าไปอีก พอความเมาได้ที่เขาก็ยิ่งระบายถ้อยคำอัดอั้นตันใจ จากที่ฟัง ดูเหมือนครั้งนี้ เขาจะรักผู้หญิงที่ชื่อสุนิตาคนนี้เอามากๆ ร้องไห้ฟูมฟาย วิลาสินีมีโอกาสได้เห็นน้ำตาผู้ชายก็คราวนี้ล่ะ

“กับแกล้มหมดแล้วอ่ะนี...” ศิรศักดิ์เอ่ยขึ้น หลังจากกับแกล้มอันได้แก่ยำหอยแครง และยำหอยนางรมเพิ่งหมดเกลี้ยงจานไปสดๆ ร้อนๆ หญิงสาวเบ้หน้าพร้อมส่ายหน้าอย่างระอา เพื่อนคนนี้เอากับเขาสิ ท่าทางจะเสียใจจริงๆ

“จริงด้วย นี่ยังไม่เมาอีกเหรอ?” กินตั้งแต่เช้าจนนี่จะค่ำแล้ว กินจนกับแกล้มหมดไปแล้วด้วย

“เหล้ายังไม่หมดเลย” ศิรศักดิ์ตอบมองมาด้วยสายตาเคลิ้มๆ

“จะให้หมดลังเลยเรอะ?” วิลาสินีย้อนด้วยความเหลืออด เธอเหนื่อยแล้วนะ

“เสียดายของน่ะ” ว่าจบก็กระดกก้นแก้วขึ้นจนเครื่องดื่มสีอำพันไหลเข้าสู่ปากเหลือไว้เพียงก้อนน้ำแข็งติดแก้วเหล้า

“ฮึ เอาๆ กินต้มยำไก่บ้านมั้ย นีซื้อมาเดี๋ยวเอามาอุ่น”

“เอาๆ อยากกิน”

“เดี๋ยวอุ่นให้นะ รอนี่ล่ะ” พูดจบวิลาสินีก็ลุกพรวดขึ้นไปเปิดตู้เย็น เสียงถุงพลาสติกดังแกรกๆ เมื่อถูกหญิงสาวคุ้ยหาเมนูสุดอร่อย ก่อนเจอถุงต้มยำไก่บ้านตามที่ว่า

“เอ๊ะ... ถุงยำหอยนางรมไปไหน นีซื้อแล้วลืมเอามาจากร้านหรือเนี่ย” หญิงสาวทำหน้างง หากแต่เพื่อนหนุ่มยิ้มกว้างขวาง มองมาด้วยดวงตาหวานเฉิ่ม พร้อมจิ้มนิ้วชี้มาที่ท้องของตัวเองด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หมายความว่าไง... นี่กินเข้าไปทั้งถุงงั้นเหรอไอ้เพื่อนบ้า” โอ๊ย... มันน่าแค้นนัก ของโปรดเธออุตส่าห์ซื้อมาเก็บไว้ ตั้งใจว่าจะเอามากินแซ่บๆ หลังจากเพื่อนกลับ ที่ไหนได้ ขโมยมากินแกล้มเหล้าจนจะเกลี้ยงอยู่แล้ว ไอ้เพื่อนบ้า มันน่าฆ่าให้ตายไปพร้อมๆ กับหอยนางรมจริงๆ เลยมั้ยเนี่ย

“อ้าว... ก็ใช่น่ะสิ”

“คนบ้า... อุตส่าห์ซื้อมาจะกินให้อร่อยเสียหน่อย ปาดหน้าเค้กแบบนี้ได้ยังไง คนบ้า! ไอ้เพื่อนบ้า!!” วิลาสินีโวยวายใหญ่ แต่แปลกถึงจะโมโหเพื่อนมากแค่ไหนแต่เธอก็ไม่คิดจะโกรธเขาเลยสักครั้ง

“อ้าว นึกว่าซื้อมาให้” พูดกลั้วเสียงหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดี ท่าทางเมาได้ที่แล้วจริงๆ กระมัง มันน่าฟ้อนเล็บข่วนหน้าหล่อๆ ของเพื่อนนักเชียว จะกินทำไมไม่ถามก่อน คิดแล้วมันน่าโมโห แต่ก็นะ โบราณว่าไว้ อย่าถือคนบ้าอย่าสาคนเมา สงสัยจะจริง เพราะถือสาหาความไปก็ไร้ประโยชน์ ก็ดูสิ สาระรูปแทบดูไม่จืดเลย วิลาสินีคิดพร้อมส่ายหน้าระอาอย่างช้าๆ

