
เดือนแสนจันทร์
ตอน 2
สุดท้ายแล้วข้าวของที่มีเพียงนิดก็ย้ายมาอยู่บ้านเขา ชายหนุ่มมองแสนจันทร์ที่กำลังอุ้มเด็กน้อยนอนบนโซฟา
แสนจันทร์มองบ้านไม้ชั้นเดียวแต่ด้านในกว้างกว่าบ้านเช่าที่เธออยู่ มองไปยังด้านในมีถึงสองห้องนอนและห้องน้ำ พร้อมกับบริเวณห้องรับแขกและมีห้องครัวเล็ก ๆ อยู่ใกล้กับห้องน้ำด้านหลัง
“เดี๋ยวผมไปจัดการห้องด้านในก่อน” หัสดินบอกเธอแล้วเดินไปยังห้องติดกันซึ่งปกติจะเป็นห้องสำหรับเก็บของ เมื่อเข้าไปถึงก็ถอนใจอีกรอบเพราะว่ามีแต่กล่องหนังสือเต็มไปหมด
“เดี๋ยวฉันทำความสะอาดเองค่ะ คุณ” แสนจันทร์จะเรียกชื่ออีกฝ่ายก็ลืมไปว่ายังไม่รู้จักชื่อ
“หัสดิน เรียกผมดินก็พอ”
“ฉันแสนจันทร์ค่ะ เรียกจันทร์ได้ค่ะ ฝากคุณดินช่วยดูลูกดาวด้วยนะคะ ฉันกลัวแกจะตื่นขึ้นมา”
หัสดินพยักหน้ารับคำจากนั้นก็เดินกลับไปยังโซฟา พอนั่งลงก็มองเด็กน้อยตัวเล็กผอมกำลังนอนกอดตุ๊กตากระต่ายที่ดูเก่าและเหมือนจะเป็นของเล่นชิ้นเดียวที่เธอมี
กลับบ้านมาว่าจะหาอะไรกินสักหน่อยจึงลุกขึ้นเข้าครัวเพื่อหาของกิน ก็เจอแต่มาม่าและน้ำเปล่า ชีวิตโสดเป็นอะไรที่แสนรันทดเหมือนกัน บ่นเสร็จก็หยิบมาม่าสองถ้วยที่เหลือ หันไปต้มน้ำได้ไม่นานเธอก็ออกมาพร้อมกับเหงื่อโชกท่วมตัว
หัสดินนั่งลงกินมาม่าถ้วยของตัวเองมองเธอขนข้าวของตัวเองเก็บใส่ในห้องจนโล่งเหมือนเดิม จากนั้นก็อุ้มเด็กน้อยเข้าไปนอนด้านในเขาสงสัยจึงอดลุกขึ้นเดินไปดูไม่ได้ เมื่อเห็นห้องที่รกถูกจัดเป็นระเบียบก็ต้องมองตาค้าง
กล่องที่ดูเกะกะก็ถูกแบ่งโซนไว้ริมผนังฝั่งขวา ส่วนทางด้านซ้ายก็เป็นที่นอนของเด็กน้อยและข้าวของที่เธอมีพร้อมกับคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น เขามองพัดลมอันเล็กที่เธอกำลังเสียบก็ส่ายหน้า
จึงเดินไปยังห้องตัวเองหยิบพัดลมที่ได้เป็นของขวัญปีใหม่และไม่ได้ใช้งานเอามาให้เธอ “ใช้ตัวนี้ดีกว่า เธอเองก็จะได้ไม่ร้อน”
“ขอบคุณค่ะ” แสนจันทร์ยกมือขอบคุณอีกฝ่าย
“เราอายุเท่าไร ดูเหมือนหน้าตายังเด็กอยู่”
“ยี่สิบค่ะ” แสนจันทร์พูดอายุตัวเอง
“ก็แสดงว่าจบ ม.หกแล้ว”
“จบปวช.ค่ะ เลขานุการ”
ดวงตาเขาเปิดกว้างอย่างน่าสนใจ “แสดงว่าพิมพ์งานเก่ง”
