
จอมทมิฬต้องมนต์
ตอน 2
มีอยู่วันหนึ่งฉันแอบแม่ไปจนถึงที่นั่นเพื่อไปดูบ้านในฝันสักครั้ง ฉันหลบสายตายามที่นั่งเฝ้าทางเข้าไปจนถึงด้านในได้สำเร็จ ฉันตื่นเต้นกับความสวยงามรอบตัวที่ไม่เคยสัมผัส ต้นไม้ที่นี่ถูกจัดแต่งอย่างดี และสนามเด็กเล่นที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นมากมาย มากกว่าที่โรงเรียนที่ฉันเรียนหลายเท่า ฉันอยากเล่นเครื่องพวกนั้น แต่เสื้อผ้าสีตุ่นกับสภาพของฉันทำให้ไม่กล้าแตะต้อง ฉันนั่งมองเด็กคนอื่นเล่นเครื่องเล่นกันอย่างสนุก ก่อนจะตัดใจเดินกลับ พร้อมกับความมุ่งมั่นในใจ
สักวัน...ฉันจะมีทุกอย่างที่เห็นตรงหน้า
คงเพราะกำลังคิดในใจฉันเลยไม่ทันระวัง ฉันเดินแฉลบออกไปจากข้างถนน และถูกรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งเฉี่ยวจนเสียหลัก ฉันถลาเข้าไปในพุ่มไม้เตี้ยๆ ข้างทาง เนื้อตัวถลอกเพราะผิวครูดไปกับพื้นซีเมนต์
“ซวยฉิบหาย!” ฉันย่นจมูก ถึงฉันจะอยู่ในสลัม แต่คำหยาบพวกนั้นฉันก็ไม่เคยพูด
แม่สอนแล้วสอนอีกเรื่องคำพูดคำจา ฉันระมัดระวังมาตลอด แม้รอบตัวของฉันจะเต็มไปด้วยผู้คนที่ชาชินกับถ้อยคำหยาบๆ เหล่านั้น
ทันทีที่ฉันโผล่หน้าออกไปจากพุ่มไม้ “เดินประสาอะไร แล้วเข้ามาในนี้ได้ยังไงหะ” ฉันมองคนพูดตาค้าง เขาเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ผมสีน้ำตาลไหม้ ของเขากับดวงตาสีฟ้าอ่อน เขาคงมีเชื้อสายผสมระหว่างคนที่นี่กับต่างชาติ แต่กลับกลมกลืนเสียจนฉันหลงเพ้อ
“เด็กปัญญาอ่อนหรือไงวะ!” เขายังแสดงความไม่พอใจอย่างต่อเนื่อง
“ฉันจะไม่จ่ายให้เธอหรอกนะ เธอเดินทะเล่อทะล่าเองนี่ ฉันขับรถมาดีๆ เธอโผล่มาจากไหนยัยเด็กบ้า”
ฉันมัวแต่มองปากของเขาที่ขยับขึ้นลง ปากของเขาแดงระเรื่อ ผิวของเขาขาวสว่างเหมือนกินหลอดนีออนเป็นอาหาร
ผมโมโหจนนอตหลุด...ไม่คิดว่าตัวเองจะซวยตั้งแต่ย้ายมาอยู่บ้านใหม่วันแรกๆ ผมขับรถมอเตอร์ไซค์คันใหม่ที่พ่อซื้อให้ เพื่อสำรวจอาณาเขต ไม่คิดว่าจะซวยซับซวยซ้อนได้ขนาดนี้
เด็กหญิงตรงหน้าสภาพเหมือนของทาน หล่อนตาลอยและเอาแต่นั่งจ้องหน้าผม
‘คงไม่ใช่เพราะผมชนเด็กนี่จนสมองกระทบกระเทือนหรอกนะ’
เสื้อผ้าที่เด็กนั่นสวมผ้าขี้ริ้วในบ้านผมน่าจะมีสภาพดีกว่า เด็กนั่นผอมแกร็นจนเดาอายุไม่ถูก ท่าทางเหมือนเด็กไม่สมประกอบจนผมเริ่มหงุดหงิด
