
พิชญ์รัก
ตอน 3
พราวขับรถญี่ปุ่นคันเล็กของตนมาถึงที่พัก ก่อนที่จะจอดรถของหล่อนไว้ในบริเวณที่จอดรถ หลังจากดับเครื่องยนต์ ก็ห้ามไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้าแทบขาดใจ เหนื่อยสายตัวแทบขาดเป็นอย่างนี้เองสินะ พราวนั่งพักเหนื่อยครู่หนึ่งในรถอย่างนั้นเงียบๆ สมองก็พลันคิดว่าเธอขยันทำงานมากเกินไปหรือเปล่า ทำงานไม่มีหยุดหย่อน ทำงานชนิดเอาเป็นเอาตายแทบจะไม่มีเวลาส่วนตัวให้ความสุขกับตัวเองเอาเสียเลย จะว่าไปทุกวันนี้ในโลกของการทำงานนั้นมีการแข่งขันสูงมากกว่าจะได้ลูกค้าแต่ละรายเรียกได้ว่าเลือดตาแทบกระเด็น แน่นอนว่าหากเธอต้องการสำเร็จมากกว่าคนอื่น เธอก็จำเป็นต้องทำมากกว่าคนอื่น ขยันมากกว่าคนอื่น คิดได้นั้น พราวก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดปลุกกำลังใจให้ตัวเอง
“สู้นะพราว... อีกไม่นานก็สบายแล้ว”
พราวก็เป็นสาวออฟฟิศธรรมดาๆ ทั้วไป แต่นอกจากงานประจำแล้ว เธอก็ยังต้องทำงานพิเศษเป็นผู้ช่วยตรวจบัญชีให้กับสำนักงานแห่งหนึ่งในตอนกลางคืน ในทุกๆ วันเธอจะหอบงานบัญชีกลับมาที่บ้าน ภาพนี้คนเป็นน้องชายของเธอก็เห็นจนชินตา และคงเพราะสิ่งนี้ด้วยละมัง เขารู้ว่าพี่สาวทำงานหนัก จึงตั้งใจเรียน หัวดี และงานกิจกรรมก็เก่ง จะว่าไปน้องชายของเธอก็เก่งรอบด้าน ทำให้พราวหายห่วงอยู่มาก จะติดนิดเดียวก็เพียงด้วยความหล่อ เก่ง รู้ความครบสูตรของน้องชาย ก็ดึงดูดให้สาวๆ ต่างมารุมล้อมหว่านเสน่ห์ให้น้องชายของเธอ
แต่ถึงกระนั้นเธอก็ไว้ใจคนเป็นน้องชายว่าเขาก็โต มีความคิดของตนเอง ก็คงไม่ทำให้พี่สาวอย่างเธอเสียใจแน่นอน อีกอย่างเด็กผู้ชาย อย่างไรก็ไม่เสียหาย
พราวกลับมาในเวลาหัวค่ำของทุกๆ วันถือเป็นปกติ จะว่าไปคืนนี้ถือว่ากลับเร็วเสียด้วยซ้ำเพราะว่าคืนนี้ไม่ต้องไปรับงานกับลูกค้า เพราะอีกฝ่ายโทรมาบอกว่ายังไม่ต้องไป เพราะยังไม่มีงานเพิ่มเติมจากงานที่รับมาแล้วเมื่อคราวก่อน ทำให้หล่อนตระเวนหาลูกค้าจากบัญชีรายชื่อที่เตรียมไว้
วันนี้พราวหาลูกค้าใหม่เพิ่มมาได้สองราย เธอเพิ่งจะได้รับตำแหน่งหัวหน้าเขตตอนปลายเดือนนี้เอง บางทีคงจะเลิกทำงานพิเศษมุ่งหน้าทำงานประจำ ดูแลลูกทีมในแผนกและน้องๆ เด็กฝึกงานให้ประสบความสำเร็จ
หญิงสาวเปิดประตูลงจากรถ ก่อนขึ้นห้องพัก เจ้าหล่อนตัดสินใจแวะร้านสะดวกซื้อที่ตั้งอยู่ใต้ตัวอาคาร มองหาของกินและซื้อติดมือก่อนขึ้นไปบนห้อง
ไม่แน่ใจน้องชายกลับมาหรือยัง เพราะตอนที่โทรเข้ามา เด็กหนุ่มบอกไม่แน่หลังซ้อมดนตรีเสร็จจะไปเตะบอลต่อ
หล่อนรู้จากน้องชายว่ามีผู้สนับสนุนให้จัดคอนเสิร์ตเล็กๆ เพื่อไลฟ์สดทางช่องยูทูปและเฟสบุค เพื่อเปิดให้ผู้ชมในโลกออนไลน์โดเนทเข้ามา เธอเห็นว่าในยุคนี้คนทำกันเยอะและก็ไม่ได้ผิดอะไร เป็นความสมัครใจของผู้ชม หากว่าชมการแสดงแล้วมีความสุขและอยากจะตอบแทนก็โดเนทได้ พราวเองก็รู้ว่าน้องชายเองก็คงคิดดี อยากแบ่งเบาภาระของพี่สาวจึงคิดหารายได้จึงไม่ขัดอะไร แถมยังให้กำลังใจน้องชายอย่างจริงใจ...
เพราะพ่อกับแม่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ น้องชายของพราว จึงเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ และเธอตั้งปณิธานว่าจะดูแลน้องชายคนเดียวคนนี้อย่างดีที่สุด เผื่อว่าวันใดถึงเวลาที่ต้องจากโลกนี้ไป หากได้พบพ่อกับแม่ในโลกหน้าเธอจะได้เล่าสู่ฟังว่า หลังจากที่พวกท่านจากไปแล้ว เธอทำหน้าที่ผู้ปกครองและดูแลน้องชายเพียงคนเดียวคนนี้อย่างดีที่สุด หวังใจว่าพ่อกับแม่เองก็คงไม่ผิดหวังและภูมิใจในตัวเธอและน้องชาย
“กินอะไรหรือยังนะ... ซื้อไปติดตู้เย็นไว้ดีกว่าเผื่อเจ้าแสบหิว” หญิงสาวคิดไปพลางพึมพำกับตัวเอง พราวก็เป็นแบบนี้ล่ะ เห็นอะไรน่ากิน น่าอร่อย หรือแม้แต่อาหารที่น้องชายชอบกิน เธอก็จะนึกถึงน้องชาย ซื้อติดไม้ติดมือเข้าบ้านเป็นประจำ ยิ่งเด็กวัยรุ่นผู้ชายกินจุ กินเก่งอีกด้วย เธอจึงซื้อของกินหิ้วพะลุงพะลัง
บ่อยครั้งที่เธอเลิกงานมาก็พบเห็นน้องชายซ้อมดนตรี บ้างก็ไลฟ์สดเล่นดนตรีและร้องเพลงผ่านช่องทางออนไลน์ เธอเองแอบภูมิใจอยู่ลึกๆ ในเมื่อน้องชายรักที่จะก้าวไปในเส้นทางสายนี้เธอก็สนับสนุน ขอเพียงอย่าทิ้งเรื่องเรียน เจ้าหล่อนไม่หวังอะไรมากมายเลย เธอเพียงอยากให้น้องชายเรียนให้จบระดับปริญญาตรีอันเป็นพื้นฐานทั่วไปเธอก็พอใจแล้ว จะทำกิจกรรมอะไรหนักหน่วงแค่ไหนเธอไม่ว่า หากคอยสนับสนุนด้วยซ้ำ ขอเพียงอย่าเสียการเรียนหลักก็พอ เพราะถึงอย่างไรการศึกษาจะทำให้เขาประสบความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นไป ท้ายที่สุดแล้วก็เพื่ออนาคตของน้องชายของเธอเองทั้งนั้น
ระหว่างขึ้นลิฟต์มาหยุดที่ชั้นของห้องพัก ร่างบางก้าวเดินตรงไปยังห้องพักขณะคิดเรื่องน้องชายอยู่เพลิน แต่แล้วเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องเพียงเท่านั้น คนเป็นพี่สาวก็ต้องชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นประตูเปิดออกมาอย่างฉับพลัน แล้วมีผู้หญิงคนหนึ่งก้าวออกมาในสภาพสวมใส่เสื้อผ้าที่จัดว่าดูไม่เรียบร้อยนัก
ภาพที่เห็นทำให้คิดดีไม่ได้จริงๆ
เมื่อหญิงสาวผู้มาเยือนมองเห็นพราวก็ถึงกับหยุดชะงักเช่นกัน ใบหน้าเจ้าหล่อนซีดเผือดลงไปอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่าเด็กที่กำลังทำอะไรผิดแล้วจู่ๆ ก็ถูกจับได้ เธอก็กลัวพราวจะรู้เหมือนกันว่าเธอมาที่นี่เพื่ออะไร
เมื่อมองไปเห็นพี่สาวของเด็กหนุ่มเลือดร้อนและมีลีลารักที่หล่อนบอกว่าประทับใจจนต้องวานให้เขาช่วยสงเคราะห์อีกครั้งกระมังยกเว้นตอนที่ผัวของหล่อนจะกลับมาจากการขับรถออกต่างจังหวัด เธอจึงตั้งสติแล้วเอ่ยทักทาย
“พี่พราวเพิ่งจะกลับมาเหรอคะ?”
