ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย นางฟ้าเมรี

นางฟ้าเมรี

จากที่เคยปฏิเสธการคลุมถุงชนอย่างหนักแน่น อาจารย์หนุ่มกลับต้องกลืนน้ำลายตัวเอง เมื่อพบว่าสาวข้างบ้านจอมขี้เมาคือคนเดียวกับที่เขาเคยมีสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนและโหยหามาตลอด เพื่อเปลี่ยนสถานะจากคู่นอนลับๆ ไปสู่เจ้าของหัวใจ เขาจึงยอมปีนรั้วลอบเข้าหาเธอในยามวิกาลจนเกิดเรื่องชุลมุนเจ็บตัว แม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนบ้ากามและโดนไล่ตะเพิดด้วยความโมโห แต่เขาก็ยังดื้อรั้นที่จะพิสูจน์ความจริงใจเพื่อให้ได้นอนเคียงข้างเธอในฐานะคนพิเศษที่มากกว่าแค่ความสนุกชั่วครั้งชั่วคราว
ตอน
แชร์

ตอน 2

เสียงรถวิ่งเข้ามาจอดในบ้านในช่วงหัวค่ำทำให้คุณวารีหันมองสามีด้วยความแปลกใจ เพราะวันนี้พึ่งจะวันจันทร์ ปกติวาโยจะพักที่คอนโดฯใกล้มหาวิทยาลัยเพราะเดินทางสะดวกกว่า จะกลับมาบ้านเฉพาะวันหยุดและเสาร์อาทิตย์ หรือบางสัปดาห์ก็ไม่กลับมาเลย ถ้ามีงานติดพัน แล้ววันนี้มีอะไรหรือเปล่าถึงไปเช้าแล้วกลับเย็น

“ตาโย มีอะไรเหรอลูก ทำไมวันนี้กลับมาบ้านล่ะ”

เอ่ยถามตามที่สงสัยทันทีเมื่อเห็นลูกชายเดินเข้ามาในบ้าน

“ผมมีงานค้างที่ยังไม่เสร็จต้องทำต่อคืนนี้น่ะครับ แต่ว่าใกล้ๆ คอนโดฯเขามีจัดงานยาวไปจนถึงวันอาทิตย์เลย ผมเลยต้องเอางานกลับมาทำที่บ้าน”

บอกแล้วเดินมานั่งที่โซฟาข้างมารดาเอนหลังพิงแล้วหลับตาอย่างเหนื่อยอ่อน

“แค่คิดก็เหนื่อยเลยที่ต้องตื่นแต่เช้ากว่าจะไปถึงมหาวิทยาลัย”

เสียงก๊องแก๊งๆ จากแก้วที่กระทบกันในอ้างล้างจานดังอยู่เป็นระยะ หลังจากที่ศศินาล้างถ้วยล้างจานที่ขนย้ายมาจากห้องเก่าเก็บเข้าชั้นเรียบร้อยก็ถึงคิวของแก้วสั้นแก้วยาว แก้วใสบ้างไม่ใสบ้าง ส่วนใหญ่จะมีลายของแบลนด์เหล้าหรือเบียร์ขึ้นโชว์อยู่ด้านข้างเพราะเป็นแก้วที่แถมมาจากการซื้อเหล้าซื้อเบียร์ มองดูแก้วในมือแล้วก็เป็นท้อ

“คิดถูกหรือคิดผิดวะเนี๊ยะที่ยอมให้พวกนั้นมากินเหล้ากันที่บ้าน ขึ้นบ้านใหม่ยังไง ยังไม่ทันได้ยกพระขึ้นหิ้งเลย วงเหล้าเตรียมจะตั้งแล้ว สาธุ...” ศศินายกมือท่วมหัว

