ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย RULE SET : กฎของรามสูร

RULE SET : กฎของรามสูร

ชีวิตของแอรีสต้องพลิกผันอย่างคาดไม่ถึง เมื่อเธอตัดสินใจเข้าทำงานและได้พบกับรามสูร ชายหนุ่มผู้เฉื่อยชาและเย็นชาที่ยื่นข้อเสนอให้เธอเป็นหมอนข้างส่วนตัวของเขา ด้วยความอวดดีทำให้เธอตกปากรับคำโดยไม่รู้เลยว่าการใกล้ชิดเขาจะทำให้เธอต้องสูญเสียทั้งตัวและหัวใจจนกลายเป็นของเขาในที่สุด รามสูรแสดงความเป็นเจ้าของอย่างดุดัน พร้อมประกาศกร้าวว่าเธอคือเมียของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น และเขาจะไม่ยอมให้ชายหน้าไหนมาแตะต้องเธอเด็ดขาด หากใครกล้าฝ่าฝืนกฎนี้เขาพร้อมจะจัดการให้ถึงตาย
ตอน
แชร์

ตอน 3

แอรีส Talk

ฉันเดินตามหลังพี่พฤกษ์ออกมาจากห้องซ้อมหลังจากที่ได้แนะนำตัวให้คนในวงได้รู้จักแล้ว แต่ไม่รู้ว่าพี่พฤกษ์มีเรื่องอะไรที่อยากจะพูดกับฉันถึงได้เรียกให้ฉันออกมาคุยกับเขาที่หน้าห้องซ้อมแบบนี้

“มีอะไรหรือเปล่าพี่”

ฉันเอ่ยถาม แต่ภายในใจของฉันมันก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาหน่อยๆ เพราะเหตุการณ์เมื่อกี้มันทำให้ฉันมองหน้าคนคนนั้นไม่ถูก ก็เล่นไปนั่งหน้าเขาแบบนั้นเขาไม่เอาเรื่องฉันก็ยังไงอยู่เหมือนกันนะ เฮ้อ การเริ่มทำงานวันแรกของฉันมันชักจะไม่ราบรื่นแล้วสิ

“แค่อยากพูดอะไรด้วยหน่อย”

“ได้”

“ไอ้ราม ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปทำอะไรให้มันไม่พอใจเข้าละ”

ราม ผู้ชายคนนั้นสินะ แต่ดูเหมือนว่าคำเตือนของพี่พฤกษ์ดูเหมือนจะสายเกินไปแล้วสิ เพราะตอนนี้ฉันอาจทำเรื่องที่ไม่เข้าท่าให้คนคนนั้นไม่พอใจเข้าแล้วก็ได้

“มันเป็นคนอารมณ์ร้อนแถมไม่ค่อยเห็นหัวคนอื่นด้วย ก็เลยอยากจะเตือนเราไว้ก่อน”

“เอ่อ...”

“มีอะไรงั้นเหรอ”

ท่าทางที่ดูเหมือนพึ่งทำเรื่องอะไรผิดมาของฉันมันคงทำให้พี่พฤกษ์สงสัยอยู่ไม่น้อยเขาถึงได้เอ่ยถามมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกำลังคาดคั้นที่จะเอาคำตอบจากฉันแบบนี้ เฮ้อ เอาวะ บอกพี่พฤกษ์ไว้เลยดีกว่าเผื่อว่าเขาจะช่วยอะไรฉันได้บ้าง

“คือก่อนหน้าเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อยนะพี่”

ฉันเอ่ยแล้วยกมือขึ้นมาเกาหัวของตัวเองแก้เก้อทั้งๆ ที่ไม่ได้คันอะไรที่หนังศีรษะของตัวเองเลยสักนิด

“หืม ยังไง”

“มันเป็นอุบัติเหตุอะพี่ รีสไม่รู้ว่าพี่เขาจะไม่พอใจรีสหรือเปล่าที่รีสไปรบกวนเขาแบบนั้น”

“รบกวนที่ว่ามันยังไง จะได้ช่วยถูก”

