
เดือนแสนจันทร์
ตอน 3
ด้วยอิทธิฤทธิ์ป้าบัวข้างบ้านจึงทำให้ข่าวที่หญิงสาวเข้ามาอยู่ในบ้านของทนายกระจายทั่วตลาด ตั้งแต่หน้าตลาดจนถึงท้ายตลาดเป็นเรื่องคุยสนุกปาก
ส่วนคนที่ไม่ยุ่งเรื่องคนอื่นหรือไม่สนว่าใครจะนินทาตน กำลังมองมือถือที่ปิดเครื่องอยู่ เธอไม่กล้าแม้แต่จะเปิดออกอ่าน ไม่กล้าแม้แต่จะกล้าเปิดคอมพิวเตอร์
พอคิดถึงเรื่องที่โดนกล่าวหาหัวใจเธอก็ร้องไห้อีกครั้ง แรงที่จะต่อสู้ก็ยังไม่มี จึงหันมาขัดพื้นกวาดบ้านต่อจนสะอาดเสียยิ่งกว่าสะอาด
ตอนที่เจ้าของบ้านกลับมายังจำไม่ได้ว่านี่บ้านตัวเองจริง ๆ หรือเปล่า
“คุณได้พักบ้างไหม”
แสนจันทร์พยักหน้า “งีบเมื่อตอนกลางวันค่ะ”
“ผมไม่ได้ใช้ให้คุณทำงานหนักแบบนี้นะ”
“ให้ฉันทำเถอะค่ะ สมองจะได้ไม่ว่าง” หัสดินเดินไปยังหลังครัวมองอาหารที่เสร็จร้อน ๆ หอมลอยเตะจมูก
เอ้อการมีผู้หญิงอยู่บ้านดีแบบนี้นี่เอง ว่าแต่เขากำลังคิดอะไรอยู่ พอคิดว่าตัวเองคิดเลอะเทอะก็คิดจะหยิบจาน
“อาบน้ำล้างมือก่อนเถอะค่ะ มาร้อน ๆ ด้านนอกเชื้อโรคเยอะปลอดภัยไว้ก่อน”
ประโยคนี้เหมือนแม่ชอบพูดกับเขาบ่อย ๆ ชายหนุ่มเงยหน้ามองคนพูด จากที่คิดจะดื้อพอเห็นสีหน้าเศร้านั้นเลยยอมไม่ดื้อก่อนลุกขึ้นไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า พอออกมาก็เห็นว่าเธอกำลังป้อนอาหารให้ลูกสาวกินอยู่
สายตามองแกงเทโพปลาเค็ม “คุณรู้ได้ไงว่าผมชอบกิน”
แสนจันทร์ส่ายหน้า “ป้าข้างบ้านเอามาให้ค่ะ”
“หมายถึงป้าบัวนะหรือ”
คิ้วหัสดินขมวดเข้าหากัน รอบก่อนเขาทำคดีให้จนอีกฝ่ายชนะคดีเงินกู้ได้สำเร็จ ต่อมาแกก็มักจะทำอาหารมาเผื่อเสมอ เพียงแต่อีกฝ่ายค่อนข้างจะปากมากพอสมควรคิดว่าพอเห็นหญิงสาวแล้วไม่รู้ว่าตอนนี้เรื่องไปไหนถึงไหนแล้ว
แต่เพราะเขาไม่ได้อยู่บ้านบ่อยนัก อีกทั้งไม่ค่อยได้ไปตลาดจึงไม่เดือดร้อนที่จะสนใจเรื่องซุบซิบนินทาเท่าไร
เขานั่งลงแล้วมองแกงจืดเต้าหู้ราดบนข้าวร้อน ๆ เด็กน้อยตักกินเองบ้าง แม่ป้อนบ้าง สรุปแล้วเขากินข้าวหมดจานเธอก็ยังไม่ได้กิน
“เดี๋ยวผมดูแกให้เอง คุณกินข้าวเถอะ” หัสดินลุกขึ้นแล้วอุ้มเด็กน้อยไปยังด้านหน้าโซฟา ก่อนจะมองหาของเล่นของเด็กที่มองทั่วบ้านก็มีแค่กระต่ายเน่าตัวหนึ่งเท่านั้น
ความคิดแรกแวบเข้ามาว่าถ้ามีเวลาเขาจะหาซื้อมาเพิ่มให้ แต่เอ๊ะรู้สึกจะทำเกินหน้าที่เพื่อนบ้านไปหรือเปล่า ทำไปทำมาเริ่มรู้สึกเหมือนเป็นพ่อคนหนึ่งไม่ใช่หนุ่มข้างบ้านแล้ว
