ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย RULE SET : กฎของรามสูร

RULE SET : กฎของรามสูร

ชีวิตของแอรีสต้องพลิกผันอย่างคาดไม่ถึง เมื่อเธอตัดสินใจเข้าทำงานและได้พบกับรามสูร ชายหนุ่มผู้เฉื่อยชาและเย็นชาที่ยื่นข้อเสนอให้เธอเป็นหมอนข้างส่วนตัวของเขา ด้วยความอวดดีทำให้เธอตกปากรับคำโดยไม่รู้เลยว่าการใกล้ชิดเขาจะทำให้เธอต้องสูญเสียทั้งตัวและหัวใจจนกลายเป็นของเขาในที่สุด รามสูรแสดงความเป็นเจ้าของอย่างดุดัน พร้อมประกาศกร้าวว่าเธอคือเมียของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น และเขาจะไม่ยอมให้ชายหน้าไหนมาแตะต้องเธอเด็ดขาด หากใครกล้าฝ่าฝืนกฎนี้เขาพร้อมจะจัดการให้ถึงตาย
ตอน
แชร์

ตอน 2

เสียงดนตรีจังหวะมันๆ ที่กำลังทำการแสดงอยู่ที่กลางเวลาที ทำให้ผู้คนหันไปให้ความสนใจที่ต้นเสียงนั่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพวกผู้หญิงที่แทนจะกรูไปยืนกองกันอยู่หน้าเวลาจนบริเวณตรงนั้นอัดแน่นไปด้วยผู้หญิงมากมาย ผู้หญิงพวกหนึ่งส่วนหนึ่งอาจจะชื่นชอบในเสียงดนตรีแต่มันคงจะเป็นส่วนน้อยซะมากกว่า เพราะที่ทำให้พวกเธอกรีดร้องด้วยความโหยหวนอยู่ตอนนี้คงเป็นเพราะหน้าตาของนักดนตรีนั่นต่างหากละ

และใช่ คนเรานะมักมองกันแค่เพียงภายนอก รูปโฉมที่แสดงให้เห็นนั้นมันอาจจะเป็นสิ่งล่อลวงให้เราก้าวเข้าไปในกับดักของคนคนนั้นก็ได้ ผู้หญิงชอบผู้ชายที่หน้าตาดีส่วนผู้ชายก็ชอบผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนกัน มันคือค่านิยมของคนในยุคปัจจุบันนี้

ฉันอาจจะเป็นคนที่ยึดติดกับค่านิยมแบบนั้นเหมือนกัน แต่ตอนนี้ฉันยังไม่มีคนที่ทำให้ฉันสนใจได้เลยนะสิ ฉันอาจจะเป็นผู้หญิงกลุ่มน้อยที่ไม่ได้สนใจในเรื่องของหน้าตาของนักดนตรีที่กำลังทำการแสดงอยู่บนเวทีในตอนนี้ หรือฉันอาจจะเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในสถานที่เริงรมย์แห่งนี้ที่ยืนมองวงดนตรีนั่นในระยะที่ห่างที่สุด

ตอนนี้ฉันยืมมองไปที่หน้าเวทีด้วยสายตาเรียบนิ่งมือของฉันเคาะไปตามจังหวะการเล่นของเสียงเพลง เสียงเพลงหนักแน่นบวกกับจังหวะที่ฟังดูน่าตื่นเต้นมันทำให้ฉันสนใจอยู่ไม่น้อย จะว่าไปแล้วคนพวกนี้นอกจากจะหน้าตาดีไม่พอแล้วพวกเขายังเล่นดนตรีได้สนุกอีกด้วย ถึงว่าทำไมคนถึงได้แห่กันมาดูการแสดงของพวกเขามากมายขนาดนี้ ทั้งๆ ที่การแสดงดนตรีสดในผับแห่งนี้เป็นแค่การเล่นคั่นเวลารอพวกดีเจขึ้นแสดงต่อ นี่สินะ วงดนตรีที่ฉันถูกทาบทามเข้าไปเป็นนักร้องนำ

“กรี๊ด!”

เสียงกรีดร้องดังระงมขึ้นมาหลังจากที่เพลงสุดท้ายของค่ำคืนนี้ได้บรรเลงจบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มันเลยทำให้ฉันเริ่มขยับร่างกายที่หยุดนิ่งของตัวเองให้เคลื่อนกายเดินกลับไปยังโต๊ะที่ฉันนั่งอยู่ก่อนหน้านี้ หลังจากที่ฉันปลีกจากกลุ่มเพื่อนออกมาดูการแสดงคนเดียว

