
นางฟ้าเมรี
ตอน 2
เสียงรถวิ่งเข้ามาจอดในบ้านในช่วงหัวค่ำทำให้คุณวารีหันมองสามีด้วยความแปลกใจ เพราะวันนี้พึ่งจะวันจันทร์ ปกติวาโยจะพักที่คอนโดฯใกล้มหาวิทยาลัยเพราะเดินทางสะดวกกว่า จะกลับมาบ้านเฉพาะวันหยุดและเสาร์อาทิตย์ หรือบางสัปดาห์ก็ไม่กลับมาเลย ถ้ามีงานติดพัน แล้ววันนี้มีอะไรหรือเปล่าถึงไปเช้าแล้วกลับเย็น
“ตาโย มีอะไรเหรอลูก ทำไมวันนี้กลับมาบ้านล่ะ”
เอ่ยถามตามที่สงสัยทันทีเมื่อเห็นลูกชายเดินเข้ามาในบ้าน
“ผมมีงานค้างที่ยังไม่เสร็จต้องทำต่อคืนนี้น่ะครับ แต่ว่าใกล้ๆ คอนโดฯเขามีจัดงานยาวไปจนถึงวันอาทิตย์เลย ผมเลยต้องเอางานกลับมาทำที่บ้าน”
บอกแล้วเดินมานั่งที่โซฟาข้างมารดาเอนหลังพิงแล้วหลับตาอย่างเหนื่อยอ่อน
“แค่คิดก็เหนื่อยเลยที่ต้องตื่นแต่เช้ากว่าจะไปถึงมหาวิทยาลัย”
เสียงก๊องแก๊งๆ จากแก้วที่กระทบกันในอ้างล้างจานดังอยู่เป็นระยะ หลังจากที่ศศินาล้างถ้วยล้างจานที่ขนย้ายมาจากห้องเก่าเก็บเข้าชั้นเรียบร้อยก็ถึงคิวของแก้วสั้นแก้วยาว แก้วใสบ้างไม่ใสบ้าง ส่วนใหญ่จะมีลายของแบลนด์เหล้าหรือเบียร์ขึ้นโชว์อยู่ด้านข้างเพราะเป็นแก้วที่แถมมาจากการซื้อเหล้าซื้อเบียร์ มองดูแก้วในมือแล้วก็เป็นท้อ
“คิดถูกหรือคิดผิดวะเนี๊ยะที่ยอมให้พวกนั้นมากินเหล้ากันที่บ้าน ขึ้นบ้านใหม่ยังไง ยังไม่ทันได้ยกพระขึ้นหิ้งเลย วงเหล้าเตรียมจะตั้งแล้ว สาธุ...” ศศินายกมือท่วมหัว
“เจ้าที่เจ้าทางอย่าพึ่งโกรธหนูนะคะ วันนี้ขอเลี้ยงเหล้าเป็นสินน้ำใจพวกนั้นที่มาช่วยขนของก่อน สัญญาว่าวันต่อไปจะยกพระขึ้นหิ้ง และถวายของคาวของหวานพร้อมจุดธูปบอกอย่างเป็นทางการแน่นอน อย่าพึ่งโกรธพึ่งเคืองกันเลยนะ ขอให้คนอยู่อย่าร้อน คนนอนอย่าเหนื่อย แล้วจะเอาเหล้าดีๆ บุหรี่แพงๆ มาไหว้บูชานะเจ้าคะ สาธุ”
เอ่ยร่ายยาวแล้วยกมือพนมท่วมหัวอีกรอบ บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางแล้วก็สบายใจขึ้นหน่อย แม้จะเป็นเพียงการคิดไปเองก็ตามที
หลังจากล้างถ้วยล้างชามล้างแก้วเสร็จก็ย้ายมาจัดการหน้าบ้าน ดีหน่อยที่บ้านนี้มีชุดม้าหินอ่อนทรงยาวที่ใหญ่พอสมควรเลยไม่ต้องหาเก้าอี้เพิ่ม สิ่งที่ต้องจัดการเลยมีแต่ความรกของหญ้ากับใบไม้แห้งเล็กน้อย ดึงๆ ถอนๆ ปัดๆ กวาดๆ หน่อยก็เป็นอันใช้ได้ จัดแจงสถานที่อยู่ไม่นานเสียงแตรรถก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน เสียงบีบแตรกวนประสาท จนน่ารำคาญนั้นต่อให้ไม่เห็นหน้าก็รู้ว่าใครเป็นคนขับมา