ลูกดาวเงยหน้ามองคนตรงหน้า จากนั้นก็รับตุ๊กตาเข้ามากอดไว้แน่น จากนั้นก็หอมแล้วส่งให้อีกฝ่ายหอมตาม หัสดินยิ้มรับมาแต่ก็ไม่ได้หอมตาม เพียงแต่ดัดเสียงเป็นเด็กแล้วคุยแทน
“ว่าไงคุณลูกดาวข้าคือกระต่ายเน่าวันนี้จะมาเล่นกับเจ้า”
ลูกดาวเงยหน้ามองเขาไม่กะพริบตาก่อนจะยิ้มออกมามีเสียงหัวเราะเล็กน้อย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้เขาลุกขึ้นไปเปิดประตูพบว่าเป็นป้าบัวคนเดิม ที่คราวนี้หอบหิ้วผลไม้มาฝาก
“คุณทนายป้าเอาผลไม้มาฝาก ของหลานอิฉันมันเอาจากสวนมาฝากเมื่อวาน”
หัสดินรับผลไม้แล้วขอบคุณ แต่ป้าบัวก็ยังไม่กลับยังยืนที่เดิมสายตาสอดส่องเข้าไปด้านใน มองเห็นหญิงสาวกำลังล้างจาน
“เมียคุณทนายหรือคะ”
หัสดินสะอึกกับคำถาม “คนข้างบ้านครับป้า พอดีเขาไม่มีที่อยู่ก็เลยให้มาอยู่ก่อน คิดว่าอีกสองสามวันคงหาที่อยู่ได้ครับ”
เขาก็บอกไปตามจริงไม่ได้ปิดบังอะไร แต่ป้าบัวไม่ได้คิดแบบนั้นนะสิ ถ้าไม่เป็นอะไรกันแล้วทำไมต้องให้มาอยู่ด้วยกัน อย่างไรเหตุผลก็ฟังไม่ขึ้นอยู่ดี
ป้าบัวกวาดสายตาอีกรอบอย่างเสียดายในใจก็บ่นไปว่า ไม่น่าเลยเสียของดี ๆ หมด ตอนแรกว่าจะให้หลานตัวเองที่กำลังทำงานเป็นพยาบาลมาเจอกับพ่อทนายสุดหล่อหน่อย สุดท้ายก็เสร็จสาวข้างบ้าน
พอรู้สึกไม่พอใจป้าบัวก็เลยต่อความยาวจากเรื่องที่คุณทนายพูดเอาไว้ ไม่สิเติมเพิ่มเป็นละครอีกหนึ่งเรื่องยาวไปตั้งแต่หัวตลาดยันท้ายตลาด
แสนจันทร์ล้างจานเสร็จก็เดินไปเก็บผ้าห่มพับเก็บเอาไว้ในตู้ให้หัสดิน ก่อนจะกลับมาหาลูกสาวก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังหัวเราะเล่นสนุกอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
คำถามแรกสำหรับเธอ เธอเป็นแม่ไม่ดีพอหรือเปล่า สองปีมานี้น้อยเหลือเกินที่จะได้มีเวลาเล่นกับลูกแบบนี้ เพราะเธอหรือเปล่าลูกดาวถึงไม่พูด เพราะเธอหรือเปล่าเด็กน้อยจึงมีพัฒนาการช้ากว่าเด็กคนอื่น
สุดท้ายแล้วเธอก็โทษตัวเองเข้าไปอีก
“ลูกดาวมากับแม่มะ ให้คุณทนายทำงานก่อน”
หัสดินหันมองคนเป็นแม่ที่เดินมาอุ้มเด็กหญิงเข้าไปในห้อง เขาก็เลยลุกขึ้นจะเข้าห้องเพื่อไปทำงาน ตอนเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่ทันสังเกตว่าห้องเปลี่ยนไปเยอะ
อีกทั้งหนังสือ!! ด้วยความตกใจคิดว่าหนังสือจะหายจึงรีบเดินไปดูในชั้น ก่อนจะพบว่าหนังสือถูกจัดเรียงตามอักษรเป็นระเบียบเมื่อกลับมายังโต๊ะทำงานก็พบว่ามีสมุดจดรายชื่อหนังสือแต่ละชั้นให้พร้อม
เขาต้องยอมรับเลยว่าความคิดในตอนแรกที่คิดว่าหาเรื่องใส่ตัว ตอนนี้เหมือนจะเอาเรื่องสบายเข้าตัวมากกว่า ชีวิตที่ต้องอยู่กับการทำงานเลิกดึก ข้าวปลาไม่ได้กินก็เหมือนจะเข้าที่เข้าทาง
