
เจ้าบ่าวอสูร.
ตอน 2
“คุณมีนไปไหน ส้มโอ...”
ร่างสูงสง่าในชุดสูทที่ผ่านการตัดเย็บอย่างดีจากช่างมืออาชีพเดินเข้ามาหยุดยืนตระหง่านอยู่กลางห้องโถงใหญ่ ขณะตวัดสายตาที่ซ่อนอยู่ภายในแว่นดำมองร่างอ้วนตุ้ยนุ้ยของสาวใช้ที่ชื่อส้มโอ ที่กำลังยืนก้มหน้ารอรับคำสั่งจากเขาด้วยน้ำเสียงเย็นชาสุดขั้ว โดยลืมไปว่าตัวเองนั้นยังอยู่ในบทบาทของคนตาบอดมองไม่เห็น
“คุณนนท์มองเห็นส้มโอด้วยหรือคะ...”
เสียงเหน่อแบบสุพรรณของส้มโอถามออกมาด้วยความสงสัย ก่อนจะก้มหน้านิ่ง เมื่อถูกรัชชานนท์ดุเสียงกร้าว
“แล้วคิดว่าฉันแกล้งตาบอดอย่างนั้นหรือ...”
ส้มโอหันไปมองหน้ามะนาวน้องสาวฝาแฝดที่มีน้ำหนักเกินร้อยไม่แพ้กันด้วยใบหน้ากังขา ก่อนจะรีบตอบชายหนุ่มผู้เป็นเจ้านายด้วยความหวาดเกรง
เมื่อก่อนรัชชานนท์ไม่เคยอารมณ์ร้ายแบบนี้ แต่พอรฎาพรเสียชีวิตไป ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชายหนุ่มก็โมโหร้าย ดุกร้าวจนน่ากลัว จนใครๆ ก็ไม่สามารถเข้าหน้าได้ติด ขนาดลำไยแม่ของหล่อนที่เลี้ยงรัชชานนท์มาตั้งแต่ยังแบเบาะยังไม่กล้าขัดใจเขาแม้แต่ครั้งเดียว
“คุณมีนอยู่ในห้องค่ะ เธอยังไม่สร่างไข้ดี...”
ชายหนุ่มกระตุกยิ้มเยาะด้วยความชิงชัง นัยน์ตาคมกร้าวกระด้างน่ากลัว “สำออยไม่ว่า เป็นมาเกือบอาทิตย์แล้วยังไม่คิดจะหายอีก...”
ทั้งส้มโอและมะนาวสาวใช้ต่างพากันอึ้งพูดไม่ออกเมื่อได้ยินเจ้านายหนุ่มพูดถึงภรรยาสาวที่พึ่งแต่งงานกันมาได้เพียงอาทิตย์เดียวด้วยท่าทางรังเกียจอย่างเห็นได้ชัดแบบนี้ นี่ยังไม่รวมถึงการแยกห้องกันนอนระหว่างรัชชานนท์กับนทิชาตั้งแต่คืนแรกของการเข้าหออีกด้วยนะ
“คุณนนท์พูดเหมือน...”
“หุบปากได้แล้วส้มโอ แล้วไปตามคุณมีนมาพบฉันที่ห้องหนังสือ...”
พูดจบร่างสูงใหญ่น่าเกรงขามของรัชชานนท์ก็หมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือที่อยู่ชั้นล่างปีกซ้ายของตัวคฤหาสน์ด้วยความคล่องแคล่ว โดยไม่ต้องให้ใครบอกทาง
ส้มโอทำหน้าทึ่ง ก่อนจะพึมพำออกมาด้วยความแปลกประหลาดใจ
“ฉันว่าคุณนนท์แกเหมือนคนมองเห็นทุกอย่างเลย ว่าไหมมะนาว... ไปห้องหนังสือได้โดยที่ไม่ต้องมีคนช่วยนำทาง... ” ส้มโอหันไปถามน้องสาวอย่างเคลือบแคลง
“ก็คุณนนท์เคยบอกพี่ตั้งหลายครั้งแล้วไม่ใช่เหรอ ตอนที่พี่ถามน่ะ ว่าเธอทำทุกอย่างได้ เพราะที่นี่คือบ้านของเธอ และเธอก็จำได้ทุกซอกทุกมุมของบ้าน แม้จะมองไม่เห็นก็ตาม...” ผู้เป็นแฝดน้องเตือนความจำของพี่สาวด้วยเสียงรำคาญ
“แต่เมื่อก่อนตอนที่คุณนนท์ตาบอดใหม่ๆ ทำไมไม่คล่องแคล่วแบบนี้ล่ะ”
ส้มโอยังไม่เลิกสงสัย มะนาวจึงตัดบท เพราะเป็นห่วงในความปลอดภัยของนทิชา หล่อนรู้ดีว่ารัชชานนท์เจ้านายของหล่อนนั้นเจ้าอารมณ์ขนาดไหน
“เราเลิกพูดเรื่องของเจ้านายดีกว่า รีบไปตามคุณมีนเถอะ ชักช้าเดี๋ยวคุณมีนจะเดือดร้อน”
“แล้วเรื่องคุณมีนอีก ไม่รู้ว่าโกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางไหน ฉันก็นึกว่ารักกันถึงได้แต่งงานกัน แต่ที่ไหนได้พอแต่งกันปุ๊บก็แยกห้องนอนกันทันที แถมคุณนนท์นะยังทำท่าทางราวกับขยะแขยงคุณมีนอีก...”
