
รักนี้เป็นของเธอ
ตอน 2
“ไม่ต้องทำเป็นหนีหรอก จริงๆ เธอก็อยากได้พี่ไม่ใช่เหรอ” เขาชอบเน้นย้ำประโยคนี้ บางครั้งก็ทำให้เธออยากจะบอกว่าอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย
“พี่พัทท์น่าจะอารมณ์ไม่ดี เอาไว้เราค่อยคุยกันนะคะ ว้าย!” เธอร้องเสียงหลงเมื่อโดนกระชากเข้าไปหา เขากอดเธอเอาไว้แนบอก สีหน้าบ่งบอกว่ากำลังหงุดหงิด
“จะรีบไปไหนล่ะ หรือว่าจะไปหาไอ้ปราชญ์” เขาถามเสียงดุเข้มชิดอยู่ริมหู
“พินท์เจ็บนะคะพี่พัทท์” เธอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บเมื่อเขาบีบท่อนแขนของเธออย่างไม่ปรานี ท่าทีของเขาเหมือนกำลังโกรธหรือไม่พอใจอะไรสักอย่าง ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าเขาจะโกรธอะไรเธอนักหนา เธอรู้ว่าเขาไม่ค่อยชอบหน้าปราชญ์เพราะไม่ถูกชะตากัน แต่ก็ไม่ควรมาลงที่เธอไม่ใช่เหรอ เขาไม่ชอบก็ไม่ควรมาบังคับเธอให้คิดเหมือนเขาไม่ใช่เหรอ
“เจ็บสิดี จะได้สำนึกว่ามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะได้ไม่ไปยิ้มระรื่นกับผู้ชาย คนอื่น” ท่าทีของเขาเหมือนหึงหวง ถ้าไม่บอกว่าเขามีอัญชิตาอยู่ก่อนที่จะมาหมั้นกับเธอ เธอคงคิดเป็นอื่นไปไม่ได้
“แล้วทีพี่พัทท์ยังไปเป็นแฟนกับแฟนชาวบ้านเลย”
“หมายถึงใคร”
“ก็ใครล่ะคะ แฟนเยอะ แล้วพี่พัทท์ก็เป็นแฟนเขาอีกคน”
“ไม่รู้อะไรอย่าพูดดีกว่า อัญเขาไม่ใช่คนแบบนั้น”
“บางทีพี่พัทท์ก็โง่นะคะ”
“นี่เธอ!” เขาบีบแขนเล็กจนเจ็บ คงไม่พอใจที่โดนเธอด่าว่าโง่
“พินท์รู้จักกับอัญก่อนพี่พัทท์อีก เธอคบผู้ชายตั้งหลายคน”
เธอช่วยเหลืออัญชิตาด้วยความสงสาร เรื่องส่วนตัวนั้นไม่ได้ยุ่งวุ่นวายเพราะคิดว่าทุกคนย่อมมีชีวิตเป็นของตัวเอง
“ที่พูดนี่เป็นห่วงพี่ หึงพี่ หรืออะไร” เขาเอ่ยถามอย่างยียวน ปกติพัทท์ก็กวนโมโหเธอแบบนี้บ่อยๆ ตั้งแต่เล็กจนโต เธอเติบโตมากับเขาเลยรู้จักนิสัยของเขาดี พัทท์เป็นคนอยากเอาชนะ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ถึงแม้ว่าเขาจะร้ายกาจไปบ้างแต่เธอก็หลงรักเขาตั้งแต่เด็ก เขาคอยดูแลปกป้องเธอมาตลอด ไม่มีใครกล้ารังแกเธอก็เพราะเขานี่แหละ
“เมื่อไหร่จะตาสว่างสักทีคะ”
“พี่ตาสว่างตั้งแต่ที่เธอทำให้พี่ต้องหมั้นกับเธอแล้ว ตาสว่างว่าเธอเองก็ หึงหวงพี่ แต่กลับไปยิ้มหน้าระรื่นกับไอ้ปราชญ์มันอีก”
“พี่ทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจผิดเอง ถึงได้จับเราหมั้นกัน แล้วทำไมถึงชอบพูดถึง พี่ปราชญ์นักคะ” พัทท์ชอบรวน ถ้าเขาไม่พอใจอะไร ก็จะรวนเธออยู่แบบนั้น บางทีเธอก็อยากตบปากเขานัก สมัยก่อนถ้าอยากทำให้เขาหายรวนคือนิ่งเงียบเสีย เขาก็เลิกรวนไปเอง
