ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย วุ่นรักมนตรา คำสาปบุปผา NC20+

วุ่นรักมนตรา คำสาปบุปผา NC20+

องค์หญิงโจวเจ้าเว่ยผู้เลอโฉมจากเผ่าบุปผาจำต้องแบกรับคำสาปร้ายที่ว่าหากริรักจะต้องวายชนม์ นางและพี่ชายฝาแฝดจึงออกเดินทางข้ามมิติด้วยขลุ่ยวิเศษเพื่อหาวิธีแก้คำสาปนี้ จนกระทั่งนางต้องเข้าพิธีอภิเษกสมรสทางการเมืองกับฝูจื่อหรง ฮ่องเต้หนุ่มผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงหุ่นเชิด แม้เขาจะมองว่าสตรีเป็นเพียงเครื่องมือสร้างความมั่นคงให้บัลลังก์ แต่เสน่ห์และความลับของเจ้าเว่ยกลับสั่นคลอนหัวใจที่เคยเย็นชา ท่ามกลางไฟปรารถนาที่แผดเผาและความจริงที่ต้องปกปิดเพื่อความอยู่รอดของทั้งสองคน
ตอน
แชร์

ตอน 2

“เชิญศิษย์พี่และคุณชายตามข้ามาขอรับ” บุรุษผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นทันทีที่พวกเธอออกจากเรือนรับรอง

สองพี่น้องเดินตามศิษย์สำนักคุณหลุนไปโดยไม่เอ่ยปากพูดคุย โจวเจ้าเว่ยสังเกตว่าศิษย์ที่นี่หลายคนยังแอบมาเมียงมองพี่ชายของเธอ หลายคนที่ดูชื่นชอบเขาอย่างออกหน้าออกตาและหลายคนมองเธออย่างสนใจแต่พวกเขาก็ดูสุภาพและเอียงอายจนเธออดหัวเราะเบาๆไม่ได้ คนพวกนี้คงตกหลุมรักพี่ชายเธอเสียแล้วสิ สมแล้วที่เป็นโจวเจี๋ยหลุนผู้มีอิทธิพลทำลายล้างสูง

“สำรวมกิริยา”

โจวเจ้าเว่ยทำใบหน้าเบื่อหน่าย เมื่อโดนคนด้านข้างตำหนิ คนนะยะจะให้ทำหน้านิ่งทั้งปีทั้งชาติเหมือนตัวเองได้ยังไง

บุรุษผู้นั้นนำสองพี่น้องมาจนถึงที่พัก ที่นี่ห่างจากบริเวณอื่นพอสมควรมีเพียงกระท่อมหลังเล็กๆติดกันสองหลัง

ห้องหนึ่งเป็นห้องพี่ชายส่วนอีกห้องหนึ่งเป็นของเธอ หญิงสาวเปิดประตูเข้ามาด้านใน พบเตียงนอนตั้งอยู่อีกด้านและมีโต๊ะตัวเล็กพร้อมเก้าอี้สองตัว บนโต๊ะมีกาน้ำชาและถ้วยน้ำชาเล็กๆสองอันวางอยู่ ที่นี่ไม่มีแม้กระทั่งที่แขวนเสื้อผ้าและเครื่องใช้อย่างอื่น มันจะเรียบง่ายเกินไปแล้ว

“เจี๋ยหลุนห้องนี้ไม่มีอะไรเลย”

“สำนักคุณหลุนปกติไม่มีผู้มาเยือน ที่นี่ทำไว้เผื่อจำเป็นดังนั้นจึงไม่มีสิ่งอื่นแต่รับรองว่าสะอาดเพราะได้รับการเช็ดกวาดทุกวัน”

“ดูจะลำบากยิ่งกว่านอนที่วัดอีก”

หญิงสาวนั่งลงตรงตั่งตัวเล็กมองไปรอบๆห้องเล็กอีกรอบ โจวเจี๋ยหลุนวางห่อผ้าที่ห่อเป้ของน้องสาวไว้บนโต๊ะ นั่งลงข้างเธอแล้วหยิบถ้วยน้ำชาสองใบหงายขึ้น รินน้ำชาที่ยังอุ่นๆลงในถ้วยแล้วยื่นให้น้องสาว

โจวเจ้าเว่ยรับถ้วยน้ำชามาดื่มอย่างกระหาย แล้วยื่นจอกเล็กที่ไม่เหลือสิ่งใดติดอยู่ให้โจวเจี๋ยหลุนอีกครั้ง เขารับมารินน้ำชาให้น้องสาวอย่างคล่องแคล่วคราวนี้โจวเจ้าเว่ยค่อยๆ จิบเพื่อลิ้มรสความหอมกรุ่นของชา

“ที่นี่ไม่ใช่โรงแรมแต่เป็นสำนักฝึกตนจะสร้างความสบายมาเพื่อสิ่งใด”

เขากล่าวจบก็รินน้ำชาให้ตนเองแล้วยกถ้วยชาจิบลงคออย่างสง่างาม โจวเจ้าเว่ยมองท่าทางสูงส่งของพี่ชายแล้วยิ้มบางๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดพี่ชายของเธอก็ช่างเหนือผู้คนเสียจริง โจวเจี๋ยหลุนดื่มชาเสร็จก็ยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว

“พี่ต้องไปคุยกับอาจารย์ที่อาศรม เว่ยเว่ยพักผ่อนให้ดี” กล่าวเสร็จเขาก็ทำท่าจะเดินออกไป

“เดี๋ยวๆ เราคุยกันยังไม่เสร็จ” หญิงสาวลากพี่ชายกลับมา กดลำตัวของเขาให้นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม

“มีอะไรอีก” เขาทำเสียงรำคาญเธอแล้วนั่งลงตามแรงลากของน้องสาว

“ตัวมีศิษย์พี่ที่รักด้วยเหรอ เมื่อกี้เห็นอาจารย์ของตัวพูดถึง” โจวเจ้าเว่ยเอ่ยปากถามพี่ชายด้วยความสงสัย

“มี” เขาตอบสั้นๆ

“เขาคือใคร ทำไมถึงไม่เคยเล่าให้เค้าฟัง”

“คนเก่งที่สุดคนหนึ่ง เขาถือเป็นศิษย์เอกอีกคนที่สามารถฝึกฝนวิชาจนแตกฉานได้อย่างรวดเร็วและยากจะมีคนต่อกร ที่ไม่เล่าเพราะไม่เห็นความจำเป็น”

“ใช่สิ น้องสาวคนนี้ไม่สำคัญใช่หรือเปล่า” โจวเจ้าเว่ยกล่าวประชด

“เรื่องบางเรื่องเล่าไปก็ไม่เกิดประโยชน์” โจวเจี๋ยหลุนตอบน้องสาวด้วยถ้อยคำราบเรียบเช่นเดิม เขาเคยชินกับการพูดกระทบและแดกดันของเธออยู่แล้ว

“ว่าแต่ว่าศิษย์พี่คนนี้เขาเป็นใครมาจากไหน”

“ไม่รู้ฐานะที่แท้จริง คนที่นี่ทุกคนล้วนต้องปกปิดฐานะมีเพียงอาจารย์เท่านั้นที่รู้ และพวกเราก็ไม่อยากรู้เช่นกัน เมื่อเข้ามาที่นี่ทุกคนล้วนเท่าเทียมไม่แบ่งแยกสูงต่ำร่ำรวยหรือยากจน”

“อย่างนี้สินะ หากจากกันไปก็ไปมาหาสู่กันไม่ได้สิ ไม่รู้จักเบื้องหลังกันเช่นนี้”

“เมื่อถึงคราวจากคือปล่อยวางความสัมพันธ์ แม้ภายหน้าต้องห้ำหั่นในฐานะศัตรูก็ต้องทำ กฎของที่นี่เข้มงวด เพราะหากว่ามีศิษย์มาจากต่างแคว้นที่เป็นศัตรูกันมาเรียนและทุกคนต่างรู้ฐานะของกันและกันเกรงว่าจะก่อเหตุวุ่นวายได้ ดังนั้นทุกคนต้องปกปิดฐานะ หากผู้ใดเปิดเผยตัวตนจะโดนขับออกจากสำนักโดยไม่มีข้อแก้ตัว”

“แล้วตัวกับศิษย์พี่คนนั้นใครเก่งกว่าล่ะ”

“ไม่รู้สิไม่เคยประลองและไม่สนใจ กฎข้อหนึ่งของสำนักคือห้ามศิษย์พี่กับศิษย์น้องประลองกัน” โจวเจี๋ยหลุนกล่าวสั้นๆ ตัดบทการสนทนา

“ใครหล่อกว่าใคร” โจวเจ้าเว่ยถามต่อทำตาเป็นประกายอยากรู้อยากเห็น

“ไร้สาระ” โจวเจี๋ยหลุนเอ่ยเสียงเย็นแล้วกล่าวต่อ “ที่นี่ห้ามเปรียบเทียบหน้าตา ศิษย์พี่คุมศิษย์น้องหากได้ยินใครเอ่ยว่าใครหน้าตาดีกว่าใครต้องโดนลงโทษ เข้ามาแล้วทุกสิ่งคือเท่าเทียมไม่เช่นนั้นก็ไม่ใช่ศิษย์สำนักคุณหลุน”

“แล้วเขาแข่งอะไรกันล่ะถ้าไม่แข่งตัวก็คงไม่ได้เป็นศิษย์อันดับหนึ่งได้”

