
น้ำผึ้งไร้ปีก
ตอน 2
น้ำผึ้งอ้ำอึ้งอยู่นานว่าจะพูดขอบิดามารดาดีหรือเปล่า หญิงสาวรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าคงไม่มีผลแน่ ‘ถ้าเราไม่พูดไม่ขอจะได้รู้เหรอ’ น้ำผึ้งกลัดกลุ้มในใจอยู่นานก่อนตัดสินใจเอ่ยขอบิดามารดาทันที
“พ่อจ๋าแม่จ๋า ผึ้งอยาก ขะ...ขอ” เธอไม่กล้าที่จะเอ่ยขอทั้งๆ ที่ในใจนึกคำขอมาอย่างดิบดี ใบหน้าของเธอเศร้าลง
“อยากได้อะไรล่ะ บอกพ่อมาสิ” นายคะนึงเงยหน้าอันเหี่ยวย่นตอบผอม เพราะทำงานหนักมองลูกสาวสุดดวงใจ เธอยังนั่งก้มหน้ามือน้อยก็จับช้อนข้าวเขี่ยอาหารในจานสังกะสีไปมา
“ผึ้งอยากเรียน ก.ศ.น พ่อให้ผึ้งเรียนนะ มีเพื่อนหลายคนเลยที่เรียน ดวงใจก็เรียนด้วย...”
สองผัวเมียที่กำลังก้มหน้าก้มตาจัดแจงตักอาหารใส่จานทานกันก็ต้องเงยหน้ามองตากันแล้วถอนหายใจให้กันเบาๆ ทำไมสองผัวเมียจะไม่รู้ว่าลูกสาวสุดที่รักของเขาที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ใฝ่เรียนและอยากเรียนหนังสือมากแค่ไหน หลายครั้งแล้วที่ลูกสาวตรงหน้าเคยขอมาแล้วมากมายจนนับไม่ถ้วน
นายคะนึงและนางบัวมีสีหน้าเป็นกังวล เขาทั้งสองไม่สามารถทำให้ลูกสาวสุดรักได้สมหวังเลย ความสงสารลูกน้อยเกาะกินหัวใจของสองผัวเมียเป็นยิ่งนัก นายคะนึงที่นั่งอยู่ข้างลูกสาวเอื้อมมืออันดำกร้านเป็นสีน้ำตาลลูบบนเส้นผมอ่อนนุ่มของเธอ เเล้วเอ่ยบอกลูกสาวด้วยเหตุผลจำเป็นให้เธอเข้าใจ
“นังหนูเอ๋ย ลูกก็รู้ว่าพ่อกับแม่ไม่มีเงินนะ จะให้พ่อกับแม่ไปหาเงินที่ไหนมาให้ละลูก...”
“ผึ้งอยากเรียนนี่จ๊ะ ค่าสมัครเรียนแค่ 800 บาทเอง ให้ผึ้งเรียนนะพ่อไปยืมเงินแม่น้าลำดวนก่อนก็ได้ เเล้วผึ้งจะทำงานรับจ้างใช้หนี้เอง นะพ่อนะ ให้ผึ้งเรียนนะจ๊ะผึ้งอยากเรียน” เธอหันไปมองบัวด้วยความหวังอันสุดท้าย หญิงสาวต้องการให้มารดาช่วยพูดอีกเแรง
“แม่จ๋า...ผึ้งอยากเรียนให้ผึ้งเรียนนะจ๊ะ...”
“ลูกรักของแม่ ลูกก็รู้ว่าครอบครัวของเราไม่มีเงินเลยนะ ลูกจะให้พ่อบากหน้าไปยืมเงินแม่น้าลำดวนอีกหรือลูก เงินของเก่าที่พ่อไปเอามาก็ยังไม่ได้ใช้คืนแม่น้าลำดวนเลยลูก...”