“จ้ะ... ว่าแต่มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ เข้ามาถึงที่พัก?”
พี่สาวระแวงแต่ไม่พูดอะไรมากนัก และไม่ถามอีกฝ่ายสักคำทำไมไม่เห็นออกไปร้องเพลงเช่นทุกคืนที่ผ่านมา ที่จะเปิดประตูเข้าไปพบน้องชายเปิดประตูห้องนอนของเขาออกมาบางอย่างผิดปกติหญิงสาวไม่พูดอะไรมากไปกว่าถามน้องชายว่า
“ทานอะไรหรือยังจ๊ะ?”
“ยังครับ”
“อืม...”
“ว่าแต่พี่พราวล่ะครับ ยังไงจะลงไปซื้อมาให้”
“คงไม่ต้องหรอก พี่ยังไม่หิวน่ะ”
“ครับ”
“โป้ปหิวก็ลองดูๆ ของกินพวกนี้พี่ซื้อขึ้นมานะ พี่เก็บเข้าตู้เย็นไว้ให้แล้ว แต่ถ้าไม่ชอบจะลงไปหาอะไรทานเองก็แล้วแต่นะจ๊ะ” คนเป็นพี่สาวบอก
“เออ...พี่พราวครับ”
คนเป็นพี่สาวยิ้มอ่อน “ว่าไงจ๊ะ มีอะไรหรือเปล่า.... หรือจะมีปัญหาในเรื่องต่อเพลง”
“เปล่าครับ ผมพี่จะถามงานของพี่เป็นยังไงบ้างครับ?”
“ก็ไม่เลวจ้ะ วันนี้ก็ได้ลูกค้าเพิ่มมาตั้งสองรายเลยนะ ดีใจกับพี่ไหม?”
“แน่นอนสิครับ ผมต้องดีใจกับพี่พราวอยู่แล้วครับ”
“ขอบใจจ้า ก็เรามีกันแค่สองคนพี่น้องนี่นา” หญิงสาวเอ่ย
“แต่ผมว่าพี่พราวดูเหนื่อยๆ นะครับ ช่วงนี้พี่พราวทำงานมากเกินไปหรือเปล่าครับ” น้องชายคนนี้สังเกตและใส่ใจพี่สาวของเขาอยู่เสมอ และทำตัวดีมาโดยตลอด เรียนดี กีฬาเด่น เป็นกิจกรรมแถมหน้าตาดีอีกต่างหาก จะว่าไปถ้าจะเสียก็คงเรื่องผู้หญิง แต่เขาขออกตัวก่อนนะว่า เขาไม่เคยเป็นฝ่ายเข้าหาผู้หญิงก่อนเลยสักราย เพราะความหล่อเหลาเสน่ห์แรงของเขาเองที่ดึงดูดสาวๆ เข้ามาไม่ซ้ำหน้า
“ก็ใช่... พี่ก็เหนื่อยนิดหน่อยแหละจ้ะ งั้น...พี่ขอตัวไปอาบน้ำแล้วนอนเลยดีกว่า” เธอว่าพลางจะเดินตรงไปที่ห้องส่วนตัวอย่างเรียบเรื่อย
“ครับ อาบน้ำก็ดีฮะ จะได้ผ่อนคลายขึ้นครับ”
“จ้ะเจ้าน้องชาย.... เอ้อ ถ้ามีใครโทรเข้ามาแล้วขอสายพี่ ถ้ารับสายแทนพี่ได้ ก็ช่วยบอกปลายสายด้วยนะว่าพี่จะโทรกลับพรุ่งนี้ก็แล้วกันนะจ๊ะ” พราวทิ้งท้ายถือเป็นการฝากความให้คนเป็นน้องช่วยเป็นธุระให้เธอหน่อย ตอนนี้เหนื่อยมาก อยากพักผ่อนเต็มที่แล้ว
“ครับ ยังไงผมว่าผมจะหาอะไรขึ้นมาเผื่อพี่ด้วยดีกว่านะครับเผื่อพี่หิวตอนดึก”
“ตามใจจ้ะ แต่พี่ก็ซื้อของกินมาบ้างแล้วนะจ๊ะ... นี่หาเรื่องอยากลงไปเดินเล่นสินะ” พราวมิวายสับหยอกน้องชาย
“ครับ... ก็พี่พราวไม่อยู่ผมก็ขลุกอยู่แต่ในห้อง พอพี่กลับมาผมก็อยากลงไปสูดอากาศบ้างนี่ครับ”
“จ้า...” พี่สาวรับคำ แต่หยุดนิดหนึ่งก็ตัดสินใจเอ่ยถามน้องชาย
“โป้ป... ตะกี้…....”
“มีอะไรหรือครับ?”
“ยายผู้หญิงคนนั้นเข้ามาทำอะไรในห้องเราหรือจ๊ะ?”
คนเป็นน้องชายตกใจ “พี่ผู้หญิงคนนั้น... พี่หมิวเพื่อนบ้านเราใช่มั้ยฮะที่พี่พราวหมายถึง” ปริญญ์ทำหน้านึก ตีเนียนเฉไฉ ก่อนพูดต่อ “พี่เค้าเข้ามาขอยาแก้ปวดน่ะครับ พี่เขาบอกว่าปวดท้องเมน เลยคิดว่ามาถามที่นี่เผื่อพี่พราวจะมียาน่ะฮะ” น้องชายตอบ
“แล้วเรารู้ด้วยหรือว่าพี่เก็บยาไว้ที่ไหน... แล้วยาแก้ปวดท้องเมนหน้าตาเป็นยังไงน่ะ?” พี่สาวซอกแซกถามอีก
“ตู้ยาสามัญประจำบ้านเรามีนี่ครับ” เขารีบพูดก่อนชิ่งเปิดประตูออกไปอย่างรวดเร็ว และบ่จะลงไปข้างล่างที่สาวเรียกไว้เสียก่อน
น้องชายมองหน้าพี่สาวพยายามวางหน้าสงบเพื่อกลบเกลื่อนไม่ให้พี่สาวจับได้ ถ้าพี่สาวรู้ว่าก่อนนี้เขาทำอะไรกับสาวๆ พวกนั้น... เขาตายแน่!
ก็เขามีอะไรกับผู้หญิงถึงสองคนในวันเดียวกัน แถมเวลาไล่เลี่ยกันในห้องนอนของเขาเองอีก และผู้หญิงหนึ่งในนั้นพี่สาวก็สั่งห้ามนักห้ามหนาว่าอย่าเข้าไปยุ่ง ข้องแวะเป็นอันขาด
ทั้งสาวน้อยบริสุทธิ์และสาวใหญ่ผัวหนี...
