ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ปลูกรักฮูหยินแม่ทัพปีศาจ

ปลูกรักฮูหยินแม่ทัพปีศาจ

เมื่อชีวิตเดิมไร้ความหมาย เก้าเทียนรุ่ยจึงตัดสินใจเดิมพันกับโชคชะตาเพื่อตามหารักแท้จนได้พบกับเสวียนลิ่วหลาง แม่ทัพผู้แข็งแกร่งแต่กลับอ่อนโยนเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา แม้ความสัมพันธ์จะเริ่มต้นจากความไม่แน่ใจ แต่ความผูกพันที่ผ่านพ้นอุปสรรคมาด้วยกันก็ค่อยๆ ถักทอเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ท่ามกลางความเขินอายและการเรียนรู้นิสัยใจคอ เสวียนลิ่วหลางตัดสินใจประกาศความเป็นเจ้าของอย่างหนักแน่น เพราะเมื่อพบคนที่ใช่ดั่งตะเกียบที่ต้องอยู่คู่กัน เขาก็พร้อมจะทำทุกทางเพื่อรักษารักนี้ไว้ตลอดกาล
ตอน
แชร์

ตอน 3

“ท่านแม่มิได้รังเกียจที่จะให้ข้าเป็นบุตรของท่านใช่ไหมขอรับ”

“ขอบใจนะเอ้อร์เอ๋อร์...ขอบใจนะลูก”

เขารีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของมารดา และรีบพาสนทนาเรื่องอื่นที่มิใช่เรื่องที่ทำให้ท่านแม่สะเทือนใจ “ท่านแม่จะไปงานเลี้ยงที่ท่านลุงและท่านป้าสงเชื้อเชิญใช่ไหมขอรับ”

“หากเอ้อร์เอ๋อร์อยากให้แม่ไป แม่ก็จะไป”

“ดีมากขอรับ เช่นนั้นท่านแม่รีบไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์นะขอรับ ข้าเองก็จะรีบไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายเช่นกัน” เก้าเทียนรุ่ยประคองร่างบอบบางที่ตอนนี้ผอมจนคิดว่าหากเจอกับพายุลมแรงสักหน่อย...อาจจะปลิวไปกับสายลมก็เป็นไปได้พาเดินไปส่งที่ห้อง

“ข้ารักท่านแม่นะขอรับ”

“ขอบใจนะเอ้อร์เอ๋อร์”

“คุณชายเอ้อร์เอ๋อร์!”

เท้าที่ก้าวไปข้างหน้าหยุดชะงัก สองมือที่จับรถบรรทุกผักคันเล็กจิกเกร็ง ก่อนที่เขาจะตั้งสติได้และหันไปมองท่านแม่ที่ตอนนี้มีสีหน้ามิสู้ดี ด้วยทุกครั้งที่มีคนมาที่นี่ ท่านแม่ก็จะคิดไปว่าเราสองคนถูกค้นพบ คนที่มาจะต้องคิดทำร้ายเก้าเทียนรุ่ย

“มิมีอันใดขอรับ พวกเขาคงจะมา...ขอให้ข้ารักษานะ” เขารีบบอกพร้อมกับยื่นมือไปจับมือท่านแม่เอาไว้ ด้วยรู้ดีว่าท่านมิสบายใจเท่าไหร่ที่ได้เห็นทหารมาเยือนถึงเรือน

“คนพวกนั้น...คงจะยังไม่รู้ว่าเราสองคนแม่ลูกยังมีชีวิตอยู่นะขอรับ” เก้าเทียนรุ่ยกระซิบบอก แม้ก่อนหน้านั้นท่านแม่จะเป็นเก้าฮูหยินก็ตาม หากเดี๋ยวนี้นั้น ท่านแม่คือท่านแม่ของท่านหมอเอ้อร์เอ๋อร์ที่มีเพียงผู้คนในหมู่บ้านเล็ก ๆ เกือบจะอยู่ติดชายแดนเท่านั้นรู้จัก ที่นี่ห่างไกลความเจริญมากพอที่จะมิมีข่าวเรื่องราวของเก้าฮูหยินและคุณชายเก้าเทียนรุ่ยหลุดรอดออกไป หากตอนนี้เขาก็เริ่ม...มิแน่ใจเสียแล้ว

“ขอรับ” ความจริงแล้วเขาอยากจะตอบไปว่ามิใช่ หากดูเหมือนทหารที่มาคงจะสืบสาวราวเรื่องมาเป็นอย่างดี จนมั่นใจแล้วว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงนี้คือคนที่พวกเขาต้องการพบตัว การปฏิเสธออกไปจึงน่าจะมิใช่เรื่องดีที่ควรทำ