“ปราบอธรรมและภูตผีร้ายเคร่งครัดในกฎเกณฑ์ วางตนให้เป็นผู้มีคุณธรรม ไม่อวดตน นี่คือศิษย์สำนักคุณหลุน เรามีด่านให้ทดสอบทั้งกับคนจริงและการทดลองกับภูตผีการทดสอบเช่นนั้นถึงจะได้รับการยอมรับ”

“ที่ตัวได้รับการยอมรับเพราะปราบคนร้ายและปราบผีร้ายเก่งเหรอ”

“คงเป็นเช่นนั้น ที่นี่เรียนทั้งอาคมและเพลงยุทธอีกทั้งยังเรียนปรัชญาต่างๆรวมถึงการวางแผนสู้รบ หากจะได้รับการยอมรับนอกจากจะเก่งเรื่องพวกนี้แล้วการวางตัวที่ดีถือปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัดก็ทำให้ได้รับการยกย่อง”

โจวเจี๋ยหลุนสรุปสั้นๆ ทุกครั้งที่เขากลับไปจะต้องได้รับคำถามเหล่านี้จากโจวเจ้าเว่ยแต่เขาก็ยุ่งจนไม่มีเวลาจะมาอธิบายให้เธอฟัง คราวนี้เขาจึงขอชดใช้สิ่งที่น้องสาวอยากรู้

“ทั้งกฎและการร่ำเรียนที่เคร่งเครียด อีกทั้งมีข้อห้ามเยอะแยะเต็มไปหมดแบบนี้อึดอัดตาย โชคดีที่เค้าเป็นผู้หญิงไม่อย่างนั้นคงอยู่ที่นี่ไม่ได้แน่” หญิงสาวลุกขึ้นบิดขี้เกียจก่อนจะเดินไปนั่งบนเตียง ท้าวแขนลงไปด้านหลัง เอนตัวอย่างสบายก่อนจะล้มตัวลงนอนกลิ้งไปมาอยู่ตรงนั้น

โจวเจี๋ยหลุนยิ้มน้อยๆให้น้องสาว กิริยาขี้เกียจตัวเป็นขนจนไม่อยากหยิบจับอะไรแบบนี้ทำให้เขาเหนื่อยใจแต่ก็รู้สึกว่าไม่ว่าจะโตแค่ไหนโจวเจ้าเว่ยก็ยังเป็นน้องสาวตัวน้อยๆที่ตามติดเขาแจดั่งเช่นวันวาน

“ถึงที่นี่จะไม่มีอะไรแต่เตียงนี่ก็นุ่มใช้ได้” เธอเอ่ยขึ้นอย่างสบาย รู้สึกความปวดเมื่อยลดลงไปหลายส่วนเมื่อได้เอนหลังในที่นอนแสนสุข หญิงสาวหลับตาลงผ่อนคลายความเมื่อยล้าไปกับความนุ่มนิ่มที่สัมผัสแผ่นหลัง

“ถอดรองเท้าออกก่อนสกปรก” โจวเจี๋ยหลุนเอ่ยตำหนิ

“ไม่เอาเค้าเหนื่อยไม่มีแรงแล้ว” โจวเจ้าเว่ยส่ายหน้าปฏิเสธ ผมกระจายเต็มเตียงหลับตาลงทั้งสองข้างยกเท้าขึ้นสูงพาดไว้ที่ผนังตรงปลายเตียง

โจวเจี๋ยหลุนเดินตรงมาหาน้องสาวถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม จับข้อเท้าของผู้เป็นน้องสาวขึ้นแล้วค่อยๆถอดรองเท้าให้อย่างเบามือ

“หากเว่ยเว่ยเป็นผู้ชายก็ไม่ได้เรียนที่นี่หรอก”

“ทำไมล่ะ” โจวเจ้าเว่ยทำท่าคิดนิดหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ใช่ๆ เสด็จพ่ออาจจะไม่ยอมเพราะคิดถึงมาก หรือไม่ก็เสด็จย่าทรงห้าม ทรงยอมให้เจี๋ยหลุนมาลำบากคนเดียวแต่ไม่ใช่เว่ยเว่ยแน่นอน” น้องสาวกล่าวออกมาเห็นด้วยกับความคิดของพี่ชาย

“ไม่ใช่เหตุผลนั้นหรอก” โจวเจี๋ยหลุนส่ายหน้า วางขาของโจวเจ้าเว่ยที่จัดการถอดรองเท้าให้จนเสร็จสรรพบนที่นอนอย่างเบามือ ก้มตัวลงจัดวางรองเท้าของเธอไว้อย่างเป็นระเบียบอยู่หน้าเตียง

“ไม่ใช่เหตุผลนี้ยังจะมีเหตุผลไหนอีก” หญิงสาวยันกายขึ้นมาถามพี่ชายที่ยืนตัวตรงอยู่ข้างๆ ใช้มือหนุนศีรษะของตนแล้วนอนแหงนหน้าอย่างสบายอารมณ์

“ เป็นเพราะเว่ยเว่ยสอบไม่ผ่านต่างหาก” เขาตอบหน้าตาย

โจวเจ้าเว่ย “...”

“พี่ไปก่อนนะ ห้องของพี่อยู่ด้านข้างไปพบอาจารย์สักครู่แล้วจะรีบกลับมา”

“ย่ะ ใครจะเก่งเหมือนตัว เช๊อะจะดูถูกน้องสาวตัวเองมากไปแล้วถึงยังไงก็เป็นแฝดกันเค้าแค่ขี้เกียจเท่านั้นถ้าขยันขึ้นมารับรองว่าไม่มีทางที่ตัวจะเอาชนะเค้าได้”

โจวเจ้าเว่ยค้อนเขาวงใหญ่ก่อนจะล้มตัวลงนอนทันทีเมื่อพี่ชายไม่สนใจฟังเสียงของเธอเลยแม้แต่น้อย

เรื่องราวในโรงเรียนของโจวเจี๋ยหลุนที่โจวเจ้าเว่ยไม่เคยรู้ตอนนี้เธอก็ได้รู้บ้างแล้วจึงนับว่าเป็นโชคดีอย่างยิ่งที่บังเอิญได้เข้ามาพักแรมที่นี่ หญิงสาวนอนหลับตาอยู่ชั่วครู่ก็มีคนมาเคาะประตู โจวเจ้าเว่ยทำเสียงต่ำเช่นบุรุษขานรับออกไปแล้วเดินไปเปิดประตูให้

“อาหารขอรับ”

โจวเจ้าเว่ยรับชามบะหมี่หอมกรุ่นมาถือในมือ หญิงสาวร้อง “ว๊าว” ในใจเมื่อได้กลิ่นหอมโชยมาติดปลายจมูก เธอนำชามบะหมี่ไปวางบนโต๊ะแล้วกินอย่างรวดเร็วด้วยความหิวโหย

บะหมี่ที่นี่รสเลิศที่สุดเท่าที่เธอเคยกินมา น้ำซุบเข้มข้นเป็นสีเหลืองทองคงถูกเคี่ยวด้วยกระดูกหมูจนมีรสชาติหวานนิดๆละมุนลิ้นเช่นนี้ ส่วนเส้นบะหมี่ก็เหนียวหนึบนุ่มลื่นกำลังดี หมูชิ้นโตที่ถูกวางบนชามหลายชิ้นเมื่อคีบเข้าปากก็นุ่มจนแทบละลายทันที

สวรรค์ของจริงอยู่ที่นี่สินะ โจวเจ้าเว่ยซัดบะหมี่ด้วยความหิวและอร่อยจนเกลี้ยงชาม บะหมี่ชามโตจะทำให้เธอรู้สึกอิ่มจนจุกแต่หญิงสาวก็สาบานได้ว่าหากมีอีกชามเธอก็ต้องกินหมดเพราะรสชาติที่ลึกล้ำของมัน

ในแต่ละปีศิษย์ของสำนักต้องผ่านการทดสอบโดยการทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองขบวนสินค้าของเศรษฐีในการเดินทางค้าขายจึงนับว่าเป็นสำนักคุ้มครองอันดับหนึ่งที่คนในยุทธภพวางใจ ไม่ว่าโจรหน้าไหนหากรู้ว่าขบวนสินค้านี้มีศิษย์ของสำนักคุณหลุนเดินทางมาคุ้มครองย่อมไม่กล้าดักปล้นสะดม

อีกด้านหนึ่งสำนักคุณหลุนก็มีชื่อเสียงในการปราบภูตผีร้าย ยุคนี้เป็นยุคแห่งอำนาจมืดที่รุ่งเรืองจึงมีหลายคนแอบเรียนวิชานอกรีตถึงขนาดตั้งสำนักขึ้นมาเพื่อสอนศิษย์และควบคุมวิญญาณร้ายให้ทำเรื่องชั่วร้ายเพื่อให้ได้อำนาจและเงินทอง

สำนักคุณหลุนเป็นสำนักเซียนอันดับหนึ่งที่ศิษย์ล้วนเก่งกาจทั้งบุ๋นแลบู๊ ทั้งราชสำนักและบ้านเศรษฐีทุกแว่นแคว้นจึงมักว่าจ้างให้มากำจัดเหล่าภูตผีและมารร้ายที่มีมากในยุคพรรคมารนอกรีตแผ่ขยายอำนาจเช่นปัจจุบัน

