
จับนายไว้ในอ้อมกอดฉัน
ตอน 2
Chapter 2
ลิ้นอุ่นชื้นไล้เลียนิ้วเรียวสลับปากหนาขบเม้มกัดก่อนที่คนตัวใหญ่กว่าจะทรุดกายลงนั่งคร่อมสองขาของคนตัวเล็กและยื่นมือไปสอดเข้าระหว่างลำตัวเพรียวบางดึงคนตัวเล็กให้ลุกขึ้นมานั่งพลางสองมือแนบบนใบหน้าพร้อมกับนิ้วเรียวลากไล้บนผิวแก้ม
แม้จะเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน หากยอดรักกลับเห็นความคิดถึงและความปรารถนาที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาคมเข้มที่มันทำให้เขารู้ว่าทุกอย่างกำลังจะเริ่มต้นพร้อมกับริมฝีปากหนาที่แนบลงมาบนริมฝีปาก ความอบอุ่นที่แฝงไว้ด้วยความอ่อนหวานและเร่าร้อนทำให้หัวใจยอดรักเต้นแรง สองมือเล็กยกขึ้นวางบนแผ่นอกกว้างกำยำ
“อื้อ” ยอดรักประท้วงออกไปเมื่อฟันของอีกฝ่ายขบกัดลงมาบนกลีบปากสลับลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปในโพรงปากอุ่นชื้นที่ปลายลิ้นรอเกี่ยวพันอยู่แล้ว ขณะที่มือหนาก็สอดเข้าไปลูบไล้ผิวกายเนียนเรียบที่ซุกซ่อนอยู่ภายในเสื้อกล้ามที่ชายเสื้อด้านล่างขาดอยู่หลายจุด ก่อนริมฝีปากหนาจะขบเคลื่อนลงมาคลอเคลียขบกัดซอกคอ
“เป็นหมาหรือไง กัดจริง” ยอดรักเผลอพูดอย่างอดไม่ไหว เมื่อรับรู้ว่าอีกฝ่ายขบเม้มกัดสลับเม้มดูดตั้งแต่ลำคอลงมาจนถึงหน้าอกของตนเองที่ตอนนี้น่าจะมีรอยแดงแต้มเป็นจุด ๆ แล้วก็ยังไม่ยอมหยุดด้วย
แต่นอกจากคนถูกกล่าวหาว่าเป็นหมาจะไม่โกรธแล้ว เขายังจะหัวเราะออกมาขณะดึงเอาเสื้อกล้ามที่ควรจะนำไปทำเป็นผ้าขี้ริ้วได้แล้วออกจากกายบางโยนทิ้งไปเพื่อตนเองจะได้แนบปากลงบนผิวเนื้อเนียนเรียบที่ต้องทำรอยเอาไว้ให้ชัดเจนมากที่สุด
“อื้อ” ยอดรักประท้วง ถึงเขาจะวาบหวามปั่นป่วนเพราะสัมผัสจากมือหนาที่ลูบไล้สลับหยอกเย้ากับน้องรักน้อย ๆ ของตนเอง แต่ก็เจ็บจี๊ด ๆ ระคนเสียวซ่านเพราะปากหนาของคนที่เขายังไม่รู้จักชื่อดูดเม้มและขบกัดผิวกายอย่างไม่ยอมหยุดเช่นกัน
เสียงลมหายใจของยอดรักหอบกระเส่าเมื่อปากหนาได้ค้นพบกับปลายยอดอกแล้วรีบขบเม้มกัดสลับเรียวลิ้นอุ่นชื้นไล้เลียขณะที่นิ้วยาวก็หยอกเย้ากับปลายยอดอกอีกข้างสลับเคลื่อนไปลูบไล้แผ่นหลังและเลื่อนไปบีบเคล้นบั้นท้าย
เพราะห่างหายจากการฝันถึงเรื่องนี้กับชายคนนี้นานแรมเดือนเพียงแค่กึ่งกลางกลายของเขาได้สัมผัสกับมือหนา มันก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที แต่ก่อนที่มันจะถูกสัมผัสมากไปกว่านั้น ก็...