สายตากวาดมองรอบห้องอีกครั้ง มีหญิงสาวไว้ทำงานบ้านให้ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรจริง ๆ คงต้องคิดแล้วว่าจะทำยังไงต่อไป
เช้าวันอาทิตย์ต่อมารุ่งเช้าวันใหม่ แสนจันทร์มองผักและอาหารสดที่หายไปเยอะพอสมควรจึงคิดจะเดินไปบอกเขา แต่พบว่ามีแบงก์สีเทาวางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้วพร้อมกับกระดาษโน้ต
“ผมไปธุระช่วงเช้ายังไงคุณก็ไปซื้อของในตลาดใส่ตู้เย็นให้หน่อยครับ ออกจากบ้านก็เอากุญแจบ้านใส่ใต้กระถางต้นดอกชบาได้เลยครับเผื่อผมกลับมาก่อน”
แสนจันทร์เก็บเงินใส่กระเป๋า แล้วหยิบเป้สะพายหลังใส่ลูกน้อยแล้วออกจากบ้านพร้อมรถเข็นใส่ของเล็ก ๆ เดินจากบ้านลัดเลาะผ่านวัดไปไม่นานก็เจอตลาด เมื่อไปถึงสิ่งแรกที่เธอมองก็คือราคา
เดินเทียบทั่วตลาดหนึ่งรอบก่อนจะเลือกราคาที่ถูกที่สุด ระหว่างที่กำลังเลือกมะเขือเทศคิดว่าจะเอาไปทำต้มยำให้คุณทนายตอนเย็น แม่ค้าขายผักที่คุ้นเคยก็เงยหน้าแล้วถาม
“ตอนนี้ทำงานอะไรนะเรา” คนเคยทำงานเข็นผักมาหนึ่งปีเงยหน้าแล้วยิ้ม
“ตอนนี้ว่างงานค่ะ”
เธอหยิบแบงก์เทาส่งให้ป้าเดือน อีกฝ่ายก็ตกใจ
“ว่างงานแล้วเอาเงินมาจากไหน หรือว่าที่เขาพูดกันว่าเราไปเป็นเมียน้อยคุณทนายจริงใช่ไหม”
คนไม่มีเมียหลวงแต่มีเมียน้อยแล้วตอนนี้คงสะดุ้ง
แสนจันทร์ถึงกับหน้าซีดแล้วรีบปฏิเสธ “เปล่านะป้า ฉันแค่ไม่มีที่อยู่คุณทนายก็เมตตาฉันให้ฉันพักที่บ้านก่อนจะหาที่อยู่ได้ เงินนี้ก็ของคุณทนายฉันเอากลับไปทำอาหารให้คุณทนายค่ะ”
ป้าเดือนพยักหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “คนดี ๆ แบบคุณทนายเขาก็ต้องได้ผู้หญิงดี ๆ สินะ เราเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมีลูกติดแบบนี้ยังไงเขาก็ไม่มอง ป้าว่าเรารีบหาที่อยู่อื่นเถอะ ก่อนที่ชื่อเสียงคุณทนายจะด่างพร้อยไปมากกว่านี้”
ได้ยินแบบนี้เธอก็ยิ่งรู้สึกผิด ตอนกลับมาถึงบ้านเธอก็รีบจัดการอาหารสดใส่ตู้เย็น เก็บเสื้อผ้าไว้ให้คุณทนายรีดผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะเข้าห้องเก็บเสื้อใส่กระเป๋า
สายตาเธอหันมองคอมพิวเตอร์ด้วยสายตาเสียใจ จึงเขียนโน้ตแปะใส่ตู้เย็นเอาไว้ คิดว่าถ้าหาที่อยู่ได้แน่นอนจะกลับมาเอาของที่เหลือตอนนี้ขอฝากคุณทนายไว้ก่อน
แสนจันทร์มองรอบบ้านด้วยสายตาเศร้า จากนั้นก็หันหลังให้ปิดประตูจากนั้นก็ใส่กุญแจใต้กระถางดอกชบา แล้วพาเด็กน้อยออกจากบ้านคุณทนายไปตามทางที่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนกันแน่