คนแรกไม่เท่าไหร่เพราะโสด แต่ผู้หญิงอีกคนนี่สิ น่าหวาดเสียว เพราะเจ้าหล่อนเป็นเมียชาวบ้าน ต่อให้บอกว่าตอนนี้โสดผัวหนี หล่อนเลิกผัวแล้วก็เถอะ เขาก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะเชื่อดีหรือเปล่า ทั้งที่รู้ว่ามันผิด แต่เขาก็ไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อนนี่นา ผู้หญิงมาประเคนให้ถึงห้อง เขาก็ไม่อยากขัดศรัทธา แต่เขาก็สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ยุ่งกับผู้หญิงของคนอื่นอีกแล้ว ไม่อยากซ้ำรอยบาป แต่สาวน้อยน้ำตาลเขาขอยกเว้นก็แล้วกัน เพราะเขาชัดจะติดใจเข้าแล้วสิ...
หรือบางที... นี่อาจจะเป็นเดสตินี่ของเขา พรหมลิขิตบันดาลชักพา จะว่าอย่างนั้นก็คงจะได้
อ้อยเข้าปากช้าง จะคายออกได้อย่างไรกัน เขาไม่ใช่คนโง่ แต่ต่อไปเขาคงจะต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้เหมือนกัน ไม่ให้ลื่นไหลไปกับผู้หญิงทุกคนโดยเฉพาะผู้หญิงที่มีพันธะกับผู้ชายอื่น
วันต่อมา...
“พี่โป้ปคะ...” เสียงเรียกจากน้ำตาล สาวรุ่นน้องที่แวะเวียนมาหาเขา สาวเจ้าโผเข้าสู่อ้อมกอดของฝ่ายชายในทันที เมื่ออีกฝ่ายเปิดประตูให้ ทั้งสองหนุ่มสาววัยรุ่นร้อนแรง ต่างฝ่ายต่างก็ช่วยกันปลดเปลื้องเสื้อผ้าของกันและกัน จนร่างของคนทั้งสองเปลือยเปล่าและต่างก็รุ่มร้อนอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ใคร่
ก่อนที่ทั้งสองจะอิงแอบแนบชิดให้เกิดไฟตัณหาขึ้นอีกหลายต่อหลายครั้ง และก็เป็นอย่างนั้นทุกครั้งที่ชายหนุ่มไม่ได้ไปซ้อมดนตรี แต่มาคั่วบ่มกันสองต่อสองแบบนี้อยู่เสมอ
“กอดน้ำตาลหน่อยสิคะ ทำไมให้ผู้หญิงกอดอยู่ฝ่ายเดียว” หญิงสาวพ้อ ชายหนุ่มปิดประตูสนิท แล้วหมุนร่างน้อยเข้าไปในห้องนั่งเล่น เขาจับบ่าบอบบางของหญิงสาวออกเพียงเล็กน้อย เพื่อจะได้มองใบหน้าสดใสนั้นได้ถนัดชัดเจนยิ่งขึ้น
“กำลังจะกอดแล้วครับ”
“พี่โป้ปรู้มั้ยคะ... กว่าน้ำตาลจะมาหาพี่ได้ น้ำตาลจะต้องลักลอบหนีคนขับรถของคุณหญิงแม่เพื่อมาหาพี่โป้ปให้ได้เลยนะคะ... รู้มั้ยน้ำตาลต้องเหนื่อยแค่ไหน?” น้ำตาลพ้อเสียงอ้อนจนคนฟังได้ยินแล้วนึกสงสาร อยากจะฟัดแรงๆ เพื่อเป็นการปลอบโยน
“แล้วน้องน้ำตาลคนสวยเหน็ดเหนื่อยมากแค่ไหนกันละครับ” ชายหนุ่มถาม น้ำเสียงเอาใจใส่ คนถูกถามช้อนสายตามองมาอย่างออดอ้อน
“มากเลยล่ะ”
“เหนื่อยตรงไหนบ้างน้า?”
“เหนื่อยไปหมดทั้งตัวเลย”
“งั้น... ไหนดูซิ จะช่วยให้หายเหนื่อย”
“อ้า... พี่โป้ปจะทำอะไร!?!” เขาคว้าร่างเล็กมาโอบเอวเอาไว้แน่น รวบร่างน้อยเข้าแนบลำตัวเขา
“พี่โป้ป...”
“ครับ”
คิดถึงน้ำตาลมั้ยคะ?” ถามเสียงอ้อน มองมาด้วยสายตาเว้าวอน
“คิดถึงครับ” ตอบอย่างเอาใจ ความจริงเขาก็คิดถึงมากๆ
“จริงหรือคะ?”
“จริง”
“คิดถึงแค่ไหน...”
“มาก... คิดถึงมาก”
“ไม่เห็นเชื่อเลย”
“งั้นจะทำให้เชื่อนะ... ว่าคิดถึงมาก” พูดแล้วก็ใช้มือหนาประคองสองแก้มนุ่มของหญิงสาวเอาไว้ก่อนก้มลงบดจูบลงมา ริมฝีปากของเขาแนบลงกับกลีบปากนุ่มชุ่มฉ่ำของเด็กสาว ทำเอาเธอเคอะเขินเจือเงอะงะอย่างไม่ประสีประสา เขาเบียดริมฝีปากแนบแน่นก่อนละเลียดลิ้มชิมริมฝีปากสีหวาน ก่อนสอดลิ้นร้อนพลิกเข้าไปในโพรงปากสวยอย่างเบาแผ่ว
“อื้อ...” เขาดูดกลีบปากเล่น ก่อนบดจูบอย่างเชื่องช้า ค่อยๆ พาเธอไป ริมฝีปากนุ่มละมุนของหญิงสาวให้รู้สึกดีแทบคลั่ง มันช่วยปลุกเร้าเขาและยิ่งความไม่ประสีประสาของเด็กสาวก็ยิ่งผลักดันให้เขายิ่งเปี่ยมล้นไปด้วยไฟปรารถนา
กลิ่นหอมหวานของสาวน้อยในอ้อมกอดช่างปลุกเร้าและทำเขาแทบบ้าคลั่ง มือหนาลูบไล้จากเอวเล็กลูบช้าๆ ไล่ลงไปยังสะโพกมน แม้มีเนื้อผ้าของมินิสเสกิร์ตคั่นสัมผัสเอาไว้แต่ก็ไม่ได้ทำให้พลังปลุกเร้าลดน้อยลงเลย เขาเคล้นคลึงแก้มเนื้ออย่างเป็นจังหวะ ขณะจูบร้อนแรงปลุกเร้านัวเนียพัลวัน มือหนากร้านก็ลูบไล้ต้นขาขาวนวลแล้วสอดเข้าใต้กระโปรงสั้นสัมผัสถึงเนื้อผ้าลูกไม้นุ่มต่อสัมผัสหากกำลังเปียกแฉะ
เขาเกี่ยวขาสาวพาดกายเขาก่อนสอดนิ้วลากไล้ผ่านร่องกางเกงชั้นในที่เปียกชื้นอย่างช้าๆ
“เปียกแล้วนะ..” เสียงเขากระซิบเซ็กซี่
“อ๊ะ... พี่โป้ป”
“อยากแล้วเหรอ?”
“...”
“ไม่ตอบเหรอ... พี่ล้วงนะ”
“อ๊ะ” เด็กสาวสะดุ้งเฮือกเมื่อเขาไม่ทันฟังเสียงตอบ
หากรุกล้ำนิ้วแกร่งเข้ามาใต้แพนตี้ลูกไม้ของเธอ กลีบเนื้อนวลอูมรู้สึกได้ถึงมือร้อนกร้านวางทาบลงมา ก่อนเกลี่ยนิ้วสอดแทรกผ่านน้ำเชื่อมหวานเข้ามาหาสะกิดติ่งเล็กๆ กลางกายสาวจนเธอผวาเฮือก
“อ๊ะ... พะ.. พี่โป้ป”
“ลื่นดีจังเลย... พี่ชอบเรานะ”
“น้ำตาลเสียว...”
