
ปลูกรักฮูหยินแม่ทัพปีศาจ
ตอน 3
“ท่านแม่มิได้รังเกียจที่จะให้ข้าเป็นบุตรของท่านใช่ไหมขอรับ”
“ขอบใจนะเอ้อร์เอ๋อร์...ขอบใจนะลูก”
เขารีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของมารดา และรีบพาสนทนาเรื่องอื่นที่มิใช่เรื่องที่ทำให้ท่านแม่สะเทือนใจ “ท่านแม่จะไปงานเลี้ยงที่ท่านลุงและท่านป้าสงเชื้อเชิญใช่ไหมขอรับ”
“หากเอ้อร์เอ๋อร์อยากให้แม่ไป แม่ก็จะไป”
“ดีมากขอรับ เช่นนั้นท่านแม่รีบไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์นะขอรับ ข้าเองก็จะรีบไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายเช่นกัน” เก้าเทียนรุ่ยประคองร่างบอบบางที่ตอนนี้ผอมจนคิดว่าหากเจอกับพายุลมแรงสักหน่อย...อาจจะปลิวไปกับสายลมก็เป็นไปได้พาเดินไปส่งที่ห้อง
“ข้ารักท่านแม่นะขอรับ”
“ขอบใจนะเอ้อร์เอ๋อร์”
“คุณชายเอ้อร์เอ๋อร์!”
เท้าที่ก้าวไปข้างหน้าหยุดชะงัก สองมือที่จับรถบรรทุกผักคันเล็กจิกเกร็ง ก่อนที่เขาจะตั้งสติได้และหันไปมองท่านแม่ที่ตอนนี้มีสีหน้ามิสู้ดี ด้วยทุกครั้งที่มีคนมาที่นี่ ท่านแม่ก็จะคิดไปว่าเราสองคนถูกค้นพบ คนที่มาจะต้องคิดทำร้ายเก้าเทียนรุ่ย
“มิมีอันใดขอรับ พวกเขาคงจะมา...ขอให้ข้ารักษานะ” เขารีบบอกพร้อมกับยื่นมือไปจับมือท่านแม่เอาไว้ ด้วยรู้ดีว่าท่านมิสบายใจเท่าไหร่ที่ได้เห็นทหารมาเยือนถึงเรือน
“คนพวกนั้น...คงจะยังไม่รู้ว่าเราสองคนแม่ลูกยังมีชีวิตอยู่นะขอรับ” เก้าเทียนรุ่ยกระซิบบอก แม้ก่อนหน้านั้นท่านแม่จะเป็นเก้าฮูหยินก็ตาม หากเดี๋ยวนี้นั้น ท่านแม่คือท่านแม่ของท่านหมอเอ้อร์เอ๋อร์ที่มีเพียงผู้คนในหมู่บ้านเล็ก ๆ เกือบจะอยู่ติดชายแดนเท่านั้นรู้จัก ที่นี่ห่างไกลความเจริญมากพอที่จะมิมีข่าวเรื่องราวของเก้าฮูหยินและคุณชายเก้าเทียนรุ่ยหลุดรอดออกไป หากตอนนี้เขาก็เริ่ม...มิแน่ใจเสียแล้ว
“ขอรับ” ความจริงแล้วเขาอยากจะตอบไปว่ามิใช่ หากดูเหมือนทหารที่มาคงจะสืบสาวราวเรื่องมาเป็นอย่างดี จนมั่นใจแล้วว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงนี้คือคนที่พวกเขาต้องการพบตัว การปฏิเสธออกไปจึงน่าจะมิใช่เรื่องดีที่ควรทำ
“มิทราบว่าพวกท่านมาหาข้าด้วยเหตุอันใดหรือขอรับ”
“ขอเชิญท่านไปกับเราด้วย”
“เดี๋ยว! หยุดก่อน” เก้าเทียนรุ่ยรีบยกมือกันมิให้ทหารสามนายเดินมาหา ก่อนจะรู้ว่ามันมิได้ผลก็เลยรีบใช้รถบรรทุกผักคันเล็กมาดักเอาไว้แทน
