
ทัณฑ์เสน่หาอสูร
ตอน 3
เรื่องอัปยศที่ทำตนเองต้องยอมทิ้งศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงนั้นเกิดขึ้น เพราะแม่ลอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งของคุณลุงตรัย ปิ่นคณางค์รู้จักผู้ชายคนนั้นพร้อมกับที่รู้จักคุณลุง หญิงสาวไม่เข้าใจแม่เลย ทำไมแม่ถึงชอบผู้ชายหน้าตากระล่อนคนนั้น หรือเพราะผู้ชายคนนั้นหนุ่มอย่างที่ปรินทรเคยพูดเย้ยใส่หน้ากัน
ปิ่นคณางค์หน้าแดงเรื่อเมื่อเข้าใจความหมายของปรินทรกับคำพูดที่ว่า “เพราะมันเด็กไง แม่เธอถึงติดใจ”
คิดถึงครั้งแรกที่เจอปรินทร วันนั้นเรือนร่างสูงใหญ่อยู่ในชุดสูทสีดำเรียบกริบ อย่างที่เคยเห็นเสมอแม้ในช่วงหลัง หน้าตาหล่อเหลาของเขามีลักษณะพิเศษดูโดดเด่น เส้นผมดกหนามีสีน้ำตาลอมดำรับกันเหมาะเจาะกับแนวคิ้วหนาสีเดียวกับเส้นผม ต่ำลงมาคือดวงตาคมกริบซึ่งมีสีฟ้าอมน้ำทะเลซึ่งดูช่างเปี่ยมด้วยเสน่ห์ชวนให้จับจ้อง แต่สำหรับปิ่นคณางค์ดวงตาคู่นั้นคงมีให้แค่ความดูถูกดูแคลนเช่นเดียวกับเรียวปากหยักได้รูปที่มีแต่รอยยิ้มหมิ่นแคลนให้เสมอ นานวันที่ชายหนุ่มแสดงออกมามันคงไม่เปลี่ยนไปในทางอื่นแน่นอน เขาเกลียดเธอ
ตลอดเวลาเกือบสามสี่เดือนที่แม่ยังเป็นคนมีศีลมีธรรมในใจ ปรินทรและตัวเธอนั้นเจอกันอาทิตย์ละสองสามครั้ง แต่ละครั้งไม่นานนัก ชายหนุ่มแค่เข้ามาร่วมทานมื้อค่ำกับคุณลุง ปรินทรพักคอนโดหรูของครอบครัว ยามเจอกันแววตาลุ่มลึกคมคายแค่ปรายตามองเธอแต่ไม่เคยพูดจากันสักครั้ง แม้ในบางครั้งปิ่นคณางค์จะเห็นสายตาหยันแปลกส่งมาบ้าง แต่ก็ทำแกล้งไม่เห็นเสีย มหาเศรษฐีอย่างเขาจะชอบเธอซึ่งเปรียบเสมือนกาฝากก็แปลก หากวันนี้หญิงสาวทำเป็นแกล้งไม่เห็นไม่ได้เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว...ปิ่นคณางค์ชงกาแฟ จัดอาหารว่างให้ชายหนุ่มเพราะปกติก็ดูแลแม่และคุณลุงเช่นนั้นทุกวัน ทั้งเริ่มปรับตัวและหัวใจว่าจะอยู่ที่นี่เพื่อครอบครัวที่เหลืออยู่ นั่นคือแม่ จึงถือคติอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ระหว่างปรินทรและแม่หญิงสาวรู้ดีทั้งสองเพียงแกล้งทำดีใส่กันก็เท่านั้น เธอได้แต่อึดอัด สายตาปรินทรเมื่อมองแม่เหมือนมีประกายไฟพร้อมที่จะเผาผลาญ หญิงสาวแกล้งทำไม่เห็นได้แต่ให้แกล้งเลิกคิดมากไม่ได้ และพยายามเลี่ยงเสียมากกว่าเมื่อรู้เวลาที่ลูกชายคุณลุงจะกลับมาบ้าน กระทั่งเรื่องนั้นเกิดขึ้น เธอช็อกมากและแทบลืมหายใจเมื่อรู้ว่าปรินทรรับรู้เหมือนกัน คนสายตาเป็นไฟกลายเป็นจอมอสูรไปโดยปริยาย ความนิ่งเงียบหายวับไป ช็อกคำรบสองเมื่อชายหนุ่มและแม่มีปากเสียงกันในวันหนึ่ง หญิงสาวได้ยินแม่ท้าว่า “คุณตรัยไม่มีวันเชื่อหรอก ฉันมั่นใจ คุณไม่ต้องเสียเวลาไปฟ้องหรอกน่า”
แม่ทำไมท้าทายคนสายตาดุแบบนั้น ตนเองใจสั่นหวาดหวั่น แม่บอกไปสิคะว่า ขอโทษ เราจะไปจากที่นี่ ภาวนาให้แม่เอ่ยแต่ก็ต้องผิดหวัง เธอทรุดลงหมดแรงข้างมุมห้องนั่งเล่นซึ่งแม่และปรินทรโต้เถียงกันอยู่ ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นด้วย เริ่มเห็นลางร้ายที่จะตามฝันร้ายที่ยังไม่จางหายมา และมันก็เกิดขึ้นอย่างที่หวาดกลัวจริงๆ มันเกิดขึ้นในวันที่แม่และคุณลุงไม่อยู่บ้าน ปรินทรเข้ามาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “น่ารังเกียจจริงๆ กล้าทำเรื่องสมเพชกับคนที่ให้ชีวิตใหม่ เธอว่าไง รู้ดีทุกอย่างใช่ไหม ดีถ้าอย่างนั้นต้องรับผิดชอบด้วยกัน”
“แต่ฉันไม่…คุณต้องการอะไร ” เธอตัวสั่น ใบหน้าซีด
“ไม่อะไร ไม่รู้ เชื่อก็มี ‘เขา’ แล้วล่ะ และที่ฉันต้องการก็คือการชดใช้ ทุกอย่างที่ฉันพอใจ” สิ่งที่คนโมโหเป็นพายุบอกทำเอาปิ่นคณางค์ต้องใคร่ครวญ
ทุกอย่างที่ฉันพอใจ ! มันหมายความว่าอย่างไร ? หายงุนงงจึงปฏิเสธออกไป คิดว่าตัวเขาเป็นเจ้าชีวิตคนอื่นรึไง ทั้งต่อว่าชายหนุ่มไปว่าเขาไม่ยุติธรรมเพราะเธอไม่ใช่คนผิด ชายหนุ่มพูดเสียงดังว่าบิดาคงหัวใจสลายและพูดอีกว่าเธอไม่ต่างจากแม่ ไม่คิดถึงใจคนที่มีบุญคุณ เจอคำนี้หญิงสาวก็สะอึกแต่ที่ปรินทรพูดออกมามันน่ากลัวเกินไป ความหมายมันกว้างเกินไป เธอมีลางสังหรณ์บางอย่าง แม้บอกปฏิเสธ สุดท้ายเพราะไม่อยากให้คุณลุงผู้แสนดีซึ่งมีโรคประจำตัวต้องเสียใจ ตนจึงกลายเป็นเชลยนางบำเรอนายปรินทรมาตั้งแต่วันนั้น แม้ตอนไปหาเขา คิดจะเปลี่ยนใจแต่ชายหนุ่มก็ไม่รับยอมฟัง ตอนนี้ทำได้แค่เพียงรออยู่ รอว่าทุกเรื่องราวจะยุติเมื่อไหร่...