อ่อ คงสงสัยกันใช่ไหมว่าฉันคนนี้คือใคร ฉันมีชื่อว่าแอรีส แอรีสที่เป็นชื่อเดียวกันกับชื่อเทพเจ้าแห่งสงครามของกรีก ชื่อของฉันมันบ่งบอกการเป็นตัวของตัวฉันได้เป็นอย่างดี เพราะฉันนั้นเป็นผู้หญิงที่มีความเกรี้ยวกราดและมีความชื่นชอบในการมีเรื่องกับคนอื่น ตอนนี้ฉันเป็นนักศึกษาปีหนึ่งของมหาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ชื่อของฉันบ่งบอกได้ว่าฉันไม่ได้เป็นคนไทยแท้ร้องเปอร์เซ็นต์ ฉันเป็นลูกครึ่งไทย-เยอรมัน แม่ฉันเป็นคนเยอรมันส่วนพ่อของฉันเป็นคนไทย หน้าตาของฉันเลยเป็นการผสมระหว่างสองเชื้อชาติไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะดูยังไงคนอื่นก็ดูออกว่าฉันเป็นลูกครึ่ง การที่ถูกเลี้ยงมาแบบเด็กฝรั่งมันเลยทำฉันเป็นคนที่ลุยๆ ไม่ค่อยกลัวอะไรสักอย่าง มันเลยทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ชอบเข้ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิตของฉัน

และตอนนี้ฉันอยู่ที่ผับหรูแห่งหนึ่งที่เป็นสถานที่เริงรมย์ที่กำลังเป็นที่นิยมของบรรดาวัยรุ่นในช่วงนี้ แต่ในวันปกติของฉัน ฉันคงอาจจะนั่งชิลอยู่ที่ลานเบียร์ซะมากกว่า แต่วันนี้เนื่องจากมันไม่ใช่วันปกติของฉัน เพราะว่าเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนมีผู้ชายคนหนึ่งมาทาบทามให้ฉันไปร้องเพลงให้เขา โดยเขาเอ่ยมาเพียงแค่ว่า

“ฉันชอบเสียงเธอ สนใจมาร้องเพลงด้วยกันไหม”

เขาเอ่ยเพียงแค่นั้นก่อนที่จะยื่นนามบัตรส่งมาให้ฉัน

“ถ้าสนใจก็โทรมานะ ฉันจะรอ”

เขาเอ่ยเพียงแค่นั้นแล้วก็เดินจากไป วันนั้นมันเป็นวันที่ฉันไปบังเอิญขึ้นร้องเพลงแทนเพื่อนคนหนึ่ง ปกติฉันไม่ค่อยร้องเพลงบ่อยๆ หน่อย จะร้องก็ร้องในวันที่อยากจะร้องเท่านั้น แต่มันเป็นเพราะความบังเอิญหรือเปล่าที่วันนั้นผู้ชายคนนั้นซึ่งเป็นผู้ชายคนเดียวกับนักร้องของวงดนตรีที่ฉันยืนดูเมื่อกี้มาบังเอิญได้ยินฉันร้องเพลงเข้า มันเลยทำให้วันนี้ฉันมายืนอยู่ที่นี่ยังไงละ

“นี่ยัยรีส หายไปไหนมา”

ทันทีที่ฉันเดินกลับมาถึงโต๊ะที่มีเพื่อนของฉันนั่งอยู่กันสองคนฉันก็ถูกเอ่ยถามขึ้นมาทันที เพื่อนฉันนะมีแค่สองคน คนหนึ่งเป็นผู้หญิง ส่วนอีกคนเป็นผู้ชาย

“ไปฟังเพลงมา”

ฉันตอบแล้วยืดตัวขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้เนื่องจากฉันเป็นคนที่ตัวไม่ค่อยสูงสักเท่าไหร่เลยทำให้เก้าอี้ของทางร้านที่เหมาะกับสาวๆ ขายาวสูงเพรียวนั่ง แต่มันไม่เหมาะกับคนเตี้ยๆ อย่างฉัน มันเลยกลายเป็นอุปสรรคที่น่าอายสำหรับฉันไปโดยปริยาย

“แล้วเป็นไง”

เพื่อนฉันถามความเห็นจากฉัน เนื่องจากเพื่อนฉันมันรู้เรื่องที่ฉันถูกทาบทามไปเป็นนักร้องประจำผับแห่งนี้แล้วยังไงละ วันนี้เราเลยมาดูลาดเลาไว้ก่อน ส่วนพรุ่งนี้ฉันค่อยไปแสดงตัวกับพวกเขา อ่อ ฉันลืมบอกไปสินะว่าฉันตกลงรับทำงานนี้แล้วแหละ ที่ฉันรับทำไม่ใช่เพราะว่าฉันร้อนเงิน แต่ฉันว่าง เบื่อๆ ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เลยตกลงรับงานนี้ไปแบบไม่ค่อยคิดเยอะสักเท่าไหร่

“อืม ก็ดี”

