
วุ่นรักมนตรา คำสาปบุปผา NC20+
ตอน 3
"เจี๋ยหลุนขอน้องไปด้วยน๊า"โจวเจ้าเว่ยลากเสียงยาวเหยียดออดอ้อนพี่ชายด้วยความตื่นเต้น หลังจากวันนั้นที่สำนักคุณหลุนซึ่งผ่านมาได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว โจวเจ้าเว่ยแม้จะไม่ลืมเลือนเรื่องราวในวันนั้นแต่ก็ไม่ใส่ใจที่จะคิดถึงมันอีก
"พี่ไปเป็นทูตเชื่อมความสัมพันธ์ของสองแคว้น ไม่ได้ไปเที่ยวเล่น อีกอย่างอาจไม่มีเวลาดูแลใครหรอก" โจวเจี๋ยหลุนนั่งหันหลังให้น้องสาว ตั้งใจอ่านตำราในมือไม่สนใจน้องสาวที่ทำตาปริบๆ อยู่ด้านข้าง
“เค้าโตแล้วตัวไม่ต้องมาดูแล เค้าสัญญาว่าจะทำตัวดีๆ"
“ไม่ได้" เขาเป็นห่วงน้องสาวจอมซนจนไม่อาจเสี่ยงให้เธอไปด้วยได้
การไปแคว้นชินครั้งนี้เป็นการไปร่วมงานเพื่อร่วมงานเลี้ยงครบรอบสัญญาสงบศึกระหว่างสองแคว้น ซึ่งจะมีการจัดงานเลี้ยงกระชับความสัมพันธ์ทุกสองปี โดยสองแคว้นจะสลับกันเป็นเจ้าภาพจัดงาน
ในปีนี้เป็นแคว้นชินที่เป็นเจ้าภาพ โจวเจี๋ยหลุนซึ่งเป็นถึงชินอ๋องจึงได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าร่วมงานในฐานะผู้แทนฮ่องเต้แคว้นเหลียง
"เจี๋ยหลุนใจร้าย เค้าแค่เป็นห่วงตัวอยากไปเป็นเพื่อน ตัวยังไม่เห็นความหวังดีของเค้าอีกคอยดูนะกลับไปเค้าจะฟ้องแม่" โจวเจ้าเว่ยกล่าวตัดพ้อ ใบหน้างามบึ้งตึง ลุกขึ้นยืนแล้วเดินกระทืบเท้าออกไปจากห้องหนังสือของจวนชินอ๋อง
ผู้เป็นพี่มองตามร่างบาง ได้แต่ส่ายศีรษะให้กับความเอาแต่ใจของเธอ โจวเจ้าเว่ยเดินวนเวียนไปมาในสวนบัว พยายามหาวิธีเกลี้ยกล่อมให้พี่ชายพาไปแคว้นชินด้วย
"พี่หญิงลองไปขอไท่โฮว่สิเจ้าคะ หากไท่โฮว่มีรับสั่งลงมาท่านพี่หลุนคงไม่อาจปฏิเสธ" เจ้าอี้เฟยบุตรสาวของเจ้าอี้เหวินเสนอความคิดพลางกินขนมดอกกุ้ยเหมยอย่างอร่อย
"พี่สาวลองแล้วแต่ไม่สำเร็จ เจี๋ยหลุนไม่เคยกลัวเสด็จย่า อีกทั้งเสด็จย่ายังรักเจี๋ยหลุนมากกว่าข้าอีก แค่เจี๋ยหลุนยืนทำหน้านิ่งๆเสด็จย่าก็เชื่อทุกสิ่ง"
"ถ้าเช่นนั้นหากเป็นราชโองการจากฝ่าบาทท่านพี่หลุนก็มิอาจปฏิเสธได้" เจ้าอี้เฟยเอ่ยข้น นางเป็นบุตรสาวของกุนซือแห่งกองทัพแคว้นเหลียงมีความฉลาดเฉลียวเกินเด็กสาวในวัยสิบห้าปี
"จริงด้วยเฟยเอ๋อ ถึงเสด็จพ่อจะตามใจเจี๋ยหลุนแต่พี่สาวมั่นใจว่าพระองค์รักพี่สาวมากกว่า อีกทั้งราชโองการเป็นหนังสือเจี๋ยหลุนโต้แย้งไม่ได้ เฟยเอ๋อของข้านี่ฉลาดจริงๆ" โจว เจ้าเว่ยกระโดดโลดเต้นจุ๊บแก้มเจ้าอี้เฟยด้วยความดีใจ