“พอได้แล้วโด่ง เดี๋ยวชาวบ้านแถวนี้เขาก็ได้เอาขวดมาเขวี้ยงหน้าบ้าน พึ่งย้ายมาแค่สองวันแกจะสร้างเรื่องให้ฉันแล้วเหรอวะ”
ศศินาร้องบอกคนขับที่เปิดกระจกลงเมื่อเห็นว่าเธอกำลังเปิดประตูรั้วให้ เพื่อเอารถเข้าไปจอด
“ก็บีบเอาฤกษ์เอาชัย บอกเจ้าที่เจ้าทางว่ามีคนมาอยู่แล้วน่ะสิ”
วันชัยร้องบอกหลังจากเอารถเข้าไปจอดเรียบร้อยแล้ว
“แกจะแหกปากทำไมเนี๊ยะ บอกเจ้าที่เจ้าทางหรือบอกคนแถวนี้ ให้เขาเดินมาด่ากันแน่”
“จริงพี่นีน่า คนอะไรก็ไม่รู้เสียงดังยังกะโทรโข่ง บ้านอยู่ใกล้วัดหรือยังไงก็ไม่รู้ถึงได้ชอบร้องแข่งกับกลองเพล โอ๊ย”
มนสิชาร้องดังลั่นพร้อมหดคอหนีเมื่อโดนมะเหงกจากคนที่เธอบอกว่าบ้านอยู่ใกล้วัด
“พูดมากไอ้จิ๋ว ไปเลยไปช่วยไอ้เสือมันขนของลงจากรถ อย่าอู้”
“ตัวเองก็เหมือนกันนั่นแหละ มาช่วยกันเลย”
“ได้ไงวะ พี่ขับรถมาแล้วนะ คราวนี้ก็ตาพวกแกช่วยกันขนของลงสิ”
“แค่ขับรถก็ยังจะมาเอาเป็นบุญคุณ คราวหน้าให้พี่เสือขับมาก็ได้ เชื่อสิถ้าพี่เสือเป็นคนขับยังไงก็ต้องมาช่วยมิ้นขนของเหมือนเดิม”
“จะให้ไอ้เสือขับได้ไง ก็นี่มันรถฉัน”
วันชัยยังเถียงข้างๆ คูๆ เพราะอยากกวนประสาทยายตัวเล็กประจำวง แต่เจ้าของบ้านกลับรำคาญจนต้องไล่ให้ไปช่วยงานอย่างอื่นแทน
“พอๆ หยุดทั้งคู่นั่นแหละ มิ้นเดี๋ยวเอาของมาวางที่โต๊ะหินอ่อนนี่นะ น่าจะพอนั่งกันพอดี” บอกพร้อมชี้มือไปที่โต๊ะหินอ่อนที่เช็ดถูไว้เรียบร้อย ก่อนจะหันมามองที่วันชัยซึ่งยืนหาวหวอดๆ อยู่ใกล้ๆ
“ส่วนแกไอ้โด่ง ไปเลย เข้าไปในบ้านยกพัดลมตัวใหญ่ออกมา คืนนี้ร้อนแน่ๆ แล้วก็จะได้เป่าไล่ยุงด้วย”
“ใช้จังเลยวุ้ย พึ่งมาถึงให้พักขาสักหน่อยก็ไม่ได้”
“จะแดกมั้ยเหล้า ถ้าแดกก็ไปเอาพัดลมมาจะได้จัดการอะไรให้มันเสร็จๆ มันจะเมื่อยอะไรนักหนา ทำยังกะขับรถมาจากปัตตานี”
ศศินาเท้าเอวตะโกนตามหลังด้วยนึกรำคาญไอ้คนจอมอู้
“ค้าบ แม่ ไปเดี๋ยวนี้แล้วค้าบ”
“มีอะไรต้องยกออกมาอีกมั้ย เดี๋ยวเราจะได้เข้าไปยกออกมาช่วยโด่งมัน”
ศารทูลถามขึ้นหลังจากที่เขากับมนสิชาช่วยกันขนของลงจากรถจนหมดแล้ว
