
ทะลุมิติมาปลูกผักพร้อมของวิเศษ
ตอน 3
จากความทรงจำสะเปะสะปะที่พอประติดประต่อได้ สตรีผู้นี้คือมารดาของเด็กทั้งสอง หลังจากเยี่ยนฟางคลอดบุตรชายร่างกายก็อ่อนแอลงมา เจ็บป่วยกระเสาะกระแสอยู่ตลอด แล้วบ้านนี้ก็ฐานะไม่ดีมาตั้งแต่เริ่ม พอผู้เป็นบิดาที่เป็นเสาหลักของบ้านล้มลงจึงยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่ เงินจะซื้อยาสักห่อก็ไม่มี
ตงฟางเป็นเพียงนายพรานล่าสัตว์ แต่ก่อนหน้าก็ยังพอจุนเจือครอบครัวได้ทั่วถึง พอพลัดตกหน้าผาจนบาดเจ็บ ดวงตาก็พร่ามัวจนล่าสัตว์ไม่ได้อีก เขาเคยพยายามจะทำทั้งที่ดวงตาเป็นแบบนั้น สุดท้ายก็ถูกกับดักของตัวเองทำให้บาดเจ็บซ้ำ ดีที่ว่าเป็นแค่แผลบาดลึกภายนอก ไม่ได้กระเทือนถึงอวัยวะภายในใดๆ อีก เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบคนนี้จึงต้องลุกขึ้นมาทำอะไรเกินตัวและถูกบังคับให้เติบโตก่อนวัย
คิดมาถึงตรงนี้ต้าเหนิงก็รู้สึกสะเทือนใจ เพราะเห็นภาพตัวเองทับซ้อนขึ้นมา แม้ว่าเธอจะเกิดมาในตระกูลที่มีฐานะดี แต่ชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เปรียบดูแล้ว แม้จะไม่ได้สมหวังในความรักจนถึงท้ายที่สุด แต่ชีวิตของเธอก็เติบโตตามวัย ได้รับประสบการณ์ชีวิตอย่างเหมาะสม ไม่ได้ถูกโชคชะตาบีบคั้นเหมือนเด็กคนนี้
"ขออภัยด้วยท่านแม่ ข้าพลัดตกน้ำ จับปลาไม่ได้สักตัว ท่านอดทนสักวันนะ พรุ่งนี้ข้าจะหามาให้ได้แน่ๆ"
นางกล่าวกับมารดาที่เห็นสีหน้าได้จากแสงตะเกียงที่ส่องมา หญิงสาวผู้นั้นเม้มปากทั้งน้ำตารื้น รู้สึกเจ็บใจตัวเองที่ไม่อาจทำอะไรได้ แม้แต่ขยับขึ้นมาจากเตียงยังต้องใช้เรี่ยวแรงแทบหมดสิ้น
"ไม่เป็นไรนะเป่าเป้ยน้องของแม่ เจ้าไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่หรือไม่"
"ข้า...ไม่เป็นไร ข้าขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วจะหาน้ำให้ท่านนะ"
เยี่ยนฟางพยักหน้า ปล่อยให้บุตรสาวจัดการตัวเอง
เป็นคำโกหกที่ต้าเหนิงรู้สึกเฝื่อน ไม่เป็นไรอย่างนั้นหรือ ความจริงยิ่งกว่าเป็นอะไรด้วยซ้ำ เพราะเด็กคนนี้ตายไปแล้ว และไม่รู้ว่านอนอยู่ก้นแม่น้ำมานานเท่าไรแล้วเช่นกัน หากนางไม่กลับมา น่ากลัวว่าครอบครัวนี้คงไม่อาจรู้ความเป็นไปของบุตรสาวอีกเลย
