
วานรักวันชัง
ตอน 3
“ขอบใจนะลูก” อินทิราน้ำตาคลอกับความกตัญญูของลูก หัวอกแม่ย่อมอยากหายเพื่อจะได้อยู่กับลูกไปนานๆ แต่นางก็เผื่อใจไว้แล้วจึงได้แต่อธิษฐานว่าขอให้ความกตัญญูของลูกนำพาลูกไปเจอแต่สิ่งดีๆ หลังจากตนไม่อยู่กับลูกแล้ว
“ไม่ต้องขอบใจนะแม่ ทุกเรื่องที่พุดทำให้แม่มันคือความสุขของพุด พุดรักแม่นะจ๊ะ”
มือเรียวบางที่กร้านเล็กน้อยเพราะทำงานช่วยแม่มาตลอดเอื้อมไปจับมือที่กำลังสั่นเทา นั่นทำให้คนเป็นแม่ต้องรวบร่างลูกมากอดไว้อย่างรักใคร่สุดหัวใจ
เวลาของการรอคอยเนิ่นนานและเชื่องช้าเสมอ กว่าที่หมอจะเรียกเข้าไปพบรอบสองก็เป็นเวลาเกือบเที่ยง การเข้ามาพบหมอรอบนี้กินเวลาสั้นๆ ไม่ถึงห้านาทีดีด้วยซ้ำ ช่างต่างกับเวลาที่รออย่างลิบลับ ซึ่งหมอก็มีคำสั่งตามที่อินถวาคาดไว้ คือแม่ต้องได้นอนให้เลือด
บุรุษพยาบาลให้แม่นั่งรถเข็นแล้วพาขึ้นตึกอายุรกรรม โดยมีอินถวาคอยอยู่เคียงข้างแม่ตลอดทาง เธอกล่าวขอบคุณบุรุษพยาบาลหลังจากรถเข็นมาถึงหน้าเคาน์เตอร์พยาบาลชั้นบนแล้ว
บนตึกอายุรกรรมหญิง ผู้คนแน่นขนัดคลาคล่ำไปด้วยผู้ป่วยและญาติจนแทบจะไม่มีที่เดิน พยาบาลเวรเดินมาซักประวัติอีกรอบหลังจากได้รับเอกสารส่งตัวผู้ป่วยจากชั้นล่าง จากนั้นแม่ก็ถูกพาไปนอนบนเตียงซึ่งเป็นเตียงเสริมนอกห้องรวมขณะรอพยาบาลไปเบิกเลือดมาให้ซึ่งใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมง
ถุงเลือดถูกห้อยบนเสาน้ำเกลือ ก่อนที่เข็มจะถูกแทงเข้าที่แขนของแม่ จากนั้นของเหลวสีแดงเข้มก็ค่อยๆ หยดลงจากถุงพลาสติกเข้าสู่ร่างกายของแม่ทีละนิดๆ อินถวาดึงเก้าอี้พลาสติกสีขาวมาวางข้างเตียงแม่แล้วนั่งเฝ้า โดยไม่ลืมสังเกตแผ่นป้ายกระดาษที่ติดอยู่กับเสาน้ำเกลือซึ่งบ่งบอกอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในขณะให้เลือด พลางนึกขอบคุณใครก็ตามที่เป็นเจ้าของเลือดเหล่านี้ ขอบคุณที่พวกเขาช่วยต่อชีวิตให้แม่ของเธอ และหากมีโอกาสเธอก็จะเป็นผู้ให้เช่นเดียวกับพวกเขาเหล่านั้นบ้างเหมือนกัน
“นานมั้ยคะพี่พยาบาลกว่าที่แม่จะให้เลือดเสร็จ” เสียงหวานเอ่ยถามพยาบาลที่เป็นคนเข้าเลือดให้กับแม่ของเธอ
“คนไข้ต้องได้รับเลือดสองถุง ถุงหนึ่งก็ราวๆ สามถึงสี่ชั่วโมง” พยาบาลตอบสั้นๆ แล้วก็ผละไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ซึ่งอินถวาคิดต่อเอาเองว่าแม่คงต้องได้นอนโรงพยาบาลเพื่อให้เลือดเกือบครึ่งค่อนคืน
“แม่หิวมั้ยจ๊ะ” อินถวาถามแม่หลังจากพยาบาลเดินไปได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว
“ไม่...”
“พุดว่าแม่ดื่มนมข้าวโพดหน่อยนะจ๊ะ จะได้มีอะไรรองท้อง”
อินถวาหยิบนมกล่องออกมาจากกระเป๋าเป้ เป็นนมข้าวโพดที่เธอเตรียมมาจากบ้าน หลอดสีขาวถูกแกะและดันลงในกล่องผ่านรูที่ซีลด้วยฟอยล์สีเงิน ก่อนจะค่อยๆ ประคองให้แม่นั่งแล้วส่งนมกล่องนั้นให้แม่ดื่ม
“ดูแลแต่แม่ พุดเองก็ไปหาอะไรกินได้แล้วนะ ไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้าแล้วไม่ใช่เหรอ”
“เดี๋ยวพุดดื่มนมรองท้องจ้ะแม่ พุดเตรียมมาสองสามกล่อง แม่นอนต่อเถอะนะถ้าง่วงก็หลับเลย พุดไม่ไปไหนหรอก จะอยู่กับแม่ไปอย่างนี้จนกว่าแม่จะให้เลือดเสร็จ”
น้ำตาของคนเป็นแม่เกือบจะเอ่อคลออีกรอบ แต่พอได้เห็นรอยยิ้มที่มากล้นด้วยกำลังใจของลูก อินทิราจึงค่อยๆ นอนลงโดยมีลูกสาวคนเดียวคอยประคับประคองเช่นเดิม
เลือดหยดแล้วหยดเล่าซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปลายเข็มอย่างเชื่องช้า เช่นเดียวกับเข็มนาฬิกาที่เดินหน้าอย่างสม่ำเสมอ กระทั่งตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่แล้ว ทว่าร่างบางของหญิงสาววัยยี่สิบเอ็ดก็ยังไม่ลุกไปไหน
“พุดไปหาอะไรกินได้แล้วลูก” เสียงของคนเป็นแม่ดังขึ้นในช่วงเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ เพราะอยากให้ลูกได้ลงไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง
“แม่เป็นไงบ้างจ๊ะ มีอาการแปลกๆ บ้างมั้ย”
“แม่ปกติดีลูก รู้สึกสดชื่นขึ้นเสียอีก พุดไปหาอะไรกินเถอะนะ ถ้าไม่หิวก็ไปเดินเล่น”
“แม่โอเคแน่นะ” ตาคู่สวยปนเศร้าทอดมองใบหน้าของแม่ที่เปลี่ยนไปมากตั้งแต่แม่ป่วยด้วยโรคร้าย ผลจากการรับคีโมทำให้สีหน้าที่เคยมีสีสันเปลี่ยนเป็นเหลืองซีด
“จ้ะ” แม่พยักหน้าพร้อมกับยิ้มบางๆ เพื่อให้ลูกสาวคลายใจ ตอนนั้นเองที่อินถวายอมลุกจากเก้าอี้ข้างเตียงแม่เป็นครั้งแรก แล้วเดินลงไปชั้นล่างเพื่อเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น ก่อนจะก้าวตรงไปยังทางเดินที่เป็นทางไปยังด้านหน้าของโรงพยาบาล ข้ามไปยังอีกฟากของถนน เข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อนมและน้ำดื่มเตรียมไว้ให้แม่ในตอนกลับบ้านพรุ่งนี้
คุณอาจจะชอบ