นั่นสิ ฉันจะมาพูดอ้ำอึ้งแบบนี้ให้เสียเวลากันทำไมนะ ทำไมฉันถึงไม่เป็นตัวของตัวเองแบบนี้เลยเนี้ย นี่ถ้าเพื่อนของฉันมาเห็นท่าทางของฉันแบบนี้เข้าพวกมันคงต้องหัวเราะเยาะเย้นฉันแน่ร้อยเปอร์เซ็นต์

“คือรีสเผลอไปล้มทับพี่เขาตอนนอนนะ”

ฉันตอบไปแต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าล้มลงไปนั่งทับส่วนไหนของพี่เขา

“เรื่องแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก ถึงไอ้รามมันจะเป็นพวกหัวร้อนแต่ใช่ว่ามันจะเป็นคนที่ไม่มีเหตุผล มันคงไม่ถือสาเราหรอก ไม่ต้องห่วงสบายใจได้ แต่คราวหน้าก็ระวังหน่อยก็แล้วกัน”

“ค่ะ”

เฮ้อ ได้ยินแบบนี้ฉันก็ค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อยนึกว่าจะเป็นปัญหากับสมาชิกในวงตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานซะแล้ว

“ถ้างั้นเราไปลองซ้อมกันเลยดีกว่า”

พี่พฤกษ์เอ่ยปากชวนฉันเลยพยักหน้ารับก่อนที่พี่เขาจะเป็นคนเดินนำหน้าฉันเข้าไปในห้องซ้อมอีกครั้งโดยมีฉันเดินตามหลังมาห่างๆ แต่..ถึงฉันจะรู้สึกสบายใจกับเรื่องเมื่อกี้ขึ้นมาบ้างแล้วแต่เนื่องจากวันนี้ฉันพึ่งได้รู้จักกับสมาชิกคนอื่นเลยทำให้ฉันยังคงมีอาการเกรงๆ หลงเหลืออยู่บ้าง โดยเฉพาะกับพี่ที่ชื่อว่ารามสูรคนนั้น

แต่ฉันก็ต้องสลัดความคิดบ้าๆ นั้นทิ้งให้หมดเพราะพี่พฤกษ์ก็บอกไปแล้วว่าไม่มีอะไรน่าห่วง ฉันก็ควรเชื่อคำพูดของเขา ฉันจึงหันมาตั้งใจกับการซ้อมในวันนี้แทน และดูเหมือนว่าฉันจะคิดไปเองฝ่ายเดียวเพราะหลังจากที่เราซ้อมกันมาหลายชั่วโมงมันก็ทำให้ฉันรู้ว่า พี่คนนั้นเขาไม่ได้มีอะไรกับฉันจริงๆ ถึงเขาจะเป็นคนที่ดูเขาถึงยากหน่อยๆ แต่มันก็ไม่เกินความสามารถของฉันที่จะสนิทกับเขาหรือคนอื่นๆ ในวงหรอก

“แหม่ ไอ้พฤกษ์มึงแม่งตาถึงจริงๆ นอกจากน้องแอรีสจะสวยไม่พอเสียงยังเพราะอีก แบบนี้เอาใจพี่ครามไปเลยเต็มๆ”

พี่ครามซึ่งเป็นมือกีตาร์ที่มีนิสัยค่อนข้างขี้เล่นเอ่ยขึ้น ทำให้ฉันยิ้มออกมาทันทีหลังจากที่ถูกเขาชมกันมาซึ่งๆ หน้าแบบนั้น แต่ต่อมาพี่ครามก็ต้องหัวคะมำไปข้างหน้าเนื่องจากถูกฝ่ามือของพี่พฤกษ์ซึ่งเป็นมือเบสและอดีตนั่งร้องของวงตบเข้าที่หัวของเขาไปเต็มๆ จนได้ยินเสียงดังก่องไปทั่วทั้งห้อง พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดตามมาติดๆ

ผลัวะ!