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ทั้งตัวเองและน้องชายเสร็จสรรพ นางก็นำชุดไปตากลมด้านนอก หาน้ำท่าให้มารดาดื่มแก้กระหาย ก่อนออกไปข้างนอก เป่าเป้ยมักจะเตรียมน้ำไว้สองกระบอก แขวนไว้ใกล้มือคนเป็นพ่อ และวางอยู่ข้างที่นอนผู้เป็นแม่ แต่บัดนี้น้ำหมดทุกกระบอกแล้วนางจึงนำไปกรอกใหม่
ข้าวที่ต้มทิ้งไว้เริ่มเย็นลงจนอุ่นพอเด็กเล็กทานได้ นางจึงป้อนน้องชายทีละคำจนกว่ากระเพาะน้อยๆ นั่นจะเลิกประท้วงจึงได้
"เสี่ยวซีคนเก่งอ้าปากเร็ว" เสียงแหลมเล็กของเด็กหญิงหลอกล่อน้องชายให้กินอาหารเข้าไปอีกเยอะๆ
"อ้ำๆ"
"เก่งมาก อีกคำนะคนดี"
เป่าเป้ยหลอกล่อน้องอยู่นานกว่าเขาจะกินหมดชาม แม้จะหิวแต่ซีห่าวก็มีความดื้อเล็กๆ ตรงที่เลือกกิน จึงต้องคอยหลอกล่อยอยู่เสมอเวลามีของที่ไม่ชอบปนมา วันใดมารดาลุกไหวก็จะเป็นนางที่ป้อนน้องให้ ส่วนเป่าเป้ยก็จะใช้เวลาระหว่างรีบทำงานบ้านเสร็จเพื่อจะได้ออกไปจับปลาเร็วๆ
หลังจากเด็กน้อยอิ่มท้องนางก็อุ้มพาเดินเดินย่อยรอบบ้าน เมื่อแน่ใจว่าน้องจะไม่อาเจียนออกมาก็พาเขาเข้านอน ตบก้นกลมๆ นั่นเป็นการกล่อมจนหลับไปจึงได้ไปตักข้าวต้มอีกสองถ้วยมาให้บิดามารดา วันนี้เยี่ยนฟางต้องให้บุตรสาวช่วยประคองขึ้นจึงจะนั่งได้ อาการของนางแย่ลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา แต่ละคนแรงใจแทบจะมอดดับลงไปแล้ว
"แม่ขอโทษนะ"
"ขอโทษอะไรกันเจ้าคะ ท่านแม่ไม่ได้ทำอะไรที่ต้องขอโทษข้าเสียหน่อย"
บุตรสาวส่งยิ้มมาพลางประคองถ้วยข้าวต้มที่เละเป็นโจ๊กไว้ในมือ ตักป้อนผู้เป็นแม่ทีละคำ พอไม่ได้กินอาหารดีๆ ก็ไม่แปลกที่จะไม่มีแรง ต่อให้ไม่มีเนื้อทุกมื้อแต่ก็ควรมีสารอาหารมากกว่าแค่ข้าวต้นชามเดียว คิดไปหัวคิ้วเด็กหญิงยิ่งขมวดมุ่น
"เป่าเป้ย ขอบคุณที่เหนื่อยนะ"
"เล็กน้อยเจ้าค่ะ"
คนหลังหน้ากากเด็กเจ็ดขวบบางทีก็อยากกัดลิ้นตัวเอง แต่การให้กำลังใจคนป่วยมันค้ำคอ และเธอรู้ดีว่าความไม่พอใจนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากใครในครอบครัว ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาหรือกล่าวโทษพวกเขา
ข้าวิ่งวุ่นจัดการงานในบ้านไม่ถึงครึ่งวันก็เหนื่อยจะตายแล้ว เป็นเพราะมันคือเรี่ยวแรงของเด็กเจ็ดขวบอย่างนั้นเหรอ แต่จะกี่ขวบก็ไม่สำคัญหรอกน่า ตอนนี้นางทำงานได้อยู่คนเดียวนี่ แต่มันก็เหนื่อยชะมัดเลย! ชีวิตใหม่สู้ชีวิตเกินไปไหม!?