“ท่านต้องบอกให้ข้ารู้ก่อน จะให้ข้าไปที่ไหน ไปด้วยเรื่องอันใด...มิเช่นนั้นข้ามิไป ถึงพวกท่านจะใช้กำลังบังคับ ก็อย่าคิดว่าจะพาข้าไปจากที่นี่ได้ง่าย ๆ ข้า...ข้าสู้แค่ตายเท่านั้น”
เขามิต้องการเปิดเผยความสามารถที่มีให้ผู้อื่นล่วงรู้ แต่หากมันถึงคราวจำเป็นต้องใช้ เก้าเทียนรุ่ยก็มิรีรอเลย ถึงจะมิเก่งกล้าหากก็คิดว่าสามารถพาตนเองและท่านแม่หนีไปได้แน่นอน ยิ่งสภาพที่เป็นอยู่ยามนี้ หนุ่มน้อยร่างโปร่งบาง หน้าตามอมแมมเพราะคลุกดินคลุกโคลนกับหญิงชราผู้หนึ่ง ย่อมมิเป็นที่สนอกสนใจของผู้ใดแน่
“พวกเจ้าหยุดก่อน”
เก้าเทียนรุ่ยรีบมองผู้มาใหม่ที่นั่งอยู่บนม้าสีดำราวกับนิล หากแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์ที่อยู่ด้านหลัง ทำให้มองหน้าคนผู้นี้มิชัด ทว่าสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้คือรัศมีแห่งความมีอำนาจ...พลังที่ทำให้รู้สึกว่ารายรอบกายมันเย็นยะเยือก มันอึดอัด มันกดดันจนแทบมิกล้าจะหายใจ ในหัวมีข้อความหนึ่งดีดขึ้นมา...
หากเป็นศัตรูกับคนผู้นี้ ก็เหมือนกับว่าเขาย่างเท้าข้างหนึ่งไปเยือนน้ำพุเหลือง แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังอยากอยู่เงียบ ๆ กับท่านแม่ ปลูกผักและค้าขายอย่างเช่นทุกวันนี้ ก็เลยคิดว่า ต่อให้คนตรงหน้าจะน่ากลัวเพียงใด ก็ยังเลือกที่จะมิยุ่งเกี่ยวจะเป็นการดีกว่า
“ขอรับรองแม่ทัพ”
รองแม่ทัพ!
“ท่านแม่มายืนใกล้ ๆ ข้านะขอรับ หากมีสิ่งใดเกิดขึ้น ข้าสามารถมาพาท่านหนีได้ทันที” ถึงจะกล่าวออกไปเช่นนั้น หากเก้าเทียนรุ่ยก็มิมั่นใจเลยสักนิด ด้วยพลังและความสามารถของรองแม่ทัพผู้นั้น...คิดว่าอย่างไรก็คงจะต้องเก่งมิน้อย ฝีมือเล็กน้อยของเขาคงจะหนีรอดได้ยาก
“ข้าทราบมาว่าคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์มีฝีมือด้านรักษาผู้คน”
น้ำเสียงเยือกเย็นและเต็มไปด้วยอำนาจ ทำให้เก้าเทียนรุ่ยรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมา “ไม่...ไม่ใช่หรอกขอรับ ข้าคิดว่าท่านคงจะเข้าใจอันใดผิดไปเสียแล้ว ข้าเป็นเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดาที่ปลูกผักปลูกหญ้าไปขาย คนที่ได้กินก็รู้สึกเพียงแค่ว่าตนเองแข็งแรงขึ้นเท่านั้นเอง” เขาเอ่ยเสียงเบาพร้อมกับฉีกยิ้มแหย ๆ
“คุณชายช่างถ่อมตนยิ่งนัก แต่หากข้ามิมั่นใจ ก็คงจะมิมารบกวนคุณชายหรอกนะ”
