
รักแสนชัง ฤดูเหมันต์冬季不爱你
ตอน 2
อันว่าวาสนานั้น บางครั้งก็กำหนดเองไม่ได้ เช่นเดียวกับนางและป๋อเหวิน หนึ่งปีก่อนมารดานางเลี้ยงไหมเพื่อนำเส้นไหมส่งขายให้สกุลเหอ แล้วนำเงินนั้นมาเลี้ยงดูครอบครัวและแบ่งส่วนหนึ่งให้บิดานางเตรียมตัวสอบจวี่เหรินครั้งที่สาม
นางที่มีหน้าที่นำเส้นไหมไปขายจึงได้พบกับป๋อเหวินโดยบังเอิญได้เขาช่วยเหลือรับซื้อเส้นไหมในราคาดี จนกระทั่งเกิดความรู้สึกดีต่อกัน
ลี่ถิงหยิบปิ่นหยกในกล่องออกมาดูอีกครั้ง ปิ่นหยกนี้ป๋อเหวินมอบให้นางเมื่อสามเดือนก่อน แต่ใครจะคิดเล่าว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนผันไปอย่างรวดเร็ว
ครั้งนั้นบิดานางเดินไปสอบจวี่เหรินที่เมืองหลวง ระหว่างทางก็เจอโจรป่าที่กำลังจะทำร้ายนายท่านเหอเต๋อหลิง และช่วยชีวิตเขาไว้ได้โดยบังเอิญบิดานางรับดาบแทนนายท่านเหอจนกระทั่งตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัสทำให้ไปสอบไม่ทัน
เหอเต๋อหลิงรู้สึกผิดที่ทำให้บิดานางพลาดโอกาสเป็นขุนนางเขาจึงถามบิดานางว่าต้องการอะไรตอบแทน
และในตอนนั้นเองไม่รู้ว่าบิดานางคิดอะไรอยู่ ถึงได้เสนอให้นางแต่งเข้าสกุลเหอกับบุตรชายคนโตของตระกูล เมื่อลั่นวาจาแล้วเต๋อหลิงก็ไม่อาจปฏิเสธ
สองเดือนต่อมาเมื่อบิดานางรักษาจนหาย นายท่านเหอเต๋อหลิงก็พาเขากลับมาส่งที่บ้าน พร้อมกับคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะรับนางเป็นสะใภ้
บัดซบสิ้นดี
แต่งงานก็ต้องเชื่อฟังบิดา แม้นางไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้สุดท้ายแล้วก็ต้องมานั่งเสียใจอย่างทุกวันนี้
เสียงถอนใจรอบที่สามทำเอาจู่หลิงรีบเข้ามาปลอบ
“คุณหนูอย่าเสียใจเลยเจ้าค่ะ ในเมื่อไร้วาสนาแล้วก็ปล่อยวางเสียเถอะ”
“ข้าปล่อยวางได้ แต่เกรงว่าคนอื่นจะไม่ได้”
จู่หลิงขมวดคิ้วไม่เข้าใจความหมายนั้น ที่ลี่ถิงกล่าวถึงคือซินอี้ เพราะในใจของซินอี้ตอนนี้อยากจะแต่งเข้าจวนโดยเร็ว แต่ติดที่นายท่านเหอไม่สนับสนุน เพราะบิดาของนางเป็นพ่อบ้านคนสำคัญของตระกูล
แม้คนนอกคิดว่าดี แต่นายท่านเหอไม่คิดเช่นนั้น หากแต่งแล้วดีก็ดีไป แต่หากแต่งแล้วมีปัญหา เกรงว่าจะกระทบต่องาน และส่งผลเสียต่อกิจการเอาได้
เพราะเป็นเช่นนี้ แม้สองคนนั้นจะรักใคร่จนปานจะกลืนกิน แต่ก็ใช่ว่าจะแต่งเข้ามาได้โดยง่าย นางเองก็เบื่อชะตาสวรรค์นี้เต็มทน ในเมื่อนางไม่ได้แต่งกับคนที่ชอบ ฝูฉางก็จะไม่ได้แต่งเหมือนกัน!!