ฉันตอบแล้วยกแก้วน้ำที่มีสีสันสวยงามขึ้นมาจิบแก้กระหาย เพราะกว่าฉันจะเดินมาถึงโต๊ะที่เพื่อนฉันนั่งรออยู่ก็เล่นเอาซะเหนื่อยเหมือนกัน คนเยอะ เบียดกัน เดินแม่งลำบาก แต่ท่าทางเจ้าของผับนี้คงรวยเหมือนกันนะเพราะผับนี้นะค่อนข้างใหญ่ และหรูเอาเรื่องเหมือนกัน แถมลูกค้าก็แน่นร้านอีก กำไรเห็นๆ

“ถ้าแกบอกว่าดีก็คงดีจริง”

“แต่ติดอย่างหนึ่ง”

ฉันเอ่ยขึ้นแล้วขมวดคิ้วเป็นปมหลังจากที่คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ และท่าทางของฉันมันคงทำให้เพื่อนฉันสงสัยอยู่ไม่น้อยเพราะปกติฉันมันไม่ค่อยคิดมากกับอะไรอยู่แล้ว แต่นี่มันกำลังทำให้ฉันคิดมากอยู่

“อะไรของแก”

“แฟนคลับผู้หญิงเยอะเอาเรื่อง ถ้าฉันขึ้นไปร้องฉันจะถูกดักตบไหมวะ”

นั่นคือสิ่งที่ฉันกำลังคิดอยู่ในหัวตอนนี้ ถึงฉันจะเป็นคนชอบหาเรื่องแต่ส่วนมากทุกครั้งที่ฉันมีเรื่องมันย่อมมีเหตุผลทุกครั้ง แต่ถ้ามันไร้เหตุผลละก็ฉันก็ไม่อยากจะเจอเหมือนกันนะ มันน่ารำคาญนะ

“ก็อาจจะมีเนอะ”

“เฮ้อ ช่างเถอะ ตบก็ตบเถอะ แต่คิดว่าฉันจะยืนนิ่งให้ตบหรือไงกัน”

มันคงเป็นข้อดีข้อเดียวของฉันมั้งที่เป็นคนไม่ค่อยคิดมากกับอะไรเลยแบบนี้ เพราะฉันรู้ไงถ้าคิดมากมันก็ไม่ทำให้เกิดอะไรดีๆ ขึ้นมา ปล่อยให้มันเป็นไปตามชะตากรรมของมันดีกว่า เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที

วันต่อมา

วันนี้ฉันมีเรียนแค่ครึ่งวัน ช่วงบ่ายของวันนี้ของฉันมันเลยว่างไปโดยปริยาย ฉันจึงได้พาตัวเองมาที่สถานที่เริงรมย์ที่ฉันมาดูลาดเลาเมื่อคืนแต่ต่างแค่ตอนนี้มันเป็นตอนกลางวันและผับก็ปิดอยู่ ที่ฉันต้องมาที่นี่ในเวลานี้ก็เพราะว่าวันนี้ฉันมีนัดซ้อมกับสมาชิกในวงที่ฉันยังไม่รู้จักเลยว่ามีใครกันบ้าง จะรู้ก็รู้แค่เพียง

พี่พฤกษ์

นักร้องนำของวงควบคู่กับตำแหน่งมือเบส ผู้ชายที่เป็นคนทาบทามฉันมาทำงานนี้

พี่พฤกษ์เป็นคนส่งข้อความมาบอกสถานที่นัดซ้อมกับเวลามาให้ฉัน แต่ฉันไม่คิดเลยว่าสถานที่ซ้อมจะเป็นผับแห่งนี้ สงสัยวงของพวกพี่เขาคงได้อภิสิทธิ์จากเจ้าของผับมาแน่ๆ ถึงได้ซ้อมที่นี่ได้

“ตอนนี้ผับปิดอยู่ครับ”

พนักงานรักษาความปลอดภัยเดินเข้ามาบอกฉันเมื่อเห็นว่าฉันกำลังยืนด้อมๆ มองๆ อยู่ที่หน้าผับ

“เอ่อ พอดีฉันเป็นนักร้องคนไหมน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าห้องซ้อมไปทางไหนคะ”

เนื่องจากผับนี้เป็นผับที่หรูและระบบรักษาความปลอดภัยก็ดูเข้มงวดมากฉันเลยยื่นเอานามบัตรที่พี่พฤกษ์ให้มาก่อนหน้านี้ให้กับพนักงานไปพร้อมๆ กับแนะนำตัวเองไปด้วย

“อ่อ นักร้องใหม่ คุณพฤกษ์ได้บอกไว้แล้วครับ เชิญทางนี้เลยครับ”

อืม ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเตรียมการไว้ดีแบบนี้ สมแล้วที่เขาเข้ามาทำงานที่นี่ได้ ฉันเลยเดินตามพนักงานรักษาความปลอดภัยเข้าไปในผับก่อนที่เขาจะพาฉันเดินมาที่ชั้นสองของผับซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ที่ห้องซ้อมอยู่ แต่ไม่น่าเชื่อว่าชั้นสองของผับแห่งนี้จะหรูขนาดนี้ อย่างกับโรงแรมห้าดาวแนะ แบบนี้สินะเขาเรียกว่ารวยจริง