แสนจันทร์พยักหน้ารับคำ “แล้วคอมนั่นใช้ทำอะไร”
“พิมพ์นิยายค่ะ แต่ตอนนี้” สายตาเธอเศร้าลงแต่ก็ไม่ได้พูดความจริงกับเขา “ไม่จำเป็นแล้ว”
หัสดินได้ยินเสียงเศร้า แต่เวลากลางดึกแบบนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเค้นความจริงกับคนที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตาย
“หิวไหม ผมมีมาม่าเหลืออีกหนึ่งถ้วย”
แสนจันทร์อยากปฏิเสธแต่เสียงท้องเธอเกิดร้องขึ้นมาเขาจึงกึ่งบังคับกึ่งขู่ให้เธอไปนั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับเขาที่เดิม
หัสดินกลับมาที่โต๊ะ พบว่าบะหมี่เริ่มพองตัวจึงนั่งลงรีบกินก่อนที่จะเย็นแล้วไม่อร่อย ส่วนเธอก็หยิบมันแกะใส่น้ำร้อนแล้วยืนอยู่ที่เดิมไม่กล้านั่งลงบนโต๊ะอาหารพร้อมเขา
เจ้าของบ้านหันมองแล้วพูด “ผมไม่กัดคุณหรอกมานั่งด้วยกันได้”
แสนจันทร์จึงถือถ้วยบะหมี่ไปนั่งตรงข้ามเขา ระหว่างรอบะหมี่สุกเขาที่กำลังกินก็เอ่ยถามต่อ
“แล้วทำไมไม่กลับบ้าน”
แสนจันทร์ส่ายหน้าไม่ยอมตอบ “แล้วพ่อของลูกดาว”
เธอก็ส่ายหน้าไม่ยอมตอบอีกเหมือนเดิม จนหัสดินถอนใจจึงถามอีกเรื่อง “แล้วคิดได้หรือยังว่าจะไปอยู่ที่ไหน”
หญิงสาวส่ายหน้าอีกรอบ “คงต้องไปขอหลวงตาอยู่วัดสักสองสามวันค่ะ”
กลัวแต่จะอยู่ยาวมากกว่า แล้ววัดก็ใช่ที่พักของผู้หญิงกับเด็กผู้หญิงเสียด้วย ไหน ๆ ก็ช่วยมาถึงตอนนี้แล้วก็ช่วยให้ตลอดแล้วกัน
“อยู่กับผมไปก่อน ไว้มีทางไปก็ค่อยว่ากัน”
คนที่กำลังตักบะหมี่ใส่ปากเงยหน้ามองเขา ดวงตาก็เอ่อด้วยน้ำตาออกมา จนเจ้าของบ้านนิ่งงันแล้วพยายามกลบความรู้สึกสงสารก่อนลุกขึ้นไปล้างถ้วยบะหมี่แทน
“วางไว้เถอะค่ะ เดี๋ยวจันทร์ทำเอง” แสนจันทร์วางมือจากบะหมี่รีบมาดึงถ้วยเขาออกจากมือแล้วเอาไปล้างเอง
หัสดินยอมตามใจจึงเดินถอยห่างหันมองบะหมี่ที่กำลังยังกินค้างอยู่ของเธอ “กินให้เสร็จก่อนค่อยล้างก็ได้ ผมจะอ่านหนังสือห้ามทำเสียงดังเข้าใจไหม”
“ค่ะ” จากนั้นก็หันหลังเข้าห้องตัวเองทันที
แสนจันทร์พ่นลมหายใจโล่ง รู้สึกขอบคุณเขาที่ช่วยเหลือเธอในครั้งนี้ คิดว่าบุญคุณนี้เธอจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด
เธอหันมองรอบบ้านจากนั้นก็หยิบจับไม้กวาดขึ้นมากวาดบ้านให้ พยายามทำตัวเงียบเชียบที่สุด แต่สุดท้ายแล้วก็มีเสียงเด็กน้อยร้องขึ้นมา
แสนจันทร์ด้วยความตกใจจึงรีบวิ่งเข้าไปในห้อง เด็กน้อยคงหิวเพราะกินแค่ข้าวต้มเพียงถ้วยเดียว “อย่าร้องลูก เราอยู่บ้านคุณลุงเขาอย่าทำเสียงดังเข้าใจไหม”
แต่เด็กน้อยที่ยังไม่รู้ความพอหิวก็ร้องออกมาไม่อาจอดทนได้ สุดท้ายแล้วผ่านไปสิบนาทีก็ยังไม่หยุดร้อง คนที่กำลังอ่านสำนวนทนายความอยู่ก็วางลงแล้วเดินออกมา
“ทำไมถึงร้อง”
“แกคงหิวค่ะ”
คำว่าหิวดูจะสะเทือนใจคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านอย่างเขาจริง ๆ หัสดินเงยหน้ามองนาฬิกาบนฝาผนังพบว่าเป็นเวลาสี่ทุ่มพอดี เขาจึงเดินเข้าห้องแล้วหยิบกุญแจรถจากนั้นก็ออกจากบ้านไป
เมื่อไปถึงซูเปอร์มาร์เก็ตหน้าปากซอย ก็ยืนมองชั้นที่ขายนมผงสายตากวาดมองทั้งชั้น ก่อนจำยี่ห้อกระป๋องนมที่ตกหล่นบนพื้นจึงเดินไปกำลังจะมองก็เห็นราคาที่สูงกว่ายี่ห้ออื่นเท่าตัว
“นมสำหรับเด็กแพ้นมวัวค่ะ นมยี่ห้อนี้แพงกว่ายี่ห้ออื่น คนเป็นพ่อแม่ก็จะลำบากหน่อยนะคะ”
แม่ที่อุ้มลูกอีกคนมายืนข้าง ๆ จากนั้นก็หยิบกระป๋องนมยี่ห้อที่พูดถึง “สำหรับคนมีเงินก็มองว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับคนหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเรานะคือเรื่องที่หนักมาก แต่เพื่อลูกแล้วแม้จะต้องอดข้าวก็ต้องยอม”
หญิงสาวก้มลงหอมแก้มลูกที่อยู่บนเป้สะพายเด็กด้านหน้าจากนั้นก็ไปจ่ายเงิน หัสดินหันมองราคากระป๋องนมอีกครั้งจึงหยิบมาสองกระป๋อง
คิดว่าจะหยิบแค่นั้น แต่พอเห็นร่างเด็กน้อยที่ดูผอมไร้แรงเดินก็เลยเดินเลยไปยังแผนกอาหาร หยิบไปหยิบมาก็ได้มาอีกหนึ่งตะกร้าเต็ม ๆ
พอไปจ่ายเงินแบงก์เทาสองใบก็ปลิวไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้แบบนี้ต้องเพิ่มในบัญชีนี้ ทำงานขาดทุนแบบนี้เหมือนเอาเงินทิ้งแม่น้ำ
ถึงบ่นไปก็เท่านั้น สุดท้ายแล้วเขาก็หิ้วของที่ซื้อกลับมาบ้าน มาถึงก็เห็นคนเป็นแม่กำลังอุ้มเด็กน้อยปลอบจนหลับเขาวางถุงแล้วพูด
“ในนั้นมีนม ปลุกแกมากินจะได้ไม่ตื่นมาร้องอีก ผมต้องทำงานแล้วของชิ้นอื่นก็เก็บเข้าตู้เย็นด้วย”