ความเจ้าคิดเจ้าแค้นนี้ทำให้นางต้องเริ่มคิดแผนแล้วว่าจะทำยังไงต่อดี ในเมื่อเขาชิงชังนางหนักหนา นางก็จะทำให้การแต่งงานนี้สนุกจนลืมไม่ลงเลยทีเดียว
“ข้าจะไปคารวะท่านแม่” ลี่ถิงลุกขึ้นแล้วเดินออกไปด้านนอก ยังไม่ทันจะก้าวเท้าผ่านประตู ก็เห็นสามียืนอยู่ด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“ข้าต้องพาเจ้าไปคารวะท่านแม่”
แน่นอน หลังจากคืนแต่งงานก็ต้องไปยกน้ำชาให้กับนายท่านใหญ่และฮูหยินใหญ่ หากขาดเขาไป คำว่าบุตรกตัญญูก็จะหายไปสิ้น
นางไม่ตอบ แต่เดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ
“หวังว่าเมื่อวานนี้เราจะคุยกันรู้เรื่องแล้ว” ฝูฉางย้ำข้อตกลง
“ท่านไม่พูดข้าไม่พูด แล้วใครเล่าจะปริปาก ยกเว้นคนที่อยากให้เรื่องนี้ไม่สำเร็จ”
ใครกันไม่อยากให้สำเร็จ ในใจฝูฉางตอนนี้แทบอยากจะเปิดประตูรับซินอี้เข้ามาเสียพรุ่งนี้ แต่ติดตรงที่พวกเขาเพิ่งแต่งงานกัน และตำแหน่งของเขาก็ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องพวกนี้เองได้
ต้องให้บิดามารดายอมรับเสียก่อน และตอนนี้เขาก็มีสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจ จึงต้องแสดงบทสามีที่ดีให้ได้
สองคนเดินไปถึงเรือนเฟยหลิว เป็นเรือนพักของนายท่านใหญ่และฮูหยินใหญ่ เมื่อไปถึงก็พบว่าพวกเขานั่งรออยู่แล้ว ลี่ถิงรีบคำนับ จากนั้นก็ยกน้ำชาให้
“สะใภ้มาช้า ขอท่านแม่โปรดให้อภัย”
คนเป็นมารดาปรายตามองบุตรชาย ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น มองบุตรไม่เอาไหนเสร็จก็หันมามองสะใภ้ รับน้ำชามาดื่มก่อนจะสั่งให้ลุกขึ้น
“ได้ยินมาว่าเจ้าอ่านหนังสือออก และรู้เรื่องตัวเลขบัญชี”
“เจ้าค่ะ” ลี่ถิงรับคำก่อนจะพูดต่อ “เมื่อก่อนท่านแม่เลี้ยงไหมแล้วนำมันมาขายที่ร้านค้าสกุลเหออยู่บ่อย ข้าเลยเรียนรู้การทำบัญชีจากท่านแม่”
ฮูหยินเจียผิงหันมองบุตรชายที่ไม่เอาไหนเรื่องนี้ “ฝูฉางแม้จะเป็นบุตรชายคนเดียวของข้า แต่กลับไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย โน่น ไปถนัดเรื่องพวกใช้กำลังตีรันฟันแทงคุ้มกันสินค้าพวกนั้นแทน”
เรื่องนี้ลี่ถิงก็พอทราบอยู่ว่าฝูฉางไม่ถนัดเรื่องการค้าขาย แต่กลับชอบเรื่องการคุ้มกันคน ดูแลคนงาน และใช้แรงมากกว่าสมอง เพราะแบบนี้นางเลยอดเทียบกับป๋อเหวินไม่ได้
“ไม่เหมือนอาเหวินที่ดูแลตัวเลขบัญชีให้พวกเรา” ฮูหยินเจียผิงเอ่ยชมป๋อเหวินไม่หยุดปาก ในใจก็นึกว่าตัวเองคงคลอดผิดคน ป๋อเหวินสิที่ควรเป็นลูกของตนมากกว่า