“เสียวตรงไหน...”
“อื้อ... ไม่เอา น้ำตาลไม่พูดหยาบนะ” รู้ตัวเลยว่าแก้มร้อนวูบวาบ
“ไม่พูดก็ไม่พูด...” ชายหนุ่มครางกระซิบ เด็กสาวยืนไม่ไหว คล้องคอเขาเพื่อให้ร่างยังทรงตัวได้
“มาหาพี่ใส่แบบนี้มาอีกนะ”
“ชอบกระโปรงน้ำตาลเหรอคะ?”
“ครับ”
“ทำไมเหรอ... อ๊ะ”
“ล้วงง่าย...”
“อื้อ...” เธอสะดุ้งเมื่อเขาเกลี่ยนิ้ววนบนติ่งเสียวของเธอ ปาดไล้เบาๆ สลับบดบี้จนเธอเกร็ง เธอยืนโยกตัวไปมาเพราะไม่มีแรงจะยืน
“พี่จะบดให้น้ำตาลเสร็จคามือพี่...”
“อื้อ... น้ำตาลเสียว”
“ชอบหรือเปล่า?”
“ชะ... ชอบ” สาวน้อยตอบเสียงหอบ
“อยากเสร็จคามือพี่... หรือเสร็จคาปากพี่ดี”
“อื้อ... มะ... ไม่นะ น้ำตาลไม่ไหวแล้ว อ๊า...”
เขาก้มลงไซ้ซอกคอสาว มันทั้งขาวทั้งหอม อยากรู้แล้วว่าเธอจะหอมไปทั้งตัวไหม แล้วตุ่มติ่งจะหวานมากแค่ไหน ชายหนุ่มคิดก็เลียริมฝีปากอย่างพยายามกลั้น
เขาขยับนิ้วเร็วขึ้นอีก และแรงยิ่งขึ้นอีกจนสาวน้อยยืนเกร็ง น้ำหวานใสวาวเต็มนิ้วเขา เธอสะดุ้งเกร็งสองสามที
“เสร็จมั๊ย...”
“อือ... ค่ะ”
“ชอบหรือเปล่า...”
“ชอบค่ะ ตาลไม่ไหวแล้ว...”
เขาอุ้มร่างน้อยขึ้นเดินตรงไปยังห้องนอนส่วนตัวของเขา แผ่นหลังร่างเล็กราบลงกับผืนเตียงนุ่ม เขานอนทาบทับลงมา
เขาแทรกร่างกลางหว่างขาของเธอ มือหนากร้านผลักขาเรียวขึ้นเหนือบ่าเขา
“พี่โป้ป... จะทำไมคะ?”
เขาสูดดมรับกลิ่นกายสาวบนผ้าลูกไม้บางที่ตอนนี้เปียกชื้นไปหมด เขาบดหน้าลงกันผิวสัมผัสอ่อนนุ่มอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
“พี่โป้ป...”
เขาเกี่ยวแพนตี้น้อยหลบไปอีกด้าน มันเปียกมากหากเขาก็ไม่อยากจะถอดมัน เขาได้อารมณ์ที่จะเห็นมันอยู่รำไรระหว่างเขาลิ้มเลียเกสรดอกไม้
“อ๊ะ...”
เขาแตะลิ้นร้อนลงกลางกายสาวจนเธอสะดุ้งเฮือก หายใจหอบรวยรินคล้ายคนเป็นไข้
“ยะ... อย่านะ ตรงนั้นไม่ได้”
“ทำไมไม่ได้”
“ไม่...”
“พี่ชอบตรงนี้ที่สุด...”
“อื้อ... มะ... ไม่นะ”
“พี่ขอกินนะ... “
“น้ำตาลเสียว”
“อา... พี่ชอบที่น้ำตาลเสียวนะครับเด็กดี”
“อื้อ....” เขาส่งปลายลิ้นแยงเข้าไปกลางเร้นหลืบนั้น ก่อนโลมเลียกลีบอูมฉ่ำหวานอย่างใจเย็น ร่างน้อยดิ้นรนทรมานอย่างแสนจะต้าน
มือใหญ่กร้านสอดใต้เนื้อสะโพกก่อนยกขึ้น ทำให้เขาโจนจ้วงดูดดื่มเธอได้ง่ายยิ่งขึ้น
“อา...”
“พี่จะให้เราเสร็จ”
“อ๊ะ น้ำตาลไม่ไหวแล้ว”
หญิงสาวหูอื้อตาลาย รู้สึกถึงตัวเบาหวิวและกำลังลอยสูงขึ้นๆ และแทบคลั่งกับการปรนเปรอจากลิ้นเขา เพียงไม่นานพายุก็สงบลง เธอเกร็งไปหมดทั้งตัว ชาไปทั่วทั้งแกนกลางกายสาวหากก็รู้สึกดีอย่างประหลาด เมื่อลืมตาขึ้นมาก็มองเห็นชายหนุ่มของเธอโน้มเข้ามาใกล้และประทับจูบลงที่หน้าผาก
“พี่ขอเข้าไปนะครับ...”
“ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงอู้อี้ ยังฟื้นพลังมายังไม่ได้ก็ต้องรับมือกับความยิ่งใหญ่อลังการของเขาอีกแล้วหรืออย่างไร
“อ๊ะ” ร้องอุทานเมื่อเขาแทรกท่อนร้อนแกร่งรุกล้ำเข้ามา เธอขยับร่างน้อยๆ เพื่อตอบรับเขา ก่อนที่ทั้งสองหนุ่มสาวจะเริ่มขยับจังหวะทีละน้อยอย่างช้าๆ
“เจ็บหรือเปล่า?”
“ค่ะ.น้ำตาลอึดอัด”
“แล้วน้ำตาลจะชินเองนะครับ”
“เบานะคะ น้ำตาลเจ็บ อื้อ...”
“พี่จะเบาๆ นะ”
“อื้อ...” ร้องครางมือก็จิกลงสุดแรงที่ลำแขนแข็งแรงของเขา จากนั้นไม่นานก็เหมือนทั้งสองร่างจะขยับโยกจังหวะเร็วยิ่งขึ้นๆ จนเตียงสั่นไปหมด กว่าเสียงการเสียดสีจะสงบลงก็กินเวลานานพอสมควร
กลับมาที่คฤหาสน์
น้ำตาลจิกปลายเท้าลงบนพื้นและค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักตัวลงไปราวว่ากำลังฝึกวิชาตัวเบา ค่อยๆ ย่องเดินด้วยปลายเท้าน้อยๆ เข้าบ้านหลังใหญ่ เมื่อแง้มเปิดประตูเข้ามาภายในบ้านอย่างเงียบๆ เธอเดาว่าเวลานี้คุณหญิงแม่คงนอนหลับอยู่บนห้องนอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“วันนี้ไปเรียนภาษามาหรือเปล่า?” คำถามของมารดาทำให้เด็กสาวสะดุ้งโหยงเมื่อกลับเข้าบ้านในเวลา 20:00 น.
“น้ำตาลไปเรียนมาแล้วค่ะคุณแม่ คุณแม่ถามทำไมหรือคะ?” เด็กสาวสะดุ้ง ตัวชาวาบไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัว หันไปมองหาคนต้นเสียงที่ไม่มั่นใจว่านั่งซ่อนตัวอยู่ตรงไหน เพราะไฟปิดมืด สงสัยแม่ต้องวางแผนเอาไว้แล้วล่ะว่าจะดักรอสอบสวนเธอตอนนี้ ทำไงดีล่ะที่นี้ หญิงสาวคิดสับสนในสมอง
“แกแน่ใจหรือเปล่า... หา บอกความจริงมาซะดีๆ น้องลูกดื้อ นังเด็กไม่รักดี” คนเป็นแม่เสียงดัง ครานั้นสวิตซ์ไฟก็เปิดขึ้น ความสว่างวาบผุดขึ้นฉับพลัน น้ำตาลถึงกับเหงื่อตก เสื้อบริเวณกลางหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นมาด้วยความตระหนกตกใจ
“แน่ใจสิคะ ก็น้ำตาลไปจริงๆ นี่นา”
“ใช่แกไปจริง แต่พอคนรถกลับมาแกก็ไปที่อื่นน่ะสิ ใช่มั้ย?”
