
วานรักวันชัง
ตอน 2
ยิ่งสายคนยิ่งคลาคล่ำหนาตาขื้นเรื่อยๆ ราวกับว่าที่แห่งนี้เป็นแหล่งแจกของฟรี ซึ่งใครต่อใครต่างมุ่งหน้ามาก็ไม่ปาน แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด ตรงกันข้ามใครต่อใครล้วนอยากหลีกลี้หนีให้ไกลจากสถานที่นี้ ทว่าความจำเป็นของร่างกายซึ่งถูกสร้างด้วยเลือดเนื้อยามต้องเผชิญกับความเจ็บป่วย ทำให้ต้องมาหาคนที่จะช่วยเยียวยาได้ นั่นก็คือหมอและพยาบาลนั่นเอง
นานหลายชั่วโมงแล้วที่อินถวากับมารดาต้องมานั่งรอคิวเจาะเลือดและผลเลือด ตาคู่สวยปนโศกเหลือบมองไปทางคนเป็นแม่อย่างสงสาร ทว่าเธอกลับไม่สามารถแสดงความอ่อนแอใดๆ ออกมาให้แม่เห็นได้ ทำได้แค่เพียงยิ้มและเอื้อมมือไปจับมือแม่เพื่อให้กำลังใจ พร้อมกับบอกแม่ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอก็พร้อมจะอยู่เคียงข้างแม่เสมอ
“นางอินทิรา ชัยชนา”
การรอคอยสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าหน้าที่ห้องแล็บเรียกชื่อมารดา อินถวารีบลุกขึ้นจากเก้าอี้สีฟ้าแล้วก้าวตรงไปยังเคาน์เตอร์หน้าห้องแล็บ แล้วรับแผ่นกระดาษสีขาวนั้นมาจากเจ้าหน้าที่ เธอหลุบตาลงมองผลเลือดของแม่อย่างลุ้นระทึก หวังว่าผลเลือดจะผ่านทุกตัวเพื่อที่แม่จะสามารถรับคีโมเข็มต่อไปได้ ทว่าหัวใจดวงน้อยก็ต้องวูบโหวงเมื่อตัวเลขในกระดาษไม่ได้ออกมาอย่างที่คาดหวัง
มันยากเสมอสำหรับการรักษาโรคร้ายนี้ เมื่อผลเลือดออกมาเป็นแบบนี้ก็ต้องสู่ขบวนการให้เลือด ซึ่งนั่นหมายความว่าคีโมเข็มนี้ต้องเลื่อนออกไปอย่างน้อยสองอาทิตย์ แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด เธอพร้อมจะสู้ไปกับแม่ พร้อมจะเหนื่อยไปกับแม่ในเส้นทางนี้จนกว่าแม่จะหายดี
อินถวายังคงถือกระดาษแผ่นนั้นไว้ในมือ กำลังจะเดินกลับไปหาแม่เพื่อพาแม่ไปพบหมอเพื่อให้หมอออกคำสั่งในการรักษาขั้นต่อไป แต่ทว่าเสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องกลางเก่ากลางใหม่ดังขึ้นเสียก่อน
“ว่าไงคิม...” เสียงหวานเอ่ยถามกลับไปเรียบๆ หลังจากกดรับสายของคิมหันต์ที่มักจะโทร.มาไถ่ถามเสมอยามที่รู้ว่าเธอพาแม่มารักษาที่โรงพยาบาล
“เป็นไงบ้าง”
“ผลเลือดแม่เพิ่งออก ความเข้มข้นเลือดไม่ผ่าน ต้องให้เลือดก่อนน่ะคิม” เธอตอบกลับนักศึกษาแพทย์ไปโดยคุยในภาษาวิชาการเล็กน้อย ซึ่งคิมหันต์ก็ไม่แปลกใจเลยที่อินถวาอ่านผลเลือดออกและรู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไปทั้งที่หมอยังไม่ได้แจ้ง ซ้ำอินถวาก็ไม่ได้เรียนหมอ แต่เธอมีไอคิวสูง สามารถสอบวิชาวิทยาศาสตร์ได้คะแนนเต็มทุกวิชา และเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์เพียงคนเดียวในรุ่น ที่สามารถทำคะแนนได้ในระดับท็อปเทียบเท่ากับนักศึกษาแพทย์ ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาต้องมาทำความรู้จักกับเด็กเก่งอย่างเธอ
“ให้ไปหามั้ย...” เสียงทุ้มหล่อสมตัวถามกลับมาอย่างเอื้ออาทรและอบอุ่น เพื่อให้อินถวารู้ว่ายังมีใครอีกคนที่คอยห่วงใยและพร้อมจะเป็นกำลังใจให้เสมอ ซึ่งเป็นแบบนั้นตลอดมาตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จักกันจนกระทั่งวันนี้ก็เกือบๆ สี่ปีแล้ว และอินถวาซึ้งใจดี
“อย่าเลยใกล้สอบแล้วไม่ใช่เหรอ ไหนจะต้องขึ้นวอร์ดอีก เราไหวไม่ต้องห่วง”
“งั้นมีอะไรโทรมานะ สแตนด์บายรอยี่สิบสี่ชั่วโมง”
“ขอบคุณนะ”
“สู้ๆ คนเก่งของคิม ฝากให้กำลังใจแม่ด้วย”
“อื้อ เดี๋ยวบอกแม่ให้”
อินถวาวางสายแล้วเดินเอาผลเลือดไปส่งให้พยาบาลที่นั่งอยู่หน้าห้องตรวจ ก่อนจะกลับไปหาแม่ พอเห็นแววตาที่แม่มองมาก็ได้แต่ยิ้มให้ เพื่อบอกแม่ว่าเราต้องเหนื่อยกันอีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็จะไม่ยอมให้แม่ท้อเด็ดขาด
“เป็นยังไงบ้างพุด”
“ค่าเลือดของแม่ไม่ผ่านน่ะจ้ะ คงต้องได้ให้เลือดเพิ่ม รอหมอสั่งก่อนนะจ๊ะเดี๋ยวพุดพาแม่ไป”
“พุดเหนื่อยมั้ยต้องมาเสียเวลากับแม่แทนที่วันนี้จะได้ไปเรียน” แววตาคนเป็นแม่ทอดมองลูกอย่างสงสารและซาบซึ้งใจ หากว่าในชีวิตที่ผ่านมาของตนจะพบแต่ความโชคร้าย แต่ความโชคดีและของขวัญที่ล้ำค่ามากที่สุดในชีวิตก็คือการมีลูกที่แสนน่ารักอย่างอินถวา
“ไม่เอาสิจ๊ะแม่ อะไรที่เกี่ยวกับแม่พุดไม่เคยเหนื่อยเลยแม้แต่นิด ส่วนเรื่องเรียนไม่ต้องห่วงนะ พุดอยู่ปีสี่แล้วไม่ค่อยมีเรียนหรอกจ้ะ ที่หนักหน่อยก็โพรเจกต์ซึ่งพุดไหวอยู่แล้ว พุดยอมได้ทุกอย่างขอแค่ให้แม่หายก็พอ”
คุณอาจจะชอบ