“โอ๊ย! ไอ้พฤกษ์ตบหัวกูทำไม”

“มึงจะหม้อใครก็ได้แต่กูขออย่ายุ่งกับคนในวงเดียวกัน”

“ชิ”

ฉันว่าบางที การที่ฉันตัดสินใจมาทำงานที่นี่มันอาจจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับฉันก็ได้ พวกเขาก็ไม่ได้แย่อย่างที่ฉันคิดไว้ก่อนหน้านี้ ดูอบอุ่นกว่าที่คิดอีกแฮะ

“อืม เอาเป็นว่าคืนนี้เราเริ่มขึ้นร้องเลยก็แล้วกัน”

หลังจากที่พี่พฤกษ์ฟาดฟันตบตีกับพี่ครามเสร็จเขาก็หันมาเอ่ยกับฉันด้วยน้ำเสียงที่ดูอบอุ่นเช่นเคย แต่มันจะไม่เร็วไปหน่อยเหรอ ฉันพึ่งซ้อมกับพวกเขาวันนี้เองนะ จะให้ฉันไปขึ้นร้องเลยมันได้เหรอ เขาจะไม่คุยกับเจ้าของร้านสักนิดเลยงั้นเหรอถึงได้ตัดสินใจกันปุบปับแบบนี้ ถ้าฉันทำพังขึ้นมามันจะเป็นยังไงเนี้ย

“แต่..”

“ไม่ต้องกังวลไปหรอก เรามีฝีมือแบบนี้ไม่ต้องห่วง งานนี้สบายๆ อยู่แล้ว”

พี่เขาไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้พูดอะไรเลยจริงๆ ให้ตายสิ แบบนี้มันก็ปฏิเสธไม่ได้ดิ

“เอ่อ..”

“งั้นตกลงตามนี้”

เฮ้อ ดูเหมือนว่าที่พวกพี่เขาถามนั้นไม่ได้ต้องการความคิดเห็นจากฉันเลยสักนิดสินะ ถึงได้ตัดสินใจกันเอาเองแบบนี้แถมสมาชิกคนอื่นก็ไม่มีทีท่าว่าจะคัดค้านอะไรเลยสักนิดแถมยังเออออไปตามกันอีก พวกพี่เขาจะชิลไปไหน นี่มันเรื่องเงินๆ ทองๆ เลยนะ จะชิลกันไปไหม

“งั้นรีสขอกลับไปเตรียมตัวที่ห้องก่อนก็แล้วกัน แล้วจะกลับมาอีกที”

“อืมได้ สองทุ่มเจอกัน”

“ได้พี่ รีสไปนะคะ”

ฉันเอ่ยบอกแล้วจัดการเก็บข้าวของของตัวเองมาถือไว้แล้วเดินออกจากห้องซ้อมทันทีเพราะเวลาที่เหลือมีเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงถึงหอพักของฉันจะอยู่ไม่ห่างจากที่นี่ก็เถอะ แต่ฉันขอกลับไปเตรียมตัวเตรียมใจก่อนก็แล้วกัน

เวลาต่อมา

หลังจากที่ฉันกลับมาพักผ่อนที่หอพักซึ่งอยู่ไม่ไกลจากผับที่ฉันพึ่งได้งานไปไม่มากนัก หอพักที่ฉันอยู่ไม่ได้หรูหราอะไรมาก ฉันไม่ใช่คนที่ติดหรูมาตั้งแต่เด็กแล้ว มีอะไรที่พอหลับนอนได้ฉันคนนี้ก็อยู่ได้หมดแหละ แต่เนื่องด้วยพ่อแม่ฉันอยากให้ฉันอยู่อย่างสบายฉันเลยเลือกที่จะอยู่ได้ตามความต้องการเพียงแค่นี้ ห้องนี้ไม่ใหญ่มากเพราะฉันดื้อด้านที่จะอยู่ห้องเล็กๆ สิ่งที่ฉันได้คือห้องขนาดกลางไม่ใหญ่ไม่เล็กแต่มันก็ดีกว่าห้องที่พ่อแม่ฉันเตรียมให้ก็แล้วกัน แถมค่าห้องก็ไม่ได้แพงอะไรด้วย ฉันก็เลยไม่ได้รบกวนเงินพ่อแม่ยังไงละ