“แม่!...” เปรยเสียงออกมาแผ่วเบา น้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา หญิงสาวอดที่จะร้องไห้ไม่ได้ เธอคลานเข้าไปหาอ้อมกอดของมารดาไม่อยากให้บิดามารดาเห็นน้ำตา
หญิงสาวใช้สองแขนโอบกอดเอวคอดบางผอมของมารดาแล้วซบหน้าลงตรงอกเล็กของมารดา นางบัวยกมือขึ้นมาลูบเส้นผมนุ่มนิ่มอย่างปลอบใจ นางก็สงสารลูกสาวจับใจกระซิบกระซาบกับลูกสาว น้ำผึ้งพยักหน้ารับทั้งที่ยังซบหน้าอยู่แบบนั้น หญิงสาวผิดหวังเสียใจและน้อยใจในความจนของครอบครัวแต่เธอก็ไม่เคยคิดโกรธเคืองผู้เป็นบิดามารดาเลยสักครั้งเดียว เธอยิ่งสงสารบิดามารดามากยิ่งขึ้นที่ต้องคอยทำงานหนักหาเงินมาเลี้ยงดูเธอกับน้อง ถ้าไม่มีสองคนนี้เธอกับน้องๆ จะเป็นอย่างไร หญิงสาวพยายามเงยหน้าขึ้นออกจากอกมารดา แล้วรีบหันหน้าหนีไปมองสิ่งแวดล้อมกลางทุ่งนาแม้จะมีน้ำตาเอ่อล้นเบ้าตาดวงโตก็ตาม
เธอกลั้นสะอื้นและกลืนกินคำสะอึกไว้ไม่ให้มีเสียงร้องไห้ออกมาให้บิดามารดารับรู้ เธอพยายามกลั้นน้ำตาที่ไหลออกมา น้ำผึ้งใช้หลังมือปาดน้ำตาลวกๆ ก้มหน้าทานข้าวที่เหลือแล้วจัดแจงเก็บสำรับที่เหลือใส่ปิ่นโตเพื่อเอาไว้ทานตอนเที่ยง หญิงสาวเอาปิ่นโตไปวางไว้กลางกะละมังใบใหญ่ที่มีน้ำเล็กน้อย แล้วเดินออกมาข้างนอกกระท่อมพร้อมกับวิทยุคู่ใจมานั่งข้างมารดาที่กำลังนั่งสานสวิงอยู่ตรงปลายกระท่อม เธอตรงเข้าไปกอดเอวบางของมารดา ก้มศีรษะลงหนุนบนหน้าตักของนางบัว
“ผึ้งรักแม่จ้ะ ผึ้งขอโทษ ผึ้งทำให้พ่อกับแม่ไม่สบายใจต่อไปนี้ผึ้งจะไม่ขอแบบนี้อีกแล้ว...”
“แม่ก็รักลูก รู้นะว่าบ้านเราจน” นางบัวหยุดสานสวิงแล้วก้มหน้าอันดำกร้านมองหน้าลูกสาว
“ต่อไปผึ้งจะไม่พูดไม่ขออีกแล้ว” เธอเงยหน้างามมองมารดาแล้วสะอื้นไห้กับหน้าตักมารดา
“อย่าร้องไห้เลย การเรียนหนังสือเป็นสิ่งมีค่าแต่ในเมื่อเราไม่มีเงินเรียน แม่คิดว่าเราหาวิธีเรียนรู้ด้วยตัวเอง อ่านหนังสือด้วยตัวเองก็ได้...”
“ผึ้งรักแม่จ๊ะ...”
“พ่อกับแม่เรียนจบแค่ปอ.สี่ ถ้าเราใฝ่รู้ หัดอ่านหัดเขียนเราก็จะอยู่ได้” เปรยบอกลูกสาว สงสารลูกสาวก็สงสาร น้ำผึ้งเงยหน้ามองมารดาแล้วลุกขึ้นกอดและหอมแก้มอันดำกร้านของนาง
“เดี๋ยวผึ้งจะออกไปเก็บผักบุ้งงมหอยขมนะจ๊ะ” นางบัวพยักหน้ารับพลางมองหน้าลูกสาวอย่างสงสารจับใจ หญิงสาวยืนตัวตรงไม่ลืมที่จะถือข้องน้อยที่แขวนอยู่บนเสาไม้กระท่อมไปด้วย
“แม่จะไปช่วยเก็บอีกแรงนะ เดี๋ยวเที่ยงมาแดดมันจะร้อนไปทางปลายนาติดกับนาลุงสักนะ แม่เห็นผักบุ้งออกยอดอ่อนเยอะแยะเลยแหละลูก...”
คุณอาจจะชอบ