“ข้ามิได้ถ่อมตัวนะขอรับ แต่ท่านเข้าใจผิดไปไกลแล้ว เพราะพวกเขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ได้กินอาหารอร่อย ๆ ที่ปรุงจากพืชสด ๆ ที่ข้านำไปขายให้ ก็เลยทำให้มีสุขภาพดีขึ้นเท่านั้นเอง”
“จะต้องให้ข้านำผู้ที่ได้รับการรักษาจากท่านมายืนยันหรือไม่เล่าคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์”
จริงแหละ...มากันเช่นนี้ ถามหาคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์อย่างมิติดขัดเช่นนี้ เป็นไปมิได้เลยที่จะมิรู้มาก่อน แล้วตัวเขาที่พยายามคิดหาข้อแก้ตัวมากมายแต่ก็ไร้ผล ดูเหมือนทุกอย่างมันจะมืดมนไปเสียหมดจนมิรู้ว่าจะโต้ตอบออกไปเช่นไร
“ถ้าเช่นนั้น ท่าน...ท่านต้องการให้ข้าช่วยปรุงอาหารให้ใครหรือขอรับ” เก้าเทียนรุ่ยเอ่ยถามอย่างอ่อนอกอ่อนใจที่มิอาจหาทางหลีกเลี่ยงได้
“ท่านจะเรียกเช่นนั้นก็ตามใจ ข้าเพียงแค่ต้องนำท่านไปรักษาคนผู้หนึ่ง”
เก้าเทียนรุ่ยได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคืองที่สุด วาจาเหมือนจะมิมีอันใด หากดูเหมือนความหมายจากที่กล่าวมาคือ...ต้องไปและต้องหายเท่านั้น!
“ถ้า...ถ้าเช่นนั้น ขอท่านโปรดนำผู้ที่จะให้ข้าปรุงอาหารให้และดูแลเข้าไปในเรือนก่อนเถอะขอรับ ข้ากับท่านแม่จะได้รีบจัดเตรียมทำอาหารให้...โดยเร็วไว” จะได้รีบกลับกันไปเสียที แม้จะรู้ว่ามิได้มาด้วยเรื่องของเก้าเทียนรุ่ยแล้วก็ตาม หากการมีทหารอยู่ในสายตา มันก็ทำให้เขากับท่านแม่รู้สึกใจคอมิดีอยู่นั่นแหละ
“ข้าว่า ท่านเข้าใจผิดนะคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์...ข้ามารับท่านไปดูแลคนผู้นั้น”
มิเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความกดดันจนยากที่จะหายใจได้สะดวกแล้วน้ำเสียงก็ยังจะเยียบเย็นจนเก้าเทียนรุ่ยหนาวไปทั้งแผ่นหลังอีก
“เอ่อ...ท่านมิได้พาเขามาให้ข้าดูแลที่นี่หรือขอรับ”
“ในที่สุด ท่านก็รู้จักที่จะฉลาดเสียที”
คนฉลาดย่อมจะมิโอ้อวดตนเอง เขาจะต้องโง่เยอะ ๆ ถึงจะทำให้ตนเองและท่านแม่มีชีวิตรอดไปอีกนาน “แต่เอ่อ...”
“ท่านมีปัญหาอันใดหรือคุณชายเอ้อร์เอ๋อร์”
อย่ากดดันกันเช่นนี้สิ เขากล่าวมิอะไรมิถูกแล้วนะ
“ก็...เอ่อ...คือ...” ก็ว่าเขาโง่ เขาก็ควรต้องโง่ให้มาก ๆ สินะ “คือเวลาข้าช่วยทำให้ผู้ที่ป่วยอยู่หายจากอาการป่วย ข้าก็จะเป็นคนปรุงอาหารให้พวกเขาทานจากผักที่ข้าปลูก หากข้าไปกับท่าน...”
“มิต้องห่วง ผักของท่าน พวกข้าจะนำไปให้”
คุณอาจจะชอบ