“ห้องนี้ครับ”

“ขอบคุณค่ะ”

ฉันเอ่ยขอบคุณแล้วพนักงานรักษาความปลอดภัยคนนั้นก็เดินจากไป ตอนนี้ก็เหลือแค่ฉันที่ยังยืนงงๆ อยู่หน้าประตูห้องห้องหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้พนักงานรักษาความปลอดภัยคนนั้นได้บอกไว้ว่ามันคือห้องซ้อมดนตรี แต่ทำไมมันถึงได้ดูเงียบจังละหรือว่าคนอื่นจะยังไม่มากัน ฉันคิดกับตัวเองด้วยความสงสัยก่อนที่จะเอื้อมมือไปเปิดประตูห้องนั้นออกช้าๆ

สิ่งแรกที่ฉันเห็นคือความมืด มันมืดมากจนฉันมองอะไรไม่เห็น แสงสว่างจากข้างนอกมันไม่ทำให้ฉันมองเห็นอะไรในห้องนี้ได้เลย ห้องมืดแบบนี้มันก็แสดงว่าคนอื่นๆ ยังคงไม่มากันสินะ หรือว่าฉันมาเร็วเกินไป แต่ช่างเถอะตอนนี้ฉันควรหาสวิตช์ไฟเพื่อที่จะได้เปิดไฟในห้องนี้ให้สว่างขึ้น

แต่เนื่องจากว่าฉันพึ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรกเลยไม่รู้ว่าตำแหน่งของสวิตช์มันอยู่ตรงไหน ฉันเลยใช้มือควานหาสวิตช์ไฟไปตามผนังห้องท่ามกลางห้องที่ยังคงมืดสนิทเพราะคิดว่ามันต้องอยู่แถวๆ ประตูห้องนี้แน่

ปึก!

“อะ”

แต่ในระหว่างนั้นเองเท้าของฉันมันก็ไปชนเข้ากับอะไรก็ไม่รู้ที่อยู่ขวางทางเข้า มันเป็นการชนที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัวมันเลยทำให้ฉันเสียการทรงตัวท่ามกลางความมืด ตอนนี้ฉันเหมือนคนตาบอดที่กำลังจะเซล้ม ฉันเลยหลับตาปี๋เพื่อเตรียมตัวรับความเจ็บ

ฟุบ!

แต่มันไม่ได้เจ็บอย่างที่คิดเพราะเหมือนฉันจะล้มลงไปนั่งทับกับอะไรบางอย่างเข้า ฉันไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไรแต่ที่ร่างกายของฉันมันสัมผัสได้ตอนนี้คือมันเป็นความรู้สึกแปลกๆ ให้ตายสิ นี่ฉันกำลังนั่งทับอะไรอยู่กันแน่เนี้ย

“อึก!”

“เฮือก!”

ฉันสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจเมื่อสิ่งที่ฉันกำลังนั่งทับอยู่จู่ๆ มันก็ส่งเสียงร้องขึ้นมา และความตกใจนั่นมันทำให้ฉันต้องดีดตัวลุกขึ้นจากสิ่งที่ตัวเองกำลังนั่งทับทันที

ปึก!

แต่ฉันก็ต้องเซล้มลงไปนั่งทับที่ตำแหน่งเดิมอีกครั้งเมื่อขาของฉันมันไปชนเข้ากับอะไรบางอย่างอีกครั้งเข้าอย่างจัง ฉันเลยได้ต้องตกมาอยู่ในท่าเดิมอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้

“อืม”

และต่อมาก็เกิดเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมาอีกครั้งมันเลยทำให้ฉันแน่ใจได้เลยว่าสิ่งที่ฉันกำลังนั่งทับอยู่มันคือสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนแน่ๆ ให้ตายสิ ฉันกำลังนั่งทับใครอยู่เนี้ย

“ขอโทษค่ะ พอดีมันมืดฉันมองไม่เห็น”

ฉันเอ่ยขอโทษออกไปท่ามกลางความมืดตาของฉันมันยังคงปรับกับความมืดในห้องนี้ยังไม่ได้ บอกเลยว่าตั้งแต่เกิดมาฉันพึ่งอยู่ในความมืดมากๆ แบบนี้เป็นครั้งแรก มันมืดมากจนฉันคิดว่าฉันกลายเป็นคนตาบอดไปแล้วเสียอีก

หมับ!

“เฮือก!”