พักร่างได้ไม่นาน โจวเจ้าเว่ยชักรู้สึกเหนียวตัวและคันไปทั่วร่าง เป็นเพราะอากาศช่วงกลางวันที่ร้อนเหลือแสนทำให้เหงื่อของหญิงสาวไหลออกมาไม่หยุดในขณะเดินทาง แม้ตอนนี้จะเป็นเวลาพลบค่ำอากาศเย็นลงบ้างแล้วความรู้สึกเหนอะหนะตัวก็ยังคงไม่หาย

หญิงสาวตัดสินใจเดินไปหาวโจวเจี๋ยหลุนที่อยู่ห้องข้างๆ หวังจะให้พี่ชายพาไปอาบน้ำแต่ครั้นเปิดประตูเข้าไปก็ไม่พบว่าพี่ชายอยู่ด้านใน โจวเจ้าเว่ยจึงสอบถามเด็กรับใช้ที่เดินมาเก็บชามบะหมี่พอดีจึงทราบว่าพี่ชายของเธอไปสนทนากับท่านเจ้าสำนักและศิษย์พี่ตั้งแต่เขาพาเธอมาส่งแล้ว โจวเจ้าเว่ยจึงกลับเข้าห้องตั้งใจรอผู้เป็นพี่ เธอไม่กล้าไปอาบน้ำคนเดียวเพราะกลัวถูกจับได้

รอจนกระทั่งดึก พี่ชายของเธอก็ไม่กลับมาเสียทีครั้นจะตามหาก็กลัวเดินหลงทางและไม่กล้าพอที่จะอาบน้ำคนเดียวในโรงเรียนชายล้วนเช่นนี้

แย่ แย่ นี่ยังไงล่ะโลกปัจจุบันถึงน่าอยู่กว่าที่นี่ไม่มีแม้โทรศัพท์ถึงจะมีวิชาพลังจิตสามารถติดต่อสื่อสารกันได้แต่มนุษย์สามัญจอมขี้เกียจฝึกตนนั่งสมาธิวันละแปดชั่วโมงอย่างเธอย่อมไม่มีทางฝึกสำเร็จตลอดชาตินี้

หญิงสาวจึงได้แต่สงบใจรอ จวบจนเริ่มรู้สึกทนไม่ไหว โจวเจ้าเว่ยตัดสินใจไม่รอโจวเจี๋ยหลุนอีกต่อไป

เธอคว้าผ้าเช็ดผืนตัวไม่เล็กไม่ใหญ่ที่นำติดมาออกจากเป้พร้อมแชมพูและครีมอาบน้ำขวดจิ๋ว เธอโผล่หน้าออกจากห้องพัก มองซ้ายมองขวา

ด้านนอกมืดสนิท ลมโชยหอบเอาความหอมของดอกไม้มาปะทะจมูก ด้านนอกอากาศดีไม่ร้อนไม่หนาวกำลังเย็นสบายหากได้อาบน้ำเธอคงนอนหลับอย่างสบายตัว

“ข้าจะไปอาบน้ำ ห้องอาบน้ำอยู่ทางไหน” หญิงสาวถามเด็กรับใช้ที่ยืนทำหน้าที่เวรยามอยู่หน้าห้องอย่างแข็งขัน

“ด้านข้างสำนักตรงโน้นมีบ่อน้ำอาบขอรับ” ชายที่เฝ้ายามหน้าห้องชี้ไปยังฝั่งตรงข้ามของที่พัก

“เวลานี้จะมีคนยังอาบน้ำหรือไม่” โจวเจ้าเว่ยหยั่งเชิงถาม

“ไม่มีแล้วขอรับนี่ยามจื่อแล้วศิษย์สำนักคุณหลุนต่างเข้านอนกันหมดแล้วขอรับ ตามกฎของสำนักทุกคนต้องนอนยามซวี่ขอรับ”

“เช่นนั้นหรือ ข้าไปอาบตอนนี้ไม่เป็นการรบกวนผู้ใดนะ”

“คุณชายถือเป็นแขกไม่ใช่ศิษย์ของสำนักมาพักชั่วคราวไม่เป็นไรขอรับเดี๋ยวข้าน้อยจะนำไป อีกทั้งบ่ออาบน้ำห่างจากเรือนนอนของศิษย์อยู่พอสมควรดังนั้นไม่ว่าท่านจะทำเสียงดังขนาดไหนก็ไม่มีผู้ใดได้ยินขอรับ”

หญิงสาวได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกสบายใจ รีบเอ่ยปากปฏิเสธเด็กรับใช้ผู้นั้นเป็นพัลวัล

“ไม่ต้อง ๆ ข้าเกรงใจเจ้าอยู่รอที่นี่แหละข้าจะไปเอง ทางโน้นใช่หรือไม่”

“ขอรับเดินตรงไปตามทางเล็กๆแห่งนี้สักพักก็จะพบบ่ออาบน้ำขอรับ”

“ขอบคุณเจ้ามาก” โจวเจ้าเว่ยเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้คนผู้นั้นมีโอกาสติดตามเธอมาแสงจันทร์กระจ่างสว่างจนทำให้บริเวณนี้สามารถมองเห็นด้วยสายตาแม้จะเป็นเวลาค่ำคืนก็ตาม

โจวเจ้าเว่ยไม่หวาดกลัวสิ่งใดเพราะตัวเองก็พอมีวรยุทธเอาตัวรอดอยู่บ้าง อีกทั้งที่นี่ก็มีกฎเคร่งครัดเรื่องเวลาเข้านอนพวกเขาต้องนอนประมาณสามทุ่มตามที่ผู้ชายคนนั้นบอกตอนนี้น่าจะเที่ยงคืนแล้วคงไม่มีใครเหลืออยู่แล้วล่ะ

หญิงสาวคิดอย่างยินดีพลางฮัมเพลงเบาๆในลำคอกระโดดโลดเต้นไปที่บ่อน้ำอย่างร่าเริง เพราะไม่ได้พบอาจารย์มานานโจวเจี๋ยหลุนอาจพูดคุยกับอาจารย์จนเช้าก็ได้ พี่ชายเธออดทนเก่งถึงไม่หลับไม่นอนก็ไม่เป็นไร โจวเจ้าเว่ยเห็นเคยเห็นเขาคร่ำเคร่งอ่านตำราเรียนอยู่หลายวันในช่วงทำวิทยานิพนธ์โดยไม่หลับไม่นอน ผิดกับเธอเรื่องนอนถือเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตดังนั้นเธอจึงตั้งใจจะรีบอาบน้ำแล้วเข้านอนให้เร็วที่สุด

โจวเจ้าเว่ยเดินมาตามทางเล็กๆ ที่ชายคนนั้นบอกสำรวจรอบกายอย่างระมัดระวัง เธอมองขึ้นไปบนท้องฟ้า พระจันทร์ดวงกลมโต ฉายแสงกระจ่างจนมองเห็นรอบบริเวณ แสงนวลสาดทอลงไปยังผิวน้ำ ดูงดงามเป็นเงาระยิบ

ที่นี่เป็นบ่ออาบน้ำสินะ สายน้ำไหลเอื่อยๆไม่ใช่บ่อปิดแต่เป็นบ่อน้ำที่ดูคล้ายน้ำตกเป็นชั้นๆลงมา เสียงน้ำที่ตกกระทบลงมาดังไม่หนักไม่เบาให้ความรู้สึกเอื่อยเฉื่อยแสนสบายเหมาะที่จะผ่อนคลายร่างกายเป็นอย่างยิ่ง

โจวเจ้าเว่ยมองหาที่ลับตา เห็นโขดหินใหญ่อยู่อีกด้าน หญิงสาวใช้วิชาตัวเบากระโดดตัวลอยไปยังโขดหินนั้น ไร้ซุ่มเสียงไร้ผู้คนเมื่อวางใจแล้วจึงถอดเสื้อผ้ารุ่มร่ามออกวางไว้หลังโขดหินรวมกับผ้าเช็ดตัวผืนเล็กที่มีพุ่มไม้ปิดบังอย่างมิดชิด

ร่างบางนวลเนียนเปลือยเปล่าก้าวลงไปในบ่ออย่างสบายอารมณ์ หญิงสาวเทสบู่เหลวจากขวดเล็กที่พกมาด้วยชโลมลงร่างกายจนทั่วแล้วเทน้ำยาสระผมอย่างรวดเร็วก่อนโยนขวดแชมพูและครีมอาบน้ำไว้บนผ้าเช็ดตัวหลังโขดหินน้ำเย็นๆ ช่วยปลดปล่อยความร้อนออกจากร่างได้เป็นอย่างดี เจ้าเว่ยรู้สึกสดชื่นขึ้นทันตา อารมณ์หงุดหงิดหายไปกับสายน้ำ หญิงสาวฮัมเพลงในคอเบาๆ สระผมเสร็จเธอก็ขัดถูเนื้อตัวจนสะอาด

แต่ยังไม่ทันได้เพลิดเพลินกับความเย็นฉ่ำอย่างหนำใจหูของเธอก็ได้ยินเหมือนเสียงใครบางคนกำลังเดินมาทางนี้ ด้วยความตกใจหญิงสาวจึงซ่อนตัวหลังโขดหินอย่างรวดเร็ว