“พี่สาวจะเข้าวังตอนนี้อยู่เล่นกับเจ้าไม่ได้ เฟยเอ๋อไปเล่นกับเจี๋ยหลุนที่ห้องหนังสือนะ” โจวเจ้าเว่ยหยิกแก้มของเจ้าอี้เฟยอย่างเอ็นดูแล้ววิ่งออกไปเพื่อเตรียมตัวเข้าวังอย่างรวดเร็ว
อีกด้านของพระราชวังแห่งแคว้นชิน ในตำหนักหย่งเหอซึ่งเป็นตำหนักทรงงาน อนุญาตให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้าเฝ้าเพื่อปรึกษาหารือข้อราชการเป็นการส่วนพระองค์ หลังจากเหล่าอำมาตย์กลับไปแล้ว ฝูจื่อหรงยังคงสนทนากับตงกงกงอย่างเกียจคร้าน
"การจัดเตรียมงานเลี้ยงเป็นไปด้วยดีเราก็เบาใจ"
"ด้วยพระบารมี ทุกสิ่งย่อมผ่านไปด้วยดีพะย่ะค่ะ" ตงกงกงกล่าวอย่างนอบน้อม
"ทูลฝ่าบาทฟางกุ้ยเฟยขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ" ขันทีเฝ้าประตูรีบเข้ามารายงาน
ฝูจื่อหรงเงยหน้าขึ้นจากกองกระดาษแล้วเอ่ยอนุญาตด้วยพระสุระเสียงราบเรียบ
ร่างบอบบางในอาภรณ์ผ้าไหมพริ้วไหวสีเขียวมรกต ใบหน้างดงามไร้ที่ติ ทุกอากัปกิริยาที่ก้าวเดินล้วนอ่อนช้อย ฝูจื่อหรงยิ้มมุมปาก เขาเคยชินกับความงดงามที่เรียกว่าปานล่มเมืองของนางจนไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย สตรีผู้สวมเครื่องประดับเต็มยศของสนมขั้นกุ้ยหยุดอยู่หน้าพระพักตร์ประสานมอบยอบถวายความเคารพอย่างงดงาม
"เจ้ามีสิ่งใดถึงมาหาเราดึกดื่นเช่นนี้สนมรัก" แม้จะทรงยิ้มบางๆแต่สายพระเนตรกลับว่างเปล่าไร้คลื่นอารมณ์
"หม่อมฉันนำน้ำแกงบำรุงมาถวายเพคะ เมื่อสักครู่ไปที่ตำหนักเฉียนกงมาองครักษ์บอกว่าพระองค์ประทับอยู่ที่ตำหนักทรงงานเลยนำมาให้พระองค์ที่นี่เพคะ”
“ลำบากเจ้าแล้วสนมรัก เจ้านำน้ำแกงมาให้เราด้วยตัวเองทุกวันเช่นนี้เราซึ้งในน้ำใจของเจ้ายิ่งนัก” ฝูจื่อหรงรับน้ำแกงมาเขายังไม่ดื่มทันทีแต่กลับวางไว้บนโต๊ะทรงงาน
“เสวยก่อนจะเย็นนะเพคะ ตอนนี้รสชาตกำลังดี”
เมื่อเห็นว่าฝ่าบาทยังไม่เสวยฟางกุ้ยเฟยจึงคะยั้นคะยอ ฝูจื่อหรงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะยกน้ำแกงขึ้นดื่มจนหมดถ้วย
“น้ำแกงวันนี้ท่านพ่อของหม่อมฉันได้ให้วัตถุดิบชั้นดีหายาก ช่วยบำรุงร่างกายบรรเทาอาการอ่อนล้าให้สดชื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็วเพคะ" ฟางกุ้ยเฟยกล่าวพร้อมขยับตัวเข้าใกล้ นิ้วมือเรียวนวดลงไปบนช่วงไหล่ของฝูจื่อหรงแล้วนวดลำคอให้เขา