“มีพวกแก้วกับกระติกน้ำแข็งน่ะเสือ ช่วยไปเอาออกมาทีนะ ส่วนพวกของกินที่ซื้อมาเดี๋ยวเรากับมิ้นจะเอาเข้าไปแกะในครัวแล้วค่อยยกออกมาทีหลัง เออแล้วพี่อ้นล่ะ ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ”
ศศินาเอ่ยถามถึงหัวหน้าแก๊งก๊วนเมื่อไม่เห็นมาด้วยกัน มนสิชาได้ยินเลยเป็นคนชิงตอบแทน
“เอาเมียไปส่งบ้านแม่ยาย เห็นว่าญาติพี่น้องเขามาจากต่างจังหวัด วันนี้เลยเหมือนได้โอกาส ดูท่าแล้วน่าจะหัวราน้ำ”
“วันนี้จะมีพี่กฤตมาด้วยอีกคนนะ เดี๋ยวพี่อ้นแวะไปรับมาด้วย” ศารทูลบอกมาอีก มนสิชารู้แบบนั้นถึงกับร้อง
“โอ้โห! งานนี้บรรลัย โอ๊ะบันเทิงแน่ แก๊งขี้เมามากันครบทีม ว่าแต่พี่นีน่าเถอะเตรียมที่นอนไว้ยัง”
มนสิชาเอ่ยแซวทีเล่นทีจริง เพราะธนกฤตผู้จัดการผับที่พวกเธอไปร้องเพลงซึ่งเป็นเพื่อนของอนุชิตก็คอเหล้าไม่ใช่เล่น
“โถงเลย ตรงห้องนั่งเล่นนั่นแหละ ถ้ากลับกันไม่ไหวก็ให้คลานเข้าไปนอน”
“โธ่ นีน่าจะเลี้ยงทั้งทีนอกจากอาหารการกินแกก็ควรจะเลี้ยงดูปูเสื่อให้นอนอย่างดีด้วยสิวะ” วันชัยเอ่ยแทรกเมื่อได้ยินที่เจ้าของบ้านบอก
“ก็ปูเสื่อให้นอนไง ไม่ได้บอกจะให้นอนพื้นเปล่าๆ ซะหน่อย แต่ถ้าอยากนอนฟูกนุ่มๆ ก็อย่าเมาแล้วกลับไปนอนห้องแกนู้น แต่ถ้าติดลมสังขารไม่ให้ก็คลานไปนอนเสื่อที่ห้องนั่งเล่นฉันจะปูไว้บริการเต็มพื้นที่”
วันชัยได้ยินแบบนั้นก็หน้าย่น ยกพัดลมไปวางที่พื้นจัดแจงหาปลั๊กมาเสียบเองเรียบร้อย
ไม่นานหลังจากนั้นแขกขึ้นบ้านใหม่ก็มากันครบ ศศินาและ มนสิชาช่วยกันยกอาหารที่แกะจากถุงมาวางจนเต็มโต๊ะ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกกับแกล้มมากกว่าจะเป็นกับข้าว เตาปิ้งย่างถูกตั้งโดยฝีมือของเหล้าผู้ชาย มีเนื้อหมักเป็นสันคอหมูและไส้อ่อนถูกทยอยวางขึ้นย่างบนเตา เพื่อรอกินกับน้ำจิ้มรสเด็ดจากเชฟขี้โม้ที่ชื่อวันชัย
“รับรองว่าถ้าวันชัยเป็นคนลงมือ แซ่บแน่”
เจ้าของฝีมือเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกถ้วยมาใกล้หน้าทำท่าโบกกลิ่นเข้าจมูกแล้ววางลงบนโต๊ะ
ปาร์ตี้ขึ้นบ้านใหม่เริ่มขึ้นตั้งแต่ที่เนื้อย่างบนเตายังไม่สุกดี แก้วเหล้าถูกแจกจ่ายจนครบคนโดยมือชงชื่อมนสิชา
“โอ้ย ไอ้มิ้นนี่กะจะมอมพวกพี่แต่หัววันเลยเหรอวะ จัดมาซะเข้ม อีแบบนี้ยังไม่ทันหมดกลมก็ตายห่ากันก่อนพอดี เบาก่อนโว้ยเบาก่อน”