วางเสร็จก็หันหลังให้แล้วเข้าห้องปิดประตูเหมือนเดิม สีหน้าบึ้งตึงของเขาขัดกับการกระทำมาก
แสนจันทร์ได้แต่ขอบคุณเขาในใจ จากนั้นก็หยิบกระป๋องนมที่เธอไม่มีปัญญาซื้อขึ้นมามองก็น้ำตาไหลรินออกมาอีกครั้ง เปิดกระป๋องนมขึ้นมาชงให้ลูกกิน
เด็กน้อยกินด้วยความหิวจนอิ่มจากนั้นก็หลับไป แสนจันทร์ยกผ้าขึ้นห่มลูกสาวหันพัดลมให้คลายร้อน จากนั้นก็ออกจากห้องเพื่อไปจัดการพวกเนื้อผักที่เขาซื้อมา
เสียงด้านนอกแม้ไม่ดังมาก แต่ก็พอทำให้เจ้าของบ้านรู้สึกว่าอีกฝ่ายยังไม่นอน หัสดินวางแว่นตาลงจากนั้นก็เดินไปยังด้านนอกมองไปหญิงสาวกำลังขัดถูบ้านจนสะอาดเอี่ยม
เขาที่ไม่ได้ทำความสะอาดบ้านมานานก็ยังรู้สึกว่าสิ่งที่เขาช่วยเหลือหญิงสาวก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร เอาเถอะเรื่องเธอค่อยคิดว่าจะเอาอย่างไรพรุ่งนี้แล้วกัน
เสียงนาฬิกาปลุกตอนตีห้าดังขึ้นทำให้หัสดินที่นอนหลับลุกขึ้นมาเพื่อจะเตรียมตัวไปทำงาน แต่พอเปิดประตูออกมาเดินไปถึงห้องน้ำก็พบหญิงสาวกำลังเตรียมอาหารไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว
“คุณตื่นตีเท่าไร”
“ประมาณตีสี่ค่ะ”
หัสดินนึกถึงตอนเที่ยงคืนที่เธอยังไม่นอน ก่อนมองไปยังด้านหลังบ้านก็พบว่าเสื้อผ้าของเขาถูกตากเรียบร้อยแล้ว แถมยังมีกางเกงในแขวนเอาไว้ด้วย!!
“คุณซักกางเกงในผมด้วย”
แสนจันทร์เงยหน้ามองเขาแล้วตอบ “ค่ะ”
เป็นเขาเองมากกว่าที่เขินจากนั้นก็พูดเสียงติด ๆ ขัด ๆ “ต่อไปไม่ต้องซักแล้วกางเกงในนั้นผมซักเอง”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ถือ”
“แต่ผมถือ” หัสดินตอบกลับอย่างรวดเร็ว แสนจันทร์ก็รีบรับคำ “ได้ค่ะ ฉันจะแยกไว้ให้นะคะ”
พอเห็นสีหน้าเธอเศร้าอย่างรู้สึกผิดเขาเองก็เหมือนเดิม
“ถึงคุณจะมีลูกแล้ว แต่ผมยังไม่มีแฟนยังไงก็รู้สึกว่ามันแปลกอยู่ดี”
“ค่ะ” ตอบแค่คำเดียวจากนั้นก็หันไปยกแกงจืดบนหม้อมาวางบนโต๊ะ แสนจันทร์ใช้ช้อนตักแล้วส่งให้เขา
“คุณช่วยชิมหน่อยไม่แน่ใจว่ารสชาติถูกปากไหม”
หัสดินมองสภาพตัวเองที่ยังไม่อาบน้ำล้างหน้า แต่ก็ยอมเดินไปรับช้อนมาเพื่อชิมรสชาติ ในใจคำแรกที่ชิมก็คือ ‘อร่อย’