ฝูจื่อหรงปล่อยให้นิ้วเรียวของฟางกุ้ยเฟยปรนนิบัติร่างกายอันเหนื่อยล้าของเขา ฝูจื่อหรงไม่อาจปฏิเสธความสามารถของฟางกุ้ยเฟย นางเป็นคนที่รู้ดีว่าจะทำให้เขาผ่อนคลายเช่นไร
"ขอบใจเจ้ามากสนมรักวันนี้น้ำแกงรสชาติต่างออกไปจากทุกวันจริงๆ"
ฟางกุ้ยเฟยเป็นบุตรสาวของมหาเสนาบดีฟางอี้จวิ้นคนสำคัญและมีอำนาจมากของราชวงศ์ ผู้คนในราชสำนักต่างรู้ว่าไม่ว่าเสนาบดีฟางจะเอ่ยถึงสิ่งใด ฝูจื่อหรงก็ไม่เคยขัดแม้แต่ครั้งเดียว
การขึ้นครองบัลลังก์ของฝูจื่อหรงได้เป็นเพราะมีมหาเสนาบดีฟางอี้จวิ้นเป็นผู้สนับสนุน ลับหลังจึงมีคนแอบนินทาอย่างสนุกปากว่าฝ่าบาทพระองค์นี้เป็นเพียงหุ่นเชิดให้กับสกุลฟางเท่านั้น
ฟางกุ้ยเฟยจึงถือเป็นสนมคนโปรดของฮ่องเต้มีความสามารถรอบด้านทั้งดีดพิณ ร่ายรำ เย็บปัก เล่นหมากล้อม และเฉลียวฉลาดกว่าใคร อีกทั้งยังมีใบหน้าที่งดงามหาผู้ใดเทียบเท่าจึงเปรียบเป็นคู่สวรรค์สร้างของฮ่องเต้แคว้นชินจนประชาชนร่ำลือไปทั่วว่าฝ่าบาทอยู่ใต้อำนาจของท่านมหาเสนาบดีอย่างแท้จริง
ผู้คนต่างคิดว่า ฟางกุ้ยเฟยจะได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮาซึ่งตอนนี้ตำแหน่งนั้นยังว่างเปล่าอยู่ในเร็ววัน
"เจ้ากลับไปรอเราที่ตำหนัก เราขอสะสางฎีกาพวกนี้เสียก่อน เห็นว่าจะใช้เวลาไม่นาน"
“เพคะฝ่าบาท”
ฟางกุ้ยเฟยข่มความดีใจไว้ภายใน สงวนกิริยาอย่างสนมผู้สูงศักดิ์ ยอบกายลาแล้วรีบรุดกลับไปที่ตำหนักอย่างว่องไว
ฝูจื่อหรงโยนฎีกาไว้ข้างกายมองตามร่างของฟางกุ้ยเฟยจนลับตา
“ตงกงกง”
ตงกงกงนำบางอย่างออกมา ฝูจื่อหรงกินลงไปอย่างรวดเร็วพระพักตร์เยียบเย็นขึ้นหลายส่วน
ฟางกุ้ยเฟยกลับมาผลัดแป้งแต่งหน้ารอฝ่าบาทจวบจนเวลาผ่านไปเกือบชั่วยาม ขันทีหน้าตำหนักก็ขานเสียงดัง
“ฝ่าบาทเสด็จ”
บรรดานางกำนัลต่างทยอยออกมาด้านนอกเมื่อฝ่าบาทมาถึง ฟางกุ้ยเฟยสวมเพียงอาภรณ์คลุมร่างผืนบาง ร่างกายได้รับการประทินโฉมด้วยน้ำหอมที่ทำมาจากกลิ่นของดอกไม้ นั่งรออยู่บนเตียงขนาดใหญ่กลางห้องที่โอบล้อมด้วยผ้าสีขาวบางเพียงลำพัง
ครั้นฝูจื่อหรงก้าวเข้ามาในห้อง นางลงมายอบกายถวายความเคารพใบหน้างดงามถูกแต่งแต้มสวยสด ปากแดงสดด้วยชาดแย้มยิ้มชวนเชิญ นางปลดอาภรณ์ให้ฮ่องเต้แผ่วเบาเมื่อเขากางแขนออก ร่างกายแข็งแกร่งด้วยมัดกล้ามทำให้ฟางกุ้ยเฟยหลงใหล
ฝ่าบาทดึงอาภรณ์ออกจากร่างขาวผ่องงดงาม อุ้มฟางกุ้ยเฟยขึ้นบนเตียง แยกขานางออกแล้วกดมังกรยักษ์เข้าช่องแคบทันที