“แด๊ด...ผมขับรถเฉี่ยวเด็กที่ถนน แด๊ดมาจัดการให้ผมทีสิ”
เมเลี่ยน ชานนท์ บริโอ้ นั่นคือชื่อเต็มของผม แม่ผมเป็นคนไทย แต่บิดาเป็นต่างชาติ พ่อผมชื่อมาริน บริโอ้ แม่ผมชื่ออิงอร พลอยริน บริโอ้
มีเสียงโหวกเหวกดังแทรกมาจากปลายสาย “ห้ามวางสายนะมิเลี่ยน ลูกแน่ใจนะว่าตัวเองไม่ได้บาดเจ็บ” นั่นคือเสียงแม่ผมเอง แม่ที่รักและหวงผมยิ่งกว่าแม่งูจงอาง ไม่เกินสิบนาทีรถยนต์คันใหญ่ก็แล่นมาจอด แม่ผมเป็นคนแรกที่เข้ามาถึงตัวผม พ่อเดินตามหลังมาเอื่อยๆ และโครงศีรษะไปมา พร้อมกับบ่นพึมพำ “แม่ของลูกทำเหมือนกับว่าลูกบาดเจ็บสาหัส แล้วไหนล่ะ คู่กรณีของลูกน่ะมิเลียน”
ผมชี้มือไปที่เด็กน้อยที่ยังนั่งตาลอยคว้าง
แม่ผมไม่ได้สนใจเด็กนั่นสักนิด ท่านสำรวจผมทั้งตัวพร้อมกับบ่นไปด้วย “แม่เตือนไม่เคยฟังสองล้อ มันจะสู้สี่ล้อได้ยังไง” ผมเหยียดยิ้มไม่เถียงด้วย ผมไม่มีทางเถียงชนะแม่หรอก ต่อให้เหตุผลผมดีแค่ไหน แม่ก็หาข้อโต้แย้งได้เสมอ
ฉันมองความวุ่นวายตรงหน้าด้วยดวงตาลอยเคว้งคว้าง คนมากมายเข้ามารุมล้อม แต่ละคนเหมือนอยู่คนละโลกกับฉัน ทุกคนแต่งตัวดี ราศีความร่ำรวยจับทุกอณู คนเหล่านี้มีกลิ่นตัวหอมเหมือนนอนอยู่กลางทุ่งดอกไม้ ฉันกลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ มองสบนัยน์ตาสีสนิมที่ก้มลงมามองใกล้ ชายผู้นั้นยิ้มให้ แต่ฉันกลัวจนตัวสั่น ฉันไม่เคยพูดกับฝรั่งสักที ฉันไม่น่าจะพูดกับเขารู้เรื่อง ฉันขยับตัวด้วยความอึดอัด ยัดนิ้วใส่ปากแม้มือของฉันจะเต็มไปด้วยคราบฝุ่นและแผลถลอก
“อย่าทำแบบนั้นสิ แผลจะสกปรก” ฉันถอนใจพรวด ฝรั่งร่างใหญ่ตรงหน้าพูดภาษาเดียวกับฉัน ฉันชักนิ้วออกจากปาก ยิ้มกร่อยๆ ให้เขาแทน
“ลองลุกขึ้นสิ บาดเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า” ท่าทางเขาไม่ได้น่ากลัวเหมือนคำลือ ฉันทรงตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ “อูยยยย” มันเจ็บจี๊ดๆ ที่หัวเข่า คงกระแทกช่วงที่ฉันถลาล้มนั่นเอง
“คุณตกลงกับเด็กนั่นนะ อรจะพามิเลี่ยนไปโรงพยาบาล” สายตาขุ่นขวางตวัดมองผ่านฉันชั่วแว๊บ
“อืม...” ฉันเตรียมจะเดินหนี เมื่อรถยนต์คันใหญ่เคลื่อนที่ออกไปจากจุดนั้น ความวุ่นวายหายไป แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสงบลง
คุณอาจจะชอบ