หญิงสาวกลั้นหายใจแช่น้ำอยู่นานแต่ชายผู้นั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะอาบเสร็จ ตอนนี้มือของเธอเหี่ยวไปหมดแล้ว ใครว่าศิษย์ของสำนักคุณหลุนเคร่งครัดเรื่องกฎสำนักยิ่ง แล้วนี่คืออะไรทำไมเวลานี้ถึงมีคนแหกกฎของสำนักได้ หรือว่าที่สำนักจะมีแขกคนอื่นนอกจากเธอและพี่ชายกันนะ

โจวเจ้าเว่ยยื่นหน้าออกจากโขดหินเพื่อแอบมองบุรุษผู้นั้น หญิงสาวเห็นแผ่นหลังกว้างของเขาก็เผลอไผลจ้องมอง รูปร่างท่อนบนของเขาแข็งแกร่งสมชายชาตรีผิวขาวผุดผ่องสะท้อนแสงจันทร์ ผมยาวสีดำขลับเปียกน้ำลู่ลงไปตามแผ่นหลังงดงามแข็งแกร่ง

หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอเอื๊อกใหญ่เมื่อรู้สึกว่ารูปร่างของเขาทำไมถึงได้น่ามองขนาดนี้ ชักอยากจะเห็นใบหน้าของเขาแล้วสิ โจวเจ้าเว่ยต้องก้มลงโดยพลันเมื่อรับรู้ว่าบุรุษรูปร่างงดงามผู้นั้นกำลังจะหันหน้ามาทางเธอ

หญิงสาวแอบอยู่หลังก้อนหินด้วยใจระทึก อยากตีตัวเองนักเมื่อไปถ้ำมองเขาจนไม่อาจละสายตา ใครใช้ให้เขามีรูปร่างดูดีแบบนั้นเล่า

หญิงสาวกลั้นหายใจ ไม่กล้าขยับกายกลัวคนผู้นั้นจับได้ หากเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นชื่อเสียงของโจวเจี๋ยหลุนที่รักษามานานอย่างดีคงป่นปี้เพราะเธอเป็นแน่ แม้แต่อาจารย์ที่รู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้วก็คงช่วยไม่ได้ หากเธอรีบอาบน้ำไม่ปล่อยเวลาเนิ่นนานเช่นนี้เรื่องคงไมเป็นเช่นนี้ โจวเจ้าเว่ยได้แต่โมโหตัวเองที่มัวแต่โอ้เอ้

เสียงเงียบไปแล้ว โจวเจ้าเว่ยค่อยวางใจแต่หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอค่อยๆโผล่ศีรษะขึ้นจากความมืดมองหาเงาของบุรุษที่อาบน้ำอยู่อีกฝั่ง เมื่อไม่เห็นเขาแล้วจึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก

แต่แล้วหญิงสาวต้องตกใจแทบสิ้นสติเมื่อมีมือหนาคว้าเอวบางเปล่าเปลือยของเธอเอาไว้ โจวเจ้าเว่ยเกือบหลุดเสียงกรี๊ดออกมา แต่โดนเขาใช้มือหนาอุดปากเอาไว้

“เจ้าคือผู้ใดไม่รู้กฎสำนักเช่นนี้น่าจะไม่ใช่คนของคุณหลุน” เสียงเยียบเย็นของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น

“ขะข้าเป็นเพียงผู้ขอเข้ามาพักค้างคืน” แม้ภายนอกคนจะเห็นนางเป็นบุรุษแต่โจวเจ้าเว่ยก็ไม่มีความมั่นใจ นางจึงได้แต่ย่อกายแช่น้ำไว้ปิดบังเรือนร่างก้มหน้าตอบเขาตะกุกตะกัก

“เงยหน้าขึ้นมา”

เสียงเยียบเย็นทำให้หัวใจนางสั่นระรัวด้วยความกลัว โจวเจ้าเว่ยนิ่งเงียบคนผู้นี้จะดูน่ากลัวเกินไปแล้ว

“ข้าบอกให้เจ้าเงยหน้าขึ้นมา” เขาเอ่ยเสียงเย็น

โจวเจ้าเว่ยอึกอักแต่จำยอมเงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาหวาดหวั่นร่างกายแข็งทื่อ

ครั้นสบสายตาของบุรุษร่างเล็กผู้นี้ฝูจื่อหรงพลันพบดวงตากลมโตสุกสกาวราวกับหมู่ดาวบนท้องนภาส่องสะท้อนหยอกล้อแสงจันทร์อยู่บ้างหน้า ดวงตาสีอ่อนคู่นั่นสั่นระริกคล้ายกำลังหวาดกลัวอีกทั้งคล้ายกำลังบิดบังบางสิ่ง

ฝูจื่อหรงรู้สึกร่างกายสั่นสะท้านราวกับว่าหากจ้องมองเข้าไปในดวงตาของคนผู้นี้นานขึ้นเขาอาจตกลงไปในหลุมแห่งความมืดมิดก็เป็นได้ เขากระพริบตาแล้วเอ่ยขึ้น

“อาคมพรางตนเช่นนั้นหรือ”

“ทะท่านหมายความว่าอย่างไร” โจวเจ้าเว่ยตกใจแทบสิ้นสติ คนผู้นี้จะเก่งกาจเกินไปแล้ว ร่างกายของนางบัดนี้สั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว นางเป็นประเภทกระต่ายตื่นตูมอยู่แล้วเพียงคนจับได้ความผิดเล็กน้อยก็ทำให้นางหวาดผวาจนควบคุมร่างกายตนเองไม่ได้

“ตอนนี้เห็นได้ชัดเจน”

เป็นเพราะเมื่อสักครู่ฝูจื่อหรงได้ยินเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้นแสนไพเราะดุจเพลงพิณและบ่งบอกว่าเป็นเสียงสตรีอย่างชัดเจน เขาจึงเพียงแกล้งเอ่ยคำนี้ออกไปไม่น่าเชื่อว่าคนผู้นี้จะส่อพิรุธได้ถึงเพียงนี้ เขาค่อยๆก้าวเข้าไปช้าๆ โจวเจ้าเว่ยไม่มีทางหลบเลี่ยงด้วยเบื้องหลังของนางคือก้อนหินขนาดใหญ่ นางจึงตกอยู่ในวงล้อมของอ้อมแขนแข็งแรงได้อย่างง่ายดาย

“มะไม่ใช่ ทะท่านเข้าใจผิดแล้ว ขะข้าไม่ได้ใช้อาคมอันใด” นางฝืนทำเป็นใจกล้าปฏิเสธเขาอย่างจริงจัง

“เจ้ายังกล้าโกหกอีก”

เสียงเย็นเยียบของฝูจื่อหรงทำให้โจวเจ้าเว่ยยิ่งหวาดกลัวหนักเข้าไปอีก

“เช่นนั้นมาดูกันว่าเจ้าจะปฏิเสธได้อีกหรือไม่”

กล่าวจบฝูจื่อหรงจู่โจมรวบร่างบางเข้ามาในอ้อมกอดร่ายคาถาแก้อาคมจนสามารถมองทะลุเข้าไปในม่านอาคมได้

ฝูจื่อหรงยอมรับว่าสตรีนางนี้ฝีมือสูงส่งแม้เขาจะพยายามแก้ไขอาคมก็ไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด คนผู้อื่นยังมองเห็นนางเป็นบุรุษอยู่ดี

“ปล่อยนะไอ้บ้าปล่อยฉันนะ”

โจวเจ้าเว่ยส่งเสียงร้องอย่างตกใจเมื่อเขายกเอวเธอขึ้นให้แนบชิดกับความแข็งแกร่งของหน้าท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม กลิ่นหอมกรุ่นประหลาดจากแชมพูและครีมอาบน้ำโชยเข้าจมูกของฝูจื่อหรง เขาเลิกคิ้วสงสัยด้วยกลิ่นหอมแปลกใหม่นี้ช่างเย้ายวนใจ

ตัวนางช่างมีกลิ่นหอมประหลาดนักไม่ใช่กลิ่นของน้ำหอมจากดอกไม้หรือใบสระแน่แต่เป็นกลิ่นหอมจากร่างของนาง ใบหน้างดงามดูตระหนกภายใต้แสงจันทร์ ความไร้เดียงสาในดวงตาทำให้เขาขมวดคิ้ว นางเป็นผู้ใด หากเป็นสายลับที่แฝงกายเข้ามาก็ไม่น่าจะบอบบางและไร้ฝีมือเช่นนี้

“เจ้าเป็นผู้ใดสายลับที่ปลอมกายเข้ามาเช่นนั้นหรือ” เขาเอ่ยเสียงราบเรียบถามออกไปจ้องมองสตรีที่งดงามดุจภาพวาด ก่อนจะได้สติเมื่อโดนมือน้อยเรียวยาวข่วนเข้าที่หน้าอกหลายแผล เขาเพียงแต่ยกริมฝีปากเบาๆ แล้วรวบแขนนางไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนา

“ข้าไม่ใช่สายลับ เจ้าช่างหยาบคายสิ้นดีถึงอย่างไรข้าก็เป็นสตรี”

“ยอมรับแล้วหรือ”

ฝูจื่อหรงส่งเสียงเย็นๆออกมาโจวเจ้าเว่ยไม่สนใจทั้งแตะทั้งถีบเขาสุดแรง จนในที่สุดเขาก็รวบร่างบางเข้ามากกกอดไว้ ฝูจื่อหรงออกแรงเพียงนิดก็ทำให้โจวเจ้าเว่ยดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุดและยิ่งดิ้นก็เหมือนจะเสียเปรียบแนบชิดกับเขาอย่างเต็มที่