นายท่านเหอเห็นสีหน้าบุตรชายไม่สู้ดีก็รีบห้าม “เอาละ หยุดพูดเรื่องพวกนี้ได้แล้ว ถึงฝูฉางจะไม่เก่งเรื่องตัวเลข แต่เขาก็เป็นผู้คุมสินค้าได้ดี การทำการค้าหากไม่ได้ผู้คุมที่เก่งจะนำพาสินค้ารอดจากมือโจรได้เยี่ยงไร”
ฮูหยินเจียผิงหันมองสามีที่เถียงแทนบุตรชายตลอด “ให้ท้ายกันเช่นนี้แหละ ถึงได้เป็นคนเช่นนี้” จากนั้นสองสามีภรรยาก็เถียงกันไปมาอีกชุดใหญ่
ฝูฉางคิดจะพูดเรื่องซินอี้ก็เห็นว่าวันนี้พูดไม่ได้เสียแล้ว ระหว่างที่กำลังจะขอตัว ฮูหยินเจียผิงก็หันมาพูด
“พาถิงเอ๋อร์ไปดูกิจการของพวกเราหน่อย และให้อาเหวินช่วยสอนดูบัญชีด้วย ยังไงก็ต้องมีคนช่วยเขาสักคน”
ลี่ถิงที่ได้ยินก็ยิ่งกังวล เพราะความสัมพันธ์ของนางและป๋อเหวินนั้นมีเพียงพวกนางเท่านั้นที่รู้
ฝูฉางรับคำแล้วพานางออกจากจวนเพื่อไปยังร้านค้าสกุลเหอ เมื่อไปถึงก็พบซินอี้ที่กำลังลงรถม้ามากับบิดาพอดี สายตาปรายตามองซินอี้ด้วยรอยยิ้มดีใจอย่างไม่ปิดบัง
ลี่ถิงไม่ได้สนใจพวกเขา แต่กลับเดินเข้าไปด้านในแทน แล้วตรงไปหาป๋อเหวินที่อยู่ในห้องบัญชี ร้านค้าสกุลเหอนั้นเป็นห้องแถวสองชั้นมีลักษณะเป็นวงกลม ตรงกลางลานเป็นลานหินสำหรับวางสินค้าที่พร้อมส่งออก ส่วนห้องแถวทางขวานั้นเป็นห้องบัญชีไว้ตรวจสอบรายได้ทั้งหมดของกิจการสกุลเหอ
ทางขวานั้นเป็นที่พักของพวกคุ้มกันสินค้า ตลอดจนพ่อค้าที่มาติดต่อซื้อขาย ส่วนด้านหลังของร้านค้านั้นเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ อีกทั้งมีโรงเลี้ยงไหม โรงทอผ้า ตลอดจนการแปรรูปสินค้าเพื่อส่งออกไปขายต่างเมือง
หากเทียบความสำคัญของสกุลเหอแล้ว ก็เทียบได้ว่าเป็นร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดทางฝั่งตะวันออกของแคว้นจ้าว ส่วนฝั่งตะวันตกนั้นต้องยกให้สกุลไป๋
นางเดินเข้าไปด้านในก็บังเอิญชนกับคนด้านในพอดี ป๋อเหวินรีบจับแขนลี่ถิงไว้ มีเสียงหยกกระทบกับพื้น เมื่อเขาหันมองก็พบว่าเป็นหยกสีเขียวพร้อมพู่สีแดง เมื่อหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าหยกนั้นแกะสลักเป็นรูปดอกไป๋ซาน[ ดอกพุดซ้อน]
เขารีบส่งให้ลี่ถิง “จำได้ว่าเจ้าทะนุถนอมมันมาก”
ลี่ถิงรับมาแล้วยกมือขึ้นลูบหยกชิ้นนั้น “ก็เพราะมันเป็นสมบัติชิ้นเดียวของท่านแม่ที่เหลืออยู่”
บุตรสาวบ้านอื่นแต่งเข้าสกุลชายก็ต้องมีสินสมรส แต่นางกลับมีแค่หยกเขียวชิ้นนี้ชิ้นเดียวเท่านั้น
สีหน้าแววตาเศร้าของลี่ถิงทำให้ป๋อเหวินสงสารจับใจ กำลังจะยกมือขึ้นลูบแขนเพื่อปลอบ
“พวกเจ้าสองคนเจอกันแล้วหรือ”