แต่เขาไม่พูดออกไปเด็ดขาด “ได้แล้วผมกินได้ทุกอย่าง”
ก็มันอร่อยทุกอย่างแล้วจะให้เขาติอย่างไร จากนั้นก็เดินเข้าห้องน้ำ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเกร็งเพราะมีคนอื่นอยู่ด้วย การอาบน้ำครั้งนี้จึงเร็วกว่าปกติ
เมื่อออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูผืนเดียวอย่างเคยตัว พอเห็นหน้าหญิงสาวเขาก็รีบหันหลังกลับ แต่หญิงสาวกลับมองเห็นเขาเป็นหิน มองเลยผ่านแล้ววิ่งไปในห้องเพราะเสียงลูกร้องตื่นแล้ว
ตอนนี้เขาก็เลยเร่งฝีเท้ากึ่งวิ่งเข้าห้องตัวเองแล้วรีบปิดประตูจากนั้นก็รู้สึกโล่งใจ เอ๊ะทำไมรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่บ้านตัวเอง คิดไปก็เท่านั้นเมื่อหันมองนาฬิกาใกล้หกโมงแล้ว
ถ้าออกรถช้ารถอาจจะติดแล้วไปถึงที่ทำงานสายแน่นอน เขาจึงรีบแต่งตัวกำลังจะเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อมองหาเสื้อก็พบว่าทุกตัวไม่ได้รีด จึงออกจากห้องนอนอีกครั้ง
เสียงเขาค่อนข้างเกรงใจ “พอดีผมต้องไปทำงานสาย จะรบกวนคุณมากไปไหมถ้าจะช่วยรีดผ้าให้หน่อย ผมจะกินข้าวก่อน”
แสนจันทร์ที่ส่งขวดนมให้ลูกกินพยักหน้ายิ้ม จากนั้นก็รับเสื้อและกางเกงเขาไปรีดให้ ส่วนเขาก็นะยังออกมาในชุดผ้าขนหนูตัวเดิมเหมือนกัน
เขานั่งลงตรงข้ามเด็กหญิงตัวน้อย “ชื่ออะไรนะเรา”
“ลูกดาวค่ะ”
“ผมถามเด็กไม่ได้ถามคุณ”
“แกพูดไม่ได้ค่ะ” ร้องได้อย่างเดียวแต่พูดออกมาเป็นประโยคไม่ได้ และดูเหมือนพัฒนาการจะช้ากว่าเด็กทั่วไปด้วย สำหรับแม่แล้วเป็นเรื่องที่ทำใจได้แล้ว
แต่... หนุ่มข้างบ้านตอนนี้ถึงกับตกใจ ถึงว่าตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้เด็กน้อยไม่ยอมพูดสักคำเอาแต่ร้องอย่างเดียว สายตาเขาหันมองแม่เลี้ยงเดี่ยวตรงหน้า
เธอต้องผ่านอะไรมาบ้างในช่วงสามปีนี้ ที่แน่ ๆ อาจจะไม่มีวันเวลาที่ดีแน่นอน เขาพยายามสะบัดสายตาสงสารออกหันมาตักข้าวแล้วรีบกินเพื่อไปทำงาน
ปกติแล้วมื้อเช้าเขากินแค่กาแฟแก้วเดียว แม้ไม่คุ้นชินกับการกินอาหารเช้า แต่เขาก็ตักกินไปถึงสองจาน!! บ้าไปแล้ว อาหารที่เธอทำอร่อยเป็นบ้า!!