“พี่ชายปล่อยข้าไปเถอะข้าไม่ใช่สายลับเพียงแต่มีเหตุจำเป็นที่ต้องใช้อาคมเข้ามาในนี้” โจวเจ้าเว่ยเอ่ยเสียงหวานเริ่มใช้ไม้อ่อน

“ข้าจะวางใจเจ้าได้อย่างไร สถานที่นี้แม้ว่าเจ้าจะสามารถเข้ามาได้แต่การออกไปนั้นยากยิ่งกว่า”

เพราะสำนักคุณหลุนเป็นศูนย์รวมของเหล่าองค์ชายและคุณชายจากจวนต่างๆในใต้หล้าดังนั้นที่นี่จึงมีสายลับปลอมกายเข้ามาเพื่อแอบทำร้ายพวกเขาอยู่เสมอแต่ก็หาได้มีผู้ใดรอดพ้นจากการจับกุมไปได้

“ข้าไม่ใช่สายลับจริงๆ พี่ชายฟังข้าก่อน ข้าแค่มาอาบน้ำเท่านั้นพรุ่งนี้ก็จะจากไปอย่างเงียบๆขอท่านได้โปรดปล่อยข้าไปสักครั้ง”

โจวเจ้าเว่ยรีบตอบรู้สึกว่าเขาคลายมือออกเล็กน้อยให้นางได้หายใจหายคอ ใบหน้างดงามเชิดขึ้นสบสายตากับเขาเต็มๆ ทั้งคู่ต่างมองกันและกันคล้ายโดนดึงดูดจากบางสิ่งบางอย่าง ทำให้ไม่ทั้งสองคนตกอยู่ในเวลาที่ว่างเปล่าชั่วครู่

“แค่อาบน้ำเช่นนั้นหรือ” หรือนางจะเป็นปีศาจในที่สุดฝู่จื่อหรงก็รู้สึกตัวเอ่ยเสียงต่ำออกมา

“ข้าเข้ามาด้วยเหตุจำเป็นอย่างที่บอกท่านไปแล้ว ขอท่านได้โปรดปล่อยข้าไปสักครั้ง”

หญิงสาวดิ้นขลุกขลัก ใบหน้าใต้แสงจันทร์แดงซ่าน ร่างกายของเธอสัมผัสกับร่างของเขาทุกสัดส่วน และตรงนั้นของเขาก็แข็งขึ้นมาเป็นหิน เธอรู้สึกกลัว แม้ว่าเขาจะหล่อเหลาแต่เรื่องแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น เธอยอมรับว่าเขาเก่งกาจไม่น้อยที่สามารถรับรู้ว่าเธอกำลังใช้อาคม หรือฝีมือของพี่ชายเธอจะมีปัญหา

“เจ้าไปรับโทษต่อหน้าเจ้าสำนักกับข้า แฝงกายเข้ามาโทษตายสถานเดียว”

เขาเอ่ยเสียงเย็นไร้ความปราณี แม้ภายในจะนึกสงสัยที่มาที่ไปของสตรีผู้นี้ เขาแน่ใจว่านางหาใช่ปีศาจกลิ่นอายของนางดูสูงส่งกว่ามนุษย์ธรรมดาเสียอีก แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะเป็นเซียนได้ นางคือผู้ใดกันแน่

“ตะตะตาย”

ร่างกายที่เย็นเยียบเพราะแช่น้ำมานานบัดนี้นางรู้สึกว่าร้อนระอุแม้อยู่ภายใต้สายน้ำยังรู้สึกว่าเหงื่อกำลังไหลทะลักออกมา นางจะทำเช่นใดหากเรื่องนี้เปิดเผยออกไปคนลำบากย่อมเป็นโจวเจี๋ยหลุน

โจวเจ้าเว่ยครุ่นคิดตัวสั่นขึ้นมาด้วยกลัวพี่ชายจะเดือนร้อน ทั้งสองนิ่งงันไปชั่วครู่เมื่อจู่ๆก็ได้ยินเสียงสนทนาแผ่วเบาราวกระซิบดังขึ้น มีคนเดินมาทางบ่อน้ำแห่งนี้

“ศิษย์พี่วันนี้อากาศดียิ่งนัก”

“อืม”

โจวเจ้าเว่ยหันไปมองด้วยความตกใจ เรื่องชักจะยุ่งไปกันใหญ่ ผู้ชายคนนี้ก็รับมือยากจะตายอยู่แล้วหากมาเพิ่มอีกเธอจะทำยังไงล่ะ ไหนบอกศิษย์ของสำนักคุณหลุนยึดมั่นใจกฎเกณฑ์นี่อะไรมีคนมาอาบน้ำตอนดึกอีกหรือ มาทำไมกันเยอะแยะนักหนา แค่คนๆเดียวเธอก็ไม่สามารถรับมือได้แล้ว

สองศิษย์พี่น้องเดินตรงมายังบ่ออาบน้ำ บรรยากาศรอบข้างอบอวลไปด้วยความรักที่แสนหวานฉ่ำ โจวเจ้าเว่ยยกมือขึ้นมาปิดปากไม่ให้ตนเองเผลอร้องอุทานออกมา เมื่ออาการของพวกเขาฉายชัดว่าทั้งคู่ต่างชอบพอกัน

ต่างคนต่างช่วยกันเปลื้องผ้าต่อหน้าเธอ เจ้าเว่ยรีบหันหลังไม่มองร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างผู้ฝึกยุทธของทั้งสองคน พวกเขาต่างก้าวขาลงมาในน้ำ เสียงแหวกน้ำแผ่วเบานุ่มนวล

ฝูจื่อหรงมองศิษย์น้องสองคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดีชั่วแวบสายตาแล้วจ้องมองใบหน้างดงามที่กำลังหวาดหวั่นระคนประหลาดใจ นางกลัวเช่นนั้นหรือ

เป็นเพราะวันนี้โจวเจี๋ยหลุนศิษย์น้องของเขาก็เดินทางมาที่นี่จึงได้พูดคุยกันดึกดื่นถึงมีเวลามาชำระร่างกายในตอนนี้ ไม่คาดคิดว่าจะพบเรื่องที่ไม่ควรพบถึงสองเรื่องด้วยกัน

"ท่านได้กลิ่นหอมประหลาดหรือไม่" บุรุษผู้หนึ่งถามขึ้น พลางทำจมูกฟุดฟิด

เสียงของบุรุษผู้นั้นดึงความคิดของฝูจื่อหรงกลับมาสู่เหตุการณ์ตรงหน้า เขาจึงหยุดความสงสัยและเพ่งมองไปที่บุรุษสองคนนั้นทันที

ครั้นฝูจื่อหรงเห็นความรักที่คนทั้งคู่แสดงออกมาอย่างไม่ปิดบังทำให้เขาประหลาดใจ เหตุใดคนผู้หนึ่งถึงยอมเสี่ยงทุกสิ่งเพื่อคนผู้หนึ่งกันนะ ช่างเป็นเรื่องที่น่าเย้ยหยันเสียจริง เขาเคยทุ่มเทเพื่อสิ่งนี้มาแล้วสิ่งที่ได้รับกลับคืนกลับเจ็บปวดยิ่งกว่าสิ่งใด บัดนี้สำหรับเขาแล้วนอกจากอำนาจเพื่อปกครองผู้คน เขาไม่เคยคิดว่าจะมีสิ่งใดที่น่าเอาชีวิตเข้าแลกอีก

ศิษย์น้องสองคนนี้กำลังทำผิดกฎของสำนักอย่างร้ายแรง โทษสถานเดียวของการมีความรักระหว่างบุรุษด้วยกันในสำนักคุณหลุนคือทำลายวรยุทธและไล่ออกจากสำนัก

แย่แล้ว เจ้าเว่ย กลิ่นครีมอาบน้ำของเธอทำเหตุซะแล้ว ถึงแม้ว่ากลิ่นจะอ่อนแค่ไหน แต่ก็ไม่รอดพ้นจมูกของศิษย์สำนักคุณหลุนผู้นี้ไปได้ โจวเจ้าเว่ยคิดในใจพลางกัดริมฝีปาก ร่างของเธอยังถูกบุรุษผู้นี้โอบอุ้มราวกับเป็นตุ๊กตาตัวเล็ก แต่กระนั้นโจวเจ้าเว่ยก็ไม่กล้าขัดขืน เธอไม่อาจรับมือกับผู้ชายในสภาพเปลือยเปล่าพร้อมกันถึงสามคน แค่คนนี้คนเดียวก็จะตายอยู่แล้ว

"ข้าไม่เห็นจะมีกลิ่นไหน หอมไปกว่ากลิ่นกายของเจ้าอีกแล้ว อีกทั้งที่นี่นอกจากเราแล้วไม่มีผู้ใดตอนที่ข้าเข้าไปสำรวจศิษย์ทุกคนก่อนถึงเวลาเข้านอนก็ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ทุกคนอยู่ในหอนอนของตนครบถ้วน ดังนั้นข้าจึงมั่นใจว่าที่นี่ไม่มีผู้ใด"