อนุชิตโวยเมื่อเห็นสีของเหล้าที่มนสิชาเดินแจก
“อย่ามาเยอะนะพี่อ้น อย่างพวกพี่เหรอกลมเดี๋ยวจะล้ม”
“ไม่ล้มแต่มันเปลือง” วันชัยร้องเถียงมาบ้าง
“เออๆ แก้วแรกกินกันไปก่อน เดี๋ยวแก้วต่อไปจะเบามือให้”
มนสิชาว่าพลางวางแก้วเหล้าลงตรงหน้าศารทูล
“จะบ่นอีกคนมั้ย” เธอถาม
“ไม่อะ สองคนนั้นเขาพูดแทนไปแล้ว”
“เออดี จะได้ไม่รำคาญหู”
เสียงร้องเพลงและเสียงกีร์ต้าจากบ้านของศศินาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนลอยข้ามกำแพงและรั้วต้นไม้ไปยังบ้านข้างๆ ที่อยู่ติดกันรวมทั้งบ้านหลังอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง
“สงสัยเพื่อนบ้านใหม่เราเขาจะมีฉลองขึ้นบ้านใหม่กันนะเนี๊ยะ”
คุณวารีเอ่ยขึ้นหลังจากวางจานผลไม้ให้สองพ่อลูกหลังมื้ออาหารเย็น ในขณะที่กำลังนั่งดูทีวีอยู่ด้วยกันที่ห้องนั่งเล่น
“ผมอุตส่าห์หนีจากคอนโดที่เขามีจัดงานใกล้ๆ มานอนบ้านกะว่าจะได้ทำงานบ้าง แต่ก็ดูเหมือนหนีเสือปะจระเข้ยังไงก็ไม่รู้”
“คงไม่หรอกมั้ง เต็มที่ก็คงจะไม่เกินสามสี่ทุ่ม ก่อนเช่าเจ้าของบ้านเขาก็คงบอกไว้อยู่แหละว่าแถวนี้เขาอยู่กันยังไง ถ้าเขาจะเสียงดังกันไปบ้างนานทีปีหนก็คงไม่เป็นไร วันนี้อาจจะฉลองขึ้นบ้านใหม่กันก็ได้ ก็ปล่อยเขาเถอะ”
“ผมกลัวจะไม่ใช่อย่างนั้นสิครับพ่อ ฟังเสียงส่วนใหญ่มีแต่ผู้ชาย ยิ่งกินเหล้ากันแบบนี้ด้วยผมล่ะกลัวใจว่าจะยาว”
และก็เป็นอย่างที่วาโยคาดการณ์ไว้ เพราะสี่ทุ่มแล้วนักร้องวงเหล้าก็ยังไม่เลิกรา ซ้ำยังมีเสียงเคาะขวดดังเป็นจังหวะคู่มากับเสียง กีร์ต้าประกอบเสียงร้องไปอีก ฟังๆ ดูก็มีทั้งร้องเพราะและร้องเพี้ยน และดูเหมือนนักร้องจะเริ่มลิ้นพันกัน เสียงคุยแว่วมาก็จับไม่ได้ศัพท์ ฟังไม่รู้ว่าใครเป็นใครสวนเสกันไปหมด
งานของเขาที่พยายามจะปั่น เปเปอร์ที่หยิบมาอ่านพยายามยังไงก็ไม่เข้าหัว มีแต่เสียงเคาะขวดดังแทรกมาเป็นระยะจนหมดความอดทนที่จะฝืนทำต่อ นั่งถอนหายใจหนักๆ วางปากกาและปิดคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊คลง ตัดสินใจหยุดงานที่ทำเพราะยังพอมีเวลาเหลือให้ทำอยู่บ้าง ฝืนทำต่อไปนอกจากไม่ได้อะไรแล้วทำออกมาก็คงไม่ได้เรื่องเพราะไม่มีสมาธิ สู้ให้เขาไปนอนซะยังจะดีกว่า