“คุณแม่!!!” เด็กสาวเรียกมารดาด้วยเสียงอันดัง ในใจคิดว่าล้มทำไมแม่ถึงระแวงเธอขึ้นมาได้ หรือว่าจะมีใครมารายงาน
คนเป็นแม่มองลูกสาวคนเล็กด้วยสายตากำราบ
“อย่าให้รู้นะว่าฉันส่งให้ไปเรียนภาษาแต่แกกลับใจแตก เถลไถลไปทำอย่างอื่นที่ไม่เหมาะไม่ควรนะ” คนเป็นแม่เตือนเสียงดุ
เด็กหญิงเกือบจะถอนใจเฮือก “โธ่.... คุณแม่ขา...”
‘แม่พูดแบบนี้... แสดงว่าคุณแม่ยังไม่รู้ความจริงสินะ...
‘โล่งอก’ น้ำตาลคิดในใจ
ยังไงก็ดีที่มารดาเข้าใจหล่อนหนีเรียนภาษาไปเที่ยวประเภทดูหนังฟังเพลงไม่ได้ไปประเคนความสาวให้ผู้ชายหน้าไหนเป็นแน่
มารดาไม่ได้ห่วงเรื่องมั่วเหล่านั้น ยิ่งโดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด เพราะผู้เป็นแม่ทราบเป็นอย่างดีว่าเจ้าหล่อนไม่ยุ่งด้วยแน่ ถึงแม้ว่าจะมีเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกันหลายคนหลงระเริงไปกับสิ่งเรื่องเหล่านั้นแน่ นับว่าเป็นเรื่องดีที่นางยังพอวางใจได้
เด็กหญิงใจเต้นแรงเพราะกลัวจะถูกจับได้ จึงรีบปลีกตัวขอขึ้นห้องตัวเองทันที ขณะเดินไปข้างบนห้องนอน เมื่อมองเห็นพอร์ช พี่ชายคนโตเปิดประตูห้องของเขาออกมา พี่พอร์ชเป็นข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังเชียวนะ พี่พอร์ชน่ะรูปหล่อพ่อรวย เป็นเจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ สัดส่วนก็งดงามราวกับสุภาพบุรุษเดวิดเชียวล่ะ แถมมีสาวๆ เรียงหน้ามาขายขนมจีบไม่มีเว้นวัน แม่น่ะรักพี่พอร์ชมากๆ ด้วยเพราะเป็นคนเก่งมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว พอโตขึ้นมาก็หน้าที่การงานดี ก็อย่างว่านะ ผู้หลักผู้ใหญ่ระดับกระทรวงเลยนี่นา เรียกว่าเป็นหน้าเป็นตาของวงศ์ตระกูลได้มากทีเดียว น้ำตาลคิดชื่นชมพอร์ช พี่ชายคนโต และมองพี่ชายด้วยสายตาแห่งความชื่นชม
“พี่พอร์ช!”
“ว่าไงน้ำตาลเด็กดื้อ.. ไม่ค่อยเจอกันเลยนะ พี่น้องบ้านเดียวกันแท้ๆ วันนี้ไปเรียนภาษามาล่ะสิ”
“ค่ะ” ตอบพร้อมพยักหน้าหงึกๆ
“เรียนถึงไหนแล้วล่ะพอจะพูดได้หรือยัง?”
น้องสาวยิ้มแก้เก้อ เพราะรู้แก่ใจว่าไปไหนมา ใจรู้สึกผิดบาปอย่างไรชอบกล แล้วก็เอาเรื่องการเรียนมาอ้างเพื่อจะได้ออกจากบ้านได้บ่อยๆ มาคิดๆ แล้ว ทำไมเธอนิสัยไม่ดีเลยนะน้ำตาล
“ก็... พูดได้นิดหน่อยค่ะ แต่ยังไงอย่าเพิ่งทดสอบกันตอนนี้เลยนะยังไงน้ำตาลแน่ใจก่อนโรงเรียนเปิดภาคมหาลัยเปิดเรียน ยังไงน้ำตาลก็จะต้องพูดคล่องระดับน้องๆ เจ้าของภาษาเลยล่ะค่ะ” น้องสาวตัวแสบพูดจาอวดตัวจนพี่ชายยิ้มพร้อมส่ายหัวช้าๆ อย่างนึกเอ็นดู
“ให้เก่งเถอะ ยังไงปิดภาคเรียนเทอมถัดไปพี่จะพาไปเที่ยวญี่ปุ่น”
“จริงเหรอคะ?” ท่าทีตื่นเต้นแววตาลิงโลด
“แน่ใจสิ ทำไมล่ะ?”
คนเป็นน้องหัวเราะแค้กๆ
“แน่ใจเหรอคะว่าต้องการจะพาน้องไปเที่ยวน่ะ ก็ไหนคุณแม่บอกพี่พอร์ชจะแต่งงานกับทายาทนักการเมืองในเร็วๆ นี้นี่คะ”
“เหลวไหลน่ะ คุณแม่อยากแต่งก็แต่งเองไปเถอะ”
"พี่เอวาสวยออกนะคะ ทายาทไฮโซนักการเมือง ดังออกค่ะเห็นออกข่าวหนุ่มๆ นี้ตอมหึ่งเลย”
“ตอมหึ่งนี่คนรึป่าวน้ำตาล?” เขาต้องอึ้งกับคำเปรียบเปรยของน้องสาว มิวายนึกขัน เด็กสมัยนี้ใช้ภาษาแปลกประหลาดจริงเชียว
“ก็คนสิคะ น้ำตาลก็หมายถึงเสน่ห์แรงน่ะค่ะ ถึงแม้จะไม่อยากจะคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหลนะคะ ยังไงพี่พอร์ชคงจะไม่ปล่อยให้พี่เอวาเธอเหงานานไปจนใครก็ว่าเธอหมดสิทธิ์จะปีนป่ายลงจากคานนะคะ”
“ว่าไปนั่น...คงคานอะไรกัน สวยขนาดนั้นคงไม่ต้องถึงมือพี่”
“แหม... ทำเป็นผู้ร้ายปากแข็ง อย่าให้เจอนะคะว่าควงกันไปเที่ยวที่ไหน”
“แหม... แซวพี่เก่งขึ้นเยอะเลยนะ งั้นพี่จะไปล่ะ ไม่อยากต่อคำน้องคนเล็กแล้ว”
“ไปไหนหรือคะ? ไปรับหวานใจเที่ยวราตรีใช่ไหมคะ?”
“แสนรู้จริงนะสาวน้อย อยากไปทำอะไรก็ทำไป ไม่ต้องมาแซวพี่” คนเป็นพี่ชายว่าแล้วก้าวยาวๆ ลงบันไดไปแล้ว น้องสาวมองตามยิ้มๆ และคิดถึงหนุ่มวัยรุ่นพี่ที่มีความสัมพันธ์ชนิดยากที่จะแกะออกจากกันง่ายๆ เด็กสาวก็สัญญากับตัวเองว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เจ้าหล่อนจะไม่ยอมให้ใครมาพรากความรักของตนกับชายหนุ่มเป็นอันขาด
“ผมจะออกไปข้างนอก” พอร์ชเอ่ยบอกมารดา
“จะไปบ้านหนูเอวาหรือไงกันจ๊ะลูกพอร์ช?”