“ยำหอยแครงก็เกินพอแล้ว คนบ้า บ้านช่องไม่รู้จักกลับ” โมโหจนพาลไล่ ไม่เอาแล้ว ไม่ดูลงดูแลแล้วเพื่อนแบบนี้

“นี่จะกลับแล้ว” คนเมาทำเสียงอ้อยสร้อย “ใครๆ ก็ไม่รักศักดิ์... เพื่อนยังไม่รักเลย...” ทำเสียงอ้อนจนอีกฝ่ายใจอ่อน จะว่าไป... ถึงขั้นรู้สึกผิดเลยนะเนี่ย

“ไปตอนนี้ก็ไม่ให้กลับหรอก เมาหมดสภาพแบบนี้เดี๋ยวก็ทำร้ายคนอื่น หรือไม่ก็จะถูกปล้นเอา”

“เฮอะ... ห่วงหรือจ๊ะ”

“ไม่ห่วง แต่ไม่อยากเดือดร้อน ศักดิ์ก็รู้นอกจากเรา ศักดิ์รู้จักใครที่ไหน” ต่อให้ศักดิ์ได้ชื่อว่าเป็นทายาทนักธุรกิจที่มีเงินทุนหนาแต่เขาก็โดดเดี่ยวมาแต่ไหนแต่ไร ไม่มีเพื่อน แต่ถ้าสาวๆ ก็ว่าไปอย่าง แต่เขาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่ผู้หญิงคนไหนสักคนเหมือนกัน เพราะวิลาสินีก็ไม่เห็นว่าเขาจะยังคงความเป็นเพื่อนกับสาวๆ ที่เขาเคยควงเลยสักคนเดียว

“ไม่มี... นีดีที่หนึ่ง” ศิรศักดิ์ชมมองมาดวงตาเชื่อมช้อย

“ดีที่หนึ่ง แต่ไม่เห็นจะทำอะไรดีๆ ตอบแทนคืนมาบ้างเลย” หญิงสาวพึมพำอย่างนึกน้อยใจ นี่ยังเจ็บใจเรื่องยำหอยนางรมอยู่ไม่หาย มันน่าแค้นนักเชียว คนอุตส่าห์มีหวังจะได้กินอร่อยๆ มีแมวขโมยมากินไปก่อน

แค้น

“มานั่งกินเป็นเพื่อนกันเร็ว นั่งคนเดียวไม่สนุก” ชวนด้วยดวงตาฉ่ำเยิ้มที่พยายามกระพริบแพรวพราว ทั้งยั่วทั้งอ้อนเพื่อนในคราวเดียวกัน ก็มันจริงนี่นา เขามีเพื่อนคนเดียวที่รู้จักคือวิลาสินี เวลาเพื่อนโกรธ เขาอยู่ไม่สุขหรอก อย่างเมื่อครู่นี้ ที่เมาๆ อยู่แทบจะสร่างเมาให้ได้ ก็ใครจะไปรู้ว่าเพื่อนหวงเรื่องกินเสียขนาดนั้น แต่ก็อย่างว่าละนะ ยำหอยนางรมของดีราคาแพง แต่เอ๊ะ... แม่เพื่อนสาวนิยมกินอาหารแนวนี้ด้วยหรือ ไม่รู้หรือไงว่าเมนูที่ว่ามันบำรุงกำลังตรงไหนน่ะ

ว่าแล้วศิรศักดิ์ก็สะบัดหน้าซ้ายขวา แล้วไอ้ที่บำรุงนั่นน่ะ เขาซัดกินเข้าไปจนหมดถุง เอาล่ะทีนี้ จะเป็นเรื่องไหมละเนี่ย...

ในที่สุด หญิงสาวก็แพ้ลูกอ้อนของเพื่อนชายตัวแสบ วิลาสินีจำต้องใจอ่อนนั่งลงดื่มกินเป็นเพื่อนเขาไปได้สักพัก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์พร่องลงไป อีกทั้งกับแกล้มก็หมดอีกคราว...

และแล้ว... คนที่บอกว่าจะถอน ตอนนี้ก็เมาจนได้ที่ไปอีกรอบแล้วเรียบร้อย เมาจนหลับฟุบลงบนโต๊ะ ส่วนวิลาสินีก็รู้สึกมึนๆ กึ่มๆ เช่นกัน แต่ด้วยความที่ไม่ชอบดื่มเหล้า เธอจึงเพลิดเพลินกับการกินกับแกล้มมากกว่าดื่มเหล้า เพราะหญิงสาวรู้ตัวดีว่ามีลิมิตการดื่ม มาก-น้อยแค่ไหนจะเมา เธอจะไม่ปล่อยตัวเองให้ขาดสติไปอีกคนแน่นอน