มันเป็นอีกครั้งที่ฉันต้องสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจ แต่ครั้งนี้ฉันไม่ได้ลุกขึ้นเหมือนครั้งก่อนหน้านี้แต่สิ่งที่ฉันกำลังเป็นอยู่ตอนนี้คือการนั่งตัวแข็งทื่อ และสาเหตุที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้ก็เพราะว่าฉันรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจับเข้าที่เอวของฉันทั้งสองข้างสิ่งนั้นฉันคิดว่าน่าจะเป็นมือ แต่ฉันก็ต้องตกใจหนักไปกว่าเดิมเมื่อร่างกายของฉันถูกยกขึ้นด้วยฝีมือของคนที่ฉันกำลังนั่งทับอยู่ เขาไม่ได้ยกฉันให้ลุกขึ้นจากสิ่งที่ฉันกำลังนั่งแต่มันเป็นการเคลื่อนให้ร่างของฉันไปนับอีกในตำแหน่งอื่นก็เท่านั้น

“สวิตช์อยู่ทางซ้ายมือของเธอ”

เสียงค่อนข้างทุ้มที่น่าจะเป็นเสียงของผู้ชายดังขึ้นทำให้ร่างกายของฉันมีปฏิกิริยาโต้ตอบทันที ฉันเลยเอื้อมมือไปตามที่เขาบอกก็เจอเข้ากับสวิตช์ไฟที่ฉันตามหาอยู่ทันที

พรึบ!

แสงสว่างภายในห้องเกิดขึ้นมาทันทีเมื่อฉันกดสวิตช์ไฟและมันก็ทำให้ฉันเห็นอะไรๆ ในห้องนี้ได้ชัดขึ้น รวมไปถึงสิ่งที่ฉันกำลังนั่งทับอยู่ตอนนี้ด้วย

“อะ!”

ฉันอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังทับอยู่คืออะไรกันแน่ สิ่งที่ฉันกำลังนั่งอยู่ตอนนี้คือบริเวณหน้าอกของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้คนคนนั้นกำลังมองหน้าฉันมาด้วยสายตาสะลึมสะลืออยู่ เนื่องจากวันนั้นใส่กระโปรงทรงพลีสใส่มันเลยทำให้กระโปรงส่วนหนึ่งของฉันมันคลุมใบหน้าของผู้ชายคนนั้นไปเกือบครึ่ง ฉันเลยเห็นใบหน้าเขาแค่ส่วนบนเท่านั้น ฉันเลยรีบดีดตัวลุกขึ้นจากตัวเขาทันทีด้วยความเร็วแสง นี่ฉันทำบ้าอะไรของฉันลงไปเนี้ย ฉันไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเขาไม่เคลื่อนฉันให้มานั่งในตำแหน่งนี้ ตำแหน่งที่ฉันนั่งก่อนหน้านี้มันก็อยู่เหนือหน้าอกของเขาไปนะสิ อย่าบอกนะว่าก่อนหน้านี้ฉันนั่งทับใบหน้าของเขา!

“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

ฉันรีบกล่าวคำขอโทษออกไปทันทีเพราะคิดว่าเรื่องนี้ฉันผิดเต็มๆ ความรู้สึกอายเริ่มไหลมาเยือนฉันหลังจากที่ฉันเผลอคิดว่าเมื่อกี้ใบหน้าของผู้ชายคนนี้อยู่ติดกับส่วนนั้นของฉัน มันช่างเป็นเรื่องที่น่าอายที่สุดเท่าที่ฉันเจอมาเลยจริงๆ

เขาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพร้อมกับใช้นิ้วมือของเขาถูกที่บริเวณปลายจมูกสูงโด่งของเขาไปด้วย อ่า ฉันว่าเขาคงต้องรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อยแน่ที่จู่ๆ ฉันก็ล้มไปนั่งทับใบหน้าของเขาแบบนั้น

“ไม่ถือสา”

เขาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพร้อมกับใช้นิ้วมือของเขาถูกที่บริเวณปลายจมูกสูงโด่งของเขาไปด้วย อ่า ฉันว่าเขาคงต้องรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อยแน่ที่จู่ๆ ฉันก็ล้มไปนั่งทับใบหน้าของเขาแบบนั้น

“เอ่อ..”

ฉันไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อจากนี้ดีและฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าฉันต้องทำอะไรต่อจากนี้ด้วย เพราะในห้องนี้มันถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบอีกครั้ง แต่ดีหน่อยที่มันไม่ได้มืดเหมือนก่อนหน้านี้ ไม่อย่างนั้นฉันคงได้อึดอัดตายแน่ๆ แค่นี้ฉันก็รู้สึกอึดอัดจะแย่อยู่แล้ว ที่อึดอัดไม่ใช่เพราะอะไรหรอกนะ สาเหตุที่ทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้นก็เป็นเพราะว่าตอนนี้กำลังมีสายตาหนึ่งกำลังจ้องมาที่ฉันอยู่อย่างไม่วางตา คงไม่ได้ต้องบอกนะว่าสายตานั่นเป็นของใคร

แกรก!