“เจ้าที่เจ้าทางอย่าพึ่งโกรธหนูนะคะ วันนี้ขอเลี้ยงเหล้าเป็นสินน้ำใจพวกนั้นที่มาช่วยขนของก่อน สัญญาว่าวันต่อไปจะยกพระขึ้นหิ้ง และถวายของคาวของหวานพร้อมจุดธูปบอกอย่างเป็นทางการแน่นอน อย่าพึ่งโกรธพึ่งเคืองกันเลยนะ ขอให้คนอยู่อย่าร้อน คนนอนอย่าเหนื่อย แล้วจะเอาเหล้าดีๆ บุหรี่แพงๆ มาไหว้บูชานะเจ้าคะ สาธุ”

เอ่ยร่ายยาวแล้วยกมือพนมท่วมหัวอีกรอบ บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางแล้วก็สบายใจขึ้นหน่อย แม้จะเป็นเพียงการคิดไปเองก็ตามที

หลังจากล้างถ้วยล้างชามล้างแก้วเสร็จก็ย้ายมาจัดการหน้าบ้าน ดีหน่อยที่บ้านนี้มีชุดม้าหินอ่อนทรงยาวที่ใหญ่พอสมควรเลยไม่ต้องหาเก้าอี้เพิ่ม สิ่งที่ต้องจัดการเลยมีแต่ความรกของหญ้ากับใบไม้แห้งเล็กน้อย ดึงๆ ถอนๆ ปัดๆ กวาดๆ หน่อยก็เป็นอันใช้ได้ จัดแจงสถานที่อยู่ไม่นานเสียงแตรรถก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน เสียงบีบแตรกวนประสาท จนน่ารำคาญนั้นต่อให้ไม่เห็นหน้าก็รู้ว่าใครเป็นคนขับมา

“พอได้แล้วโด่ง เดี๋ยวชาวบ้านแถวนี้เขาก็ได้เอาขวดมาเขวี้ยงหน้าบ้าน พึ่งย้ายมาแค่สองวันแกจะสร้างเรื่องให้ฉันแล้วเหรอวะ”

ศศินาร้องบอกคนขับที่เปิดกระจกลงเมื่อเห็นว่าเธอกำลังเปิดประตูรั้วให้ เพื่อเอารถเข้าไปจอด

“ก็บีบเอาฤกษ์เอาชัย บอกเจ้าที่เจ้าทางว่ามีคนมาอยู่แล้วน่ะสิ”

วันชัยร้องบอกหลังจากเอารถเข้าไปจอดเรียบร้อยแล้ว

“แกจะแหกปากทำไมเนี๊ยะ บอกเจ้าที่เจ้าทางหรือบอกคนแถวนี้ ให้เขาเดินมาด่ากันแน่”

“จริงพี่นีน่า คนอะไรก็ไม่รู้เสียงดังยังกะโทรโข่ง บ้านอยู่ใกล้วัดหรือยังไงก็ไม่รู้ถึงได้ชอบร้องแข่งกับกลองเพล โอ๊ย”

มนสิชาร้องดังลั่นพร้อมหดคอหนีเมื่อโดนมะเหงกจากคนที่เธอบอกว่าบ้านอยู่ใกล้วัด

“พูดมากไอ้จิ๋ว ไปเลยไปช่วยไอ้เสือมันขนของลงจากรถ อย่าอู้”

“ตัวเองก็เหมือนกันนั่นแหละ มาช่วยกันเลย”

“ได้ไงวะ พี่ขับรถมาแล้วนะ คราวนี้ก็ตาพวกแกช่วยกันขนของลงสิ”

“แค่ขับรถก็ยังจะมาเอาเป็นบุญคุณ คราวหน้าให้พี่เสือขับมาก็ได้ เชื่อสิถ้าพี่เสือเป็นคนขับยังไงก็ต้องมาช่วยมิ้นขนของเหมือนเดิม”

“จะให้ไอ้เสือขับได้ไง ก็นี่มันรถฉัน”

วันชัยยังเถียงข้างๆ คูๆ เพราะอยากกวนประสาทยายตัวเล็กประจำวง แต่เจ้าของบ้านกลับรำคาญจนต้องไล่ให้ไปช่วยงานอย่างอื่นแทน