พอเห็นว่าเพื่อนหมดฤทธิ์ หญิงสาวจึงลุกขึ้นเก็บโต๊ะกินข้าว แก้วเหล้าและเช็ดจนสะอาดเรียบร้อย จากนั้นค่อยมาดูสภาพเพื่อน

“น่าปล่อยให้นอนบนโต๊ะจนเช้านักเชียว” เธอว่าอย่างนึกแค้นไม่หายเรื่องยำหอยนางรมของโปรด

“อือ...” คนเมาครางอือ กลิ่นแอลกอฮอล์โชยหึ่ง นี่คงเป็นกลิ่นเหล้าที่ทับถมผสมผสานกันมาตั้งแต่คืนวันศุกร์แล้วสินะ

กว่าจะจัดการลากคนตัวโตมานอนที่เตียงได้สำเร็จ ก็เล่นเอาวิลาสินีแทบหอบ คนบ้าอะไรตัวหนักชะมัด นึกว่าแท่งหินยักษ์ลักษณะคล้ายถ้วยฟุตบอลโลกของสหพันฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่า[ฟีฟ่า- FIFA (Federation International Football Association) สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ เป็นองค์กรที่ดำเนินการในกีฬาฟุตบอลและเป็นองค์กรกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งเมื่อ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1904 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยจะเห็นได้จากชื่อในภาษาฝรั่งเศสที่ยังคงใช้มาถึงทุกวันนี้ ( Fédération Internationale de Football Association ) ประธานฟีฟ่าคนแรกคือ รอแบร์ เกแร็ง ปัจจุบันสำนักงานตั้งอยู่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์] ณ มอหินขาว[ มอหินขาว - หรือฉายา “สโตนเฮ้นจ์เมืองไทย” เป็นกลุ่มหินสีขาวขนาดใหญ่กลางทุ่งหญ้าบนเนินเขา รูปร่างคล้ายถ้วยฟุตบอลโลกของฟีฟ่า ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านวังคำแคน ตำบลท่าหินโงม อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา ห่างจากเขื่อนลำปะทาว 5 กิโลเมตร เป็นที่ท่องเที่ยวที่สวยงามตามธรรมชาติ]

แต่กระนั้น... เธอจัดแจงหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เขา

คราวหน้า... ไม่ต้องเอาผ้ามาวางหน้าผากอีกนะ นี่เมา ไม่ได้เป็นไข้ วิลาสินีนึกถึงคำพูดของเพื่อนเมื่อตอนกลางวัน แล้วก็เผลอยกกำปั้นขึ้นสูง อยากจะชกหน้าเขานักเชียว คนรึอุตส่าห์ดูแลเพราะห่วง แต่พอตื่นมาเท่านั้น แต่ละคำไม่มีขอบคุณกันเลยสักนิดเดียว

“นอนไปอย่างนี้แล้วกัน” เธอว่าพลางย่นจมูกใส่คนเมาที่นอนหลับพริ้มอย่างไม่อนาทรร้อนใจใดๆ ทั้งสิ้น

หลังจากเห็นว่าเพื่อนหลับสนิทด้วยฤทธิ์เหล้า เธอก็อาบน้ำบ้าง จะได้เข้านอน ว่าแต่เธอจะนอนพื้นงั้นเรอะ ก็ไอ้เจ้าเพื่อนบ้ามันครอบครองจับจองเตียงเธอไปเสียแล้วน่ะสิ

“ไอ้เพื่อนบ้า!”