เสียงฝูฉางดังขึ้นทำให้ป๋อเหวินรีบดึงมือกลับ จากนั้นก็ถอยห่างอีกสองก้าว หันมองญาติผู้พี่ที่เดินเข้ามา ป๋อเหวินกำลังจะบอกว่าพวกเขารู้จักกันอยู่แล้ว
ลี่ถิงกลับเอ่ยออกไปอย่างรวดเร็ว
“ยังเจ้าค่ะ พวกเรายังไม่รู้จักกัน”
ป๋อเหวินหันมองลี่ถิงด้วยสีหน้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องทำเหมือนไม่รู้จักกันด้วย แต่พอหันมองฝูฉางก็เข้าใจ ด้วยฐานะตนเองในตอนนี้จึงทำเพียงแค่ตอบรับคำ
“พวกเรายังไม่ได้แนะนำตัวเลย”
“แน่ละ เมื่อวานซืนเจ้าก็ไม่ได้มาร่วมงานแต่ง แถมกลับดึกดื่นเช่นนั้น จนข้าชักเริ่มสงสัยแล้วว่าที่นี่มีอะไรยึดเจ้าเอาไว้”
ป๋อเหวินหันมองลี่ถิงอีกรอบ คงเพราะการได้พบเจอนางยามที่นางเอาสินค้ามาขายกระมัง แต่ตอนนี้คงยากลำบากเสียแล้ว
“ข้าจะไปฝึกซ้อมดาบสองชั่วยาม เจ้าก็เรียนรู้งานจากอาเหวินไปก็แล้วกัน อ้อ รถม้าข้าทิ้งไว้ให้เจ้า หากยามเซิน[ เวลา 15.00-16.59 น.]ข้ายังไม่กลับมาเจ้าก็กลับสกุลเหอพร้อมอาเหวินก็ได้”
พูดจบก็หันหลังเดินออกไปทันที ลี่ถิงเดินมาที่ประตูเห็นว่าเขากำลังจะขึ้นรถม้าอีกคัน ผ้าม่านถูกเปิดออกก็เผยให้เห็นชายกระโปรงสตรี ดูแล้วข้ออ้างเรื่องไปฝึกซ้อมดาบคงเป็นข้ออ้างกระมัง
นางข่มความรู้สึกตัวเองเอาไว้แล้วหันมามองป๋อเหวิน
“ท่านจะให้ข้าเริ่มจากตรงไหน”
ป๋อเหวินรู้ว่าอีกฝ่ายมีความสามารถขนาดไหน เขายิ้มแล้วผายมือให้นางเดินเข้าไปด้านในห้องส่วนตัวของเขา เมื่อเข้าไปก็พบชั้นหนังสือจำนวนมากวางเรียงรายเกือบสิบชั้นตรงมุมห้องทางซ้ายมือ ตรงหน้าต่างนั้นมีโต๊ะทำงานวางอยู่ กลางห้องมีโต๊ะนั่งเล่นและเบาะรองนั่งวางอยู่
“เจ้าจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี”
มองจากเอกสารบัญชีพวกนั้นแล้ว กว่านางจะเรียนรู้การค้าขายของสกุลเหอหมดคงใช้เวลาหลายเดือน ในเมื่อต้องเรียนรู้ให้เร็ว นางก็ต้องเรียนรู้กับเขา
“เริ่มจากท่าน”
ป๋อเหวินไม่เข้าใจ เขาขมวดคิ้วพลางขยับเข้าใกล้นางอีกนิด ชิดเสียจนลี่ถิงต้องก้าวถอยหลังหนีเสียเอง
“ข้าหมายถึงว่า อยากให้ท่านตอบคำถามที่ข้าอยากรู้ก่อน ส่วนเรื่องเรียนรู้บัญชีนั้นก็คงต้องค่อยๆ ศึกษาคิดว่าครึ่งปีคงเรียนรู้หมด”
ป๋อเหวินยิ้มมุมปาก “ถิงเอ๋อร์ เจ้าลืมไปแล้วกระมังว่าบิดาเจ้าเป็นถึงซิ่วไฉ เกรงว่าเดือนเดียวเจ้าก็เรียนรู้หมดแล้ว”
ถิงเอ๋อร์ หากเขาเรียกนางเช่นนี้ เกรงว่าหากคนอื่นได้ยินเข้าคงไม่ดีต่อตัวนางและสกุลเถียนแน่ เพื่อรักษาชื่อเสียงนางก็เลยต้องเอ่ยเตือนเขา