“อ้าว มาแล้วเหรอ”

แต่ในระหว่างนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับเจ้าของร่างที่ฉันคุ้นเคยของพี่พฤกษ์เดินเข้ามาพร้อมกับผู้ชายอีกคนที่ฉันจำได้ว่าเขาเป็นมือกีตาร์ของวงที่ฉันต้องมาร้องเพลงด้วย

“วู้ววว สาวน้อยคนนี้เป็นใครวะไอ้พฤกษ์ มึงรู้จักเหรอ”

ผู้ชายที่เป็นมือกีตาร์เดินเข้ามาประชิดตัวฉันพร้อมกับยื่นใบหน้าของเขาเข้ามาใกล้ใบหน้าของฉัน จนฉันต้องเองหัวไปทางด้านหลังอย่างอัตโนมัติเพื่อไม่ให้ใบหน้าของเขาเข้าใกล้กันไปมากกว่านี้

“เออ มึงถอยออกมาก่อน อย่าทำตัวรุ่มร่ามนักสิ”

ดีหน่อยที่พี่พฤกษ์เห็นท่าทางกระอักกระอ่วนของฉัน เขาถึงได้เดินมาลากผู้ชายคนนั้นออกห่างจากฉัน

“นี่แอรีส นักร้องใหม่วงเรา”

หลังจากที่สถานการณ์กลับมาอยู่ในความสงบพี่พฤกษ์ก็แนะนำตัวฉันให้คนอื่นๆ ได้รู้ ว่าจริงๆ แล้วฉันมาที่นี่ด้วยเหตุผลอะไร

“หวัดดีค่ะ”

“นี่ไอ้ครามเป็นมือกีตาร์ ส่วนไอ้คนที่นอนอยู่ตรงนั้นชื่อไอ้ราม รามสูร เป็นมือกลอง”

อ่า ที่แท้ผู้ชายคนนั้นก็คือหนึ่งในสมาชิกของวงนี่เอง แต่เขาเป็นมือกลองอย่างนั้นเหรอ ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้ที่ฉันมาสังเกตการณ์ฉันจะลืมสังเกตมือกลองไปด้วยสินะ ถึงว่าทำไมฉันถึงไม่คุ้นหน้าของเขาเลยสักนิด

“ทำตัวดีๆ กับน้องเขาด้วย โดยเฉพาะมึงไอ้ราม อย่าใจร้ายให้มาก”

ประโยคต่อมาของพี่พฤกษ์ทำให้ฉันต้องขมวดคิ้วของตัวเองขึ้นมาทันที ทำไมเขาถึงได้พูดมาแบบนั้นกันนะ ผู้ชายคนนั้นดูท่าทางไม่เหมือนที่ดูใจร้ายอย่างที่พี่พฤกษ์พูดเลยสักนิด เพราะถ้าเขาใจร้ายจริงก่อนหน้านี้เขาคงด่าฉันไปแล้ว จริงไหม

รามสูร Talk

“ทำตัวดีๆ กับน้องเขาด้วย โดยเฉพาะมึงไอ้ราม อย่าใจร้ายให้มาก”

เสียงของไอ้พฤกษ์บางที่มันก็ฟังดูมีเสน่ห์แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่ามันน่ารำคาญ มันใช่เรื่องไหมที่ต้องมากล่าวหาผมต่อหน้าคนอื่นแบบนี้ แต่คนอย่างผมก็ไม่ได้สนใจอะไรกับเรื่องแบบนี้หรอก เพราะถ้าผมใส่ใจป่านนี้ผมก็ไม่นอนอยู่เฉยๆ แบบนี้หรอก เพราะถ้าใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ก็คงเป็นเพื่อนกันไม่ได้จนถึงทุกวันนี้จริงไหม

“นี่มึงฟังกูไหมไอ้ราม”

ผมที่กำลังพักสายตาอยู่ก็ต้องถูกรบกวนด้วยเสียงของไอ้พฤกษ์อีกครั้ง มันเลยทำให้ผมต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนหน้านี้ผมก็ถูกรบกวนเวลานอนไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนี้ยังจะมาถูกรบกวนอีกแล้วอย่างนั้นเหรอ น่ารำคาญวะ

“เออ”

ผมตอบไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแบบที่ไม่ได้ใส่ใจ แบบที่ตอบไปส่งๆ ก่อนที่จะยกมือขึ้นมาถูกจมูกของตัวเองที่รู้สึกเจ็บหน่อยๆ แล้วสายตาของผมก็ดันเหลือบไปเห็นต้อนเหตุที่ทำให้จมูกของผมเจ็บที่ยืนอยู่ห่างจากผมไปหลายเมตรด้วยสายตาเรียบนิ่ง

ยัยนี่ เป็นใคร?

นั่นคือคำถามที่ผมกำลังถามกับตัวเองเพราะก่อนหน้านี้ผมไม่ได้สนใจกับสิ่งที่ไอ้พฤกษ์มันพูดสักเท่าไหร่เลยทำให้ผมไม่รู้ว่าผู้หญิงที่มานั่งทับใบหน้าของผมเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เป็นใครกันแน่ นี่ถ้าไม่สำคัญ บอกเลยว่าเอาตาย

“ใคร?”

