
ปลูกรักฮูหยินแม่ทัพปีศาจ
ตอน 2
“ก่อนคุณจะตัดสินใจ ผมอยากจะบอกอย่างหนึ่ง ถ้าคุณตัดสินใจมากับผมแล้ว คุณจะหันหลังกลับไม่ได้”
ผมกลอกตาไปมา ทำไมต้องหันหลังกลับ ผมไม่มีอะไรจะต้องเสียอีกแล้วนี่...
“ถ้าไม่คิดจะพูดอะไรก็ปล่อยผม!”
“ฮึ! อย่างนี้สิน่าสนใจ”
ผู้ชายที่ผมเพ่งมองแล้วแต่เห็นหน้าไม่ชัดพูดอย่างถูกใจ
“ตามมาสิ”
ในแววตาคู่นั้นที่ผมมองสบด้วย บ่งบอกว่าที่ซึ่งคนผู้นี้จะพาไป...มันจะเป็นอะไรที่ผมไม่เคยพบเจอแน่นอน แต่...มันก็คงจะไม่แย่ไปกว่าที่นี่ซึ่งผมก็แทบจะไร้ความหมายอยู่แล้ว คนที่รักเพียงแค่หยิบมือ ที่หากผมหายไป คนพวกนั้นก็คงเสียใจไม่นาน หากคนที่เกลียดมากมายนัก ไม่ว่าทำอะไรก็ไม่ค่อยดีเลย เรียกได้ว่าถ้าทำดีก็เสมอตัว แต่ทำแย่เมื่อไหร่...โดนทับถมจนเละ ที่หากผมหายไปจริง ๆ พวกเขาคงจะต้องดีใจมากแน่นอน
มีคนให้โอกาสแล้ว ทำไมเขาถึงจะไม่คว้ามันไว้ล่ะ เผื่อที่แห่งนั้นมันดีกว่าที่นี่ ลองดูมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่น่า…!
“เอ้อร์เอ๋อร์”
“ขอรับท่านแม่” ผู้ที่ถูกเรียกขานรับเสียงหวานใส พลางหันไปส่งยิ้มให้กับมารดา
“วันนี้เจ้าไปตลาดหรือไม่”
“ไปขอรับ ท่านแม่จะให้ลูกซื้อสิ่งใดหรือขอรับ”
“ข้าวสารกับหมูนะ...แม่จะนำมาทำหมูตากแห้ง”
น้ำเสียงของคนที่กล่าวเต็มไปด้วยความเกรงอกเกรงใจจนเขาอ่อนใจ ทั้งที่คุยกันแล้ว หากมารดาก็ยังคงเกรงใจอยู่นั่นแหละ
“ท่านแม่ขอรับ” เขารีบล้างมือที่มีคราบดินเกาะอยู่แล้วลุกขึ้นเดินมาหามารดา จับมือเล็กและนุ่มพลางบีบเบา ๆ
“ข้าบอกแล้วใช่ไหมขอรับ เราอยู่ด้วยกัน มิควรเกรงใจกันเช่นนี้ หรือท่านมิเห็นว่าข้าเป็นบุตรชายของท่านใช่หรือไม่” เขามิอยากจะเน้นย้ำเช่นนี้ ด้วยรู้ดีว่ามันคือการตอกย้ำความเจ็บปวดให้กับ...เก้าเหลียนชิงฮูหยินที่ได้สูญเสียบุตรชายอย่างเก้าเทียนรุ่ยไปอย่างมิมีวันได้กลับคืนมา
“แต่...”
