
ดอกเหมยห่อไฟ
ตอน 3
ลงจากรถสองแถว หญิงสาวก็จับจูงมือน้อยเข้าไปใกล้เขตมอลล์ ซึ่งพอเห็นร้านค้าและผู้คนมากมาย แววตากลมดำขลับของเด็กหญิงก็เบิกโต บ่งบอกว่ากำลังตื่นเต้นอย่างเด่นชัด ดวงหน้าจิ้มลิ้มแหงนมองเธอแล้วแย้มยิ้มอย่างซุกซน
ญาณินถึงกับกลั้นยิ้มไม่อยู่ วิญญาณลิงน้อยเริ่มจะเข้าสิงแม่หนูผู้แสนจะเรียบร้อยคนเมื่อกี้ที่นั่งนิ่งเงียบอยู่ในรถสองแถวมาตลอดทางแล้วกระมัง
“ก่อนเราจะเข้าไปซื้อของ น้าอ่อนกับแตงหวานต้องมีเชือกวิเศษผูกไว้ก่อน ตกลงนะ”
ญาณินโน้มกายคุยกับเด็กหญิง หลังจากพาเดินไปยังซอกพื้นที่ว่างติดกับซุ้มขายกาแฟสด เพื่อไม่ให้ขวางทางคนเดินอยู่
แตงหวานเงยหน้ามองน้าสาว แล้วพยักหน้ารัวเร็ว ดูจะเป็นพันธะสัญญาที่รู้กันระหว่างสองคนดีแล้ว เด็กหญิงยื่นมือออกไปตรงหน้า รอคอยเชือกวิเศษสีชมพูที่มีปลอกนุ่มกระชับสวมกับข้อมือของตนเอง ส่วนอีกข้างก็สวมไว้กับข้อมือน้าสาว
ญาณินยกมือข้างที่มีปลอกสวมขึ้น แล้วมองยิ้มๆ หวังจะให้เด็กหญิงมองตาม
“เรามีเชือกวิเศษแล้ว ใครก็แยกน้าอ่อนกับแตงหวานไม่ได้ เวลาแตงหวานเดินไปทางไหนก็จะมีน้าอ่อนอยู่ด้วย หรือถ้าน้าอ่อนเดินซื้อของ แตงหวานก็จะอยู่ข้างๆ น้าอ่อน เราไม่หายไปไหน…แตงหวานชอบไหมคะ”
“ชอบค่า แตงหวานชอบเชือกวิเศษ”
เสียงหัวเราะคิกนั้นทำให้หญิงสาวที่ยืนทำงานอยู่ในซุ้มขายกาแฟสดต้องมองตาม จดจ่อกับเสียงสนทนาของสองหญิงต่างวัยที่พอจะจับใจความได้ ในตอนแรกเธอยอมรับว่าสงสัยและอยากรู้ว่าพวกเขามีอะไรกันถึงทำท่าซุบซิบดูเป็นความลับนัก แต่พอเห็นภารกิจที่ทำเสร็จ ปรากฏพร้อมรอยยิ้มแป้นแล้นของเด็กหญิง ก็ทำให้เผลอยิ้มตามอย่างอดไม่ได้
“อุ๊ย! ผูกลูกสาวเป็นลูกหมาเชียว ซนมากหรือคะ” เสียงหวานใสคล้ายปรานีอย่างจริงใจ แต่ถ้อยคำนั้นกลับทำให้นลินสะดุ้ง รีบหันมองเจ้าของเชือกวิเศษคู่นั้นทันที
พอเห็นสีหน้างุนงงของเด็กหญิงขณะยกข้อมือเล็กที่มีปลอกสวมขึ้นมองแล้วเธอก็ขัดใจ เธอเข้าใจและรู้ถึงเจตนาที่จะป้องกันความปลอดภัยให้กับเด็กหญิงของหญิงสาวคนนั้น ไม่ควรเลยที่จะมีใครทักให้เด็กน้อยเขว
“เชือกวิเศษของคุณแม่กับลูกสาวค่ะพี่มะนาว เห็นไหม สีชมพูน่ารักมาก” นลินโพล่งขัดโดยไม่ได้นึกหน้านึกหลัง แค่อยากช่วยสองแม่ลูกไม่ให้เสียความรู้สึกกับคำพูดที่ไม่ผ่านการคิดก็เท่านั้น “นี่พี่ลินจะถามคุณแม่เหมือนกันว่าซื้อจากไหน สวยจัง พี่ลินอยากได้ด้วย”
สีหน้าเด็กหญิงยังฉายชัดว่างุนงงอยู่ แถมยังซุกกายแนบกับหญิงสาวที่อ้าปากแล้วหุบเหมือนอยากพูดแต่ไม่ยอมพูดออกมาเข้าไปอีก นลินทำหน้าเหลอหลา มองสองหญิงต่างวัยคู่นั้นกับสาวรุ่นพี่ที่ถูกเธอหักหน้าสลับกันอย่างเก้อๆ ...อย่าบอกนะว่าสถานการณ์ทำดีแบบเสี่ยงตายกับรายได้เข้ากระเป๋าของเธอคราวนี้ ผลตอบแทนคือถูกปล่อยให้เก้ออยู่คนเดียว
“อ่อนซื้อจากที่นี่แหละค่ะ แตงหวานเป็นหลานของอ่อน แตงหวานชอบสีชมพู น้าอ่อนก็ว่าสวย เห็นไหมคะ พี่ลินก็ว่าสวยด้วย”
อ๋อ! เป็นน้าหลานกัน...นลินปล่อยลมหายใจพรูทีเดียว คราวนี้เด็กหญิงแตงหวานก็พยักหน้ารัวสนับสนุนตาม แถมยิ้มให้เธอเสียอีก เข้าใจแล้วว่าคงงงที่ถูกโมเมให้เป็นแม่ลูกกัน