สายฝนที่กำลังโปรยลงมานั่นทำให้คนที่กำลังพาช่างมาต่อเติมห้องด้านหลังเพิ่มถึงกับปวดหัว กว่าจะมาถึงก็เปียกปอนไปหมดทั้งตัวเขาลงจากรถมองรถกระบะช่าง
คนงานที่นั่งอยู่ด้านหลังเปียกปอนไปหมดทั้งตัว
“คุณทนายยังไงก็เริ่มงานก่อนไม่ได้ต้องรอให้ฝนหยุดก่อน ยังไงผมขนของลงก่อนพรุ่งนี้จะกลับมาใหม่นะครับ”
คนใจร้อนอย่างทนายพยักหน้าเห็นด้วย กำลังจะเข้าบ้านก็เห็นประตูกุญแจคล้องอยู่ หรือว่าเธอจะติดฝนที่ตลาดยังไม่กลับมาหันมองเวลานี่ก็บ่ายสามแล้ว ถ้าไปเดินตลาดทั้งวันคงไม่ใช่แน่
ลางสังหรณ์ว่าต้องมีเรื่องทำให้หัสดินรีบยกกระถางดอกชบาขึ้นหยิบกุญแจบ้านแล้วเปิดเข้าไปดูด้านใน มองทุกอย่างเรียบร้อยเหมือนตอนออกมา
ฝีเท้าเขาเดินไปยังห้องของหญิงสาวพบคอมพิวเตอร์วางอยู่ก็รู้สึกเบาใจ แต่พอมองให้ดีอีกรอบก็พบว่าเสื้อผ้าหายไปหมด แสดงว่าเธอไปแล้วจริง ๆ
เขาควรรู้สึกโล่งใจที่ไม่มีภาระให้ต้องดูแลหรือใส่ใจใช่ไหม แต่ทำไมเขารู้สึกกังวลรู้สึกเป็นห่วงว่าสองแม่ลูกจะกินอยู่อย่างไร ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน หรือมีที่พักไว้สำหรับนอนคืนนี้หรือยัง
เสียงสายฝนที่พัดกระหน่ำเข้ามาไม่หยุด ชายหนุ่มเงยหน้าไปนอกหน้าต่างก็ยิ่งรู้สึกกังวลใจ หันมองร่มที่วางอยู่ตรงหน้าก็ลุกขึ้นแล้วหยิบออกจากบ้านเพื่อไปตามหาเธอ
แสนจันทร์อุ้มลูกไว้ในอกหลบฝนอยู่ใต้ศาลาริมทางของถนน หลังจากเดินมาครึ่งวันเธอก็พบว่าตัวเองไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน จึงขอพักเอาแรงเสียก่อน หันมองลูกสาวที่กำลังร้องไห้ด้วยความหิว เธอหยิบขวดนมที่ชงติดมือมาส่งให้ลูกน้อยกินแล้วนอนบนตัก
สายฝนที่สาดลงมายังศาลาที่ไม่ได้กันฝนเท่าไร แสนจันทร์จึงใช้ผ้าห่มขึ้นมาห่มกันฝนให้ลูกสาว เธอมองเด็กน้อยที่กินนมนิ่งสงบเหมือนเด็กน้อยจะยอมรับสภาพความลำบากที่เรามีไปแล้วจึงไม่ได้งอแงแต่อย่างใด
ลูกดาวกินจนหลับไปแต่สายฝนก็ยังไม่หยุด จนความมืดเริ่มมืดขึ้นเรื่อย ๆ เธอคิดว่าคืนนี้อาจจะต้องนอนที่ศาลาริมทางนี้ก่อน แต่แล้วก็มีมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดหน้าศาลา
จากนั้นก็มีกลุ่มวัยรุ่นสองคนเข้ามาหลบฝน วัยรุ่นสองคนนั้นหันมองคนที่อยู่ก่อนแล้ว จึงขยับไปทางด้านซ้ายของศาลาแทน ส่วนเธอเองก็ขยับไปทางขวาเว้นระยะห่างอย่างระวังตัว