“เป็นอะไรไปอีกวะมึง”
คนถูกถามเหลือบสายตามองเพื่อนสนิทที่แรกเจอคือศัตรูที่ต่อยตีกันจนเลือดอาบ ก่อนจะกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันได้อย่างไรก็ไม่รู้ แต่ทุกวันนี้เขานายศรวัณ ทิพย์ขวัญอยู่กับกันต์ธร พรพะนิจกุลคนที่เอ่ยถามและอัครพิชญ์ บูรณ์นิกรมากกว่าครอบครัวเสียอีก
“แค่...สงสัยตัวเอง เกิดอะไรขึ้น”
อัครพิชญ์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ยังไง”
“เหลามา” กันต์ธรถามแบบรัวลิ้นจากเล่ามาจึงกลายเป็นเหลาแทน
ร่างเล็กบางที่เอนตัวราบไปกับโต๊ะไม้หินอ่อนขณะที่สองแขนก็ยื่นตรงไปด้านหน้ารองรับกับคางมลที่วางอยู่ด้านบนรีบยันตนเองขึ้นมานั่งตรง ๆ ด้วยความเกียจคร้านระคนสับสนวุ่นวายใจ
“ความจริงไม่ต้องถามก็พอจะรู้...ที่มันฝันเปียกอยู่บ่อย ๆ แน่เลย” กันต์ธรเอ่ยพร้อมกับหัวเราะร่า เขากับอัครพิชญ์ล้อเลียนศรวัณเรื่องนี้ได้ตลอด แรก ๆ ก็ถูกโกรธอยู่นะ แต่หลัง ๆ มาดูเหมือนศรวัณจะลืมเรื่องถูกล้อเพราะเริ่มคิดถึงหน้าตาและอยากค้นหาคนที่ตัวเองฝันถึงอยู่บ่อย ๆ เสียมากกว่า
“ทำไมวะ ช่วงนี้มึงไม่ฝันถึงหนุ่มสุดหล่อคนนั้นหรือวะ” อัครพิชญ์ถาม
“ไม่ใช่”
“ถ้าไม่ใช่แล้วยังไงวะ ช่วยบอกให้กูสองคนเข้าใจหน่อยครับคุณเพื่อนมึง” กันต์ธรถามพร้อมกับจ้องหน้าเพื่อนเพื่อกดดัน ทั้งที่ความจริงก็ไม่ต้องทำอย่างนั้นหรอก เดี๋ยวศรวัณก็บอกออกมาเอง
“คือ...กูจะอธิบายกับมึงสองคนยังไงดี” เพราะเขาเองก็ยังรู้สึกว่ามันแปลกเกินกว่าจะบอกใครได้ “ขอกูเรียบเรียงคำพูดก่อนนะ” ศรวัณนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ในหัวก็เริ่มคิดว่าตั้งแต่คืนนี้ที่ความฝันเขาถูกขัดจังหวะจากเสียงโทรศัพท์ของเพื่อนรักทั้งสองที่กระหน่ำโทรหาเพื่อให้รีบออกจากบ้านมาดูผลการสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยด้วยกัน
“แล้วมึงจะคิดอะไรให้มากว่ะ มีอะไรก็บอกกันมาตรง ๆ ยังไงกูสองคนก็รับรู้เรื่องความฝันของมึงมาตั้งแต่ต้น ยังไงก็น่าจะเข้าใจไม่ยากหรอก ใช่ไหมพิชญ์”
“ใช่”
เมื่อสองเพื่อนรักพูดออกมาแบบนั้นศรวัณก็พยักหน้าและบอกกล่าวในสิ่งที่เขาสัมผัสได้หลังจากความฝันในค่ำคืนนั้น ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าคนในฝันได้มาหาจริง ๆ ไม่ได้ฝันอย่างเช่นที่ผ่านมาและรู้สึกเหมือนกับว่าได้พบเจอกับคนในฝันเดินอยู่บนถนนเดียวกัน บางครั้งก็เหมือนกับเดินสวนกันด้วยซ้ำ
“มึงจะบอกว่า...คนในฝันมาหามึงถึงห้อง แล้วทำอย่างนั้นกับมึง ทำแบบจริง ๆ จัง ๆ จนเสร็จ”
“มึงจะบอกว่ารู้สึกเหมือนกับได้พบคนในความฝันของมึงเดินสวนไปสวนมา พบเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนนเนี่ยนะ”
กันต์ธรและอัครพิชญ์พูดออกมาพร้อม ๆ กันด้วยความรู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะหากใช่...มันก็คือเรื่องที่แปลกประหลาดที่สุดที่เขาสองคนได้ล่วงรู้แล้วล่ะ
“มันก็...ทั้งใช่และไม่ใช่ คือ...จะบอกยังไง คือกูแค่รู้สึกว่าเขาคอยวนเวียนอยู่รอบตัว รู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้อยู่ห้องคนเดียว เวลาเหงา ๆ ก็เหมือนมีใครสักคนมากอด มันเหมือนกูได้รับรู้ว่าเขาคอยดูเวลาไปไหนมาไหนคนเดียว แล้วกูก็ยังรู้สึกว่า...กูได้ยินเสียงกระซิบที่ข้างหูด้วย ทั้งที่กูเองก็คิดว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่กูรู้สึกว่ามันเหมือนจริงมากเลยนะไอ้กันต์ ไอ้พิชญ์” ศรวัณบอกกับเพื่อนรัวเร็วจนแทบจับคำไม่ได้
เฮ้อ! อัครพิชญ์และกันต์ธรถอนหายใจออกมาพร้อม ๆ กัน
“กูว่า...อาการมึงหนักจนน่าจะไปหาหมอนะยอดรัก มึงเอาแต่คิดเรื่องนี้ไม่เป็นอันทำอะไร ตอนนี้อะนะ หน้าตามึงโทรมจนเหมือนกับคนป่วยมาเป็นเดือนแล้ว” อัครพิชญ์พยายามที่จะเบี่ยงเบนความคิดของศรวัณให้หลุดออกจากเรื่องของคนในความฝัน
“มึงสองคนไม่เชื่อกูเหรอ” ศรวัณมองอัครพิชญ์ก่อนจะหันไปทางด้านกันต์ธรที่พยักหน้ารับกับคำพูดของเพื่อน ในสายตาของทั้งสองคนเต็มไปด้วยความกังวลและห่วงใยในตัวเขา
“ถ้ามึงจะคิดเสียใหม่นะยอดรัก ถึงเรื่องมันจะแปลกจนไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่กูสองคนไม่ได้ไม่เชื่อที่มึงบอกมา เพราะร่องรอยบนตัวมึงที่กูกับไอ้พิชญ์เคยเห็น มันคิดไปทางอื่นไม่ได้เลย นอกจากเรื่องนั้น” กันต์ธรรีบพูดเมื่อเห็นใบหน้าเหมือนจะร้องไห้ของเพื่อน
คุณอาจจะชอบ





