
เล่ห์สวาททาสรักจอมมาร
ตอน 3
ในใจยังหวังไม่ให้เขาทิ้งนางไปเห่าจนไร้สิ้นเสียงสร้างความเวทนาให้เกิดขึ้นต่อเหล่าเซียนในตำหนักทักษิณ
"เจ้าจิ้งจอกน้อยหากเจ้าอยากอยู่กับเขาอีกครั้งจงบำเพ็ญเพียรจนกลายร่างเป็นเซียนเจ้าตั้งใจเช่นนั้นตั้งแต่แรกไม่ใช่หรือ"
สตรีผู้งดงามเปี่ยมเมตตาเอ่ยขึ้นพร้อมอุ้มร่างเล็กสีขาวสะอาดของจิ้งจอกน้อยขึ้นมาไว้ในอ้อมกอดดังเดิม
สตรีผู้งดงามพานางกลับเข้ามายังตำหนัก จิ้งจอกน้อยได้ยินเซียนรับใช้ในตำแหน่งแห่งนี้ขานนามของสตรีผู้นี้ว่า
"เจ้าแม่กวนอิม"
เจ้าจิ้งจอกน้อยส่งเสียงเห่าหอนโหยหวนอย่างยาวนานและเศร้าโศกแสดงความเจ็บปวดในใจเมื่อถูกอาจ้านทอดทิ้งมาเช่นนี้เป็นเวลานานนับร้อยปีโดยที่เขาไม่ติดต่อกลับมาแม้แต่ครั้งเดียว
ร่างกายซูบผอมขนร่วงกองอยู่บนพื้นเป็นกระจุกคล้ายสุนัขจรจัดมากกว่าสุนัขเวทผู้มีขนสีขาวบริสุทธิ์ฟูนุ่มดั่งก้อนเมฆดั่งเช่นแต่ก่อน
แม้ว่าเจ้าแม่กวนอิมจะพยายามรักษามันด้วยน้ำทิพย์ที่สามารถรักษาได้ทุกโรคจากทะเลทักษิณแต่น้ำทิพย์นี้ไม่อาจรักษาจิตใจได้ ร่างกายฟื้นฟูแต่จิตใจที่ย่ำแย่ทำให้มันใกล้ตายลงทุกที
เป็นเพราะสงสารสัตว์เวทตัวน้อย อีกทั้งได้รับปากสหายรักไว้ว่าจะช่วยดูแลมันอย่างดีที่สุด เจ้าแม่กวนอิมจึงถ่ายทอดพลังวิเศษเพื่อช่วยฟื้นฟูจิตใจให้กับเจ้าก้อนเมฆน้อยไปส่วนหนึ่ง
อย่างน้อยให้สัตว์ที่น่าสงสารตนนี้ลืมเลือนเรื่องอาจ้านเพื่อยุติความผูกพันอนาคตหากมีวาสนาพบเจอนางจะสามารถจดจำผู้ที่เคยผูกจิตรักใคร่ได้หรือไม่ย่อมแล้วแต่เวรกรรม
จวบจนเวลาผ่านมาหลายพันปี สุนัขจิ้งจอกเก้าหางน้อยเติบโตขึ้นเป็นเพราะพลังวิเศษของเจ้าแม่ที่ทำให้ภาพของอาจ้านเป็นภาพเพียงภาพในความฝัน
อีกทั้งกาลเวลาก็ทำให้เรื่องของอาจ้านเริ่มรางเลือนไปคล้ายกับฟองคลื่นที่ใหญ่โตและกลายเป็นเล็กลงจนสูญสลายไปในที่สุด
สุนัขจิ้งจอกเก้าหางน้อยอยู่กับเจ้าแม่ด้วยความสุขและตั้งใจบำเพ็ญเพียรด้วยถูกเจ้าแม่ข่มขู่ทุกวันว่าหากในกำหนดหนึ่งหมื่นปีนางไม่สามารถกลายร่างเป็นเซียนได้
สุนัขจิ้งจอกเก้าหางเช่นนานต้องถูกขับไล่ออกจากทะเลทักษิณ
เมื่อโดนข่มขู่ทุกวัน เจ้าจิ้งจอกน้อยผู้หวาดกลัวการไล่ล่าก็ตั้งใจบำเพ็ญเพียร คิดไว้ว่าในดวงจิตที่เหลือไม่รู้ว่าอีกกี่หมื่นกี่แสนปีก็จะไม่กลับไปมีสภาพเช่นเดิมเด็ดขาด
จิ้งจอกเก้าหางเฝ้าบำเพ็ญเพียรในถ้ำอันมืดมิดความสว่างที่หาได้มีเพียงแสงจากแมงกะพรุนไฟที่ลอยวนเวียนอยู่ใต้น้ำเท่านั้น แม้กระนั้นนางก็หาได้แยแสที่จะแสวงหาความสว่างอันใด