แสนจันทร์ที่เงยหน้าจากเตารีดมองเจ้าของบ้านตักกินอย่างอร่อยก็ยิ้มมีความสุข เธอรีดจนเสร็จก็นำไปแขวนด้านในห้องของเขาให้ มองสำรวจห้องที่ดูรก หนังสือวางเกะกะเต็มไปหมด
อีกทั้งผ้าปูก็ยับยู่ยี่ แทนที่จะรีบออกก็คันไม้คันมือจัดให้เขาต่อ คนกินข้าวเสร็จรีบวางจานแล้วกลับมายังห้องตัวเองจากนั้นก็ปิดประตู ด้วยความเคยชิน เขาจึงรีบถอดผ้าขนหนูออกจากนั้นก็หันไปเพื่อหยิบเสื้อผ้า
“เฮ้ย!!” เสียงร้องเขาดังทำให้คนที่กำลังจัดผ้าปูคิดจะหันมอง
“เดี๋ยวอย่าหันมา” หัสดินรีบคว้าผ้าขนหนูขึ้นมาจากนั้นก็รีบผูก
“คุณเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร” ไม่สิเขากินอร่อยจนลืมสังเกตว่าเธออยู่ไหนต่างหาก
“ฉันเอาผ้ามาแขวนให้ค่ะ แต่เห็นว่าห้องรกคิดจะเอาผ้าปูและผ้าห่มไปซักให้มันค่อนข้างอับ เลยเปลี่ยนชุดใหม่ให้ก่อน”
แสนจันทร์หันไปหาเขาก็พบว่าเขาอยู่ในชุดผ้าขนหนูผืนเดียวเหมือนเดิม จึงก้มลงหยิบผ้าปูเตียงและผ้าห่มชุดเก่าออกจากห้อง สีหน้าแววตาเหมือนคนไร้ความรู้สึก
ส่วนเขาที่เป็นผู้ชายยังรู้สึกตกใจมากกว่าอีก สองมือรีบคว้าเสื้อผ้าตัวเองมาสวมใส่แล้วออกจากบ้านไป
เสียงรถของหัสดินออกไปแล้ว แสนจันทร์จึงลุกจากการแช่ผ้าขึ้นมาสำรวจห้องเขา ก่อนจะมองสำรวจหนังสือกองโตแล้วหันมองชั้นวางหนังสือที่ว่างเปล่าเหมือนซื้อมาตั้งไว้เฉย ๆ
เธอจึงใช้ความรู้เรื่องการจัดเก็บเอกสาร จัดเรียงมันขึ้นชั้นจากนั้นก็ทำกระดาษและสมุดเล็กบอกรายละเอียดของหนังสือแต่ละชั้น วางบนโต๊ะทำงานให้เขา
ทำงานหมดไปครึ่งวันก็ได้เวลานอนของลูกสาวจึงพาเจ้าตัวเล็กไปนอนที่โซฟาด้านนอกเปิดหน้าต่างที่มองเห็นสระปลาที่ติดกับวัด บรรยากาศยามเที่ยงจึงไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป
เธอหันมองลูกสาวที่หลับสบายจึงล้มตัวลงนอนด้วยกัน นอนหลับไปนานเท่าไรไม่รู้ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู
“คุณทนาย” แสนจันทร์ลืมตาขึ้นแล้วเดินไปยังประตู เมื่อเปิดออกมาก็พบว่าเป็นผู้หญิงสูงอายุ
ป้าข้างบ้านทำสีหน้าแปลกใจ “คุณเป็นใคร?” ถามเหมือนว่าตัวเองเป็นเมียหลวงของคุณทนาย ส่วนเธอเป็นเมียน้อยอย่างไรไม่รู้
“ฉันเป็นคนทำงานบ้านให้คุณทนายค่ะ”
ออ ก็แค่คนทำงานบ้าน “ฉันทำแกงเทโพปลาเค็มมาฝากคุณทนายยังไงก็ฝากไว้ด้วย”
ป้าบัวกวาดสายตาสำรวจอีกรอบ ก่อนจะพบเด็กน้อยที่นอนหลับอยู่ สายตาก็ยิ่งสงสัยคิดว่าที่หญิงสาวพูดอาจจะเป็นเรื่องโกหก พอประตูปิดลงเธอก็รู้สึกคันปาก จึงคิดจะไปเมาท์ที่ตลาดสักหน่อยจะได้หายคัน
คุณอาจจะชอบ