ศิษย์ผู้นั้นซึ่งดูรูปร่างสูงใหญ่กว่าก้มลงดอมดมแก้มนวลผ่องของศิษย์คุณหลุนร่างเล็กอีกคน เขาจับใบหน้าที่งดงามอ่อนหวานคล้ายสตรีให้เงยขึ้นจ้องมองเข้าไปด้วยดวงตารักใคร่หวานฉ่ำโดยไม่ปิดบัง

ทั้งสองคนเป็นผู้คุมกฎสำนักและเป็นศิษย์พี่ที่ผ่านการฝึกฝนและใกล้จะครบกำหนดออกจากสำนักจึงได้รับสิทธ์ในการพักที่หอพักเพียงลำพังเช่นผู้รักษากฎคนอื่น พวกเขาจึงถือโอกาสนี้มาแอบพลอดรักกันกลางสายน้ำอยู่เสมอ

ทั้งคู่มองตากันหวานซึ้งท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่าง คล้ายฉากในหนังรักอีโรติกแล้วก้มลงมอบจูบดูดดื่มให้แก่กันและกัน

โจวเจ้าเว่ยตกใจในสิ่งที่เห็นคาตา หญิงสาวเกือบจะหวีดร้องออกมา แย่แล้ว พวกเขากำลังทำอะไรกัน

“ชู่ว์"

ฝูจื่อหรงส่งเสียงเบาๆ ข้างหูของหญิงสาว ยกมือหนาขึ้นแล้วปิดทับซ้อนมือเล็กของเธอที่กำลังอุดปากตนเองไว้ เขาสงสัยตนเองว่าเหตุใดจึงไม่ต้องการให้ผู้ใดเห็นนางผู้นี้ เขาไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนไม่ใช่หรือ เขากลายเป็นพวกใจอ่อนแก่สตรีตั้งแต่เมื่อไหร่

“ท่านปล่อยข้า” หญิงสาวกัดฟันบอกเขาสองมือยันร่างของตนเองให้พ้นอกหนานั่น เสียงอู้อี้ฟังไม่เป็นประโยค

“หากส่งเสียงเอะอะเจ้าจะถูกเปิดเผยและรับโทษตายในทันที" เขากระซิบแนบหูเล็กอย่างเป็นต่อ

โจวเจ้าเว่ยเงียบเสียง แต่ก็พยายามผลักไสคนตัวโตสุดแรงเกิด ไอ้บ้านี่เป็นใครมาจากไหน ถึงได้ถือโอกาสลวนลามเธอเช่นนี้

เขากอดเธอแน่นขึ้นเมื่อหญิงสาวขัดขืน แต่นอกจากร่างที่สัมผัสกันแนบชิดแล้ว บุรุษผู้นี้ก็หาได้แตะต้องร่างกายส่วนอื่น จึงทำให้โจวเจ้าเว่ยหยุดดิ้น เขาอาจจะเป็นสุภาพบุรุษหากเธอพูดจาดีๆ

เพราะความสูงของเขาจึงทำให้ฝูจื่อหรงสามารถยืนในน้ำได้อย่างสบาย ผิดกับสตรีร่างเล็กอย่างโจวเจ้าเว่ยระดับน้ำสูงจนเลยศีรษะ อีกทั้งเธอก็ว่ายน้ำไม่เก่ง หญิงสาวจึงได้เกาะคอเขาไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมยาวสลวยหอมกรุ่นแนบลู่ไปกับใบหน้าเล็กงดงามเหนือผู้ใด เรือนร่างนุ่มนิ่มของสตรีในอ้อมกอด ทำให้ฝูจื่อหรงไม่อาจทัดทานใจตนเองเขารู้สึกเหมือนชายหนุ่มผู้หิวกระหาย ขอเพียงได้สัมผัสร่างนุ่มนิ่มเพื่อปลดปล่อยความต้องการที่เริ่มระอุขึ้นในอก

เสียงครางแผ่วเบาของคู่รักหลงหยางพร้อมเสียงน้ำกระเพื่อม ทำให้โจวเจ้าเว่ยหน้าแดง ไม่ต้องบอกกว่ารู้ว่าทั้งคู่กำลังทำอะไรกัน โจวเจ้าเว่ยตัวแข็งเป็นหินเมื่อพบว่าร่างกายส่วนกลางของชายซึ่งกำลังกอดเธออยู่ดูเหมือนจะแข็งขืนขึ้นอีกครั้ง เมื่อกี้เหมือนมันสงบแล้วนี่นา

ฝูจื่อหรงยอมรับกับตัวเองว่าต้องการหญิงสาวผู้นี้เป็นอย่างมาก แต่ด้วยเลือดหยิ่งผยองของจอมทัพแห่งแคว้นชิน ทำให้เขาไม่อาจฝืนใจผู้ใด จึงได้แต่อดกลั้นไว้สุดความสามารถแต่กระนั้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะกดจุมพิตดูดดื่มลงบนฝีปากนาง

โจวเจ้าเว่ยถูกรุกรานริมฝีปากอย่างไม่ทันตั้งตัว เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวถูกผู้ชายจูบจึงได้แต่ตะลึงงัน ความร้อนของลิ้นทำให้เธอขาดสติ มันนุ่มและหอมหวานแต่ ไม่ใช่เธอกับเขาเพิ่งพบหน้าจะปล่อยให้เขาจูบเช่นนี้ไม่ได้

เมื่อคิดได้ดังนั้นโจวเจ้าเว่ยจึงคิดวิธีทำร้ายเขาอย่างรวดเร็ว หญิงสาวปล่อยให้เขาตายใจรุกลิ้นร้อนเข้ามาภายในอย่างกล้าหาญ ฝูจื่อหรงได้ใจ เขาจูบสัมผัสดูดกลืนความหวานอย่างโหยหิว กอดร่างบางจนกระดูกแทบจะหักไปทั้งร่าง

เมื่อเห็นว่าชายผู้นี้เริ่มเผลอไผลไม่ระวัง เจ้าเว่ยกัดปากเขาอย่างแรงจน ชายหนุ่มชะงักและยอมถอนริมฝีปากที่รุกรานออกโดยทันที

รสเลือดในปากทั้งเค็มทั้งหวานปลุกความกระหายของสัตว์ป่าที่อยู่ภายใน ฝูจื่อหรงเกินยับยั้งชั่งใจอีกต่อไป เขาตะโบมจูบหญิงสาวดูดดื่มลึกล้ำมากยิ่งขึ้น มือไม้สัมผัสทั่วเรือนร่างบางตามที่ใจปรารถนา สติที่เคยยับยั้งได้ขาดผึงไปชั่วขณะ มืออีกข้างของเขาบีบปากของเธอให้เผยอและไม่มีโอกาสงับลิ้นของเขาได้ดังเดิม รสจูบป่าเถื่อนรุนแรงขึ้นจนโจวเจ้าเว่ยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนสูบลมหายใจจนไร้เรี่ยวแรง หญิงสาวโกรธจนน้ำตาไหลเมื่อถูกลวนลามเช่นนี้

คู่รักหลงหยางกำลังเมามันในรสกามารมณ์หาได้สนใจอีกด้านที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลยแม้แต่น้อย

"ปล่อยนะ ไอ้บ้ากาม"โจวเจ้าเว่ยตวาดออกมาด้วยความรังเกียจเมื่อเขาเผลอผ่อนแรงที่จับปากของเธอไว้เพราะกลัวว่าหญิงสาวจะเจ็บ เสียงของนางเรียกสติของฝูจื่อหรงให้กลับมา

เขาปล่อยร่างบางทันใด รู้สึกเหมือนหญิงสาวกลายเป็นบางสิ่งที่น่ารังเกียจ โจวเจ้าเว่ยไม่ทันตั้งตัวว่าเขาจะปล่อยจึงเกือบจมน้ำ สองมือน้อยคว้าลำคอเขาไว้ตามสัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอด เธอพรวดพราดขึ้นมาจากใต้ผืนน้ำ คราวนี้เป็นเธอที่เกาะลำคอของเขาแน่นพร้อมสำลักน้ำออกมาหลายที

"นั่นใคร"

เสียงหนึ่งบุรุษด้านหน้าเอ่ยขึ้นอย่างหวาดหวั่น บุรุษอีกผู้หลบไปอยู่ด้านหลังพลางย่อกายลงในน้ำคล้ายกำลังหลบหลีกความผิดนี้ไม่ให้ผู้ใดพบ

"ข้าเอง" ฝูจื่อหรงสงบศึกด้วยการกดศีรษะเล็กให้หลบอยู่หลังร่างสูงของตนเองแล้วกระซิบบอกนางว่า “อยู่นิ่งๆหากไม่อยากถูกผู้ใดพบ” กล่าวจบเขาก็โผล่ใบหน้าออกไปให้ชายทั้งสองที่อยู่อีกฝั่งได้เห็นอย่างชัดเจน

ถึงแม้จะกำลังอยู่ในศึกระหว่างเขากับเธอ แต่โจวเจ้าเว่ยก็ทำตามที่เขาบอกอย่างน้อยเขาก็เป็นศิษย์สำนักคุณหลุน การให้คนรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงมีแต่จะสร้างความเดือนร้อนให้พี่ชายของเธอ

“ศิษย์พี่หรง ท่าน" ทั้งคู่ตกตะลึงเมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใด

“พวกเจ้าคิดว่ากำลังทำสิ่งใด" เขาเอ่ยเสียงต่ำ

“เอ่อพวกข้า พวกข้าเพิ่งผลัดเวรและมาอาบน้ำขอรับ”