คิดได้แบบนั้นวาโยก็เดินไปปิดไฟแล้วล้มตัวลงบนเตียง แต่เสียงดนตรีกับเสียงร้องที่ดังข้ามรั้วมานั้นก็ดังแทรกเข้าโสตประสาท จนยากจะหลับได้ลง
“เฮ้ย ไอ้โด่งเบาหน่อยสิวะ แหกปากขนาดนี้เดี๋ยวข้างบ้านเขาก็ตะโกนมาด่าหรอก” ศศินาพยายามปรามเมื่อเห็นว่าเพื่อนเริ่มเมา
ปกติเธอก็กินหนักไม่ต่างกัน ด้วยอาชีพและสังคม แม้จะไม่ถึงขั้นหัวราน้ำแต่ถ้าได้กินแล้วก็ไหลยาวพอๆ กับคนอื่น แต่เพราะวันนี้เธอเป็นเจ้าบ้าน จึงพยายามกินให้น้อยที่สุดเพื่อครองสติให้ครบถ้วนจะได้ดูแลเพื่อนได้ อีกทั้งพึ่งย้ายมาอยู่ใหม่ก็ยังไม่อยากมีปัญหากับเพื่อนบ้านข้างเคียง
“คนร้องเพลงนะเว้ย ไม่ได้นินทาชาวบ้านจะได้กระซิบใส่เสียงกีร์ต้า”
วันชัยเถียงมาอีก ทั้งยังตะโกนแหกปากร้องขึ้นเสียงดัง
“ขอโทษด้วยนะค้าบ วันนี้เพื่อนผมขึ้นบ้านใหม่ ขอร้องเพลงหน่อยนะค้าบ”
“เฮ้ย! ไอ้โด่ง มึงกะจะเลี้ยงวันเดียวแล้วให้กูย้ายออกเลยหรือไง”
ศศินาตาเหลือก เริ่มโมโหที่เพื่อนพูดไม่รู้เรื่อง แต่วันชัยทำไม่รู้ไม่ชี้ยังคงดีดกีร์ต้าร้องเพลงต่อโดยมีธนกฤตเป็นลูกคู่ร้องประสานเสียง และมีอนุชิตเคาะขวดเป็นจังหวะให้อีกคน
“คืนที่ดาวเต็มฟ้า ฉันจินตนาการเป็นหน้าเธอ”
“เธอ..หน้าใครวะ” ธนกฤตร้องรับแล้วถามขึ้น
“ไม่รู้ นางฟ้า หน้านางฟ้า"ตอบแล้วร้องต่อ "ละเมอไปไกล..โดยไม่เห็นเป็นดาว”
“ไม่เห็นเป็นดาวแล้วมึงเห็นเป็นอะไร” อนุชิตถามขัดขึ้นบ้าง
“ไม่รู้ แล้วพี่เห็นเป็นไร”
“กุ๊กไก่ กูเห็นเป็นดาวกุ๊กไก่ ฮ่าๆๆๆ”
“จันทร์ที่ดูสดใสนั้น…เป็นดั่งดาวกุ๊กไก่หรือเปล่า….ถ้ามันเป็นจริง จะเก็บเอาจันทร์…มาใส่ใจ” วันชัยร้องเพลงจบยกมือขึ้นคว้ากำเอาอากาศดึงมือกลับมาวางที่อกตัวเอง
“ใส่ใจเชเอี้ยอะไรของมึงไอ้โด่ง เดี๋ยวเมียมึงก็เอามีดมาควักออกหรอก”
“อย่าพูดพี่ อย่าพูด เมียเมออะไร เลิกกันแล้ว”
“เลิกกันแต่เอากันได้หรือไง อย่าให้กูเห็นนะว่ามึงดอดไปนอนกับเขาที่คอนโด”
“เลิกกันแล้วจริงๆ เลิกกันวันนี้พรุ่งนี้คบกันใหม่” วันชัยหัวเราะเอิ้กอ้าก พอใจมุขตัวเอง แล้วเริ่มดีดกีร์ต้าต่อ…
“หากว่าเธอผ่านมาได้ยิน เพลงนี้”
“เพลงนี้..” ลูกคู่อย่างธนกฤตยังคงทำหน้าที่คอรัสได้เป็นอย่างดี
“คาดว่าเธอก็คงรู้ดีว่าเป็นฉัน”
“ว่าเป็นฉ้าน...”