“พอๆ หยุดทั้งคู่นั่นแหละ มิ้นเดี๋ยวเอาของมาวางที่โต๊ะหินอ่อนนี่นะ น่าจะพอนั่งกันพอดี” บอกพร้อมชี้มือไปที่โต๊ะหินอ่อนที่เช็ดถูไว้เรียบร้อย ก่อนจะหันมามองที่วันชัยซึ่งยืนหาวหวอดๆ อยู่ใกล้ๆ

“ส่วนแกไอ้โด่ง ไปเลย เข้าไปในบ้านยกพัดลมตัวใหญ่ออกมา คืนนี้ร้อนแน่ๆ แล้วก็จะได้เป่าไล่ยุงด้วย”

“ใช้จังเลยวุ้ย พึ่งมาถึงให้พักขาสักหน่อยก็ไม่ได้”

“จะแดกมั้ยเหล้า ถ้าแดกก็ไปเอาพัดลมมาจะได้จัดการอะไรให้มันเสร็จๆ มันจะเมื่อยอะไรนักหนา ทำยังกะขับรถมาจากปัตตานี”

ศศินาเท้าเอวตะโกนตามหลังด้วยนึกรำคาญไอ้คนจอมอู้

“ค้าบ แม่ ไปเดี๋ยวนี้แล้วค้าบ”

“มีอะไรต้องยกออกมาอีกมั้ย เดี๋ยวเราจะได้เข้าไปยกออกมาช่วยโด่งมัน”

ศารทูลถามขึ้นหลังจากที่เขากับมนสิชาช่วยกันขนของลงจากรถจนหมดแล้ว

“มีพวกแก้วกับกระติกน้ำแข็งน่ะเสือ ช่วยไปเอาออกมาทีนะ ส่วนพวกของกินที่ซื้อมาเดี๋ยวเรากับมิ้นจะเอาเข้าไปแกะในครัวแล้วค่อยยกออกมาทีหลัง เออแล้วพี่อ้นล่ะ ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ”

ศศินาเอ่ยถามถึงหัวหน้าแก๊งก๊วนเมื่อไม่เห็นมาด้วยกัน มนสิชาได้ยินเลยเป็นคนชิงตอบแทน

“เอาเมียไปส่งบ้านแม่ยาย เห็นว่าญาติพี่น้องเขามาจากต่างจังหวัด วันนี้เลยเหมือนได้โอกาส ดูท่าแล้วน่าจะหัวราน้ำ”

“วันนี้จะมีพี่กฤตมาด้วยอีกคนนะ เดี๋ยวพี่อ้นแวะไปรับมาด้วย” ศารทูลบอกมาอีก มนสิชารู้แบบนั้นถึงกับร้อง

“โอ้โห! งานนี้บรรลัย โอ๊ะบันเทิงแน่ แก๊งขี้เมามากันครบทีม ว่าแต่พี่นีน่าเถอะเตรียมที่นอนไว้ยัง”

มนสิชาเอ่ยแซวทีเล่นทีจริง เพราะธนกฤตผู้จัดการผับที่พวกเธอไปร้องเพลงซึ่งเป็นเพื่อนของอนุชิตก็คอเหล้าไม่ใช่เล่น

“โถงเลย ตรงห้องนั่งเล่นนั่นแหละ ถ้ากลับกันไม่ไหวก็ให้คลานเข้าไปนอน”

“โธ่ นีน่าจะเลี้ยงทั้งทีนอกจากอาหารการกินแกก็ควรจะเลี้ยงดูปูเสื่อให้นอนอย่างดีด้วยสิวะ” วันชัยเอ่ยแทรกเมื่อได้ยินที่เจ้าของบ้านบอก