“ยังจะโกหกอีก”

“ศิษย์พี่เป็นข้าเองอย่าได้โทษศิษย์น้องเซียวเลย” จี้อูจินดึงเซียวหานผู้เป็นคนรักไปไว้ข้างหลัง พร้อมใช้ร่างของตนเองบังร่างของเซียวหานไว้อย่างมิดชิด

เซียวหานเกาะเอวจี้อูจินไว้อย่างเกรงกลัว แม้ฝูจื่อหรงจะเรียนจบออกจากสำนักไปหลายปีแล้วแต่ชื่อเสียงของเขาก็เลื่องลือนัก ทำให้ศิษย์น้องซึ่งห่างจากเขาหลายปีหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

“พวกเจ้ากำลังทำผิดกฎสำนักร้ายแรง” ฝูจื่อหรงเอ่ยขึ้น

“ความผิดทุกประการข้าจะรับไว้เองขอเพียงศิษย์พี่ปล่อยน้องเซียวไป” จี้อูจินเอ่ยเสียงหนักแน่น

“ไม่นะศิษย์พี่จินเหตุใดท่านต้องทำเช่นนี้” เซียวหานเผยตนเองออกมาจากทางด้านหลังของจี้อูจิน

“น้องเซียวเจ้าอย่าทำเช่นนี้” จี้อูจินเอ่ยขึ้นมาอย่างร้อนรน เขายอมไม่ได้ที่คนรักจะถูกทำลายวรยุทธและต้องถูกขับจากสำนักตามกฎ

“ศิษย์พี่เป็นข้าที่บังคับน้องเซียว”

“ไม่นะศิษย์พี่หรงเป็นข้าที่ชอบศิษย์พี่ก่อนข้าหลอกล่อเขา” เซียวหานเอ่ยทัดทาน

ฝูจื่อหรงยกนิ้วเรียวแคะหูอย่างนึกรำคาญ

“พวกเจ้าเสียงดังเช่นนี้ตั้งใจจะบอกคนในสำนักให้รู้เรื่องใช่หรือไม่” เขาเอ่ยเยาะหยัน

“แล้วศิษย์พี่จะทำเช่นไรกับพวกข้า” จี้อูจินจึงเอ่ยเสียงเบา ไม่กล้าสบตาเขา คนผู้นี้แม้ว่าตอนที่ร่ำเรียนอยู่ที่นี่จะร่าเริงสดใส แต่ครั้นกลับมาอีกครั้งก็ดูเคร่งขรึมและจริงจังขึ้นราวกับคนละคนไม่ใช่ศิษย์พี่หรงคนเดิมที่พวกเขาเคยรู้จัก อีกทั้งดวงตาคมเข้มและใบหน้าหล่อเหลาของเขาในเวลานี้ดูดุร้ายหน้ากลัวจนเขาไม่กล้าแม้แต่จะขยับกาย

“ข้าถือว่าไม่เห็นสิ่งใดก็แล้วกัน พวกเจ้ารีบไปและข้าขอเตือนว่าคนผู้อื่นไม่ใจดีเช่นข้า อย่าได้ประมาทจนเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก”

“ขอบคุณท่านมากศิษย์พี่ พวกเราสองคนรู้สึกผิดต่อท่านยิ่งนัก พวกเราทำให้ท่านลำบากใจแล้ว” เซียวหานยกมือขึ้นคารวะฝูจื่อหรง

“บุญคุณครานี้แม้ตายข้าต้องตอบแทน” จี้อูจินยกมือประสานทำความเคารพฝูจื่อหรงเช่นกัน

“ข้าด้วย ขอบคุณศิษย์พี่ลำบากท่านแล้ว” เซียวหานซาบซึ้งจนน้ำตาจะไหล ความผิดของพวกเขาใหญ่หลวงหากถูกจับได้มีเพียงการทำลายวรยุทธและไล่ออกจากสำนัก

เซียวหานเป็นเพียงลูกชาวนายากจนที่มีพรสวรรค์อีกทั้งยังขยันขันแข็งเขามีน้องชายที่เทิดทูลเขาและแม่ผู้ใจดีที่เจ็บออดๆแอดๆ พ่อที่ตาบอดเพราะปกป้องเขาจากการโดนอัธพาลรุมตีเนื่องจากเขาไปขโมยเงินจากเศรษฐีผู้หนึ่งเพื่อไปซื้อยาให้น้องสาวที่ป่วยหนักและถูกจับได้เมื่อครั้งยังเยาว์

เซียวหานเสียใจมากตั้งแต่นั้นมาเขารู้ว่าคุณชายในเมืองผู้หนึ่งมักจะถูกอาจารย์พามาฝึกวรยุทธ์ที่ลานน้ำตกเป็นประจำ ตั้งแต่นั้นมาก็ตั้งใจแอบดูและฝึกฝนวรยุทธด้วยตนเอง เซียวหานไปทำงานที่ร้านหนังสือคอยเป็นเด็กรับใช้โดยไม่รับค่าแรง หลงจู๊ร้านหนังสือผู้ใจดีจึงสอนเขาเขียนหนังสือและอนุญาตให้เขาอ่านหนังสือมากมาย ด้วยความขยันบวกกับพรสวรรค์จึงทำให้หลงจู๊ร้านหนังสือเห็นแววจึงพาเขามาสมัครเรียนที่สำนักคุณหลุนและในที่สุดเขาก็สอบผ่านจนสามารถเข้ามาเรียนที่นี่ได้

ปีสุดท้ายของการศึกษาเซียวหานได้ออกไปปราบเหล่าภูตผีกับจี้อูจินร่วมกับศิษย์ผู้อื่นในสำนักเพราะต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกันอีกทั้งยังเป็นบุรุษผู้รู้ใจจนทำให้เกิดความรักแก่กันในที่สุด แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องผิดกฎสำนักอย่างร้ายแรงแต่ความรักเมื่อเกิดขึ้นแก่จิตใจแล้วย่อมยากที่จะหักห้าม

เซียวหานทำผลงานดีเด่นก็หลายคราอีกทั้งวันหนึ่งอาจารย์ของเขาเรียกพบและบอกแก่เขาว่าฝีมือของเขานั้นเข้าตาฮ่องเต้แห่งแคว้นชิน พระองค์ต้องการให้เขาเข้าร่วมเป็นองครักษ์เสื้อแพรหลังจากฝึกตนสำเร็จ อาจารย์ขอถามว่าเขาเต็มใจหรือไม่

การเป็นองครักษ์เสื้อแพรเป็นความฝันสูงสุดของบุรุษผู้ฝึกยุทธอีกทั้งพ่อที่ตาบอดของเขาก็จะมีชีวิตสุขสบายขึ้น ฝ่าบาทรับปากจะดูแลจนพ่อของเขาหายดีโอกาสเช่นนี้เซียวหานจึงรีบคว้าไว้ตั้งใจที่จะตอบแทนคุณของฮ่องเต้แคว้นชินอย่างสุดความสามารถ

หากเขาถูกขับไล่ออกจากสำนักทั้งโดนทำลายวรยุทธเห็นทีว่าแม่และน้องสาวที่กำลังรอคอยต้องผิดหวังในตัวเขา อีกทั้งพ่อของเขาก็ไม่มีโอกาสได้รับการรักษา น้ำใจของฮ่องเต้แคว้นชินในครั้งนี้เซียวหานจึงจำไว้ในใจเขาต้องตอบแทนบุญคุณแม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม

ด้านจี้อูจินมีบิดาเป็นข้าราชสำนักจากแคว้นตง ชื่อเสียงงดงามสง่างามหล่อเหลา เขาเป็นความภาคภูมิใจของบิดา หากถูกจับได้ว่ามีจิตใจรักบุรุษด้วยกันและโดนไล่ออกอีกทั้งยังถูกทำลายวรยุทธ์เชื่อว่าบิดาของเขาคงได้กระอักเลือดตายแน่ ครานี้ที่ฝูจื่อหรงละเว้นจึงเป็นการช่วยเขาและช่วยบิดาของเขาด้วย

“ข้าไม่ลำบากเลยสักนิด พวกเจ้าย่อมรู้ดีว่าข้าคือผู้ใด ฝูจื่อหรงจอมแหกกฎของสำนัก ชื่อเสียงเรื่องนี้ข้ารับรองว่าเป็นความจริง โชคดีแค่ไหนแล้วที่พวกเจ้าเจอเป็นข้าไม่ใช่โจวเจี๋ยหลุนไม่เช่นนั้นพวกเจ้าได้ออกจากสำนักแน่” เขากล่าวพลางหัวเราะ แต่ดูไม่ร่าเริงเลยสักนิดคล้ายกับกำลังหัวเราะให้โชคชะตาตนเองเสียมากกว่า

“ถึงเช่นนั้นพวกเราก็ทำสิ่งไม่สมควร แม้ท่านจะทำผิดกฎเป็นร้อยข้อแต่สิ่งที่พวกเราทำถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่สุด ดังนั้นเราทั้งสองจึงสมควรตอบแทนศิษย์พี่ด้วยชีวิต” เซียวหานเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง

“ พอๆ ข้าไม่อย่างฟังและอย่าได้กล่าวตำหนิตนเอง พวกเจ้ารีบไปก่อนที่ผู้อื่นจะมาเห็นจะดีกว่า" เขากล่าวเสียงเรียบ ดูไม่ใส่ใจในสิ่งที่รับรู้แม้แต่น้อย