ภายในถ้ำแห่งนี้หนาวเย็นยะเยือกแต่เพราะว่านางเป็นจิ้งจอกความหนาวเย็นจึงไม่อาจเล่นงานนางได้ ขนที่ปุกปุยอบอุ่นของนางนับว่ามีประโยชน์ไม่น้อย
หนึ่งหมื่นปีผ่านพ้น
สัญญาณที่บ่งบอกว่าเวลาหนึ่งพันปีได้ผ่านไปแล้วคืออาการหิวของนาง จิ้งจอกเก้าหางน้อยรู้ว่าตนเองยังไม่กลายเป็นเซียนจึงข่มใจบำเพ็ญเพียรต่ออีกหลายวันจวบจนสุดท้ายนางไม่อาจอดกลั้นความอยากอาหารได้อีกต่อไป ไข่มุกวิเศษคงสิ้นฤทธิ์แล้วนางจึงได้หิวจนทนไม่ไหวเช่นนี้
จิ้งจอกเก้าหางลืมตาขึ้น นางกระแอมส่งเสียงดังฉับพลันเจ้าแมงกะพรุนไฟก็ลอยมาอยู่ตรงหน้า จิ้งจอกเก้าหางรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดจู่ๆ วันนี้เจ้าแมงกะพรุนไฟสหายเพียงหนึ่งเดียวในสถานที่อันมืดมิดแห่งนี้ถึงได้เชื่อฟังนางนัก
ปกติหากนางต้องการแสงสว่างเพื่อผ่อนคลายต้องกระแอมส่งเสียงอยู่หลายทีกว่าจะมีสัตว์ตนใดโผล่มา
หรือว่าเป็นเพราะสัตว์น้ำพวกนี้สัมผัสได้ว่าคงถึงเวลาจากลากันจริงๆ แมงกะพรุนไฟพันปีจึงมารอส่งนางถึงที่นี่กัน
จิ้งจอกเก้าหางบิดกาย หางที่วางราบอยู่บนพื้นถ้ำมาเนิ่นนานเริ่มกระดิก นางขยับร่างกายอยู่ชั่วครู่เพื่อให้เคยชิน
จวบจนในที่สุดนางก็โคจรพลังไปรอบร่างกายจนสามารถยกหางฟูฟ่องดุจมวลกลุ่มเมฆของตนขึ้นมาได้ นางมองเห็นหางของตนเองแล้วถอนหายใจออกมา แล้วเอ่ยวาจาสั้นๆ อย่างผิดหวังกับตนเอง
"เหตุใดข้าถึงยังเป็นจิ้งจอกอยู่เล่า"
พลันปรากฏเกลียวคลื่นใหญ่ภายใต้สายน้ำนางเพ่งพินิจเกลียวคลื่นแล้วจำได้ว่าเวลาเจ้าแม่กวนอิมจะไปยังที่ใดในมหาสมุทรแห่งนี้มักจะมีเกลียวคลื่นนี้นำทาง
นี่ก็คงเป็นเกลียวคลื่นที่เจ้าแม่มีน้ำใจส่งมารับนางกลับ ถือเป็นน้ำใจครั้งสุดท้ายก่อนจากลากระมัง
จิ้งจอกเก้าหางลุกขึ้นแล้วกระโดดเข้าไปในคลื่นนั้นทันใด หลับตาเพียงชั่วประเดี๋ยวคลื่นยักษ์นั้นก็พานางขึ้นมาส่งยังหน้าตำหนักทักษิณ
นางลืมตาขึ้นพบหน้าคนคุ้นเคยที่คอยเฝ้าประตูด้านหน้า สุนัขจิ้งจอกเก้าหางจึงส่งยิ้มทักทายเซียนเหล่านั้น
น่าแปลกใจที่เซียนทุกท่านกลับมองนางด้วยความประหลาดใจ ดวงตาพวกเขาช่างห่างเหินไม่คุ้นเคยเรียกว่าไม่รู้จักเลยจะดีกว่า แม้นางจะกล่าวทักทายหาได้มีผู้ใดกล่าวตอบแม้แต่คำเดียว
ประเดี๋ยวก่อนนางกล่าวทักทายได้ด้วยหรือ จิ้งจอกเก้าหางกลอกตามองไปมา เหล่าเซียนทั้งหลายยังคงยืนนิ่ง หลายคนทำท่าระแวดระวัง
"นี่ข้าเองเจ้าก้อนเมฆอย่างไรเล่า จำข้าไม่ได้หรือเหตุใดพวกท่านทำท่าทางเหมือนข้าเป็นคนแปลกหน้าเล่า"
คุณอาจจะชอบ