“ตอนนี้ข้าถือว่าเป็นภรรยาของฝูฉาง หากเทียบลำดับแล้วก็เท่ากับเป็นพี่สะใภ้ท่าน”
เขาต้องเรียกนางว่า “พี่สะใภ้” พอเอ่ยคำออกไปแล้วก็แสนจะปวดใจเหลือเกิน “เจ้าพอใจแล้วใช่ไหม”
เหตุใดคำถามนั้นถึงได้ทำให้ปวดใจเช่นนี้ ลี่ถิงพยายามควบคุมความรู้สึกตัวเองหันมองที่นั่งก็เห็นเก้าอี้อยู่ทางขวามือ จึงเอาสมุดบัญชีสองสามเล่มไปนั่งอ่านตรงนั้นแทน
ป๋อเหวินหันมองนางอีกรอบ ลมหนาวด้านนอกพัดเข้ามาทางหน้าต่างค้ำถอด[ เป็นหน้าต่างของชาวจีนในสมัยโบราณ ครึ่งบนผลักขึ้นแล้วใช้ไม้ค้ำให้เปิดไว้ได้ ครึ่งล่างสามารถถอดออกได้] ฤดูเหมันต์มาเยือนแล้ว เขาจึงเดินไปถอดไม้ค้ำหน้าต่างออกเพื่อปิดมัน หันมองหญิงสาวที่กอดแขนตัวเองลูบไปมา เพราะความเร่งรีบเลยไม่ได้หยิบผ้าคลุมกันหนาวมาเพิ่ม
ความหนาวของนางไม่อาจรอดพ้นจากความใส่ใจของป๋อเหวิน ชายหนุ่มหยิบเสื้อคลุมกันหนาวของตัวเองเดินไปหาลี่ถิงเดินไปด้านหลังเก้าอี้แล้วคลุมให้
คนได้รับความอุ่นจากเสื้อคลุมตัวใหม่เงยหน้าขึ้นมองแล้วสบตาป๋อเหวิน ราวกับเวลาหมุนเวียนย้อนกลับไปเมื่อฤดูเหมันต์ปีที่แล้ว ในตอนนั้นนางปรารถนาจะใช้ชีวิตร่วมกับเขา
แต่ใครจะคิดว่าเวลาหมุนเวียนผ่านไปเพียงไม่นาน เส้นทางที่นางวาดไว้กลับไม่มีทางเป็นจริง
เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่รู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านมา เขาเอาแต่คิดว่ารอให้นางเติบโตอีกหน่อย เขามีเงินเก็บมาอีกนิด เตรียมพร้อมไว้ให้นางมากหน่อย เมื่อแต่งนางเข้ามาจะได้ไม่ลำบาก
ใครใช้ให้เขาเป็นแค่ลูกชายสายรองเล่า บิดาเป็นเพียงคนใต้อาณัติ ต้องอาศัยท่านลุงคอยช่วยเหลือเขา ที่ฝูฉางกล่าวว่าเขาทำแต่งานไม่ได้ไปร่วมยินดีงานแต่งนั้น ใครจะรู้เล่าว่าตอนนั้นในใจเขาเศร้าเพียงใด หากเขาล่วงรู้ว่ากาลข้างหน้าจะเป็นเช่นนี้ เขาจะไม่ลังเลที่จะขอให้นางร่วมใช้ชีวิตกับเขาเลย
เพียงแต่เวลานี้คงสายเกินไปจริงๆ
“หากปล่อยให้ร่างกายเย็นเจ้าจะป่วยเอาได้ อย่างไรร่างกายก็สำคัญ” เขากลัวว่านางจะถอดเสื้อคลุมออก
ลี่ถิงที่กำลังจะเอ่ยขอบคุณ และคืนเสื้อคลุมก็ต้องหยุดคำเช่นกัน ในเมื่อต้องอยู่ในห้องอีกสองชั่วยาม เหตุใดจะขอความอุ่นเพิ่มไม่ได้เล่า อีกอย่าง กลิ่นเครื่องหอมอ่อนๆ ที่เขาชอบใช้ก็ติดอยู่บนเสื้อคลุมตัวนี้ด้วย
นางหันมาสนใจสมุดบัญชีต่อ จากนั้นก็สอบถามป๋อเหวินเป็นระยะ ระหว่างนั้นก็พบบางอย่างน่าสงสัย