แต่ฝนก็เหมือนจะแกล้งพวกเรา เพราะยิ่งนานก็ยิ่งตกหนัก เธอนั่งได้ไม่นานก็ได้กลิ่นบุหรี่ลอยเข้ามา จึงเงยหน้ามองวัยรุ่นสองคนนั้นกำลังสูบบุหรี่อยู่ควันของบุหรี่ลอยเข้ามาทางจมูก เธอก็ก้มลงมองลูกสาวแล้วเอาผ้าห่มคลุมให้มิดกว่าเดิม
วัยรุ่นสองคนหันมองหญิงสาวที่หน้าตาดี ก่อนจะมองรอบถนนที่ไร้รถหรือคนขับผ่านมาร่วมชั่วโมง หันมองรอบด้านบ้านคนก็ห่างพอสมควร สองคนหันมองหน้าแล้วยิ้ม จากนั้นก็ทิ้งบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้เท้าเหยียบขยี้จากนั้นก็หันหลังพร้อมกัน
เสียงฝีเท้าของวัยรุ่นสองคนทำให้แสนจันทร์ผวาเธอรีบอุ้มลูกลุกขึ้นอย่างระวังรีบหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมาแล้วคิดจะออกจากศาลาแต่พวกมันก็ยังรู้ทันดักหน้าเธอเอาไว้
“จะไปไหนพี่สาว ทำไมไม่อยู่กับผัวมาทำอะไรตรงนี้หรือว่าผัวไล่ออกจากบ้านมา” จากนั้นสองคนก็หัวเราะเสียงดัง เธอเองก็พยายามหาทางหนีออกจากศาลา แต่ด้านหลังเป็นบึงน้ำ ด้านข้างก็เป็นเก้าอี้นั้น มีเพียงด้านหน้าที่เป็นทางออก
“ปล่อยฉันไปเถอะ เห็นแก่ลูกฉันด้วย” แสนจันทร์ยกมือขึ้นไหว้วัยรุ่นสองคนตรงหน้า ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะอายุน้อยกว่าหรือมากกว่าตน ตอนนี้ได้แต่หวังว่าเขาจะยอมปล่อยเธอ
วัยรุ่นสองคนนั้นมองหน้ากันจากนั้นก็ขยับเท้าเข้าไปหาเธอพร้อมกับผลักเธอลงนอนจนลูกสาวที่อยู่ตรงหน้าอกร้องตกใจขึ้นมา พวกมันรำคาญจึงผลักเด็กหญิงออกจากตัวเธอ
กรี๊ด! เสียงเธอกรีดร้องขอร้องอ้อนวอนพวกมัน แต่พวกมันกลับมองเป็นเรื่องสนุก คนหนึ่งจับแขนเธอไว้ อีกคนก็กดขาเธอไม่ให้ขยับ
“ได้โปรดขอร้องละเว้นฉันกับลูกเถอะ” น้ำตาเปื้อนใบหน้าอ้อนวอนขอร้องให้พวกเขาปล่อย แต่สุดท้ายแล้วก็เหมือนเสียงสายฝนจะกลบไปจนหมด เธอได้แต่กรีดร้องเมื่อคนตรงหน้ากำลังโน้มตัวลงทำอะไรที่เธอหวาดกลัวที่สุด...
หัสดินถือร่มเดินมองหาหญิงสาวตามทาง เดินเข้าวัดไปถามหากับเจ้าอาวาสก็พบว่าหญิงสาวเข้ามาแวะพักกินข้าวเที่ยงที่วัดจริง ๆ ก่อนที่จะออกจากวัดประมาณบ่ายสองกว่า ๆ หลังจากนั้นฝนก็ตกหนัก คิดว่าคงไปไกลจากวัดไม่เท่าไร
เขาจึงเดินเท้าหันไปตามถนน ลัดเลาะถามชาวบ้านแถวนั้นจนกระทั่งมีคนเห็นว่าเธอเดินไปแถวถนนสายรอง จำได้ว่าแถวนั้นค่อนข้างเปลี่ยว
ในใจเขาก็ยิ่งร้อนรนมากกว่าเดิม กลัวว่าหญิงสาวจะเกิดเรื่อง สายฝนที่พัดเข้ามานั้นทำให้เสื้อของเขาเปียกไม่เหลือสภาพ เดินได้ไม่นานก็รู้สึกรำคาญร่มที่ถือจึงหุบทิ้ง
เอาวะไหน ๆ ก็เปียกแล้วจะถือทำไมอีก จากนั้นก็เดินเท้าต่อเพื่อหาพวกเธอให้พบโดยเร็ว
คุณอาจจะชอบ