+++
“ก็ถ้าเธอไม่ยั่วโมโหพี่”
“พินท์เปล่ายั่วโมโห พินท์พูดเรื่องจริง แต่พี่ไม่เชื่อเองต่างหากค่ะ”
“ไม่อยากหมั้นไม่อยากแต่ง ทำไมไม่พยายามบอกผู้ใหญ่ไปล่ะว่าเราไม่ได้มีอะไรกัน”
“พินท์พยายามพูดแล้วอธิบายแล้ว แต่พี่พัทท์ล่ะคะเคยพยายามไหม ไม่เห็นปริปากสักคำ”
“พี่เป็นผู้ชายจะให้พูดออกไปได้ยังไง ก็พี่ทำจริงๆ”
“งั้นเราหมั้นกันก็ดีแล้วค่ะ พินท์ไม่อยากให้พี่กลับไปโดนอัญชิตาหลอกอีก เลยต้องหมั้นให้จบๆ กันไป” จริงๆ แล้วแม้เธอจะพยายามอธิบายเช่นไร ผู้ใหญ่ต้องไม่ยินยอมแน่นอนเพราะนี่เป็นโอกาสดีที่จะจับเธอกับพัทท์หมั้นและแต่งงานกันเพราะหมายมั่นปั้นมือมาตั้งนานแล้ว
“พูดดีจัง แสดงว่าถ้าเราจะอะไรๆ กันเธอก็ยินดีใช่ไหม” เขาวกกลับมาเรื่องเดิม ทำเอาเธอหน้าแดงซ่านไปหมด
“พี่พัทท์!” พี่ชายที่แสนดีของเธอคนนั้นหายไปไหนแล้วนะ ทำไมเขาถึงได้ใจร้ายแบบนี้
“ตกใจทำไม หรือไม่อยาก...”
“พินท์น่าจะปล่อยให้พี่โดนอัญชิตาหลอกดีกว่ามาเข้าใจความปรารถนาดีของพินท์ผิดขนาดนี้”
“ถ้าปรารถนาดีจริงๆ ก็ต้องจับพี่ให้อยู่หมัดสิ” เขาขยับเข้าหาด้วยท่าทีคุกคาม
“อุ๊ย! พี่พัทท์ ปล่อยนะคะ” เธอดันอกกว้างของเขาแต่เหมือนดันหินผา ก้อนใหญ่อันหนักอึ้ง
“อยากให้ปล่อยจริงๆ เหรอ”
“พรุ่งนี้เราไปบอกผู้ใหญ่กันค่ะ ว่าเราจะถอนหมั้นกันดีไหมคะ” เขาหรี่ตามองเมื่อได้ยินเธอพูดประโยคนั้น
“จะมาไม้ไหนอีกล่ะ คนอย่างเธอเหรอจะยอมถอนหมั้นง่ายๆ ก็ไหนบอกว่าหวังดีจะช่วยพี่ แล้วทำไมถึงมาพูดกลับลำแบบนี้ล่ะ”
“พินท์ไม่ได้มาไม้ไหนหรอกค่ะ เราถอนหมั้นกันตอนนี้เลย เดี๋ยวพินท์จะเป็นฝ่ายไปบอกคุณพ่อกับคุณแม่เอง จะอธิบายทุกอย่างเอง พี่คงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมคะ”
“ทำท่าทำทางอยากจะช่วยที่ไหนได้”
“แบบนี้ก็ดีแล้วนี่คะ พี่กับอัญชิตาจะได้รักกันแบบไม่มีอุปสรรคอีก”
“พูดแต่เรื่องคนอื่น แล้วใจเธอล่ะ” พัทท์ยอมรับว่าหงุดหงิดที่เธอเอาแต่ผลักไสเขาไปให้คนอื่น
“คุณพินท์คะ มีแขกมาขอพบค่ะ”
“เดี๋ยวฉันออกไปจ้ะ” เธอตอบรับสาวใช้ ก่อนจะบิดแขนออกจากการ เกาะกุมของเขา
ท่าทีรีบร้อนออกไปต้อนรับแขกของพินท์สุดาทำให้พัทท์เดินตามออกไปดู
“พี่ปราชญ์กลับมาจากเชียงใหม่เมื่อไหร่คะ”
“หลายวันแล้วครับ พี่ซื้อของมาฝากเยอะแยะเลย”
พัทท์รู้จักปราชญ์ดี อีกฝ่ายเป็นรุ่นพี่ของพินท์สุดาและเพื่อนร่วมรุ่นสมัยมัธยมของเขา อายุของเขากับปราชญ์นั้นรุ่นราวคราวเดียวกัน เป็นคู่แข่งกันในทุกๆ เรื่องเพราะเรียนที่เดียวกันมาตลอด เขาเลยไม่ชอบหน้าปราชญ์นัก
“ขอบคุณมากๆ นะคะ พี่ปราชญ์ไม่เห็นต้องลำบากเลย”
คุณอาจจะชอบ