“ก็ปูเสื่อให้นอนไง ไม่ได้บอกจะให้นอนพื้นเปล่าๆ ซะหน่อย แต่ถ้าอยากนอนฟูกนุ่มๆ ก็อย่าเมาแล้วกลับไปนอนห้องแกนู้น แต่ถ้าติดลมสังขารไม่ให้ก็คลานไปนอนเสื่อที่ห้องนั่งเล่นฉันจะปูไว้บริการเต็มพื้นที่”

วันชัยได้ยินแบบนั้นก็หน้าย่น ยกพัดลมไปวางที่พื้นจัดแจงหาปลั๊กมาเสียบเองเรียบร้อย

ไม่นานหลังจากนั้นแขกขึ้นบ้านใหม่ก็มากันครบ ศศินาและ มนสิชาช่วยกันยกอาหารที่แกะจากถุงมาวางจนเต็มโต๊ะ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกกับแกล้มมากกว่าจะเป็นกับข้าว เตาปิ้งย่างถูกตั้งโดยฝีมือของเหล้าผู้ชาย มีเนื้อหมักเป็นสันคอหมูและไส้อ่อนถูกทยอยวางขึ้นย่างบนเตา เพื่อรอกินกับน้ำจิ้มรสเด็ดจากเชฟขี้โม้ที่ชื่อวันชัย

“รับรองว่าถ้าวันชัยเป็นคนลงมือ แซ่บแน่”

เจ้าของฝีมือเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกถ้วยมาใกล้หน้าทำท่าโบกกลิ่นเข้าจมูกแล้ววางลงบนโต๊ะ

ปาร์ตี้ขึ้นบ้านใหม่เริ่มขึ้นตั้งแต่ที่เนื้อย่างบนเตายังไม่สุกดี แก้วเหล้าถูกแจกจ่ายจนครบคนโดยมือชงชื่อมนสิชา

“โอ้ย ไอ้มิ้นนี่กะจะมอมพวกพี่แต่หัววันเลยเหรอวะ จัดมาซะเข้ม อีแบบนี้ยังไม่ทันหมดกลมก็ตายห่ากันก่อนพอดี เบาก่อนโว้ยเบาก่อน”

อนุชิตโวยเมื่อเห็นสีของเหล้าที่มนสิชาเดินแจก

“อย่ามาเยอะนะพี่อ้น อย่างพวกพี่เหรอกลมเดี๋ยวจะล้ม”

“ไม่ล้มแต่มันเปลือง” วันชัยร้องเถียงมาบ้าง

“เออๆ แก้วแรกกินกันไปก่อน เดี๋ยวแก้วต่อไปจะเบามือให้”

มนสิชาว่าพลางวางแก้วเหล้าลงตรงหน้าศารทูล

“จะบ่นอีกคนมั้ย” เธอถาม

“ไม่อะ สองคนนั้นเขาพูดแทนไปแล้ว”

“เออดี จะได้ไม่รำคาญหู”

เสียงร้องเพลงและเสียงกีร์ต้าจากบ้านของศศินาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนลอยข้ามกำแพงและรั้วต้นไม้ไปยังบ้านข้างๆ ที่อยู่ติดกันรวมทั้งบ้านหลังอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง

“สงสัยเพื่อนบ้านใหม่เราเขาจะมีฉลองขึ้นบ้านใหม่กันนะเนี๊ยะ”

คุณวารีเอ่ยขึ้นหลังจากวางจานผลไม้ให้สองพ่อลูกหลังมื้ออาหารเย็น ในขณะที่กำลังนั่งดูทีวีอยู่ด้วยกันที่ห้องนั่งเล่น

“ผมอุตส่าห์หนีจากคอนโดที่เขามีจัดงานใกล้ๆ มานอนบ้านกะว่าจะได้ทำงานบ้าง แต่ก็ดูเหมือนหนีเสือปะจระเข้ยังไงก็ไม่รู้”

