
เอ๋อรัก (เด็กบ๊อง)
ตอน 3
“ฆ่ามัน!”
เสียงก้องกัมปนาทแต่ฟังดูหลอนนั้นทำให้หญิงสาวร่างเล็กที่ซุกซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้เบิกตากว้าง พร้อมกับเสียงทุบประตูดังปังๆ ด้านนอก ที่ทำให้เธอสะดุ้งพรวดตื่นขึ้นมา
ตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายนั้นสักที!
ใบหน้าเนียนใสเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็เช็ดมันออกลวกๆ แล้วเดินไปเปิดประตูเพื่อให้คนที่มีใบหน้าคล้ายๆ กันเดินเข้ามา
“ตื่นยัง...ตื่นได้แล้ว”
“กี่โมงแล้ว”
“เจ็ดโมง”
“ยังเช้าอยู่นี่นา พี่ยังง่วงอยู่”
คนเป็นพี่ที่น่าจะเกิดมาเป็นน้องมากกว่างอแงพลางเอนกายลงไปบนที่นอนแรงๆ พร้อมกับคว้าผ้าห่มคลุมโปง ไม่สนใจคนที่ตั้งใจเข้ามาปลุกเพราะมีธุระจะบอก
“ตื่นได้แล้วหนูนิ่ม ลุก!” นิรดาว่าพลางดึงผ้าห่มแรงๆ
แต่คนอยากนอนต่อก็พยายามดึงต้านไว้ ถ้าผ้าห่มถูกดึงออกไปพ้นตัวเมื่อไหร่ก็จบกัน ใครจะไปหลับลงถ้าไม่มีอะไรคลุมตัว
“นุ่มกับพี่น้ำจะไปธุระที่กรุงเทพฯ สักสองวัน”
“ไปด้วย”
คนที่ยังงอแงงัวเงียเพราะง่วงกระเด้งตัวลุกขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำว่ากรุงเทพฯ หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง
“ไม่ได้ พ่อบอกว่าให้ตัวอยู่นี่ไปก่อน”
“ไม่เอา”
“อย่าดื้อเลยน่า ไหนตัวบอกว่าชอบที่นี่ไง”
“แต่พี่อยากกลับบ้าน พี่คิดถึงพ่อ”
นิรตาค่อนข้างติดพ่อ เพราะพ่อไม่ค่อยดุเธอเท่าแม่ แต่นิรดานั้นค่อนข้างติดแม่ เพราะแม่ไม่ตีเธอเหมือนพ่อ แต่ตอนนี้นิรดาคงไม่ติดใครเท่ากับติดผัวแล้วล่ะ
แต่ไม่ว่าจะอ้อนวอนขอร้องน้องสาวที่อายุห่างกันเพียงปีเดียวอย่างไร เจ้าตัวก็ยืนยันว่าไม่สามารถพาไปด้วยได้จริงๆ เพราะพ่อย้ำนักย้ำหนาว่าให้นิรตาอยู่ที่นี่ เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตและรู้จักปรับตัวช่วยเหลือตัวเอง ไม่เช่นนั้นแก่ตัวไปจะลำบากถ้ายังทำอะไรไม่เป็นอยู่แบบนี้
สุดท้ายนิรตาก็ได้แต่ยอมรับพร้อมกับหน้ามุ่ย ยืนตาละห้อยมองตามรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อของพี่น้ำผู้เป็นพี่เขยที่ขับออกไป เพราะตัวเองไม่สามารถติดสอยห้อยตามไปกรุงเทพฯ ด้วยได้...
โอ๊ย นี่มันปีแห่งการอุดอู้หรือไง!
การมาเยี่ยมและฉลองการรับปริญญาของน้องสาวพร้อมทั้งอยู่เที่ยวสระบุรีต่อจนถึงปีใหม่ เป็นสิ่งที่นิรตาไม่คาดคิดเลยว่าสุดท้ายจะกลายเป็นว่ายังไม่ควรกลับเข้ากรุงเทพฯ เพราะสถานการณ์ของฝุ่นและโรคระบาด จนตอนนี้ผ่านพ้นสงกรานต์มาแล้วเธอก็ยังคงต้องอยู่ที่นี่ต่อไป
และเมื่อไม่สามารถไปไหนได้ การอาศัยอยู่ที่บ้านหลังน้อยและเต็มไปด้วยคนน่ารักๆ แห่งนี้ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ครั้นเมื่ออาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ก็เดินแกมวิ่งลงมาจากชั้นสองแล้วเดินแวะเข้าไปในครัว
“มาแล้วค่า”
เสียงเจื้อยแจ้วนั้นทำให้คนที่อาวุโสที่สุดของบ้านหันมายิ้มให้อย่างเอ็นดู
นางสุดาวางจานข้าวที่ตักเรียบร้อยแล้วลงบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยเชื้อเชิญคนที่มาอยู่ร่วมบ้านอย่างแสนรัก
“มากินข้าวกันลูก กินพร้อมป้า”
ออกจะดูเป็นการลำเอียงอยู่มาก แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่สุดาดันถูกชะตาและชอบยัยหนูนิ่มมากกว่ายัยหนูนุ่ม แม้ว่าตอนนี้หนูนุ่มจะกลายเป็นลูกสะใภ้คนโปรดไปแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ต่างคนก็ต่างรู้ดีว่านางเกลียดเด็กดื้อเข้าไส้ ไม่เหมือนเด็กบ๊องอย่างยัยน้องนิ่มที่นางรู้สึกว่าน่ารักน่ากอดเหลือเกิน เพราะนิรตาน่ะดูนุบนิบ นุ่มนิ่มหนุบหนับ น่าจับน่าแกล้ง
“น่ากินทั้งนั้นเลยค่ะ”
“ไม่รู้จะอร่อยมั้ยนะ ป้าทำกับข้าวไม่เก่งหรอก ไม่เหมือนพี่น้ำ”
“ป้าดาทำอะไรก็อร่อยค่า”
คนหน้าหวานก็รู้จักปากหวานเสียด้วย นั่นทำให้คนแก่มองและยิ้มอย่างเอ็นดูสาวน้อยที่ยังคงเหมือนเด็กเสมอมากไปกันใหญ่ แล้วจะไม่ให้รักยังไงไหว เรียกป้าดาอย่างนั้นป้าดาอย่างนี้ ไม่เหมือนยัยเด็กดื้อหนูนุ่ม เจอกันวันแรกมันก็เรียกยาย
“พูดแบบนี้เดี๋ยวก็ได้กินอีกเรื่อยๆ”
หลังจากสนทนากันพอหอมปากหอมคอ สองสาวต่างวัยก็พากันกินอาหารเช้าที่ประกอบด้วยข้าวสวยและอาหารผัดๆ ทอดๆ อีกสามอย่างอย่างเอร็ดอร่อย...
คุณอาจจะชอบ





