
อำลาคำสัญญา
ตอน 2
กลับมาที่สำนักงาน ลู่เหยาเปิดลิ้นชักแล้วหยิบกรอบรูปออกมา เป็นภาพถ่ายจากกิจกรรมบริษัทเมื่อปีที่แล้ว
ซ่งจินเหนียนโอบเอวเธอและพูดคำหวานเบาๆ ที่มีเพียงเธอที่ได้ยิน เธอในภาพยิ้มแย้มอย่างมีความสุข
ผู้ช่วยเสี่ยวหลินเคาะประตูเข้ามา “คุณลู่ นี่คือแผนงานใหม่จากฝ่ายการตลาดค่ะ” “วางไว้บนโต๊ะเถอะ” ลู่เหยาไม่เงยหน้าขึ้นมา มือของเธอสัมผัสขอบกรอบรูปโดยไม่รู้ตัว
เสี่ยวหลินลังเล “เลขาซูมาอีกแล้วค่ะ แผนกต้อนรับบอกว่าเธอขึ้นไปหาคุณซ่ง” ลู่เหยาเงยหน้าขึ้น เสี่ยวหลินก็เงียบเสียงลงทันที
ภายในสำนักงานเงียบสงบ “ช่วยจองตั๋วเครื่องบินไปลอนดอนให้ฉันหน่อย” ลู่เหยาพูด “อีกสิบวันข้างหน้า” เสี่ยวหลินเบิกตากว้าง
“คุณจะไปทำงานต่างประเทศเหรอคะ?”
ลู่เหยาพลิกกรอบรูปคว่ำลงบนโต๊ะ “ไม่ใช่ ฉันจะไปจากที่นี่”
แสงแดดยังคงส่องสว่างที่หน้าต่าง
ตกกระทบต้นไม้อวบน้ำที่ซ่งจินเหนียนให้เธอ สามเดือนที่ไม่ได้ดูแล มันเริ่มเหี่ยวเฉา ลู่เหยาสัมผัสใบแห้งกรอบนึกถึงวันที่ซ่งจินเหนียนวางมันบนโต๊ะของเธอ “มันเหมือนกับเธอนั่นแหละ ดูเหมือนจะแข็งแรง แต่จริงๆ แล้วต้องการการดูแลอย่างดี”
แต่ตอนนี้เขากำลังยุ่งกับการดูแลเด็กสาวอีกคน
หน้าจอโทรศัพท์สว่างขึ้น เป็นข้อความจากซ่งจินเหนียน: 【อารมณ์ของว่านอี้ไม่คงที่ ฉันจะพาเธอกลับบ้าน คืนนี้ไม่ต้องรอทานข้าวนะ】
ลู่เหยามองข้อความนั้นอยู่นานจนหน้าจอดับไป
เธอหวนนึกถึงคืนฝนตกเมื่อสามเดือนก่อน
ซ่งจินเหนียนอุ้มซูว่านอี้ที่เต็มไปด้วยเลือดเข้าห้องฉุกเฉิน ส่วนเธอยืนอยู่ข้างๆ มือยังถือของขวัญวันครบรอบที่เปียกน้ำฝน
ตอนนั้นเธอควรจะรู้ว่าบางความผิดพลาดเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่มีวันย้อนกลับ
————
ค่ำคืนเริ่มลึก
ลู่เหยานั่งที่หน้าต่างในห้องนั่งเล่น มือถือหนังสือที่เปิดอ่าน เสียงกุญแจหมุนจากหน้าประตู เธอปิดหนังสือพร้อมรอยยิ้มที่คุ้นเคย "เหยาเหยา?" ซ่งจินเหนียนเปิดประตูเข้ามา มือถือกล่องกระดาษที่สวยงาม "ยังไม่นอนอีกเหรอ?" “รอคุณอยู่” เสียงของเธออ่อนโยน ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
ซ่งจินเหนียนเดินเข้ามาใกล้ วางกล่องบนโต๊ะกาแฟ นั่งลงเพื่อมองหน้าเธอ “เค้กเกาลัดชิ้นสุดท้ายจากร้านขนมดังที่หาซื้อได้ยาก ฉันจำได้ว่าเธอชอบมันที่สุด” กล่องมีโลโก้ของร้านดังจริงๆ หาซื้อได้ยาก
เธอเคยบ่นอยากลองแต่เพราะคิวยาวจึงไม่ได้ไป “ขอบคุณ” เธอรับเค้ก ปลายนิ้วสัมผัสหลังมืออุ่นของเขาแล้วรีบปล่อย
ซ่งจินเหนียนรู้สึกถึงความห่างเหินของเธอ ถอนหายใจ “วันนี้ที่สำนักงาน ว่านอี้เธอเวียนหัว…” “ฉันรู้” ลู่เหยาขัดขึ้น ยิ้มอย่างพอดี “ร่างกายเธอยังไม่ฟื้น คุณดูแลเธอเป็นเรื่องที่ควรทำ” เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
ยื่นมือมาแตะใบหน้าเธอ “เธอโกรธอยู่” “เปล่า” เธอเบือนหน้าเลี่ยง ลุกขึ้นเดินไปยังครัว “ดื่มอะไรหน่อยไหม?”