“ขอบคุณศิษย์พี่หรง เราสองคนจะจำบุญคุณนี้ไม่มีวันลืม" ทั้งคู่รีบกล่าวขอบคุณฝูจื่อหรงแล้วรีบรุดขึ้นจากบ่อน้ำอย่างรวดเร็ว

ฝูจื่อหรงมัวแต่โดนศิษย์น้องดึงความสนจึงไม่ทันระวังว่าสตรีร่างบางที่ถูกเขาจับได้จะหนีไป เมื่อหันกลับมาก็พบว่าสตรีผู้นั้นได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว วิชาตัวเบาของนางนับว่าไม่เลว ว่องไวจนเขาไม่คาดคิดฝูจื่อหรงรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ยังไม่ทันได้รู้ว่านางคือผู้ใด เขายืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ไม่คิดจะนำเรื่องมีคนลอบเข้ามาและใช้อาคมพรางกายไปบอกผู้ใด จากการคำนวนฝูจื่อหรงมั่นใจว่านางผู้นั้นไร้ฝีมือเกินกว่าจะทำเรื่องใดได้ ถือว่านางโชคดีที่ครานี้เขาปล่อยนางไป

โจวเจ้าเว่ยใช้วิชาตัวเบากระโดดเข้ามาที่ห้องด้วยใจระทึก บุรุษหน้าตาหล่อเหลาผู้นั้นเป็นใคร ถึงได้บังอาจล่วงเกินเธอเช่นนี้ โชคดีที่คู่รักคู่นั้นเบี่ยงเบนความสนใจของเขาจนเธอสามารถกระโดดหลบหนี แล้วคว้าเสื้อผ้าแล้วออกจากตรงนั้นได้ เธอเปลี่ยนเครื่องแต่งกายอย่างรวดเร็วเดินไปยังห้องพี่ชายแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงของโจวเจี๋ยหลุน

โจวเจี๋ยหลุนที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาพบน้องสาวนอนหลับอยู่บนเตียงภายใต้แสงสว่างของตะเกียง เขาจึงเดินมาห่มผ้าให้เธอ โจวเจ้าเว่ยลืมตางัวเงียแล้วเอ่ยว่า

“เค้านอนกับตัวนะ พรุ่งนี้เรากลับวังกันแต่ฟ้ามืดได้หรือเปล่าเค้าคิดถึงเสด็จย่า”

“ได้สิ” โจวเจี๋ยหลุนลูบศีรษะผู้เป็นน้องไม่ว่าโจวเจ้าเว่ยเอ่ยสิ่งใดหากไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใดโจวเจี๋ยหลุนย่อมรับปาก

“ตัวจะไปไหน” น้องสาวดึงชายเสื้อเขาไว้เมื่อเห็นผู้เป็นพี่ทำท่าจะเดินออกไป

“อาบน้ำ”

“กลับมานอนกับเค้านะเค้ากลัว” ผู้เป็นน้องเอ่ยเบาๆ ก่อนที่ตาจะปิดลง

โจวเจี๋ยหลุนยิ้มมุมปากพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า

“นอนเถอะพี่จะพากลับวังแต่เช้า”

หมายเหตุ

หลงหยาง คือ ชายรักชายจ้า

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ย้อนเวลามายุค80พร้อมระบบทำฟาร์มแสนห่วย เล่ม 1
9.8
อลิส เจนี่ ร็อกส์ ได้มาเกิดใหม่ในร่างของหลิวตาน เด็กสาวสู้ชีวิตยุค 80 ท่ามกลางครอบครัวปู่ย่าที่กดขี่บ้านรองราวกับข้ารับใช้ เมื่อได้รับโอกาสใหม่เธอจึงมุ่งมั่นพาแม่และพี่น้องก้าวสู่ความมั่งคั่งด้วยพลังธาตุเร่งโตและระบบทำฟาร์มสุดประหลาดที่มักมอบรางวัลชวนกุมขมับอย่างเมล็ดผักกาดหลังทำงานหนัก แม้ระบบจะดูพึ่งพาไม่ค่อยได้และเต็มไปด้วยความห่วยแตก แต่หลิวตานก็ไม่ย่อท้อที่จะใช้ทุกวิถีทางเพื่อเปลี่ยนโชคชะตาและสร้างความร่ำรวยให้ครอบครัวที่เธอรักให้สำเร็จ
หน้าปกนวนิยาย พายุรักทรายสีเลือด
8.7
ท่ามกลางผืนทรายที่นองไปด้วยเลือดและการล้างแค้น เมื่อหญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงใจถูกพรากไป ความเจ็บปวดจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการไล่ล่าครั้งใหญ่ พบกับการเผชิญหน้าของสองชายหนุ่มต่างเชื้อชาติ ระหว่างชีคหนุ่มผู้สูงศักดิ์แห่งราสอัลไคมาห์และชายหนุ่มสายเลือดไทยผู้เด็ดเดี่ยว ทั้งคู่ต้องบุกตะลุยทะเลทรายที่เต็มไปด้วยอันตรายเพื่อตามหาคนรักและพิฆาตเหล่าคนชั่ว บทสรุปของความรักบนรอยแค้นท่ามกลางสมรภูมิเม็ดทรายที่มีทั้งหยดเลือดและน้ำตาจะลงเอยอย่างไร
หน้าปกนวนิยาย อาเฟย
8.8
อาเฟยคือเด็กกำพร้าที่ถูกทิ้งไว้กลางพงหญ้าตั้งแต่เกิด แม้โชคดีมีชาวบ้านช่วยชีวิตไว้ แต่สุดท้ายเขากลับถูกขายเข้าจวนชินอ๋องด้วยราคาเพียงยี่สิบตำลึงเงิน ท่ามกลางชีวิตที่ต้องดิ้นรน อาเฟยตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะเก็บเงินไถ่ถอนอิสรภาพและสร้างตัวให้แข็งแกร่ง ทว่าอุปสรรคใหญ่กลับเป็นอ๋องสี่ผู้มีร่างกายกำยำทรงพลังที่คอยขัดขวางแผนการนี้ด้วยการจับเขาหนีบรักแร้ไปมาอยู่เสมอ เรื่องราวการผจญภัยแสนขำขันและวุ่นวายจึงเริ่มต้นขึ้นในนิยายเน้นความฮาเรื่องนี้
หน้าปกนวนิยาย สวนท้อสวรรค์ของเหยาจี
7.8
เมื่อผลท้อสวรรค์หายไป เหยาจีเซียนน้อยผู้ดูแลสวนจึงถูกลงทัณฑ์ให้จุติยังโลกมนุษย์พร้อมเมล็ดพันธุ์ล้ำค่า โดยมีมู่สี่เสินทูตผีเสื้อติดตามมาในฐานะพี่ชาย ทว่าหลวนหลงเทพมังกรผู้ควรได้ครองผลท้อกลับตามลงมาเพื่อขัดขวางการปลูกต้นท้อบนดินแดนมนุษย์ ท่ามกลางเหล่าเซียนที่หวังช่วงชิงอำนาจและผลท้อวิเศษ เหยาจีต้องเผชิญอุปสรรคจากทั้งเทพผู้มีอำนาจและเหล่ามหาเทพผู้ปกครองสวรรค์ที่เฝ้ามองอยู่ บทสรุปของการปลูกท้อต้องห้ามและการปะทะกันของเหล่าเทพในร่างมนุษย์จะจบลงเช่นไร
หน้าปกนวนิยาย ท่านเทพส่งข้ามาปลูกผักทำฟาร์ม
7.9
เซียนสาววัยเยาว์นามหนี่ว์อ้ายปิงจับพลัดจับผลูเปิดระบบปริศนาจนถูกส่งมาทำภารกิจบนโลกมนุษย์ที่แสนทุรกันดาร เธอต้องจุติในตระกูลขุนนางที่กำลังตกอับ โดยมีบิดาเป็นเพียงรองแม่ทัพในสังกัดของอ๋องสือผู้ดูแลชายแดน ท่ามกลางไฟสงครามและการรุกรานจากศัตรู แม้เธอจะปรารถนาเพียงการใช้ชีวิตสงบสุขเพื่อหาทางกลับสู่สวรรค์ แต่สถานการณ์กลับบีบบังคับให้เธอต้องรับภาระหนักอึ้งจนกลายเป็นความวุ่นวายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในโลกที่เต็มไปด้วยความอดอยากนี้
หน้าปกนวนิยาย กลายเป็นท่านเทพ
7.8
หลัวเจิงอดีตนายน้อยผู้ตกอับสู่จุดต่ำสุดในฐานะทาสได้ค้นพบความลับในการขัดเกลาร่างกายตนเองให้กลายเป็นสุดยอดอาวุธโดยบังเอิญ ท่ามกลางไฟสงครามและการแย่งชิงความเป็นใหญ่ของเหล่านักรบหลากหลายเผ่าพันธุ์ เขาได้ใช้ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าเข้าห้ำหั่นกับศัตรูทั่วสารทิศเพื่อชำระแค้นและทะยานสู่ความฝันอันยิ่งใหญ่ ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งดุจสมบัติวิเศษ เขาจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคบนเส้นทางแห่งเทพเพื่อครอบครองความเป็นอมตะได้สำเร็จหรือไม่