“คงไม่หรอกมั้ง เต็มที่ก็คงจะไม่เกินสามสี่ทุ่ม ก่อนเช่าเจ้าของบ้านเขาก็คงบอกไว้อยู่แหละว่าแถวนี้เขาอยู่กันยังไง ถ้าเขาจะเสียงดังกันไปบ้างนานทีปีหนก็คงไม่เป็นไร วันนี้อาจจะฉลองขึ้นบ้านใหม่กันก็ได้ ก็ปล่อยเขาเถอะ”

“ผมกลัวจะไม่ใช่อย่างนั้นสิครับพ่อ ฟังเสียงส่วนใหญ่มีแต่ผู้ชาย ยิ่งกินเหล้ากันแบบนี้ด้วยผมล่ะกลัวใจว่าจะยาว”

และก็เป็นอย่างที่วาโยคาดการณ์ไว้ เพราะสี่ทุ่มแล้วนักร้องวงเหล้าก็ยังไม่เลิกรา ซ้ำยังมีเสียงเคาะขวดดังเป็นจังหวะคู่มากับเสียง กีร์ต้าประกอบเสียงร้องไปอีก ฟังๆ ดูก็มีทั้งร้องเพราะและร้องเพี้ยน และดูเหมือนนักร้องจะเริ่มลิ้นพันกัน เสียงคุยแว่วมาก็จับไม่ได้ศัพท์ ฟังไม่รู้ว่าใครเป็นใครสวนเสกันไปหมด

งานของเขาที่พยายามจะปั่น เปเปอร์ที่หยิบมาอ่านพยายามยังไงก็ไม่เข้าหัว มีแต่เสียงเคาะขวดดังแทรกมาเป็นระยะจนหมดความอดทนที่จะฝืนทำต่อ นั่งถอนหายใจหนักๆ วางปากกาและปิดคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊คลง ตัดสินใจหยุดงานที่ทำเพราะยังพอมีเวลาเหลือให้ทำอยู่บ้าง ฝืนทำต่อไปนอกจากไม่ได้อะไรแล้วทำออกมาก็คงไม่ได้เรื่องเพราะไม่มีสมาธิ สู้ให้เขาไปนอนซะยังจะดีกว่า

คิดได้แบบนั้นวาโยก็เดินไปปิดไฟแล้วล้มตัวลงบนเตียง แต่เสียงดนตรีกับเสียงร้องที่ดังข้ามรั้วมานั้นก็ดังแทรกเข้าโสตประสาท จนยากจะหลับได้ลง

“เฮ้ย ไอ้โด่งเบาหน่อยสิวะ แหกปากขนาดนี้เดี๋ยวข้างบ้านเขาก็ตะโกนมาด่าหรอก” ศศินาพยายามปรามเมื่อเห็นว่าเพื่อนเริ่มเมา

ปกติเธอก็กินหนักไม่ต่างกัน ด้วยอาชีพและสังคม แม้จะไม่ถึงขั้นหัวราน้ำแต่ถ้าได้กินแล้วก็ไหลยาวพอๆ กับคนอื่น แต่เพราะวันนี้เธอเป็นเจ้าบ้าน จึงพยายามกินให้น้อยที่สุดเพื่อครองสติให้ครบถ้วนจะได้ดูแลเพื่อนได้ อีกทั้งพึ่งย้ายมาอยู่ใหม่ก็ยังไม่อยากมีปัญหากับเพื่อนบ้านข้างเคียง

“คนร้องเพลงนะเว้ย ไม่ได้นินทาชาวบ้านจะได้กระซิบใส่เสียงกีร์ต้า”

วันชัยเถียงมาอีก ทั้งยังตะโกนแหกปากร้องขึ้นเสียงดัง

“ขอโทษด้วยนะค้าบ วันนี้เพื่อนผมขึ้นบ้านใหม่ ขอร้องเพลงหน่อยนะค้าบ”

“เฮ้ย! ไอ้โด่ง มึงกะจะเลี้ยงวันเดียวแล้วให้กูย้ายออกเลยหรือไง”