ญาณินขอบคุณสาวสวยในซุ้มขายกาแฟสด โดยไม่ลืมหันไปยิ้มให้กับสาวใหญ่ที่ทักเสียจนเธอพูดไม่ออก ตามด้วยการบอกลา แม้จะไม่รู้จักกันและเพิ่งเจอกันครั้งแรกก็ตาม
ดูท่าว่าสองคนนั้นจะรู้จักกันดี และญาณินก็รู้ดีว่าสาวในร้านกาแฟตั้งใจพูดขัดด้วยหวังจะช่วยเธอและแตงหวาน เธอจึงอยากตอบแทน คิดว่าคงช่วยดึงบรรยากาศดีๆ ของทั้งสองคนให้กลับมาได้บ้าง ไม่อยากให้ใครต้องมาขัดใจกันเพราะเธอและหลานสาวเป็นต้นเหตุ...โดยเฉพาะคนที่หวังดีกับเธอ
ชอปปิงมอลล์ขนาดไม่ใหญ่ เป็นอาคารสองชั้น สร้างติดกับโรงแรมเวียงรวี มีกำแพงโปร่งกั้น ความสูงต่ำกว่าระดับสายตาพอให้เป็นสัดส่วน ซึ่งก็ไม่ได้แน่นหนาอะไรเพราะเป็นเจ้าของเดียวกัน โดยปกติแล้วมอลล์แห่งนี้จะมีเสื้อผ้าแบรนด์เนมดีไซน์ไม่หวือหวานัก และราคาน่าคบหาอยู่ไม่น้อย ถือว่าตีตลาดระดับกลางถึงสูงได้ดีเยี่ยม ตอนทำงานเป็นพนักงานบัญชีให้กับบริษัทเหมืองทองคำ หล่อนมีเงินเดือนใช้จ่ายพอคล่องตัว ญาณินก็มาเลือกซื้อเสื้อผ้าจากที่นี่ไปใช้อยู่บ่อยๆ
สำหรับญาณินแล้ว การจ่ายเพิ่มอีกนิดแต่ได้เสื้อผ้าคุณภาพดี ตัดเย็บเข้ารูปเข้าทรง ใส่แล้วเสริมบุคลิกและความมั่นใจ แถมเนื้อผ้ามักจะดี ทนทานใช้ได้นาน และนั่นก็คุ้มค่าที่จะต้องจ่ายแพงขึ้น อีกเหตุผลคือหล่อนไม่นิยมเปลี่ยนสไตล์ตัวเองตามแฟชั่นที่เข้ามาในแต่ละฤดูกาล หล่อนสนุกที่จะเลือกเสื้อผ้าสวมใส่ให้เข้ากับตัวเองมากกว่า จึงถือว่าเสื้อผ้าของใช้ในชอปปิงมอลล์ของโรงแรมเวียงรวีตอบโจทย์หล่อนได้ดี
ด้วยความที่เป็นคนพิถีพิถันในการเลือกของใช้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอระยะหลังรายได้และรายจ่ายตึงตัว การซื้อของใช้ส่วนตัวแต่ละทีจึงต้องคิดอยู่หลายตลบ สุดท้ายก็มักจบที่คำว่าความจำเป็นยังไม่มากพอ เก็บไว้ก่อน
ค่าใช้จ่ายของญาณินส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายสำหรับแตงหวาน แค่เลือกหาตามความจำเป็น เช่น เสื้อผ้า นม ของกินของใช้สำหรับเด็ก ก็ทำให้บางเดือนแทบไม่เหลือเงินให้ทำอย่างอื่นแล้ว
แต่ก็เป็นชีวิตที่หล่อนเลือกแล้วและมีความสุขดี แตงหวานเป็นลูกของมินตรา พี่สาวโดยสายเลือดเพียงคนเดียวของหล่อน แตงหวานจึงถือเป็นคนในครอบครัว เป็นหลานในไส้ จึงเป็นธรรมดาที่หล่อนจะรักและทุ่มเทให้ตามสัญชาตญาณของมนุษย์ปุถุชนธรรมดาอยู่แล้ว
ไม่เหมือนคนบางคน...แม้แต่หน้าของแตงหวาน เขาก็ยังไม่ยอมเสียเวลาอันมีค่าหันมามองเลยสักครั้ง
เมื่อรู้สึกถึงแรงกระตุกจากมือน้อยที่กุมอยู่ ญาณินถึงได้หยุดความคิด ก้มมองดวงหน้าจิ้มลิ้มที่แหงนขึ้น
“สวย แตงหวานจะเอา”
ญาณินมองตามมืออีกข้างของหนูน้อยที่ชี้ไปยังลูกโป่งลวดลายสีฟ้าหลายลูกหลายขนาด โดยมีเชือกผูกเป็นช่อใหญ่เคลื่อนไหวลอยชิดผนังกระจกของมอลล์
“น้าอ่อนว่าเราไปดูเสื้อกันหนาวสวยๆ ตรงโน้นดีกว่านะคะ สวยเหมือนกับลูกโป่งเลย”
“จะเอาลูกโป่ง...นะ”
ดูว่าเด็กน้อยไม่ได้สนใจคำเชิญชวน กลับยืนยันความตั้งใจเดิมด้วยเสียงอ่อนๆ ที่มาพร้อมแววตาออดอ้อนจนหัวใจของญาณินอ่อนยวบ ไม่ต่างจากทุกครั้งที่ถูกหลานสาวน็อกด้วยกลยุทธ์นี้
แต่วันนี้หล่อนต้องใจแข็ง เพราะอย่างไรก็เอาลูกโป่งเหล่านั้นมาให้หลานไม่ได้
คุณอาจจะชอบ