“มิทราบว่าพวกท่านมาหาข้าด้วยเหตุอันใดหรือขอรับ”

“ขอเชิญท่านไปกับเราด้วย”

“เดี๋ยว! หยุดก่อน” เก้าเทียนรุ่ยรีบยกมือกันมิให้ทหารสามนายเดินมาหา ก่อนจะรู้ว่ามันมิได้ผลก็เลยรีบใช้รถบรรทุกผักคันเล็กมาดักเอาไว้แทน

“ท่านต้องบอกให้ข้ารู้ก่อน จะให้ข้าไปที่ไหน ไปด้วยเรื่องอันใด...มิเช่นนั้นข้ามิไป ถึงพวกท่านจะใช้กำลังบังคับ ก็อย่าคิดว่าจะพาข้าไปจากที่นี่ได้ง่าย ๆ ข้า...ข้าสู้แค่ตายเท่านั้น”

เขามิต้องการเปิดเผยความสามารถที่มีให้ผู้อื่นล่วงรู้ แต่หากมันถึงคราวจำเป็นต้องใช้ เก้าเทียนรุ่ยก็มิรีรอเลย ถึงจะมิเก่งกล้าหากก็คิดว่าสามารถพาตนเองและท่านแม่หนีไปได้แน่นอน ยิ่งสภาพที่เป็นอยู่ยามนี้ หนุ่มน้อยร่างโปร่งบาง หน้าตามอมแมมเพราะคลุกดินคลุกโคลนกับหญิงชราผู้หนึ่ง ย่อมมิเป็นที่สนอกสนใจของผู้ใดแน่

“พวกเจ้าหยุดก่อน”

เก้าเทียนรุ่ยรีบมองผู้มาใหม่ที่นั่งอยู่บนม้าสีดำราวกับนิล หากแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์ที่อยู่ด้านหลัง ทำให้มองหน้าคนผู้นี้มิชัด ทว่าสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้คือรัศมีแห่งความมีอำนาจ...พลังที่ทำให้รู้สึกว่ารายรอบกายมันเย็นยะเยือก มันอึดอัด มันกดดันจนแทบมิกล้าจะหายใจ ในหัวมีข้อความหนึ่งดีดขึ้นมา...

หากเป็นศัตรูกับคนผู้นี้ ก็เหมือนกับว่าเขาย่างเท้าข้างหนึ่งไปเยือนน้ำพุเหลือง แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังอยากอยู่เงียบ ๆ กับท่านแม่ ปลูกผักและค้าขายอย่างเช่นทุกวันนี้ ก็เลยคิดว่า ต่อให้คนตรงหน้าจะน่ากลัวเพียงใด ก็ยังเลือกที่จะมิยุ่งเกี่ยวจะเป็นการดีกว่า

“ขอรับรองแม่ทัพ”

รองแม่ทัพ!

“ท่านแม่มายืนใกล้ ๆ ข้านะขอรับ หากมีสิ่งใดเกิดขึ้น ข้าสามารถมาพาท่านหนีได้ทันที” ถึงจะกล่าวออกไปเช่นนั้น หากเก้าเทียนรุ่ยก็มิมั่นใจเลยสักนิด ด้วยพลังและความสามารถของรองแม่ทัพผู้นั้น...คิดว่าอย่างไรก็คงจะต้องเก่งมิน้อย ฝีมือเล็กน้อยของเขาคงจะหนีรอดได้ยาก

“ข้าทราบมาว่าคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์มีฝีมือด้านรักษาผู้คน”

น้ำเสียงเยือกเย็นและเต็มไปด้วยอำนาจ ทำให้เก้าเทียนรุ่ยรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมา “ไม่...ไม่ใช่หรอกขอรับ ข้าคิดว่าท่านคงจะเข้าใจอันใดผิดไปเสียแล้ว ข้าเป็นเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดาที่ปลูกผักปลูกหญ้าไปขาย คนที่ได้กินก็รู้สึกเพียงแค่ว่าตนเองแข็งแรงขึ้นเท่านั้นเอง” เขาเอ่ยเสียงเบาพร้อมกับฉีกยิ้มแหย ๆ

“คุณชายช่างถ่อมตนยิ่งนัก แต่หากข้ามิมั่นใจ ก็คงจะมิมารบกวนคุณชายหรอกนะ”

“ข้ามิได้ถ่อมตัวนะขอรับ แต่ท่านเข้าใจผิดไปไกลแล้ว เพราะพวกเขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ได้กินอาหารอร่อย ๆ ที่ปรุงจากพืชสด ๆ ที่ข้านำไปขายให้ ก็เลยทำให้มีสุขภาพดีขึ้นเท่านั้นเอง”