ศศินาตาเหลือก เริ่มโมโหที่เพื่อนพูดไม่รู้เรื่อง แต่วันชัยทำไม่รู้ไม่ชี้ยังคงดีดกีร์ต้าร้องเพลงต่อโดยมีธนกฤตเป็นลูกคู่ร้องประสานเสียง และมีอนุชิตเคาะขวดเป็นจังหวะให้อีกคน

“คืนที่ดาวเต็มฟ้า ฉันจินตนาการเป็นหน้าเธอ”

“เธอ..หน้าใครวะ” ธนกฤตร้องรับแล้วถามขึ้น

“ไม่รู้ นางฟ้า หน้านางฟ้า"ตอบแล้วร้องต่อ "ละเมอไปไกล..โดยไม่เห็นเป็นดาว”

“ไม่เห็นเป็นดาวแล้วมึงเห็นเป็นอะไร” อนุชิตถามขัดขึ้นบ้าง

“ไม่รู้ แล้วพี่เห็นเป็นไร”

“กุ๊กไก่ กูเห็นเป็นดาวกุ๊กไก่ ฮ่าๆๆๆ”

“จันทร์ที่ดูสดใสนั้น…เป็นดั่งดาวกุ๊กไก่หรือเปล่า….ถ้ามันเป็นจริง จะเก็บเอาจันทร์…มาใส่ใจ” วันชัยร้องเพลงจบยกมือขึ้นคว้ากำเอาอากาศดึงมือกลับมาวางที่อกตัวเอง

“ใส่ใจเชเอี้ยอะไรของมึงไอ้โด่ง เดี๋ยวเมียมึงก็เอามีดมาควักออกหรอก”

“อย่าพูดพี่ อย่าพูด เมียเมออะไร เลิกกันแล้ว”

“เลิกกันแต่เอากันได้หรือไง อย่าให้กูเห็นนะว่ามึงดอดไปนอนกับเขาที่คอนโด”

“เลิกกันแล้วจริงๆ เลิกกันวันนี้พรุ่งนี้คบกันใหม่” วันชัยหัวเราะเอิ้กอ้าก พอใจมุขตัวเอง แล้วเริ่มดีดกีร์ต้าต่อ…

“หากว่าเธอผ่านมาได้ยิน เพลงนี้”

“เพลงนี้..” ลูกคู่อย่างธนกฤตยังคงทำหน้าที่คอรัสได้เป็นอย่างดี

“คาดว่าเธอก็คงรู้ดีว่าเป็นฉัน”

“ว่าเป็นฉ้าน...”

“มอบให้เธอ..คนเดียว อาจไม่เกี่ยวแต่สำคัญ”

“สำคัญ สำคัญ..” นอกจากคอรัสแล้ว เอคโค่ลำโพงทิพย์ก็ต้องมา

“เพราะฉันนั้นอยากให้เธอได้ฟัง….”

“ได้ฟัง!!...”

“ไหวมั้ยพี่นีน่า”

มนสิชาเอ่ยถามขึ้นเมื่อเดินออกจากห้องน้ำมาเห็นสภาพนักร้อง ขี้เมา ที่ร้องไปคุยไปฟังไม่เป็นท่อนเป็นความ

“พี่ยังไหว เราเถอะไหวมั้ย อ้วกไปกี่รอบแล้วล่ะ”

“สามเอง ยังได้อยู่” ว่าแล้วเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ เห็นศารทูลฟุบลงไปแล้ว แต่อีกสามหน่อยังคงแหกปากร้องเพลงกันไม่หยุด

“หลับไปได้ไงวะ เสียงพวกนี้ร้องเพลงเพราะบรรลัย” มองดูคนที่ฟุบหลับแล้วอดไม่ได้ที่จะเอามือสะกิด

“พี่เสือ พี่ ไหวมั้ย”