“ปีที่แล้วทางเราส่งผ้าไหมร้อยผืนไปทางเหนือ ขนส่งในตอนแรกมีน้ำหนักถึงพันชั่ง แต่พอไปถึงเมืองเซิ่น ผ้าไหมพวกนั้นกลับเหลือเพียงแค่ห้าร้อยชั่ง น้ำหนักหายไปถึงครึ่งเพียงนี้เกิดจากอะไรเจ้าคะ ทั้งที่จำนวนพับก็เท่าเดิม”
ป๋อเหวินวางมือจากพู่กันแล้วเงยหน้ามองลี่ถิง “เส้นทางสายเหนือถือเป็นเส้นทางการค้าสำคัญของพวกเรา แต่ระหว่างทางไปก็ต้องข้ามแม่น้ำเฟยเหอ จึงต้องเปลี่ยนการขนส่งจากทางเท้าเป็นทางเรือแทน การขนส่งก็ยากลำบาก เพราะแม่น้ำเฟยเหอค่อนข้างเชี่ยวกราก ยิ่งในฤดูฝนด้วยแล้ว มีโอกาสที่ผ้าไหมของเราจะถูกน้ำฝน เลยทำให้ผ้าไหมถูกแช่น้ำจนทำให้ตัวไหมถูกกัดกร่อนจนน้ำหนักหายไป”
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” ลี่ถิงคิดตาม แต่กลับรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง
“แต่ท่านแม่ข้าเคยบอกว่า ต่อให้ผ้ารังไหมพวกนี้แช่น้ำ แต่ก็ต้องใช้เวลาสองสามวันถึงจะเป็นเช่นนั้น ตามปกติแล้วการตรวจสอบสินค้าระหว่างทางจะมีเวรยามมาตรวจนับทุกสองชั่วยามไม่ใช่หรือเจ้าคะ ถ้าตรวจพบเร็ว สินค้าพวกนั้นก็จะไม่เสียหาย”
ป๋อเหวินก็คิดเช่นเดียวกัน “แต่พ่อบ้านฮุ่ยจางบอกว่าเป็นเพราะถูกพายุมรสุมเข้ากระหน่ำ ทำให้เรือเอียงแช่น้ำอยู่ครึ่งวัน เมื่อตรวจสอบก็พบว่าน้ำหนักผ้ารังไหมหายไปอย่างที่เห็น”
ฮุ่ยจางที่ป๋อเหวินกล่าวถึงคือบิดาของซินอี้ ซึ่งเป็นพ่อบ้านที่ดูแลการส่งสินค้าให้สกุลเหอ
ป๋อเหวินจมอยู่ในความคิด ก่อนจะย้อนคำของลี่ถิงอีกรอบ
“เจ้าบอกว่าท่านแม่ของเจ้าพูดว่า หากจะทำให้ผ้ารังไหมน้ำหนักหายไปต้องแช่อยู่สองสามวันอย่างนั้นรึ มารดาเจ้าทราบได้เช่นไร”
ลี่ถิงส่ายหน้า “ไม่ทราบเจ้าค่ะ แต่ดูเหมือนท่านแม่จะทราบหลายเรื่องที่ข้าไม่รู้”
ป๋อเหวินสบตาลี่ถิง อันที่จริงแล้วปกติผ้ารังไหมของสกุลเหอนั้นสามารถผลิตเองได้ เพียงแต่ผ้ารังไหมที่สกุลเถียนผลิตได้นั้นกลับงดงามกว่ามาก แม้เขาจะเพียรพยายามถามวิธีเลี้ยงจากฮูหยินเถียน “ซีซวน” แต่อีกฝ่ายก็ไม่เคยปริปาก
ดังนั้นเมื่อลี่ถิงนำผ้ารังไหมมาขาย เขาจึงให้ราคาสูงกว่าผู้อื่น รวมถึงการจับจองล่วงหน้า
ในเมื่อไม่สามารถรู้สาเหตุ เขาเลยเปลี่ยนเรื่องคุยแทน
“เจ้ายังมีสิ่งใดถามอีกไหม”
ลี่ถิงส่ายหน้า “หากมีโอกาสข้าอยากไปเมืองเซิ่นด้วยตัวเอง จะได้รู้ปัญหาของเรื่องนี้ว่าต้องแก้ไขยังไง”
ป๋อเหวินสบตาลี่ถิง มองเห็นแววตามุ่งมั่นในนั้น “เหตุใดเจ้าต้องทุ่มเทเพื่อสกุลเหอเล่า”
“ข้าไม่ได้ทุ่มเทเพื่อสกุลเหอ แต่ข้าทุ่มเทเพื่อสกุลข้าต่างหาก”
“...” นางขยันแล้วเกี่ยวอันใดกับสกุลนาง?
คุณอาจจะชอบ