ตอนนี้ก็ได้เวลาที่ฉันต้องออกไปทำงานจริงๆ จังๆ แล้ว ตอนนี้ก็เตรียมตัวเตรียมใจตัวเองแล้วด้วย หวังว่าวันนี้มันคงเป็นวันที่ดีของฉันนะ

ครืด ครืด ครืด

แต่ในระหว่างนั้นเองโทรศัพท์มือถือของฉันมันก็สั่นขึ้นมาเมื่อมีสายเรียกเข้า พอฉันก้มหน้าลงไปมองที่หน้าจอก็เห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอแล้วตัดสินใจกดรับสายทันที

“อืม ว่าไงฟิน”

ฟิน ที่ฉันพึ่งเอ่ยเรียกชื่อมาเมื่อกี้คือคนที่โทรเข้ามาหาฉัน ฉันเคยบอกไปแล้วว่าฉันมีเพื่อนสนิทเพียงแค่สองคน ฟินคือหนึ่งในนั้น ฟิน หมอนี่เป็นผู้ชายที่ค่อนข้างฮอตในหมู่สาวๆ หน้าตาของมันก็ไม่ต้องพูดถึงถ้าไม่หล่อ สาวๆ คงไม่ตามกรี๊ด แต่ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกับคนอย่างมันได้ทั้งๆ ที่คนอย่างมันไม่ได้มีอะไรดีเลยนอกจากหน้าตา แต่ก็อย่างว่าแหละมันคือเพื่อนถ้าให้มองในมุมเพื่อนมันถือว่าเป็นเพื่อนที่ดีแต่ถ้าในมุมผู้หญิงมองผู้ชาย หมอนี่มันอันตราย

ส่วนอีกคนคือ จูน สาวหุ่นนางแบบเจ้าแม่ขาวีนหุ่นสะบึ้ม ยัยนี่เป็นเพื่อนชะนีของฉันที่ค่อนข้างนิสัยร้ายกาจ ถ้าเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือแรดนั่นแหละ แต่จริงๆ แล้วมันนิสัยดีกว่าที่คิดนะถึงหน้าตามันจะชวนหาเรื่องคนได้ตลอดเวลาก็เถอะ เฮ้อ เอาเป็นว่าเพื่อนๆ ของฉันมันก็มีแค่นี้แหละ

(เฮ้ย ได้ข่าวว่าคืนนี้ขึ้นร้องอย่างนั้นเหรอ)

อืม ข่าวเร็วใช้ได้ ยัยจูนคงเป็นคนคาบข่าวไปบอกสินะ

“อืม รู้เร็วดี”

(ฮ่าๆ งั้นคืนนี้ฉันแวะไปหาก็แล้วกัน)

ฉันฟังไอ้ฟินพูดไปด้วยพร้อมๆ กับเดินออกมาจากห้องพักแล้วเดินลงบันไดจนถึงหน้าหอพักภายในเวลาอันเพียงนิดเดียว ถึงฉันจะขาสั้นแต่ฉันไม่ใช่คนที่ทำอะไรเอื่อยๆ หรอกนะ

“อืม แล้วแต่”

(แล้วเป็นไงเพื่อนร่วมวง)

คำถามต่อมาของไอ้ฟินไม่ได้เข้าหูของฉันเลยสักนิดเมื่อสายตาของฉันเหลือบไปเห็นว่าหน้าหอพักขอฉันตอนนี้มีกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งนั่งรวมตัวกันอยู่ เวลาค่อนข้างดึกแบบนี้พวกเขามานั่งแถวนี้ก็แสดงว่าต้องมีหนึ่งในนั้นพักอยู่ที่หอพักเดียวกันกับฉันแน่ เพราะไม่อย่างนั้นกลุ่มนี้คงถูกลุงยามไล่ตะเพิดไปแล้ว

และกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่กลุ่มวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในวัยคึกคะนองทั่วไปแน่เพราะชุดนักศึกษาที่พวกเขาสวมอยู่ที่บ่งบอกว่าอยู่สถาบันเดียวกันกับฉันบวกกับรถมอเตอร์ไซค์ที่พวกเขานั่งกันอยู่มันไม่ใช่ราคาที่คนธรรมดาทั่วไปจะซื้อได้ โลโก้ของยี่ห้อรถที่โชว์หราอยู่ตรงนั้นมันทำให้ฉันดูออกทันทีว่าคนพวกนี้มีอันจะกิน