“ไหวๆ” คนฟุบกับโต๊ะเงยหน้าขึ้นมาตอบตาฉ่ำปรือแทบลืมไม่ขึ้น

“ไหวห่าอะไรวะ ตาจะปิดขนาดนั้น ลุกพี่ลุกเข้าไปนอนในบ้าน”

เธอว่าพลางฉุดแขนเขาให้ลุกขึ้น

“พี่นีน่าช่วยหน่อย ดูท่าพี่เสือไม่ไหวแล้วล่ะ”

“เสือลุกขึ้นเถอะ เข้าไปนอนในบ้านก่อน”

“หื่อ ไม่เป็นไรเดี๋ยวเราอยู่เป็นเพื่อนนีน่าเอง”

มนสิชามองหน้าแอบเบะปากให้กับคนที่อยากทำตัวเป็นสุภาพบุรุษแต่คออ่อนฉิบหาย

“เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะแล้วค่อยคิดจะมาอยู่เป็นเพื่อนพี่นีน่า ลุก จะพาไปนอน”

ทั้งสองสาวช่วยกันพยุงปีกศารทูลเข้าไปนอนในบ้าน ปล่อยให้ สามหนุ่มที่เหลือนั่งแหกปากร้องเพลงกันต่อโดยไม่มีวี่แววว่าจะหยุด เพลงเพราะๆ ที่ร้องกันมั่วๆ และเพลงมั่วๆ ที่ร้องกันเสือกเพราะก็ดังสลับวนเวียนกันอยู่อย่างนั้น พร้อมกับเสียงหัวเราะจากมุขฝืดๆ ที่พากันเล่นเองขำกันเอง

ศศินาหันหลังไปมองแล้วถอนหายใจ คิดว่าพาศารทูลไปนอนก่อนและจะกลับออกมาจัดการกับสามคนที่เหลือ ไม่ได้คิดจะห้ามหรอกแต่ก็อยากให้เบาเสียงลงอีกหน่อยเพราะดึกแล้ว พึ่งจะย้ายมาก็ยังไม่รู้ใจเพื่อนบ้านดีพอ ดีไม่ดีจะอยู่ลำบากถ้าสร้างเรื่องกันตั้งแต่วันแรกๆ ที่ย้ายเข้ามาอยู่