“จะต้องให้ข้านำผู้ที่ได้รับการรักษาจากท่านมายืนยันหรือไม่เล่าคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์”

จริงแหละ...มากันเช่นนี้ ถามหาคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์อย่างมิติดขัดเช่นนี้ เป็นไปมิได้เลยที่จะมิรู้มาก่อน แล้วตัวเขาที่พยายามคิดหาข้อแก้ตัวมากมายแต่ก็ไร้ผล ดูเหมือนทุกอย่างมันจะมืดมนไปเสียหมดจนมิรู้ว่าจะโต้ตอบออกไปเช่นไร

“ถ้าเช่นนั้น ท่าน...ท่านต้องการให้ข้าช่วยปรุงอาหารให้ใครหรือขอรับ” เก้าเทียนรุ่ยเอ่ยถามอย่างอ่อนอกอ่อนใจที่มิอาจหาทางหลีกเลี่ยงได้

“ท่านจะเรียกเช่นนั้นก็ตามใจ ข้าเพียงแค่ต้องนำท่านไปรักษาคนผู้หนึ่ง”

เก้าเทียนรุ่ยได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคืองที่สุด วาจาเหมือนจะมิมีอันใด หากดูเหมือนความหมายจากที่กล่าวมาคือ...ต้องไปและต้องหายเท่านั้น!

“ถ้า...ถ้าเช่นนั้น ขอท่านโปรดนำผู้ที่จะให้ข้าปรุงอาหารให้และดูแลเข้าไปในเรือนก่อนเถอะขอรับ ข้ากับท่านแม่จะได้รีบจัดเตรียมทำอาหารให้...โดยเร็วไว” จะได้รีบกลับกันไปเสียที แม้จะรู้ว่ามิได้มาด้วยเรื่องของเก้าเทียนรุ่ยแล้วก็ตาม หากการมีทหารอยู่ในสายตา มันก็ทำให้เขากับท่านแม่รู้สึกใจคอมิดีอยู่นั่นแหละ

“ข้าว่า ท่านเข้าใจผิดนะคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์...ข้ามารับท่านไปดูแลคนผู้นั้น”

มิเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความกดดันจนยากที่จะหายใจได้สะดวกแล้วน้ำเสียงก็ยังจะเยียบเย็นจนเก้าเทียนรุ่ยหนาวไปทั้งแผ่นหลังอีก

“เอ่อ...ท่านมิได้พาเขามาให้ข้าดูแลที่นี่หรือขอรับ”

“ในที่สุด ท่านก็รู้จักที่จะฉลาดเสียที”

คนฉลาดย่อมจะมิโอ้อวดตนเอง เขาจะต้องโง่เยอะ ๆ ถึงจะทำให้ตนเองและท่านแม่มีชีวิตรอดไปอีกนาน “แต่เอ่อ...”

“ท่านมีปัญหาอันใดหรือคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์”

อย่ากดดันกันเช่นนี้สิ เขากล่าวมิอะไรมิถูกแล้วนะ

“ก็...เอ่อ...คือ...” ก็ว่าเขาโง่ เขาก็ควรต้องโง่ให้มาก ๆ สินะ “คือเวลาข้าช่วยทำให้ผู้ที่ป่วยอยู่หายจากอาการป่วย ข้าก็จะเป็นคนปรุงอาหารให้พวกเขาทานจากผักที่ข้าปลูก หากข้าไปกับท่าน...”

“มิต้องห่วง ผักของท่าน พวกข้าจะนำไปให้”