ไม่ใช่แค่ส้มโอคนเดียวหรอกที่คิดแบบนั้นแม้แต่มะนาวเองก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน เพราะท่าทีของรัชชานนท์นั้นแสดงออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบังแม้แต่น้อยว่ารังเกียจนทิชา จะมีก็แต่คุณมีนของหล่อนนั่นแหละที่แสดงท่าทีว่าหลงรักรัชชานนท์จนโงหัวไม่ขึ้น
“เรื่องของเจ้านายน่ะ ไปตามคุณมีนเถอะ ไปสิพี่ส้มโอ...”
ส้มโอพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นบันไดมุ่งหน้าไปยังห้องหอที่นทิชาพักอยู่อย่างรวดเร็ว เพราะหากมัวชักช้าอยู่ บ้านทั้งหลังได้ระเบิดแน่
“เข้ามาได้...”
น้ำเสียงกระด้างที่ยังคงมีผลให้สันหลังของหล่อนเย็นเยือกได้ทุกครั้งที่ได้ฟังของรัชชานนท์เอ่ยขึ้นเมื่อหล่อนได้เคาะประตูไม้สักแกะสลักงดงามบานใหญ่สองครั้ง
หญิงสาวรู้สึกได้ว่าขาของตนเองสั่นเทาแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงในการก้าวเดินไปข้างหน้า ลมหายใจที่ถูกสูดเข้าไปเพื่อเรียกความมั่นใจหลายต่อหลายครั้งไม่ได้ทำให้ต่อมความกล้าหาญของหล่อนทำงานดีขึ้นเลย มันทั้งกลัว มันทั้งสั่น ยิ่งการเผชิญหน้ากันครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดวันด้วยแล้ว หล่อนก็ยิ่งสั่นสะท้าน
สมองคิดไปต่างๆ นานาว่ารัชชานนท์กำลังคิดจะทำอะไรกับหล่อน กำลังจะทวงสิทธิ์ในร่างกายของหล่อนหรือเปล่า หรือว่าบางทีเขาอาจจะหาทางกลั่นแกล้งหล่อนอีกก็ได้
นทิชากระพริบตากลมโตหลายครั้งติดกันเพื่อขับไล่น้ำตาที่เอ่อล้นขอบตาให้เหือดแห้งหรือไม่ก็ให้มันไหลกลับลงไปในหัวอก คิดไม่ออกจริงๆ เลยว่ารัชชานนท์เกลียดชังอะไรตัวเองนักหนา ทำไมถึงได้ทำเหมือนกับว่าการแต่งงานในครั้งนี้คือบทหนึ่งของความแค้นยังไงยังงั้นแหละ
หรือว่าเขาต้องการเห็นหล่อน ผู้หญิงที่เขาซื้อได้ด้วยเงินเพียงสามแสนบาท ทรมาน เจ็บปวด และขาดใจตายไปอย่างทุกข์ทรมาน ผู้ชายอย่างเขาถึงจะพอใจ
กลีบปากที่มีสีสันขึ้นมาเล็กน้อยหลังจากไข้ลดลงเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือไปจับลูกบิดทองเหลืองที่เย็นเฉียบพอๆ กับอุ้งมือของหล่อนแน่น และไม่ช้าประตูบานนั้นก็ถูกเปิดออกจนกว้างและอสูรร้ายที่นั่งอยู่บนรถเข็นตรงกลางห้องก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา
รัชชานนท์ยังหล่อเหลาอย่างร้ายกาจเสมอในสายตาของหล่อน หญิงสาวไล่สายตาบนใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมที่ดูคล้ายกับรูปปั้นไร้ชีวิตของบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชม
แม้ดวงตาคมกล้าที่หล่อนเคยได้พิศมองน้อยครั้งนักยังคงซ่อนอยู่ในเลนส์แว่นสีดำสนิท แต่แค่ปลายจมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากบางสีสดที่หยักได้รูปก็ทำให้ใบหน้าของรัชชานนท์สมบูรณ์แบบ หรือบางทีอาจจะพูดได้อย่างเต็มปากว่าชายหนุ่มช่างดูหล่อเหลาราวกับไม่ใช่คนจริงๆ เป็นรูปปั้นที่จิตกรฝีมือเอกบรรจงสร้างสรรค์ขึ้นมา
แต่เขามีเลือดเนื้อ... มีชีวิตจริงๆ
ความปรารถนาในบางสิ่งบางอย่างระเบิดตูมครอบคลุมกายสาวในทันที และมันก็แผ่ซ่านมุ่งหน้าเข้าจู่โจมที่แก่นกลางลำตัวอย่างน่าละอาย
ทำไมหล่อนถึงได้คิดอะไรบ้าบอ ไร้ยางอายแบบนี้ได้ทุกครั้ง ยามที่เผชิญหน้ากับผู้ชายคนนี้นะ...