ไร้การเล้าโลมเพื่อให้นางมีความสุข ไม่มีตรัสคำว่ารักหวานฉ่ำ ทุกสิ่งเพียงเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ดิบเฉกเช่นบุรุษทั่วไปเพียงเท่านั้น ฝูจื่อหรงคิดมาตลอดว่าเขาคือฮ่องเต้ไม่จำเป็นต้องทำให้สตรีพึงพอใจในบทรัก
ในใจพลันนึกถึงร่างเปลือยงดงามภายใต้สายน้ำในคืนนั้น สตรีที่ไร้นามผู้นั้นที่เขาได้แนบชิดถึงจะเพียงแค่ครั้งเดียวแต่ก็สามารถตราตรึงจิตใจให้ใฝ่หาจวบจนกระทั่งบัดนี้
ฝูจื่อหรงกระแทกร่างจนมิดลำมังกรหลายครั้ง ยิ่งใจวนเวียนถึงสตรีผู้นั้นร่างกายก็ยิ่งต้องการปลดปล่อยมากขึ้น
ฟางกุ้ยเฟยหายใจรวยระริน ใบหน้าแนบอยู่บนอกเมื่อฝ่าบาทเสร็จสิ้น พระสนมลูบไล้มัดกล้ามแน่นอย่างพึงใจถึงจะมีสนมมากมายในวังหลวงแห่งนี้แต่ฝ่าบาททรงเลือกนางและยกให้นางเป็นหนึ่งเหนือสตรีผู้ใด ฝ่าบาทเป็นของนาง หากผู้ใดคิดจะมาแย่งฝ่าบาทไปจากนาง อย่าหวังว่าจะได้อยู่ดี
ฟางกุ้ยเฟยใช้อกอวบถูไถอกแน่นและอ้าขาขยับกายให้ส่วนสยิวตรงแก่นสัมผัสกับมังกรยักษ์ของฝ่าบาทตั้งใจจะปลุกมันขึ้นมาอีกครั้ง
นางยังต้องการฝ่าบาทอีก นางยังไม่อิ่มในบทรัก ฝูจื่อหรงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายเขายันกายลุกขึ้นขยับร่างห่างจากพระสนม
"เราเหนื่อยแล้วแต่งกายให้เรา เราจะกลับตำหนัก"
"ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันขอประทานอภัยโทษที่ทำให้พระองค์ทรงขุ่นเคือง ขอพระองค์พำนักที่นี่ให้หม่อมฉันคอยปรนนิบัตินะเพคะ"
"เราจะกลับตำหนัก" เสียงเข้มของเขาทำให้ฟางกุ้ยเฟยทำตามคำสั่งโดยไม่อิดออดอีกต่อไป
ในจิตใจของฝูจื่อหรง ยังเฝ้าคะนึงหาสตรีผู้นั้นที่เข้ามาใจชีวิตของเขาและจากไปอย่างรวดเร็ว เขาตั้งใจติดตามหานางแต่นางผู้นั้นกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ในตอนแรกเขานึกสงสัยว่านางอาจเป็นน้องสาวของศิษย์น้องยังไม่ได้สอบถามก็พบว่าศิษย์น้องได้ออกจากสำนักด้วยเรื่องเร่งด่วนตั้งแต่เช้ามืด
เมื่อมาถามอาจารย์กลับพบว่าน้องชายผู้นั้นเป็นบุรุษจริงๆ อาจารย์ของเขาซึ่งกล่าววาจาสัจจริงเสมอไม่น่าที่จะโกหกเขา
เมื่อไม่ได้เบาะแสโดยปกติเขาก็จะลืมเลือนเรื่องนี้ไป แต่เหตุใดเล่าเขาถึงได้คิดถึงเรื่องของสตรีผู้นั้นอยู่ร่ำไป
ทั้งที่เขาไม่ได้รู้สึกว่านางแตกต่างจากสตรีอื่น หรือนั่นอาจจะเป็นเพราะนิสัยที่ดื้อรั้นของเขาคือหากมีเรื่องใดติดค้างแล้วเขาต้องได้รับคำตอบ ด้วยเหตุผลนี้กระมังจึงทำให้เขาเฝ้าพะวงถึงนางอยู่ไม่รู้ลืม
คุณอาจจะชอบ