“เปล่าครับ ผมจะไปหาเพื่อนมีเรื่องจะคุยด้วยเรื่องงานน่ะ”
“อ้าว แล้วนี่ไม่ยอมไปมาหาสู่หนูเอวานานแค่ไหนแล้วเนี่ย เห็นฝ่ายนั้นเฝ้าถามถึงเราตลอดเวลาเลยนะ”
“ยังไม่ว่างเลยครับแม่”
“แล้วเรื่องแต่งงานจะเอายังไง? อย่าให้ผู้หญิงต้องรอนานจนทนไม่ไหวถอนหมั้นทิ้งแกไปแต่งกับคนอื่นนะเจ้าพอร์ช!” มารดาเริ่มฉุนเอ่ยกระตุ้นเตือนเสียงเข้ม ฝ่ายหนึ่งรวย อีกฝ่ายก็เป็นนักการเมือง ถ้าได้ดองกันมันก็ดีในระยะยาว นางเองก็หมายมั่นปั้นมือกับลูกชายคนโตอย่างพอร์ช ส่วนเจ้าพิชญ์น่ะเหรอ ในสายตานางแล้ว พิชญ์เป็นลูกชังที่ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรสักอย่าง เลี้ยงเสียข้าวสุกไม่ได้เรื่องสักอย่าง ทำธุรกิจก็ล้มลุกคลุกคลานไม่เป็นโล้เป็นพายอะไรให้ภูมิใจเลย ผิดกันกับพอร์ชราวนรกกับสวรรค์ก็ไม่ปาน ลูกชายคนโตไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยสักครั้ง แต่ติดอยู่อย่างเดียวก็เรื่องแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา เพราะเขายังติดเพื่อนติดเที่ยวและติดสังสรรค์ตามประสาหนุ่มโสด คงหวงชีวิตโสดเป็นธรรมดาลูกผู้ชายนั่นล่ะ
“โธ่แม่ครับ ผมก็เคยบอกแล้วว่ายังไม่อยากแต่ง แม่ก็ยุผมเองนี่ครับ”
“เอ๊ะเรานี่! ทำไมชอบพูดจายียวนกวนใจแม่นักนะ เราน่ะจะเชื่อฟังแม่บ้างไม่ได้หรือไงหา?”
“แม่อยากแต่ง... ก็แต่งเองเสียเลยสิคร้าบ”
“เรานี่ แม่จริงจังนะพอร์ช แกควรเป็นฝั่งเป็นฝาได้แล้ว อีกอย่างหนูเอวาก็สวยเหมาะสมคู่ควรกับพอร์ชทุกอย่างนะลูก ความเหมาะสมรูปสวยรวยทรัพย์และเวลาอยู่กันสองคน ก็คนหนึ่งหล่อ อีกคนก็สวย คุณย่าเองก็ออกปากชมอยู่เสมอ พอร์ชคงจะเป็นหลานคนแรกที่หาสะใภ้ให้ถูกใจย่าและแม่” คุณหญิงเอ่ยแววตาพราว นางน่ะไม่ได้อยากได้ตัวลูกสะใภ้ใดนักหรอก แต่สิ่งที่อยากได้คือความมีหน้ามีตาและได้เชิดชูคอในวงสังคมชั้นสูงมากกว่าว่าได้เกี่ยวดองทองแผ่นเดียวกันกับตระกูลนักการเมืองมากอิทธิพล เพราะความเป็นปึกแผ่นของวงศ์ตระกูลก็จะยิ่งมั่นคงยิ่งขึ้นไปอีก
พอร์ชหัวเราะร่วน แต่เพียงครู่เดียวกลับต้องหยุดชะงักเมื่อสายตาปราดไปเห็นน้องชายฝาแฝดตัวดีที่เพิ่งจะกลับเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า สารรูปก็ดูไม่สมกับเป็นคนในครอบครัวเดียวกันเลย...
เขาส่ายหน้าให้น้องชาย สงสัยเพิ่งจะออกมาจากบ่อนแน่นอนหรือไม่ก็คลับบาร์สถานบันเทิงท่องเที่ยวยามราตรี เจ้าน้องชายคนนี้แท้จริงแล้วชอบความบันเทิง งานการไม่เคยดูแลด้วยตนเองสักวัน ลูกน้องแต่ละคนก็ลาออกหนีหายหัวกันไปหมด เขารู้สึกสมน้ำหน้าเจ้าน้องชายอย่างเจ้าพิชญ์ชะมัด สมัยเรียนพ่อก็บอกแล้วว่าให้ตั้งใจเรียน สานต่องานรับราชการเหมือนบิดาและคุณปู่ แต่เจ้าพิชญ์มันช่างไม่รักดีเอง ถึงตอนนี้จะเหน็ดเหนื่อยล้มลุกคลุกคลานมันก็คงเป็นชะตากรรมของมันเองนั่นล่ะ
“นายไปทำงานหรือไปทำอะไรกันแน่นะพิชญ์?” พอร์ชเอ่ยคนเป็นน้องพร้อมยิ้มหยัน
“ทำงานสิพี่พอร์ช พี่คิดว่าผมทิ้งงานให้คนอื่นจัดการแทนไปเสียทุกเรื่องหรือไงกันครับ”
“ก็คนอย่างนายเคยสนใจอะไรจริงจังบ้างหรือไง คนในบ้านพี่น้องจะเป็นยังไงก็ช่างเถอะ อย่างนี้เองน้องนาถถึงขออย่าแล้วหอบลูกหอบเต้ากลับต่างประเทศ ไปแต่งงานใหม่ ประกาศจนตายจะไม่ยอมให้ลูกกลับมาหาพ่อช่วยอย่างอื่นๆ อีกด้วย”
พิชญ์เงียบ... เขาไม่เอ่ยตอบพี่ชายที่อายุแก่กว่าเขาเพียงไม่กี่นาทีเพราะเป็นฝาแฝดที่ใบหน้าเหมือนกันเปะ อีกทั้งรูปร่างส่วนสูงก็ไม่ต่างกันเลย จะต่างก็เพียงลุคภายนอกจากการแต่งกาย อาจจะด้วยอาชีพหน้าที่การงานและสังคมแวดล้อม คนเป็นพี่ทำได้เพียงกระตุกยิ้มนิดนึง แล้วมองมารดาที่กำลังมองเขาอย่างสมเพช
ในสายตามารดา เขานั้นแตกต่างจากลูกชายคนโตคนโปรดที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานทางราชการ รูปหล่อหน้าที่การงานดีไม่มีที่ติ ที่มีข่าวจะได้เลื่อนยศตำแหน่งสูงขึ้นไปเพราะมีว่าที่พ่อตาที่นั่งเก้าอี้สำคัญในตำแหน่งทางการเมือง และคอยสนับสนุนผู้ที่จะเข้าไปเกี่ยวดองเป็นเขยขวัญ การให้การสนับสนุนจึงเป็นการปูทางไปสู่ฐานเสียงในการลงเล่นการเมืองในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย
“แหงล่ะครับ... อย่างผมจะไปน่าภาคภูมิใจอะไรได้ พี่ก็อย่ามาสนใจชีวิตของผมเลย” หนุ่มพิชญ์พูดเหน็บ อย่างเขามันไม่ใช่ลูกรัก ทำอะไรก็ดูไม่ดีไปเสียหมดในสายตาของมารดา แถมพี่น้องฝาแฝดที่เหมือนกันก็แค่เพียงหน้าตา แต่นิสัยแตกต่างกันลิบลับระหว่างเขากับพี่ชาย มองปราดดียวก็แตกต่างราวฟ้ากับดิน แถมแม่ไม่รักเขา เป็นตัวร้ายของครอบครัวมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก ทำอะไรใครเขาจะไปสนใจได้
“วะไอ้นี่ ฉันเป็นพี่แท้ๆ ของแกนะ เห็นแกนอกลู่นอกทางก็เตือนบ้างไม่ได้เลยหรือไง”
“ปล่อยน้องมันเถอะพอร์ช ไอ้ลูกไม่รักดีคนนี้ เสียเวลาเปล่า” มารดาเสริม
“โธ่... แม่ครับ ดูสารรูปพิชญ์มันสิฮะ ตั้งแต่เมียทิ้ง สภาพดูได้ที่ไหน อายใครเค้าครับถ้ารู้ว่าเป็นคนในตระกูลเรา”
“พี่อายนักที่มีน้องซอมซ่ออย่างผมก็ตัดขาดไปเลยสิครับ” พิชญ์ท้า
“นี่เมามาหรือไง พูดจาไม่เข้าหู ฉันไม่อยากทะเลาะกับแกให้เสียอารมณ์ ฉันไปสังสรรค์หาความสำราญดีกว่า” พอร์ชตัดบท ก่อนหันมาบอกมารดา “ผมไปนะครับแม่ เบื่อเถียงกับมันเนี่ย”
“จ้าไปเถอะลูก แวะไปรับหนูเอวาด้วยสิ นะจ๊ะ” ยังมิวายสั่งความ
“ครับ ไว้เสร็จธุระจะแวะไปฮะ” พูดจบก็เดินหายออกไป มารดาได้เพียงมองตามหลังลูกชายคนโปรด พอหัวมามองพิชญ์สีหน้าก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน “ไปอาบน้ำอาบท่าไปพิชญ์ แกนี่สารรูปดูไม่ได้อย่างพี่เขาว่านั่นล่ะ ทำอะไรให้เป็นผู้เป็นคนบ้างสิ เป็นถึงท่านประธานเจ้าของบริษัทไม่ใช่หรือไง เฮ้อ...” มารดาพูดตัดบทก่อนผละเดินหนีไปทางห้องนั่งเล่นพร้อมส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
กลางดึก...