“คิดว่าต้องให้คนตาบอดอย่างฉันเดินไปเปิดประตูให้ถึงจะยอมเข้ามา...”
นี่คือคำพูดคำแรกที่เขาทักขึ้น น้ำเสียงยังเย็นกระด้างไม่เคยเปลี่ยนแปลง
“คุณนนท์มีอะไรกับมีนหรือคะ ถึงได้...”
น้ำเสียงตะกุกตะกัก ขณะก้าวถอยหลังอย่างอัตโนมัติเมื่อรัชชานนท์ที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ใกล้หน้าต่างห้องขยับเข้ามาใกล้ ราวกับตาเห็น
ปฏิกิริยาเคมีระหว่างเขากับหล่อนทำไมมันถึงได้ตึงเครียดแบบนี้นะ และมันก็ทำให้หญิงสาวมึนงงสุดขีด เนื้อตัวร้อนผ่าวได้อย่างน่าหวาดกลัว
หล่อนจะต้องเก็บความรู้สึกที่มีต่อเขาให้ลึกมากกว่านี้ ต้องเก็บมันให้พ้นจากความรับรู้ของเขา...
“ผัวอยากจะเจอเมียต้องมีเรื่องอะไรด้วยหรือ...”
ชายหนุ่มระบายเสียงหัวเราะออกมาอย่างขบขัน แต่มันกลับทำให้หญิงสาวเย็นยะเยือกไปถึงไขสันหลัง หัวใจเต้นกระหน่ำแทบจะกระดอนออกมานอกทรวงอกกับคำพูดคำจาที่ตรงไปตรงมาของเขา
“ไม่ต้องถอยหนีหรอก เพราะฉันตาบอดแบบนี้จะไปทำอะไรเธอได้...”
หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก รู้สึกได้ถึงอันตรายที่เต้นเร่าอยู่ในบรรยากาศรอบตัว หล่อนไม่อาจจะล่วงรู้ได้เลยว่าชายหนุ่มคิดยังไง เมื่อดวงตาทั้งคู่ของเขาถูกปิดบังไว้ด้วยแว่นสีดำอย่างแน่นหนา แถมท่าทางของเขาทั้งหมดก็ถูกเคลือบทับไว้ด้วยความเย็นชา ห่างเหิน ไม่แยแสอย่างร้ายกาจ
“แต่คุณนนท์ทำเหมือนมองเห็นมีน... คุณนนท์รู้ว่ามีนอยู่ตรงไหน...”
เสียงหัวเราะคล้ายมาจากขุมนรกดังออกมาจากลำคอแกร่ง “ประสาทสัมผัสของคนเรามีตั้งหลายอย่าง เธออย่ามาตัดสินว่าคนตาบอดจะไม่มีทางรับรู้เรื่องใดๆ เพราะแม้ว่าจะมองไม่เห็น แต่กลิ่นและความเน่าเฟะของมันก็เข้ามาทางจมูกอยู่ดี...”
คิ้วโก่งที่ไร้การตกแต่งแต่งดงามราวกับถูกเขียนด้วยช่างฝีมือเอกระดับโลกขมวดเข้าหากัน “คุณนนท์ต้องการจะพูดอะไรกับมีนคะ...”
“ยังไม่ถึงเวลาหรอกเมียของฉัน...”
‘เมียของฉันเหรอ’
นี่เขาพูดคำนี้ออกมาได้เต็มปากได้ยังไง ในเมื่อการกระทำของเขาไม่ได้ตรงกับคำพูดเลยแม้แต่น้อย หล่อนมันก็แค่แม่พันธุ์ที่เตรียมไว้ผลิตลูกให้เขามากกว่า
“ฉันแค่ต้องการจะบอกให้เธอเตรียมตัวให้พร้อม สำหรับค่ำคืนนี้ของเรา...”
ใบหน้างามเต็มไปด้วยความตกใจ กลีบปากสีสดเผยอออกจากกันอยู่ในสภาพค้างเติ่ง ขณะที่สมองอันน้อยนิดของตัวเองเตลิดคิดไปไกลถึงสิ่งที่เขาจะทำกับหล่อนบนเตียงนอน และจากเจ้าความคิดที่ไปไกลสุดกู่นี้ก็ทำให้แก้มสาวที่ซีดเซียวอยู่เมื่อครู่ซับเลือดฝาดขึ้น
“หลังจากที่ฉันใจดี... ปล่อยให้เธอนอนหลับอย่างเป็นสุขมาตลอดหนึ่งอาทิตย์...”
เขาพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำทั้งประโยค นทิชารู้สึกวูบวาบแปลกๆ ในช่องท้อง ทรวงอกอวบใหญ่คล้ายกับเบ่งขยายเต็มที่ กับคำพูดตรงไปตรงมาของรัชชานนท์
“เอ่อ... คือ... คุณนนท์...คือมีนอยาก...จะขอเวลา...” เอ่ยออกไปด้วยความหวาดหวั่น
คุณอาจจะชอบ





