
ทะลุมิติมาปลูกผักพร้อมของวิเศษ
ตอน 2
ดวงตาของหญิงสาวที่เคยมีประกายอยู่บ้าง บัดนี้ว่างเปล่าดุจภาพสะท้อนของก้นมหาสมุทร ทั้งลึก มืด และหนาวเหน็บ
"ฉันกลับไปไม่ได้แล้วใช่ไหมคะ" เธอถามเสียงสะอื้น
ความจริงรู้อยู่แก่ใจ ชัดเจนอยู่ตรงนี้ตลอดมาตั้งแต่เธอรู้สึกตัว รอบกายนี้มีแต่ความว่างเปล่าที่ไม่อาจสัมผัส ใต้เท้าที่เหยียบอยู่ก็ไม่มีพื้น เห็นแต่ดวงดาวนับสิบเคลื่อนโคจรไปตามวัฏจักรที่ควรเป็น ดวงตาของนางเป็นของผู้มีคำตอบให้ตัวเอง บุรุษตรงหน้าจึงไม่ได้ตอบคำถามนั้น
ต้าเหนิงเงยหน้ามองคู่สนทนาเพียงหนึ่งเดียวช้าๆ รอบตัวของคนคนนี้ให้ความรู้สึกประหลาด มีทั้งความพิศวงและน่าเลื่อมใสปนๆ กัน รวมถึงรัศมีที่แผ่ออกมาทำให้เธอไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆ ได้นาน
"ถ้าดื่มมัน ฉันจะไปที่ไหน" น้ำแกงในถ้วยยังอุ่น สองมือประคองไว้ด้วยใจลังเล
"ก่อนจะไป ข้าจะให้บางอย่างอย่างกับเจ้า ถือเป็นของปลอบใจที่พามาโดยไม่ทันตั้งตัวก็แล้วกัน"
นี่ถือเป็นการเลี่ยงการตอบคำถามอย่างเนียนๆ หรือจริงๆ เขาเองก็ไม่รู้กันแน่ ต้าเหนิงคร้านจะเดาใจ เพราะทำไปก็เท่านั้น เธอรับเรื่องน่าเหลือเชื่อมากไปกว่านี้ยังไม่ไหวแล้ว
"สิ่งที่เจ้าจะได้ติดตัวไปมีเพียงสิทธิ์ในการขอพรได้ห้าครั้ง และถุงเฉียนคุนหนึ่งใบ จงเลือกใช้ให้ดี" พูดจบผู้ที่ดูเหมือนเป็นเทพเซียนคนนั้นก็เริ่มหายไปจากสายตาของเธอ
ชายชุดกลายเป็นผีเสื้อตัวเล็กๆ บินออกมาเหมือนฝุ่นธุลีต้องลม
"เดี๋ยวสิ เดี๋ยวก่อน!" เธอยังมีเรื่องอยากถามอีกหลายอย่าง แต่ก็ไม่มีสิ่งใดตอบรับมา พริบตาเดียวเบื้องหน้าก็ว่างเปล่า เหลือต้าเหนิงเพียงลำพังที่ยืนอยู่ตรงนี้กับน้ำแงอุ่นๆ หนึ่งถ้วย
ทางเลือกของเธอไม่มีมาตั้งแต่แรกแล้ว ในสถานการณ์แบบนี้มีแต่ต้องดื่มมันเท่านั้น หญิงสาวหลับตาปี๋กลั้นจำดื่มไปรวดเดียว ถ้วยกระเบื้องร่วงหลุดจากมือ แล้วสติสัมปชัญญะของเธอก็หลุดลอยไปพร้อมกัน
และแล้วเธอก็ลืมตาตื่นอีกครั้งในร่างเด็กน้อยผอมแห้งที่นอนอยู่ก้นแม่น้ำ ตะเกียกตะกายแทบตายเพื่อไม่ให้ชีวิตที่สองจบลงในพริบตาแรก มองลงไปที่เอวก็พบถุงเฉียนคุนห้อยอยู่จริงๆ
"ไร้สาระน่า มันจะเป็นไปได้อย่างไรเล่า"
นางโยนถุงผ้าปักลายทิ้งไป ลุกขึ้นแล้วเดินกลับพลางจัดระเบียบความทรงจำที่สะเปะสะปะให้เข้าที่ เดินมาได้ไม่กี่เก้าเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบก็หยุดชะงักแล้วหมุนตัวกลับไปเอาของที่ตัวเองพึ่งโยนทิ้งกลับคืนมา
ท่ามกลางความมืดที่เพียงแสงจันทร์ส่องทาง เด็กหญิงนามเป่าเป้ยเดินคลำทางกลับบ้านด้วยสัญชาตญาณ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตนางก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้ตนคือเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบที่ชื่อเป่าเป้ย ไม่ใช่ต้าเหนิงอีกแล้ว เด็กหญิงตัวเท่านี้ต้องออกมาจับปลาจากแม่น้ำกลับไปทุกวัน แต่วันนี้โชคร้ายพลัดตกน้ำและจมลงไป ทำให้นางไม่อาจหวนกลับมาได้อีก