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย หมื่นฝันพันคะนึง
9.1
ท่ามกลางกาลเวลาที่ผันผ่านนับหมื่นราตรี ซุนหลวนคุนยังคงเฝ้าคะนึงหาเพียงสตรีผู้เป็นที่รัก จนกระทั่งเขาได้พบกับนางอีกครั้งในสภาพที่ไร้ซึ่งความทรงจำ หญิงสาวจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อของตนเองหรืออดีตที่เคยมีร่วมกัน ท่ามกลางความสับสนและสิ่งแปลกใหม่รอบกาย แม่ทัพหนุ่มจึงยัดเยียดฐานะภรรยาให้นางพร้อมตั้งชื่อใหม่ว่าหรูซื่อ เพื่อผูกมัดนางไว้ข้างกายในฐานะฮูหยินเพียงหนึ่งเดียวของเขาตลอดไป แม้ความจำจะสูญสิ้นแต่พันธะหัวใจระหว่างเขากับนางกลับเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
หน้าปกนวนิยาย ธิดาแค้นต้องเอาคืน
9.2
ตระกูลซูถูกกวาดล้างจนสิ้นซากในคืนเดียว ซูเฉิงอิ้งต้องทนทุกข์จากการถูกน้องสาวทรยศและชายคนรักหลอกใช้จนถูกตราหน้าว่าเป็นคนขายชาติก่อนจะถูกประหารอย่างอนาถ เมื่อได้รับโอกาสกลับมาเกิดใหม่พร้อมความแค้น นางจึงถือดาบกลับมาเพื่อทวงคืนความยุติธรรม เริ่มจากการกำจัดน้องสาวชั่วและคนรักหน้าเนื้อใจเสือ พร้อมสยบคำนินทาที่บิดเบือนความจริงทั้งหมด ทว่าในเส้นทางแห่งการล้างแค้นนี้ ตงฟางไป๋เยว่กลับก้าวเข้ามาป่วนหัวใจจนนางแทบจะวางดาบไม่ลง
หน้าปกนวนิยาย เชลยทรายทาสชีคเถื่อน
8.5
เมื่อชีคอัฟฟานแห่งซาลได้พบมาราตี ตัวประกันสาวที่ถูกส่งมาสวมรอยเป็นพี่สาวเพื่อตบตาเขา ความงดงามของเธอกลับไม่อาจปิดบังความจริงจากสายตาอันคมกริบของเขาได้ ชีคหนุ่มผู้มีอำนาจล้นมือรู้สึกโกรธแค้นที่ถูกตระกูลของเธอคิดคดทรยศและพยายามปั่นหัวให้เขากลายเป็นคนโง่ มาราตีต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าแผนการสลับตัวถูกเปิดโปงอย่างง่ายดาย ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและแรงปรารถนาอันเร่าร้อน เธอต้องเผชิญหน้ากับอำนาจมืดและความดุดันของชีคเถื่อนที่พร้อมจะแผดเผาหัวใจของเธอให้มลายสิ้นภายใต้เงื้อมมือของเขา
หน้าปกนวนิยาย ไฟซ่อนเชื้อ [คู่กัด พ่อแง่แม่งอน]
9.8
Hataichanok is a sharp, confident woman who meets her match in Pawee, a calm man who has always been patient with her. However, his composure shatters when he discovers she used him as a mere pawn for revenge. After their marriage becomes a battlefield of deception, Pawee refuses to grant the divorce she craves. Consumed by betrayal, he decides to force her to pay the price for her schemes, trapping her in a high-stakes clash of emotions and hidden desires.
หน้าปกนวนิยาย เหยื่อในกับดักบงการใจ
9.7
เพื่อทลายแก๊งนรก ตำรวจสาวอย่างฉันยอมเป็นเหยื่อให้คนร้ายลวนลามบนรถเมล์เพื่อเก็บหลักฐานสำคัญ แต่แผนการจับกุมกลับพลิกผัน เมื่อฉันถูกสวมถุงดำคลุมหัวและตื่นขึ้นในโกดังค้ามนุษย์ ความจริงสุดสยองปรากฏว่าอาชญากรที่ฉันจับเป็นเพียงตัวล่อ โดยมี ‘พชร’ บอสใหญ่ผู้อยู่หลังม่านคอยเฝ้าดูความทรมานของฉันด้วยความบันเทิง เขาจงใจปั่นหัวฉันทั้งที่รู้ตัวตนจริง แม้ถูกมีดจ่อคอเขากลับกระซิบอย่างบ้าคลั่งว่า การได้เห็นตำรวจหญิงเดินลงนรกที่เขาสร้างขึ้นนั้นเร้าใจกว่าสิ่งใด
หน้าปกนวนิยาย เพลิงรักเพลิงแค้น
8.8
รุจิเรศพยายามวิงวอนขอความเมตตาจากคมน์ ชายหนุ่มที่เคยแสนดีแต่กลับกลายเป็นปีศาจร้ายเพราะแรงหึงหวง เขาปักใจเชื่อว่าเธอคบชู้กับประสงค์และนอกใจเขาไปหาชายหนุ่มที่อ่อนวัยกว่า คมน์ทำร้ายร่างกายเธออย่างรุนแรงพร้อมตราหน้าด้วยถ้อยคำหยาบคายว่าเธอมักมากไม่รู้จักพอเหมือนแม่ แม้รุจิเรศจะบาดเจ็บและพยายามอธิบายความจริงเพียงใด แต่โทสะที่ครอบงำทำให้เขาปฏิเสธที่จะรับฟัง และพร้อมจะทำลายชีวิตของเธอและชายที่เขาตราหน้าว่าเป็นชู้ให้ดับสิ้นคามือ