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ไนล์  รักนี้ชั่วนิรันดร์
9.7
กาลเวลาที่ผันผ่านไม่อาจสั่นคลอนความภักดีในหัวใจของชายผู้หนึ่งที่มีต่อสตรีอันเป็นที่รักได้เลย แม้โชคชะตาจะทำให้ความสัมพันธ์นี้ต้องหลบซ่อนจากสายตาผู้คน แต่ดวงวิญญาณของเขายังคงร่ำร้องและเฝ้าติดตามนางไปในทุกภพทุกชาติอย่างมั่นคง สำหรับเขาแล้วนางคือรักแรก รักเดียว และเป็นความหมายทั้งหมดของชีวิตที่เขาจะขอเฝ้ารอคอยเคียงคู่ตลอดกาลโดยไม่มีวันเปลี่ยนแปลง หัวใจดวงนี้มอบให้นวลนางเพียงผู้เดียวตั้งแต่อดีตจนถึงนิรันดร์
หน้าปกนวนิยาย ชะตาร้ายชะตารัก
8.9
ท่ามกลางความโหยหาที่ไร้จุดหมาย นางได้แต่เฝ้ารอคอยความรักจากเขาด้วยความหวังอันริบหรี่ ในขณะที่หัวใจของเขากลับมีไว้เพื่อสตรีอื่นเพียงผู้เดียว คำกล่าวที่ว่าความรักทำให้คนโง่งมดูจะกลายเป็นความจริงที่ตอกย้ำโชคชะตาของนาง หรือชีวิตนี้ทำได้เพียงเป็นธาตุอากาศที่วนเวียนอยู่ใกล้กายแต่ไร้ตัวตนในสายตาเขา นางจึงได้แต่ตัดพ้อต่อโชคชะตาว่า เมื่อไหร่เขาจะหันมาเหลียวแลนางผู้มีหัวใจรักมั่นคงไม่ต่างจากใครอื่นเสียที ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
หน้าปกนวนิยาย ท่านอาจารย์อย่ารบกวนข้าเลย 师父,别打扰我。
9.0
เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของอาจารย์ผู้เป็นที่รัก ไป๋เหม่ยหลานยอมรับโทษทัณฑ์แสนสาหัสจากสำนักเซียวเหยาจนสิ้นใจอย่างโดดเดี่ยว เมื่อได้รับโอกาสให้กลับชาติมาเกิดใหม่ นางจึงปรารถนาเพียงการใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนและตัดขาดจากความสัมพันธ์ในอดีตให้สิ้นซาก ทว่าโชคชะตากลับไม่เป็นใจ เมื่ออดีตอาจารย์ที่นางเคยภักดีกลับก้าวเข้ามาพัวพันในชีวิตของนางอีกครั้งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นางจะจัดการกับวาสนาที่ไม่อยากจำนี้อย่างไรในภพชาตินี้
หน้าปกนวนิยาย สมบัติแห่งขุนเขา
9.2
เนี่ยหลิงสิ้นใจลงอย่างปริศนาและตื่นขึ้นมาอีกครั้งในดินแดนแห่งผู้ฝึกตนโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ท่ามกลางโลกแห่งพลังลมปราณพร้อมกับพรลึกลับสองประการที่ได้รับมาแบบไม่ทันตั้งตัว นอกเหนือจากความสามารถใหม่ เขายังมีธนูคู่ใจพร้อมลูกศรครบชุดและแหวนมิติสำหรับเก็บสิ่งของติดตัวไปด้วย แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เขาก็จำใจต้องก้าวต่อไปในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยนี้ด้วยความหวังว่าโชคชะตาครั้งใหม่จะนำพาชีวิตไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม
หน้าปกนวนิยาย ลู่เมิ่งหลิง เทพธิดาแห่งฝัน
8.7
ลู่เมิ่งหลิงไม่เคยคาดคิดว่าการเฝ้ามองดวงดาวจะนำพาสิ่งมหัศจรรย์มาสู่ชีวิต จนกระทั่งโชคชะตาชักนำให้เธอได้พบกับเขาผู้อยู่เหนือขอบเขตของกาลเวลาและสถานที่ การพบกันครั้งนี้เต็มไปด้วยปริศนาว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงความบังเอิญหรือเป็นพรหมลิขิตที่สวรรค์ขีดเส้นไว้ ท่ามกลางห้วงมิติที่แตกต่าง ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งได้ก่อตัวขึ้นพร้อมกับคำถามที่ว่า พลังแห่งดวงดาวหรือโชคชะตากันแน่ที่เป็นผู้ลิขิตการพบเจอที่แสนพิเศษครั้งนี้ให้เกิดขึ้นกับเธอ
หน้าปกนวนิยาย จากสาวน้อยบ้านนาสู่ภรรยาท่านแม่ทัพ
9.7
หลินเจียอี หญิงสาวจากศตวรรษที่ 21 ที่เสียชีวิตด้วยโรคระบาด ได้ตื่นขึ้นในร่างของเด็กสาววัย 14 ปีที่มีชื่อเดียวกันในยุคโบราณ เธอพบว่าเจ้าของร่างเดิมถูกทุบตีจนสิ้นใจขณะเดินทางกลับบ้านเกิดของมารดา ท่ามกลางความยากจนข้นแค้นและโชคชะตาที่แสนรันทด หลังจากบิดาเสียชีวิต มารดาของเธอถูกโกงสมบัติและขับไล่ออกจากตระกูลอย่างไม่เป็นธรรม หลินเจียอีในร่างใหม่จึงต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคมากมายในโลกที่ไม่คุ้นเคย พร้อมกับพยายามเอาชีวิตรอดจากความลำบากในฐานะบุตรสาวของครอบครัวที่ถูกทอดทิ้ง