“นี่ก็ใกล้จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ท่านแม่ไปตลาดกับข้าดีกว่า” เขารีบเอ่ยตัดบท “ไปหาซื้อผ้าเนื้อดีที่ทั้งสวย นุ่มและหนามาตัดชุดสำหรับตนเองและให้ข้าใส่ด้วย”
“เอ้อร์เอ๋อร์ว่าดี แม่ก็ว่าดี”
เขาผู้ที่มาอาศัยอยู่ในร่างเก้าเทียนรุ่ยได้แต่ส่ายศีรษะอย่างอ่อนอกอ่อนใจยิ่งนัก
“ดีมาก ๆ เลยขอรับ ข้าอยากให้ท่านแม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์สวย ๆ ดี ๆ ทั้งหนาและนุ่มใส่หน้าหนาวนี้ ได้ข่าวว่าบ้านท่านลุงกับท่านป้าถังผินมีงานเลี้ยงอะไรสักอย่าง ยังจะเอ่ยปากชักชวนท่านแม่ให้ไปร่วมงานด้วยมิใช่หรือขอรับ ท่านจะได้มีอาภรณ์สวยใส่ไปร่วมงาน แต่...งานกำลังจะมีในอีกมิกี่วันนี่น่า ถ้าเช่นนั้นข้าคิดว่าท่านแม่ควรจะสั่งตัดเลยดีกว่า เงินเราก็มีพอ ท่านแม่จะได้ไม่เหนื่อยที่ต้องมานั่งตัดนั่งเย็บด้วยตนเอง แต่ถ้าไม่อยากอยู่ว่าง ๆ เราก็ค่อยมาคิดกันว่าจะทำอะไรดี”
“แม่ตัดเย็บเองดีกว่า”
“ท่านแม่ห้ามขัดข้านะขอรับ ให้ข้าได้ตอบแทนท่านแม่ที่ยินยอมให้ข้าได้อยู่ด้วย...ได้อยู่ในร่างนี้ ได้เป็นบุตรของท่านนะขอรับ”
เขามิอยากจะเอ่ยเช่นนี้เลย รู้ว่ามันเป็นการตอกย้ำถึงความเจ็บปวดที่ท่านแม่ได้รับจากการสูญเสียบุตรชายอย่างเก้าเทียนรุ่ยไปอย่างมิมีวันกลับ แต่หากมิกล่าวออกไปบ้าง ท่านแม่ก็จะเกรงอกเกรงใจจนมิกล้าทำสิ่งใดเลย
ความจริงแล้วครอบครัวของท่านแม่กับท่านพ่อเป็นสหายกัน ผู้ใหญ่กล่าวตกลงจะให้สองหนุ่มสาวได้แต่งงานกัน ซึ่งท่านพ่อก็ยินยอมแต่...ท่านพ่อขอแต่งแม่นางซิ่นซิงเยียนมาเป็นภรรยารองด้วย แม้จะอึดอัดใจและมิชอบใจเพียงใด หากท่านปู่และท่านตาก็จำต้องยอมรับ
สองเมียมิได้ปรองดองกันสักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าซิ่นซิงเยียน...ซิงเยียนฮูหยินพยายามหาเรื่องหาราวมารดาอยู่เสมอ ทั้งที่ความจริงแล้วนางเป็นที่รักของบิดามากกว่าท่านแม่
เมื่อนางมีครรภ์ นางมั่นใจว่าจะได้บุตรชายที่จะเป็นบุตรชายคนโตมาสืบตระกูล หากผลที่เกิดขึ้นคือนางได้บุตรี ที่ในขณะที่ท่านแม่ก็มีครรภ์และมีเก้าเทียนรุ่ย...นั่นยิ่งเป็นการสร้างความโกรธแค้นให้กับซิงเยียนฮูหยินเป็นอย่างมาก นางคอยหาเรื่องท่านแม่และเก้าเทียนรุ่ยอยู่เสมอ หากทั้งสองคนก็มิเคยปริปากบอกให้ท่านพ่อและคนในเรือนรู้
สามีปีผ่านไปความต้องการของซิงเยียนฮูหยินก็ประสบผลสำเร็จ นางตั้งครรภ์และคราวนี้ก็ได้บุตรชายสมใจ และนั่นก็ยิ่งทำให้นางเกิดความคิดที่ว่า...ต้องรีบกำจัดเก้าเทียนรุ่ยและท่านแม่ให้พ้นทาง เพื่อที่บุตรชายของนางจะได้เป็นผู้นำตระกูลเก้า แต่เหมือนกับว่าเก้าเทียนรุ่ยจะเป็นคนที่มีเทพคอยปกปักคุ้มครอง ทำให้คลาดแคล้วจากเรื่องร้ายได้เสมอ
แต่จะเป็นไปได้หรือที่คนเราจะแคล้วคลาดจากเรื่องร้ายได้ตลอดไป สุดท้ายแล้วก็มิรู้ว่าซิงเยียนฮูหยินใช้วิธีการใด ท่านย่าจึงบอกกล่าวให้ท่านแม่พาเก้าเทียนรุ่ยไปขอพรให้กับท่านพ่อ นั่นทำให้เก้าเทียนรุ่ยกับท่านแม่ต้องประสบกับเรื่องร้ายแรง!