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย เพียงรักลวงหัวใจ
9.7
เมื่อหัวใจถูกแบ่งแยกเป็นสองทาง เธอจึงต้องเผชิญกับความสับสนครั้งใหญ่ว่าจะยอมให้อภัยผู้ชายที่เคยสร้างบาดแผลลึกในใจได้หรือไม่ ในอดีตเขาเคยทำร้ายความรู้สึกและเอาเปรียบเธออย่างเลือดเย็น ทั้งยังใช้คำลวงเรื่องการหมั้นหมายมาผูกมัดเธอไว้ ทั้งที่ความจริงเขามีคนอื่นซ่อนอยู่ในใจมาโดยตลอด ท่ามกลางความเจ็บปวดจากการถูกหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอจะเลือกทางเดินไหนให้กับชีวิตที่ถูกบดขยี้ด้วยความรักจอมปลอมนี้ดี
หน้าปกนวนิยาย หนี้รักทาสเสน่หา
9.5
พิตตนันท์ต้องเผชิญกับความโหดร้ายของกัณติพัฒน์ที่ถูกความหึงหวงและโทสะบดบังจนไร้ความเมตตา เขาตราหน้าว่าเธอทรยศก่อนจะใช้กำลังลากเธอไปลงทัณฑ์บนเตียงเพื่อระบายความแค้น ชุดนอนถูกฉีกขาดท่ามกลางเสียงกรีดร้องอ้อนวอนที่ไร้ความหมาย ชายหนุ่มมอบบทเรียนแสนเจ็บปวดผ่านสัมผัสอันป่าเถื่อนที่สร้างรอยช้ำไปทั่วร่างสาว แม้เธอจะบอบช้ำจนแทบแหลกสลายแต่เขาก็ไม่หยุดยั้ง พิตตนันท์ทำได้เพียงภาวนาให้ช่วงเวลาที่แสนทรมานและรุนแรงนี้จบสิ้นลงเสียทีในอ้อมกอดที่เต็มไปด้วยไฟแค้นของมัจจุราชหนุ่ม
หน้าปกนวนิยาย สามีพันธกาลรัก
9.3
มิราวดีหญิงสาวผู้ถูกคู่หมั้นหักหลังจนชีวิตพังทลาย กลับได้รับความช่วยเหลือจากชายลึกลับที่มักปรากฏตัวในยามคับขันเสมอ เธอตัดสินใจแต่งงานกับเขาเพื่อรักษาตัวรอด โดยหารู้ไม่ว่าสามีคนนี้มีอายุยืนยาวมาหลายชั่วอายุคน ทว่าท่ามกลางความรักที่ก่อตัวขึ้น อดีตชาติอันขมขื่นกลับตามมาหลอกหลอน เมื่อวิญญาณปริศนาปรากฏตัวพร้อมทวงคืนร่างเพื่อชดใช้บาปกรรมเก่าที่เธอเคยทำไว้ในอดีต กลายเป็นบททดสอบความรักข้ามกาลเวลาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและพันธนาการที่ยากจะตัดขาด
หน้าปกนวนิยาย เจ้าสาวคุณอา
9.0
เรื่องราวความผูกพันของหญิงสาวที่มั่นคงในความรักที่มีต่อคุณอาเพื่อนบ้านสุดที่รัก เธอเฝ้ารอคอยเขามานานแสนนานด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม โดยมีความเชื่อมั่นในคำสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ว่าหากเป็นคู่แท้ต่อกันแล้ว ท้ายที่สุดโชคชะตาย่อมนำพาให้ทั้งสองได้กลับมาครองคู่กันอย่างแน่นอน เธอจึงยอมมอบหัวใจและความเชื่อใจทั้งหมดให้แก่ชายเพียงคนเดียวที่เธอรอคอยมาตลอดทั้งชีวิตเพื่อพิสูจน์ว่ารักแท้จะไม่มีวันพรากจากกันไปไหน
หน้าปกนวนิยาย มิตรพิศวาส (คุณเพื่อน ยอดยาหยี)
8.6
ความสัมพันธ์ระหว่างเล่ย์และลินเริ่มสั่นคลอนเมื่อความหึงหวงเข้าครอบงำ เล่ย์แสดงความน้อยใจที่ถูกมองเป็นเพียงเพื่อน พร้อมพาดพิงถึงนพชายหนุ่มที่เขาเข้าใจผิดว่าเป็นคนรักของลิน จนเกิดการปะทะคารมกันอย่างรุนแรง ลินพยายามอธิบายความจริงว่านพมีเจ้าของแล้ว และตอกกลับเล่ย์ด้วยคำถามที่แทงใจดำว่าเขาอยากข้ามเส้นจากเพื่อนมาเป็นสามีแทนหรือไม่ คำพูดที่ตรงไปตรงมาทำเอาเล่ย์ถึงกับอึ้ง ท่ามกลางความห่วงใยที่แฝงไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้งที่ยากจะอธิบาย
หน้าปกนวนิยาย ฉันจะไม่มีวันพบผู้ชายที่ฉันรักมาหลายปี
8.0
ตลอดเก้าปีที่เธอทุ่มเทดูแลชายผู้พิการบนรถเข็นด้วยความรัก เธอกลับพบความจริงที่น่าตกใจเมื่อเห็นเขาลุกขึ้นยืนได้ปกติและกำลังพร่ำบอกรักหญิงอื่นอย่างเร่าร้อน ชายที่เธอคิดว่าเย็นชาแท้จริงแล้วแกล้งพิการเพียงเพื่อรอคอย ‘จิ๋นจิ๋น’ พี่สะใภ้ม่ายทรงเสน่ห์ของเขาเอง ความทุ่มเททั้งหมดของเธอพังทลายลงทันทีเมื่อรู้ว่าตนเองเป็นเพียงส่วนเกินในแผนการหลอกลวงเพื่อครอบครองผู้หญิงที่เขาถวิลหามานานนับสิบปีโดยไม่สนความถูกต้องใดๆ