ซ่งจินเหนียนตามมา โอบเอวเธอจากด้านหลัง “อย่าทำแบบนี้ ถ้าวันนั้นคนที่นั่งข้างคนขับเป็นฉัน
ตอนนี้คนที่ความจำเสื่อมและต้องดูแลก็คงเป็นฉัน ว่านอี้เธอทำงานเพื่อบริษัท” ลู่เหยาหันหลังให้เขา มือจับขอบเคาน์เตอร์แน่นอีกครั้ง ได้ยินคำพูดแบบนี้มาหลายครั้งในสามเดือนที่ผ่านมา “ฉันเข้าใจ” เธอหันกลับมายิ้มอ่อนหวานที่เขาคุ้นเคย “ฉันไม่ได้ใจแคบขนาดนั้น”
ซ่งจินเหนียนรู้สึกโล่งใจ จูบหน้าผากเธอ “ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนที่มีเหตุผลที่สุด” คำว่า “เข้าใจ” เหมือนหนามทิ่มแทงใจ
ลู่เหยานึกถึงภาพซูว่านอี้ที่พิงอกเขา เด็กสาวคนนั้นไม่เคยต้อง “เข้าใจ” อะไร “กินเค้กตอนนี้ไหม?” เธอเปลี่ยนเรื่อง “ดีสิ” ซ่งจินเหนียนจูงเธอมานั่งที่โซฟา เปิดกล่องอย่างตื่นเต้น “ฉันต่อคิวเกือบสองชั่วโมง”
กลิ่นหอมหวานของเค้กเกาลัดลอยมา ใบทองบนครีมส่องประกายภายใต้แสงไฟ
ลู่เหยาตักชิ้นเล็กๆ เข้าปาก รสหวานละลายบนลิ้นแต่ไม่รู้สึกดีเหมือนเดิม “อร่อยไหม?” เขาถามอย่างคาดหวัง “อืม อร่อย” เธอพยักหน้า
ตักอีกชิ้นส่งให้เขา “ลองดูสิ”
ซ่งจินเหนียนกินเค้กจากมือเธอ ดวงตาเป็นประกายพอใจ “เธอชอบก็ดีแล้ว” เขาเช็ดครีมที่ไม่ติดอยู่ตรงมุมปากเธอ
“สุดสัปดาห์นี้ไปดูหนังกันนะ? นานแล้วที่ไม่ได้ไปเดท”
“ดีสิ” เธอตอบรับอย่างง่ายดาย แต่ในใจคิดถึงตั๋วเครื่องบินไปลอนดอนในอีกสิบวัน
ซ่งจินเหนียนพอใจในความยินยอมของเธอ นั่งคุยเรื่องบริษัทกับเธอ ลู่เหยาฟังเงียบๆ ตอบรับบ้างเป็นบางครั้ง
แสงจันทร์นอกหน้าต่างส่องเข้ามา ทิ้งเงาของทั้งสองคนที่ดูใกล้ชิดสนิทสนม “เหนื่อยไหม?”
ซ่งจินเหนียนถามเมื่อเห็นเธอเงียบไป ลู่เหยาพิงไหล่เขา “นิดหน่อย” “งั้นพักผ่อนเถอะ” เขาจูบที่หน้าผากเธอ
ในห้องนอน ซ่งจินเหนียนหลับไปอย่างรวดเร็ว
ลู่เหยามองดูใบหน้าด้านข้างที่หลับสนิท คิดถึงเมื่อสามปีก่อน ตอนที่พวกเขาเพิ่งคบกัน เขาก็เป็นเช่นนี้เสมอ พยายามหาวิธีทำให้เธอมีความสุข
แต่ตอนนี้กลเม็ดหวานๆ เหล่านั้นไม่สามารถกระทบใจเธอได้อีกต่อไป
เธอลุกขึ้นเบาๆ เดินไปที่ระเบียง
ลมกลางคืนเย็นสบาย แสงไฟในเมืองที่ระยิบระยับ หน้าจอโทรศัพท์สว่างขึ้น เป็นข้อความยืนยันการจองตั๋วเครื่องบินจากสายการบิน
ลู่เหยาหันกลับมามองทางห้องนอน ซ่งจินเหนียนพลิกตัว พึมพำชื่อเธอ เธอปิดโทรศัพท์ ยิ้มออกมาอย่างไม่มีเสียง
คุณอาจจะชอบ