“มอบให้เธอ..คนเดียว อาจไม่เกี่ยวแต่สำคัญ”
“สำคัญ สำคัญ..” นอกจากคอรัสแล้ว เอคโค่ลำโพงทิพย์ก็ต้องมา
“เพราะฉันนั้นอยากให้เธอได้ฟัง….”
“ได้ฟัง!!...”
“ไหวมั้ยพี่นีน่า”
มนสิชาเอ่ยถามขึ้นเมื่อเดินออกจากห้องน้ำมาเห็นสภาพนักร้อง ขี้เมา ที่ร้องไปคุยไปฟังไม่เป็นท่อนเป็นความ
“พี่ยังไหว เราเถอะไหวมั้ย อ้วกไปกี่รอบแล้วล่ะ”
“สามเอง ยังได้อยู่” ว่าแล้วเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ เห็นศารทูลฟุบลงไปแล้ว แต่อีกสามหน่อยังคงแหกปากร้องเพลงกันไม่หยุด
“หลับไปได้ไงวะ เสียงพวกนี้ร้องเพลงเพราะบรรลัย” มองดูคนที่ฟุบหลับแล้วอดไม่ได้ที่จะเอามือสะกิด
“พี่เสือ พี่ ไหวมั้ย”
“ไหวๆ” คนฟุบกับโต๊ะเงยหน้าขึ้นมาตอบตาฉ่ำปรือแทบลืมไม่ขึ้น
“ไหวห่าอะไรวะ ตาจะปิดขนาดนั้น ลุกพี่ลุกเข้าไปนอนในบ้าน”
เธอว่าพลางฉุดแขนเขาให้ลุกขึ้น
“พี่นีน่าช่วยหน่อย ดูท่าพี่เสือไม่ไหวแล้วล่ะ”
“เสือลุกขึ้นเถอะ เข้าไปนอนในบ้านก่อน”
“หื่อ ไม่เป็นไรเดี๋ยวเราอยู่เป็นเพื่อนนีน่าเอง”
มนสิชามองหน้าแอบเบะปากให้กับคนที่อยากทำตัวเป็นสุภาพบุรุษแต่คออ่อนฉิบหาย
“เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะแล้วค่อยคิดจะมาอยู่เป็นเพื่อนพี่นีน่า ลุก จะพาไปนอน”
ทั้งสองสาวช่วยกันพยุงปีกศารทูลเข้าไปนอนในบ้าน ปล่อยให้ สามหนุ่มที่เหลือนั่งแหกปากร้องเพลงกันต่อโดยไม่มีวี่แววว่าจะหยุด เพลงเพราะๆ ที่ร้องกันมั่วๆ และเพลงมั่วๆ ที่ร้องกันเสือกเพราะก็ดังสลับวนเวียนกันอยู่อย่างนั้น พร้อมกับเสียงหัวเราะจากมุขฝืดๆ ที่พากันเล่นเองขำกันเอง
ศศินาหันหลังไปมองแล้วถอนหายใจ คิดว่าพาศารทูลไปนอนก่อนและจะกลับออกมาจัดการกับสามคนที่เหลือ ไม่ได้คิดจะห้ามหรอกแต่ก็อยากให้เบาเสียงลงอีกหน่อยเพราะดึกแล้ว พึ่งจะย้ายมาก็ยังไม่รู้ใจเพื่อนบ้านดีพอ ดีไม่ดีจะอยู่ลำบากถ้าสร้างเรื่องกันตั้งแต่วันแรกๆ ที่ย้ายเข้ามาอยู่
คุณอาจจะชอบ



![หน้าปกนวนิยาย ไฟซ่อนเชื้อ [คู่กัด พ่อแง่แม่งอน]](https://v.melolo.com/b1265344voduse1318177724/ffd693215001834806830389145/SDqCdDVHjZ8A.webp!15491.webp)