กาแฟดำในมือหมดลง ร่างสูงร้อยเก้าสิบเซนติเมตรของปรินทรซึ่งยังอยู่ในชุดเสื้อคลุมก้าวเดินไปหยิบบางอย่างจากโต๊ะซึ่งเข้ามุมตรงกระจกมองทิวทัศน์บานใหญ่ก่อนเดินกลับยังริมบานกระจกทรงยาว ปรับเลนส์กล้องส่องให้ชัดเพ่งมองร่างบางที่จำได้แม่น มือข้างนั้นที่ปรับลำกล้องพลันชะงักเพียงครู่เมื่อเห็นใบหน้าซึ่หวานแหงนขึ้นมายังห้องชุดสุดหรู คิดว่าหญิงสาวเห็นตนเองซะที่ไหน ดวงตาคมจึงสำรวจคนก้มหน้าตาเดินต่อไป… ไม่หนาวหรือไง เห็นร่างบอบบางเดินท่ามกลางสายฝนโปรยใจข้างในรู้สึกหงุดหงิดชอบกล ช่วงจังหวะนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้นจึงละสายตาจากสิ่งที่จับจ้องชั่วครู่เดียวหันมองประตู “เข้ามา” รู้ดีว่าเป็นใครจึงตอบรับ จากนั้นหันสนใจมองข้างล่างต่อ
ลูคัสเลขาวัยสามสิบอายุรุ่นราวคราวเดียวเจ้านายอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแล็คสีดำอย่างที่เคยเห็นจนชินตาเดินเข้ามาภายในห้อง แววตาฉลาดช่างสังเกตรอเจ้านายอย่างรู้หน้าที่ ปรินทรเลิกจ้องมองเบื้องล่างกลับมานั่งโซฟาปลายเตียงนอน
“ที่โน่นฝนตกเหมือนกันช่วงนี้ จะเปลี่ยนแปลงการเดินทางหรือเปล่าครับนาย” ลูคัสเอ่ยเรื่องที่ต้องการจะพูด
สายตาคมหันมองนอกห้องที่สายฝนยังโปรยปรายเป็นสาย ฝนดูจะหนักขึ้นกว่าเก่าแต่ที่ตนเองกังวลหาใช่เรื่องงานที่เลขาบอกกล่าวมาหรอก
“เจ้านายครับ”
“ได้ยินแล้วจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดใดทั้งนั้นเราจะไปมิลาน...ฉันกลัวฝนฟ้าอากาศตอนไหน จำไม่ได้จริงๆ” ปรินทรได้ยินแม้คิดเรื่องอื่น แขวะลูกน้องเสียงราบเรียบ ลูคัสออกจากห้องส่วนตัวเจ้านาย เดินไปยังห้องทำงานเพื่อหยิบเอกสารโรงงานเครื่องหนังในมิลาน แหละนั่นคืองานทั้งอาทิตย์นี้ของเจ้านายนั่นเอง
ลูคัสติดตามเจ้านายมาตั้งแต่เจ้านายเริ่มเข้าบริหารงานของตระกูลเต็มตัว ตนเองนั้นเป็นลูกชายคนสนิทเก่าแก่ของครอบครัวอัครพิภพ สิ้นบิดาคุณตรัยมอบความไว้วางใจให้ตนเคียงข้างคุณปรินทรมาตลอด ตระกูลอัครพิภพหรือเจ้านายโดยตรงของลูคัสนั้นนอกจากจะมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากมายในเมืองไทย ปรินทรยังถือครองหุ้นหลายตัวซึ่งเป็นมรดกทางมารดา ทั้งโรงงานเครื่องหนังซึ่งใหญ่ติดอันดับในอิตาลี โรงแรมขนาดใหญ่บนเกาะซิซิลี ส่วนคุณตรัย อัครพิภพนั้นคือลูกเขยของ มาดิโก มาติ รอสซี่ นักธุรกิจคนดังชาวอิตาเลียนที่เดินทางมาอยู่เมืองไทยมากกว่าอาศัยอยู่ที่บ้านเกิด เมื่อเข้าดูแลธุรกิจปรินทร มาร์โก อัครพิภพ จึงต้องเดินทางไปกลับอิตาลีเหมือนอยู่ใกล้แค่ภูเขากั้น แม้ทางอิตาลีจะมีน้องชาย อิทธิพัทธ์คอยดูแลอยู่แล้วแต่คุณมาดิโกก็อยากให้เจ้านายช่วยอีกแรงซึ่งเจ้านายก็ทำตามความต้องการคุณมาดิโกได้ดีเยี่ยม
ตั้งแต่ภรรยาเสียคุณตรัยครองตัวเป็นโสดมาหลายปี จนกระทั่งมาตกลงปลงใจรับสาวใหญ่ชาวไทยมารดาของคุณปิ่นคณางค์มาดูแลเมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมา ตั้งแต่วันนั้น ลูคัสนึกรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเจ้านายและหวังยิ่งนักว่าเรื่องที่ทำเจ้านายเปลี่ยนแปลงจะทำให้เจ้านายพบคนที่เพียบพร้อมและดีพอที่จะเคียงข้าง เพราะตัวเขานั้นก็ชื่นชมน้ำใจของผู้หญิงคนนั้นที่โดนเจ้านายกลั่นแกล้งอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวเชียวแหละ
คุณอาจจะชอบ