“พี่พิชญ์คะ...” เสียงน้ำตาล น้องสาวคนเล็กเอ่ยทักพี่ชายคนรองขึ้นมา เมื่อลงมาหาอะไรกินยามดึก เขานั่งดื่มตามลำพัง ท่าทางกลัดกลุ้มเหมือนมีอะไรในใจ...
“ว่าไง... แม่สาวน้อย” พิชญ์ทักกลับ ขณะน้องสาวคนเล็กยิ้มแบบเจื่อนๆ เหมือนมีอะไรอัดอั้นอยู่ในใจ
น้องสาวเดินเข้าไปหา ทรุดกายลงนั่งด้วย จะว่าไปแล้วเด็กสาวแทบจะไม่ได้พบเจอพี่ชายคนนี้ และทราบพี่น้องทุกคนในบ้านไม่มีใครชอบพี่ชายของหล่อนคนนี้นัก เพราะนิสัยเกเรไม่เอาไหนของเขา ไม่เมาก็จะเข้าบ่อนติดการพนันไปวันๆ เท่านั้นเอง
สักวันบริษัทเล็กๆ ของพี่พิชญ์คงจะตกเป็นของเจ้าหนี้ เพราะธนาคารจะยึดอยู่แล้วรอมร่อ
จะว่าไป พี่พิชญ์ของเธอก็เปลี่ยนไปก็ตั้งแต่ทะเลาะกับพี่นาถ แฟนเก่าจนกระทั่งเลิกรากัน และฝ่ายนั้นหนีไปมีแฟนใหม่เป็นหนุ่มยุโรปที่ต่างประเทศ เจ้าหล่อนหนีไปไม่ยอมให้พี่พิชญ์ทราบที่อยู่ใหม่ที่ต่างประเทศอีกด้วย พี่พิชญ์เสียใจจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน เขาจึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ราวกับเป็นคนละคน
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนก็คือ... เขาเป็นพี่ชายที่รักน้องสาวมาก
เด็กสาวเองก็สนิทสนมกับพิชญ์เช่นกัน แต่พอระยะหลังๆ น้องสาวคนนี้กลับห่างเหิน เพราะยิ่งโตก็ยิ่งอยากมีโลกส่วนตัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเริ่มมีความรัก
“พี่พิชญ์ดื่มหนักอีกแล้วนะคะ...”
“นิดหน่อยน่า... ว่าแต่เราดึกแล้วทำไมยังไม่นอนหืม?”
“น้ำตาลนอนไม่หลับนี่นา...”
“เรื่องดื่ม... ก็ไม่รู้จะทำอะไร นอนก็นอนไม่หลับ งานก็ไม่ได้หอบเอากลับมาทำต่อ” พิชญ์พร่ำรำพันต่อขณะแกว่งแก้วเหล้าแล้วยกกระดกขึ้นดื่ม
“พี่พิชญ์ทำตัวเสเพลไปนานแค่ไหนแล้วคะเนี่ย?” คนเป็นน้องพูดเตือนสติ พิชญ์หยุดคิด สายตาจ้องแก้วเหล้าเขม็ง
น้องสาวว่า ท่าทีแสดงออกว่าเป็นห่วงเป็นใย
พิชญ์ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “เสเพลงั้นเหรอ... ใช่สินะ แต่ยังไงพี่ก็ขอบใจนะที่ช่วยชี้ให้พี่รู้ตัว”
“ก็น้องสาวคนนี้ห่วงพี่พิชญ์นี่คะ”
“ว่าแต่เราเถอะ เรื่องเรียนเป็นยังไงบ้าง?”
“อย่าห่วงเลยค่ะ สบายมากค่ะ” น้องสาวพูด แต่มิวายสะดุ้งเพราะมารดาเรียกหา
“ยายหนู.... อยู่นี่เอง แม่เรียกทำไมทำเป็นไม่ได้ยินหรือไงกันห๊ะ?”
“เปล่านี่คะ” น้ำตาลรีบแก้ตัวพัลวันด้วยขี้เกียจได้ยินคนเป็นแม่บ่น
“ดึกดื่นลงมาทำอะไรที่นี่?” คนเป็นแม่ไม่พอใจเมื่อพบว่าลูกสาวคนเล็กกำลังคุยอยู่กับลูกชายคนรองอย่างพิชญ์ ใครก็รู้ว่าพิชญ์นั้นเป็นลูกที่แม่ไม่รัก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ขัดหูขัดตานางไปเสียหมด
เขามองมารดาที่ไม่เคยใยดีเขามาก่อน อย่างนี่ละนะที่เรียกว่า ‘ลูกรักลูกชัง’ ไม่ว่าจะอย่างไร คนเป็นแม่ก็ไม่เห็นหัวเขา แต่กับพี่ชายสิ คนโปรด ทำอะไรแม่ก็เห็นดีเห็นงามไปหมด
เขากระเดือกเหล้าลงไปในลำคอ ก่อนลุกขึ้นยืน ก่อนจะขึ้นไปบนห้องก็ต้องชะงักในทันใด เพราะเสียงมารดาเรียกไว้
“ตาพิชญ์!” ลูกชังหันมามองมารดาด้วยนัยน์ตาแดงกล่ำ
“คุณแม่มีอะไรครับ?”
“เมื่อไหร่จะย้ายไปอยู่คอนโดห้องชุดของแกสักที ได้ข่าวตกแต่งเอาไว้เรียบร้อยแล้วนี่”
“เร็วๆ นี้ครับ” เขาพูด ในสมองพยายามที่จะไม่คิดอะไร
จริงอยู่ว่าเขาควรจะย้ายออกไปในเร็ววัน เพราะทราบดีว่า ผู้เป็นแม่ไม่รักเขา และคงจะเกลียดเขาขึ้นมากขึ้นทุกวันๆ ยิ่งถ้าหากทราบว่าตอนนี้เขาแทบจะไม่มีอะไรเหลือ นอกจากหนี้สิน โดยเฉพาะหนี้จากการทำธุรกิจ
พิชญ์ทำใจแล้วก็ได้แต่ปลงตก บริษัทของเขาอีกไม่นาน ธนาคารก็จะยึดแล้ว ยึดทรัพย์เอาไปขายทอดตลาด เขาคิดอย่างปลงๆ ว่าถ้าเจ้าหนี้จะเอาอะไร... ก็เอาๆ ไปให้หมดเถิด ทรัพย์สินมันของนอกกาย ไม่ตายค่อยหาเอาใหม่ ส่วนบรรดาลูกน้อง หากมีลูกน้องคนไหนอยากทำงานกับเขาต่อไปก็ทำ ไม่พอใจลาออกได้ตลอดเวลา เขาจะไม่รั้งใครเอาไว้ มันจะเสียเวลาเสียอนาคต
พิชญ์คิดแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ....
เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป ที่นี่เป็นห้องชุดที่มารดาบอกยกให้เป็นห้องของญาติมารดาคนหนึ่ง หลังจากเขาออกไปแล้วพิชญ์พยายามไม่คิดอะไร
เขาขอมีชีวิตไปในแต่ละวันเท่านั้นเอง...
ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าเขาออกไปทำงานแล้วเจอกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มาในบริษัทเพื่อส่งงานให้กับลูกน้องของเขา พิชญ์พยายามคิดและทบทวนความจำว่า... เขาเคยพบเห็นสาวสวยร่างแบบบางคนนี้ที่ไหนนะ ทำไมคุ้นหน้าจังเลย เขามองตามร่างบางแม้จะเห็นเพียงด้านหลังและบั้นท้ายที่เพิ่งเดินก้าวฉับๆ ออกไปจากสำนักงานบริษัทของเขาจากที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า
คุ้นๆ ชอบกล...
แต่ช่างเถอะ บนถนนเกือบทุกสาย ผู้คนล้วนมากมาย อาจจะเจอหน้าผ่านสายตา จำกันได้บ้างไม่ได้บ้างก็มีสิทธิ์
การมาทำงานวันนี้ พิชญ์มาแปลก เขาแต่งกายสุภาพ ผมเผ้าเรียบร้อยดูหล่อเหลาเป็นผู้เป็นคนมากกว่าวันวาน ความเปลี่ยนแปลงของเจ้านายหนุ่ม ทำเอาพนักงานทุกคนหันมามองตาค้างกันเป็นแถว ตั้งแต่ประตูหน้าบริษัท รวมถึงนายประวิตรเลขานุการหนุ่มใหญ่ของเขาเองนั้น ก็อดกล่าวทักทายผู้เป็นนายจ้างไม่ได้
‘วันนี้แต่งตัวเนี้ยบ แล้วยังดูหล่อเหลามากกว่าปกติ’
“วันนี้คุณพิชญ์ดูหล่อกว่าทุกวันนะครับ”
“ก็ธรรมดา ว่าแต่มองว่าผมหล่อ... คุณประวิตรคงไม่คิดอะไรกับผมใช่มั้ยครับ” พิชญ์มิวายแกล้งเอ่ยแซวลูกน้องคนสนิท เพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ปัจจุบันกระแสชายรักชาย หรือหนุ่มสายวายหน้าหวานยิ่งกำลังเป็นที่นิยม เขาก็อดคิดไม่ได้เวลาหนุ่มๆ มามองว่าเขาหล่อ ใจคอนั้นกำลังคิดอะไรอยู่บ้างหรือเปล่า เพราะตอนนี้เขายังมีรสนิยมชอบผู้หญิงอยู่น่ะสิ
“โธ่... เจ้านายครับ ผมชอบผู้หญิงครับ เอ๊ะๆ หรือนายจะเปลี่ยนมาชอบผู้ชายหรือไงครับเนี่ย”
“เปล๊า บ้าเหรอ ผมแค่แซวคุณเล่น”
“ครับๆ ผมทราบครับ จะซีเรียสไปทำไมว่ามั้ยครับ”
“เอ้อ... ที่ผมเรียกคุณมา ก็อยากรู้ถึงภาระหนี้สินบริษัททั้งหมดครับ ว่าทางเราบริหารจัดการถึงไหนแล้วครับ ฝ่ายเร่งรัดจากธนาคารว่ายังไงบ้าง?” พิชญ์เริ่มเข้าเรื่อง
“ฝ่ายนั้นยื่นโนติสมาอีกแล้วครับ หวังว่าเจ้านายคงจะไม่ปล่อยให้แบงค์รวบหัวรวบหางหรอกนะครับ” ประวิตรพูดด้วยความรู้สึกในเจตนาที่ดี
เขาก็เหมือนพนักงานคนอื่นๆ ที่รักและเคารพเจ้านายคนนี้ เพราะน้ำใจของพิชญ์มีมากล้น ประวิตรจึงทำงานชนิดไม่สนใจเงินเดือนว่าจะเพิ่มหรือลด เมื่อขึ้นชื่อว่าได้ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ก็คงจะช่วยกันฝ่าฟันอุปสรรคต่อไป ความจริงแล้วอย่าเรียกมันว่าอุปสรรคเลย มันเป็นเพียงบททดสอบจากสวรรค์ต่างหาก ถ้าเราผ่านด่านนี้ไปได้ เราก็จะเก่งขึ้น
“จะยังไงก็แล้วแต่... พวกผมจะทุ่มเทช่วยกันอย่างสุดความสามารถครับ พวกเรายินดีไม่รับเงินเดือนก็ได้นะครับเจ้านาย”
“เฮ้ย... บ้าน่า คนต้องกินต้องใช้ ไม่รับได้ยังไงกัน”
“ก็สถานะบริษัทตอนนี้กำลังแย่นี่ครับ”
“จะแย่แค่ไหน ผมในฐานะนายจ้างก็ต้องดิ้นรนขวนขวายหาเงินมาจ่ายพวกคุณ”
“พวกเราซาบซึ้งมากครับ ความจริงสถานะบริษัทตอนนี้พวกเรายังไม่รับเงินเดือนก็ได้ เอาไว้บริษัดีขึ้น เจ้านายจึงจ่ายรวดเดียวก็ไม่มีปัญหา พวกเราปรึกษากันแล้วครับ” ประวิตรพูดแทนพนักงานทุกคน
คนเราจะไปยึดมั่นถือมั่นอะไรนักหนาตายไปใช่จะเอาอะไรไปได้แต่เมื่อไหร่กันเล่าสุดท้ายของชีวิต ก็แค่นั้นเอง...
“ในเมื่อเป็นความต้องการที่พวกคุณเห็นควร ผมจะรับน้ำใจเอาไว้ก็แล้วกัน”
“ดีครับเจ้านาย”
“แต่ถ้าใครเดือดร้อน ต้องรีบบอกผมนะ”
“ครับ”
“พวกคุณจะช่วย... ผมก็ดีใจ” พิชญ์เอ่ยอย่างซาบซึ้งในน้ำใจของลูกน้อง
“เจ้านายจะลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้งใช่ไหมครับผม?” ประวิตรถามแววตาเป็นประกายเปี่ยมล้นด้วยความหวัง ก็จะไม่หวังได้อย่างไร ตั้งแต่เจ้านายของเขาถูกแฟนทิ้ง พิชญ์ก็ซังกะตายไม่เป็นผู้เป็นคน จนเขานึกเป็นห่วง แต่ในวันนี้เจ้านายของเขาดูดีขึ้นมา มันก็ไม่แน่นะ เจ้านายของเขาอาจคิดได้ มีสติและฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง
“แน่นอนครับ” พิชญ์ตอบเสียงหนักแน่น
“สุดยอดครับ!”
“เพราะพวกคุณ ผมจึงมีกำลังใจสู้ต่อ” พิชญ์ซาบซึ้ง
“ถ้างั้น... พวกผมก็สู้ตายครับ จะกอบกู้ชื่อเสียงและเกียรติยศบริษัทคืนกลับมาใหม่ให้จงได้!” ประวิตรเอ่ยด้วยความฮึกเหิมก่อนบอกข่าวดีแก่ทุกคน ให้ยินดีไปด้วยกัน
คุณอาจจะชอบ



![หน้าปกนวนิยาย รับผมเป็นพ่อของลูกนะครับ[Mpreg]](https://v.melolo.com/b1265344voduse1318177724/7462cf7d5001834806828081316/y09LHnXO0VQA.webp!15491.webp)