ในเวลาที่นางโผล่พ้นน้ำขึ้นมาดวงตะวันพึ่งลับฟ้าไปไม่นานจึงพอมีแสงสีเรืองๆ อยู่ทางตะวันตก ทว่าหลังจากนางเดินมาได้ไม่นานนักรอบข้างก็มืดสนิทและเหลือแต่เพียงแสงจันทร์ส่องทางจริงๆ
อากาศยามค่ำวันนี้หนาวเหน็บ บวกกับเสื้อผ้าที่เปียกน้ำจนชุ่มทำให้เด็กหญิงหนาวสั่นเหมือนจะจับไข้ได้เร็วๆ นี้ นางสาวเท้าก้าวให้เร็วขึ้นเพื่อกลับไปยังกระท่อมเล็กบนเนินเขา บ้านหลังเล็กมีแสงตะเกียงลอดออกมาริบหรี่ นางผลักประตูไม้เก่าๆ เข้าไป เสียงเอี๊ยดอ๊าดบ่งบอกถึงความผืดเคืองของวัสดุที่ใช้เชื่อมมัน เพียงก้าวเข้ามาดวงตาก็เหลือบไปเห็นเด็กเล็กรูปร่างอ้วนท้วนคลานมาหา นางรูปอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาแนบอกเพราะกลัวว่าผิวอ่อนๆ นั่นถลอกเอา
พอสัมผัสกับความชื้นที่ไม่สบายตัวเด็กชายในอ้อมกอดก็ดิ้นขลุกขลักพร้อมกับร้องโยเยขึ้นมา เป่าเป้ยอุ้มเขาให้ออกห่างไปกว่าเดิมเล็กน้อยจนน้องชายหยุดงอแง พอสบายผิวขึ้นมาก็เริ่มเรียกร้องเป็นอย่างอื่น
"หม่ำๆ"
ปากเล็กๆ นั่นส่งเสียงอ้อแอ้ออกมา มือขยุ้มเสื้อของนางไว้แน่น ดวงตากลมโตจ้องมาเหมือนคาดหวังอะไรบางอย่าง เด็กหญิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเข้าใจว่าเจ้าตัวเล็กคงหิวแล้ว
ต้าเหนิงในร่างเด็กหญิงเจ็ดขวบยังไม่เข้าไปในส่วนที่เป็นห้องพักแต่เข้าไปในครัวก่อน นางก่อไฟในเตาให้ความสว่างแล้วจุดตะเกียงเพิ่มหลังจากวางน้องไว้บนตั่งไม้เก่าๆ ด้านหลัง แม้เรื่องฟืนไฟควรมีผู้ใหญ่ดูแล แต่สถานการณ์ในครอบครัวไม่เอื้อให้เป่าเป้ยได้เติบโตสมวัยมากนัก
เมื่อพอมองเห็นโดยรอบแล้วก็หาอะไรที่พอจะเป็นอาหารได้ นางพบแผ่นแป้งบางๆ กองหนึ่งที่สภาพไม่น่ากิน เผลอๆ กินหมดทั้งห้าหกแผ่นที่วางอยู่ก็คงไม่ช่วยให้อิ่มท้องแม้แต่คนเดียว เด็กหญิงถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ เป่าเป้ยยังไม่ละความพยายาม นางยังหาของที่พอกินได้ในห้องครัวต่อไปกระทั่งพบหม้อใบหนึ่ง เปิดฝาออกดูก็เห็นมีเมล็ดข้าอยู่ข้างในไม่กี่หยิบมือ
นี่มันเรียกว่าสถานการณ์วิกฤตสุดๆ ได้หรือยัง ครอบครัวนี้น่าสงสารเกินไปแล้ว! ไม่สิ มันน่าจะรู้ว่าวิกฤตตั้งแต่ให้เด็กเจ็ดขวบไปหาปลาแล้วต่างหาก!
เป่าเป้ยตัดสินใจนำข้าวหนึ่งหยิบมือนั้นไปตั้งไฟต้มจนนิ่ม ระหว่างรอมันเดือดนางก็อุ้มน้องวัยสิบเดือนเศษไปที่ห้องนอนด้านใน นักพฤษศาสตร์ในคราบเด็กเจ็ดขวบอุ้มน้องเข้าห้องเพื่อมาผลัดเสื้อ ทั้งของตัวเองและของน้องชายที่เปียกไปหย่อมหนึ่งด้วย
เพราะมีเสียงรบกวนเกิดขึ้น คนที่กำลังพักผ่อนอยู่จึงรู้สึกตัวขึ้นมา เสียงไอแหบๆ ดังขึ้นทำลายความเงียบ
"เป่าเป้ย นั่นลูกหรือ" เสียงแหบแห้งนั้นเอ่ยถาม เป่าเป้ยจึงได้เพ่งมองไปยังมุมห้อง บนนั้นมีสตรีร่างกาบซูบผอมผู้หนึ่งนอนอยู่ แค่จะยันตัวเองขึ้นมายังไม่มีแรง เสียงขอนางเหมือนมีคนเอาทรายกรอกคอ ฟังแล้วระคายแทนยิ่งนั่ง
"เจ้าได้ปลามาหรือเปล่า" เมื่อบุตรสาวไม่ตอบ นางจึงถามต่อ
คุณอาจจะชอบ