พวกเราเจอกับโจรร้ายที่ดูเหมือนจะมิอยากได้ข้าวของ หากอยากได้ชีวิตของเก้าเทียนรุ่ยกับท่านแม่เสียมากกว่า เก้าเทียนรุ่ยปกป้องท่านแม่จนตัวตาย ขณะที่ท่านแม่กำลังจะถูกทำร้ายก็กลายเป็นเขาที่ฟื้นขึ้นมาอย่างงุนงงและสับสน ในตอนนั้นเขามิรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง รู้เพียงแค่ว่าตนเองสามารถขอความช่วยเหลือจากเหล่าต้นไม้ใบหญ้าให้ช่วยกันปกป้องและยังจะช่วยพาเราสองคนหนีจนปลอดภัยด้วย
เราสองแม่ลูกหลบซ่อนกายอยู่ในป่าอยู่หลายวัน จนแน่ใจว่ารอดพ้นจากน้ำมือโจรร้ายพวกนั้นแล้วจริง ๆ ท่านแม่จึงพาเขากลับไปที่เรือน หากสิ่งที่รับรู้คือ...คนในเรือนรับรู้ว่าเก้าเทียนรุ่ยกับท่านแม่ถูกโจรดักปล้นและถูกฆ่าตายเสียแล้ว อีกทั้งท่านแม่ก็รู้ดีว่าตอนนี้ผู้ที่อยู่อาศัยในร่างของเก้าเทียนรุ่ยนั้นมิใช่บุตรชายของตระกูลเกาอีกแล้ว ท่านแม่จึงเลือกที่จะพาเขาหลบออกมาโดยมิให้ผู้ใดสังเกตเห็น
เขาคิดว่าลึก ๆ แล้วท่านแม่คงรู้ว่าโจรพวกนั้นไม่ใช่โจรป่าทั่วไปที่แย่งชิงข้าวของ แต่เป็นนักฆ่าที่ถูกสั่งให้มากำจัดบุตรชายที่จะเป็นผู้นำของตระกูลเกาคนต่อไป นางอยากจะปกป้องร่างของเก้าเทียนรุ่ยและเขามิให้ถูกทำร้ายอีก
เขาเล่าให้ท่านแม่ฟังว่าเป็นใคร มาจากที่ใด แต่มิรู้ว่ามาด้วยเหตุผลอะไร ท่านแม่จึงเลือกที่จะเรียกเขาว่าเอ้อร์เอ๋อร์ที่หมายความว่าบุตรชายคนที่สองแทนนามเดิมของเก้าเทียนรุ่ยที่นางมักจะเรียกว่า...รุ่ยเอ๋อร์ มิใช่เพียงแค่ปกปิดนามหากแต่เป็นการปกปิดตัวตนมิให้คนที่คิดไม่ดีรู้ว่าเก้าเทียนรุ่ยยังคงมีชีวิตอยู่
เมื่อเราต้องอยู่ที่อื่นที่มิใช่เรือนตระกูลเก้า เราก็ต้องมีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านรวมถึงซื้อข้าวของต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ นั่นก็ทำให้เขาล่วงรู้ถึงความสามารถพิเศษที่คนผู้นั้นให้ติดกายมา มันคือการปลูกพืชผักที่ทั้งโตเร็วและยังจะใหญ่กว่าของผู้อื่น อีกทั้งยังใช้รักษาอาการป่วยไข้ได้ด้วย
คุณอาจจะชอบ