ผมเอ่ยถามออกไปก่อนที่จะค่อยๆ เคลื่อนสายตาของผมหันไปมองไอ้พฤกษ์ช้าๆ

“นี่กูพูดเมื่อกี้มึงไม่ได้ฟังกูเลยใช่ไหม ไอ้เฉื่อย”

เฉื่อย มันคือฉายาของผมที่พวกเพื่อนๆ มันชอบเรียกผมกัน เพราะนิสัยทำอะไรช้าๆ ดูเหมือนทนไม่สนใจใครแถมวันๆ เอาแต่นอนของผมมันเลยทำให้ผมถูกเรียกแบบนั้น ผมไม่ได้ชอบให้เรียกหรอกนะ แต่พอถูกเรียกนานๆ ไปมันก็ชิน

“ถาม ก็ตอบ”

ผมเอ่ยขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้เพื่อความรู้สึกหงุดหงิดเข้าไปด้วยนิดหน่อย มันเลยทำให้ไอ้พฤกษ์ที่กำลังบ่นผมอยู่เงียบไปทันที ก่อนที่มันจะตอบผมมาว่า

“น้องเขาเป็นนักร้องคนใหม่ ชื่อแอรีส”

น้องร้องงั้นเหรอ อ่อ จำได้แล้ว ก่อนหน้านี้ไอ้พฤกษ์มันก็เคยเกริ่นๆ พูดอะไรแบบนี้เข้าหูผมอยู่บ้าง แต่ผมมันเป็นพวกหูทวนลมเลยไม่ได้เก็บเอามาจำ อืม เป็นนักร้อง แสดงว่ามีประโยชน์สินะ งั้นก็รอดตัวไป

ผมใช่สายตาหันไปมองใบหน้าที่เป็นส่วนผสมระหว่างฝั่งเอเชียและฝั่งตะวันตกนั่นอีกครั้ง แล้วใช้นิ้วถูกปลายจมูกของตัวเองอีกครั้ง เพราะทุกครั้งที่ผมถูกจมูกของตัวเองผมมักจะได้กลิ่นสตอเบอร์รี่หวานๆ ลอยคลุ้งมาให้ได้กลิ่นอยู่เรื่อย กลิ่นนี่มันมาจากไหนกันนะ อ่อ มันติดที่ปลายจมูกของผมนี่เอง แล้วมันมาติดที่นี่ได้ยังไง

“แอรีส เดี๋ยวออกมาคุยกับพี่ข้างนอกก่อน”

“อ่า ได้”

ผมไม่สนใจว่าคนอื่นๆ ในห้องนี้จะทำอะไรกันต่อไปเพราะตอนนี้ผมง่วงและต้องการที่จะนอน ผมเลยทำตามความต้องการของตัวเองโดยการหลับตาลงเพื่อที่จะได้พักผ่อนตามที่ตัวเองต้องการ

ฟุดฟิด!

แต่ในระหว่างนั้นผมก็ได้กลิ่นสตอเบอร์รี่อีกครั้ง ผมเลยลืมตาของตัวเองเพื่อมองหาต้นเหตุของกลิ่น ซึ่งตอนนั้นเองร่างของนักร้องคนใหม่ก็เดินผ่านหน้าของผมไปพอดี ผมที่นอนอยู่บนโซฟาที่อยู่ข้างประตูทางออก ระดับหัวของผมมันอยู่ระดับเดียวกับบริเวณกระโปรงของเธอคนนั้น มันเลยทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้เธอคนนี้ล้มมานั่งทับใบหน้าของผม