"หากไม่มีเจ้า เราคงแยกกว่านี้ แม้มันจะไม่ควรเป็นเจ้าที่ต้องออกไปเลย" ยิ่งคิดเยี่ยนฟางยิ่งรู้สึกผิด ในฐานะคนเป็นแม่ นางคิดว่าตัวเองล้มเหลว
อาการของมารดาไม่น่ากังวลเท่าความรู้สึกนึกคิดของนาง แม้จะป่วยด้วยโรคเดียวกัน แต่คนที่มีพลังใจต่อสู้ กับคนที่ท้อแท้สิ้นหวังนั้นอาการทรงตัวต่างกันอย่างมาก
"เช่นนั้นท่านแม่ต้องหายไวๆ เจ้าค่ะ ต้องกินให้อิ่มและนอนให้พอนะเจ้าคะ" เด็กหญิงยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ หวังว่าเยี่ยนฟางจะสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของนางเช่นกัน
หลังจากป้อนมารดาจนหมดถ้วยก็นำจานชามที่กองสุมไปแช่ไว้ พอตื่นขึ้นมาจากก้นแม่น้ำก็มีเรื่องให้จัดการมากมายจนอาจหลงลืมบางอย่างไป นอกรั้วบ้านที่สร้างขึ้นแบบง่ายๆ มีต้นท้ออยู่ต้นหนึ่ง มีโพรงไว้ขนาดเล็กอยู่ด้านล่างที่พอจะสอดมือเด็กเข้าไปได้ เด็กหญิงนำก้อนหินมาวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ ขึ้นไป ประกบมือสวดส่งผู้ตายที่ไม่มีใครรับรู้การจากไปนอกจากนาง
เมฆบนฟากฟ้าล่องลอยไปตามลม เคลื่อนตัวออกจากดวงจันทร์จนแสงสีเงินสว่างส่องลงมามากขึ้น ทิวทัศน์โดยรอบที่เห็นเลือนลางยามรัตติกาลชัดเจนขึ้นมา กระท่อมหลังน้อยอยู่ในคลองสายตา ไล่สายตามองไปตั้งแต่ยอดหลังคาจนสุดรั้วทั้งสองฝั่ง มีอะไรไรอให้นางทำมากมายหลังจากนี้
เป่าเป้ยพาตัวเองมานั่งเหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืนอยู่ที่ระเบียงฝั่งห้องครัว นางต้องทำอะไรสักอย่างกับสถานการณ์นี้ ไม่อย่างนั้นคนที่บ้านได้อดตายกันหมดแน่ รวมถึงตัวนางด้วย นอกจากอาหารการที่เข้าขั้นวิกฤต ความเป็นอยู่พื้นฐานก็ไม่ได้ดี และที่สำคัญกว่านั้นคือยารักษาโรคที่ไม่รู้จะไปหามาจากไหน
ไม่ต้องเข้าเมืองไปก็รู้ว่ายาราคาสูง บางทีครอบครัวนี้อาจไม่เคยได้ใช้ยาดีๆ ด้วยซ้ำไป นำเงินจำนวนมากจ่ายค่ายาที่สรรพคุณต่ำเตี้ยเรี่ยดินให้พอประทังชีวิตอยู่ได้ แต่โรคภัยก็ไม่หาย กลายเป็นวัฏจักรวนเวียนซ้ำๆ
เรื่องอาหารต้องจัดการก่อนอย่างอื่น หากไม่ได้กินของดีๆ อย่าว่าแต่อิ่มท้อง คนที่ป่วยอยู่แล้วก็จะทรุดลงไปอีกเพราะร่างกายไม่ได้ฟู้ฟู แรงจะลุกแต่ละวันยังแทบไม่มีด้วยซ้ำ
นางสามารถทำอะไรกับเรื่องนี้ได้บ้างนะ เรื่องการจับปลา นางทำได้เพราะบิดาเคยสอนวางกับดักหรือทำเหยื่อล่อ กว่านางจะนึกไปถึงส่วนนี้ได้ก็เดินมาไกลแล้ว บางทีพรุ่งนี้ย้อนกลับไปดูอาจจะได้ปลามาติดแล้วก็เป็นได้
ข้าต้องไปดูปลา แล้วก็อะไรอีกนะ...
นางวางแผนวันพรุ่งนี้อยู่ในหัว คิดไม่ตกซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งความอ่อนล้าบังคับให้ต้องปิดเปลือกตาลงและผล็อยหลับไป
คุณอาจจะชอบ