อ่า รู้แล้วว่ากลิ่นมันมาจากไหน ที่แท้ก็มาจากนี้นี่เอง แม่สาวสตอเบอร์รี่

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย วิวาห์หวานรัก
9.2
โชคชะตาหรือความบังเอิญที่ทำให้พิมพ์นาราต้องกลายเป็นภรรยาของกันต์อย่างไม่คาดฝัน แม้เธอจะอวบอัดไม่เหมือนสาวสวยในอุดมคติและมักจะแง่งอนจนเขาเรียกว่าลูกหมู แต่เสน่ห์ความน่ารักของเธอกลับทำให้ชายหนุ่มตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้น ขณะที่เธอพยายามขัดขืนและน้อยใจที่เขาไม่ยอมง้อ แต่กันต์กลับยิ่งพึงพอใจในความสัมพันธ์นี้และขอบคุณพรหมลิขิตที่ทำให้ความพยายามของเขาสำเร็จ ท่ามกลางการหยอกเย้าที่แสนยียวนและความใกล้ชิดที่ทวีความหวานในชีวิตคู่ของคนทั้งสอง
หน้าปกนวนิยาย ย้อนเวลามาหาผู้ชายยุค 90 ภาค2
8.6
โชคชะตานำพากลับสู่บรรยากาศอันคุ้นเคยในยุค 90 อีกครั้ง เมื่อความรักและความผูกพันที่แสนลึกซึ้งได้กลายเป็นสายใยที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของกาลเวลา แม้โลกจะหมุนผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด ทว่าความทรงจำที่เคยร่วมสร้างกันมาจะยังคงสลักแน่นอยู่ในหัวใจและคงอยู่ชั่วนิรันดร์ เตรียมสัมผัสกับเรื่องราวความโรแมนติกที่ผสมผสานกลิ่นอายแฟนตาซีในภาคต่อสุดประทับใจ ซึ่งจะพิสูจน์ให้เห็นว่ารักแท้ที่มั่นคงนั้นจะไม่มีวันเลือนหายไปตามกาลเวลาที่ผันผ่าน
หน้าปกนวนิยาย ซีรีส์รักพี่ต้องมีแผน
8.5
มะนาว นักศึกษาสาวปีสามจอมเจ้าเล่ห์พยายามใช้สารพัดกลยุทธ์เพื่อพิชิตใจ ธันวา รุ่นพี่ปีสี่สุดหล่อผู้แสนสุขุม แต่ดูเหมือนว่าแผนการที่เธอวางไว้อย่างดีจะถูกซ้อนแผนโดยรุ่นพี่ที่เหนือเมฆยิ่งกว่า ทุกครั้งที่มะนาวพยายามจะคุมเกม เธอกลับเป็นฝ่ายที่ติดกับดักหัวใจเสียเอง ท่ามกลางการชิงไหวชิงพริบและความใกล้ชิดที่เพิ่มขึ้น ทั้งคู่ต่างได้เรียนรู้ว่าในเกมแห่งความรักครั้งนี้ไม่มีใครเป็นผู้แพ้ เพราะธันวาเองก็แอบวางแผนรักเพื่อรอให้เธอมาตกหลุมพรางเช่นกัน
หน้าปกนวนิยาย การอำลาครั้งสุดท้าย, รอยประทับอันยั่งยืน
7.8
ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา ฉันต้องทนสู้กับโรคร้ายเพียงลำพังเพื่อทำหน้าที่ภรรยาที่ดีส่งเสริม คราม สามีสถาปนิกผู้รุ่งโรจน์ แต่ความภักดีนั้นกลับถูกตอบแทนด้วยการนอกใจ เมื่อเขาเลือกเด็กฝึกงานที่กำลังตั้งท้องและมองความเจ็บป่วยของฉันเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ แม้แต่แม่แท้ๆ ยังเข้าข้างเขา ทว่าเมื่อผลตรวจยืนยันว่าฉันเป็นมะเร็งสมองระยะสุดท้าย ความเศร้าก็เปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว ฉันจะไม่ยอมตายอย่างเหยื่อที่น่าสงสาร แต่จะขอใช้เวลาที่เหลือทำให้เขาต้องชดใช้และจดจำความผิดพลาดนี้ไปชั่วชีวิต
หน้าปกนวนิยาย จอมมาร จอมอหังการ ชุด เทพบุตรการ์รัสโซ
8.6
ลิโอเนล การ์รัสโซ่ยังคงทรงเสน่ห์จนทำให้หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ แม้เวลาจะผ่านไปสองสัปดาห์แต่ภาพความทรงจำเกี่ยวกับเขายังคงชัดเจน หญิงสาวพยายามสะกดกลั้นอารมณ์คลั่งไคล้ที่มีต่อมหาเศรษฐีหนุ่มผู้เปรียบเสมือนเทพบุตรผู้สูงส่ง ขณะที่เธอมองว่าตนเองนั้นช่างต้อยต่ำ สายตาของเธอไม่อาจละไปจากใบหน้าคมเข้มและริมฝีปากที่เคยบดขยี้เธออย่างรุนแรงได้เลย แม้สัมผัสจากเขานั้นจะดุดันและไร้ความปรานีเพียงใด เธอกลับยังคงโหยหาและเก็บเอาชายหนุ่มที่แสนอันตรายคนนี้ไปฝันถึงในทุกค่ำคืนอย่างไม่อาจถอนตัว
หน้าปกนวนิยาย นางบำเรอก้นครัว ชุด Sweet Temptations
8.7
พะแพงจำยอมเป็นทาสบำเรอของเดมอน ลินการ์ด มหาเศรษฐีคาสิโนแห่งลาสเวกัสเพื่อชดใช้หนี้มหาศาล หน้าที่เดียวคือปรนเปรอความสุขบนเตียงจนกว่าเขาจะเบื่อ แต่เมื่อวันที่ความพึงพอใจสิ้นสุดลง เธอกลับถูกขับไล่อย่างไร้เยื่อใย ท่ามกลางข่าวการแต่งงานใหม่ของเขาที่โด่งดังไปทั่ว พะแพงต้องหลบไปใช้ชีวิตในเงามืดเพียงลำพังพร้อมความลับสำคัญคือลูกในท้องที่เกิดจากเขา ซึ่งเธอต้องซ่อนเร้นไว้ด้วยหัวใจที่บอบช้ำและทนทุกข์ทรมานเพียงลำพัง