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันต้องเมินคำถามของไอ้ฟินมันไม่ใช่เพราะกลุ่มวัยรุ่นนั่นเสียงดังหรอก แต่มันมีสายตาจากที่ไหนก็ไม่รู้กำลังเพ่งเล็งมาที่ฉันเลยทำให้ฉันต้องหันไปที่ที่ฉันรู้สึกได้อย่างเลี่ยงไม่ได้

(เฮ้ย รีสฟังฉันอยู่หรือเปล่า)

“อะ อืม เมื่อกี้ว่าไงนะ”

ฉันละสายตาจากคนพวกนั้นแล้วหันมาตั้งใจคุยกับไอ้ฟินต่อ แต่ไม่รู้ทำไมฉันยังรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกเป็นเป้าสายตาของใครบางคนอยู่เลย

(ฉันถามว่าเพื่อนร่วมวงเธอเป็นไงบ้าง นี่ใจลอยไปไหนเนี้ย)

“คนในวงก็โอเค แค่นี้ก่อนก็แล้วกันฉันจะนั่งรถไปทำงานแล้ว”

ฉันบอกหลังจากโบกแท็กซี่ได้

(อืม แล้วเจอกัน)

แล้วฉันก็กดตัดสายไอ้ฟินไปพร้อมกับก้าวเท้าขึ้นรถแท็กซี่แล้วมุ่งหน้าไปที่ผับที่ฉันพึ่งได้งานทันที เฮ้อ บ้าจริง ทำไมฉันต้องไปสนใจอะไรที่ไม่เข้าเรื่องแบบนั้นด้วยเนี้ย ช่างเถอะ

Live Club

ฉันก้าวเท้าเข้ามาในผับหลังจากที่เดินทางมาถึง แต่จะว่าไปผับนี้นี่คนเยอะทุกวันเลยจริงๆ เยอะจนแทบไม่มีทางเดิน อยากรู้จังว่าเจ้าของผับเนี้ยเข้าใช้การตลาดแบบไหนคนถึงได้เยอะแบบนี้ทุกวัน เขาคงได้กำไรเยอะแน่ๆ เลย

ฉันคิดไร้สาระกับตัวเองก่อนที่จะเดินไปยังห้องพักของนักดนตรีที่พี่พฤกษ์ได้บอกไว้ก่อนที่ฉันจะกลับว่าถ้ามาถึงให้ฉันมารอที่ห้องนี้ ซึ่งมันอยู่คนละชั้นกับห้องซ้อม ห้องซ้อมที่ฉันเคยมาก่อนหน้านี้อยู่ชั้นสองใช่ไหม แต่นี่อยู่ชั้นหนึ่งเห็นบอกว่าอยู่ใกล้ๆ กับเวที คงเป็นห้องนี้สินะ

ฉันมองห้องที่อยู่ตรงหน้าซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นห้องเดียวกันกับที่พี่พฤกษ์บอก ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดประตูเข้าห้องไป ห้องนี้หรูหรากว่าที่คิด หรูเกินไปที่จะเป็นห้องพักนักดนตรี เพราะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างครบครัน แสดงว่าเจ้าของที่นี่ต้องเป็นคนที่ใจดีมากๆ แน่ถึงได้สร้างห้องหรูหราแบบนี้ให้นักดนตรีอยู่ แต่ในระหว่างที่ฉันกำลังกวาดสายตามองดูรอบๆ ห้องอยู่นั้นสายตาของฉันก็บังเอิญไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างและสิ่งสิ่งนั้นก็ทำให้ฉันยืนนิ่งอยู่กับที่ทันที

ฉันมองภาพตรงหน้าอย่างไม่ค่อยเชื่อสายตาของตัวเองสักเท่าไหร่ว่าตัวเองจะมาเจออะไรแบบนี้เข้าจริงๆ ภาพที่ฉันว่าคือมีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังซุกใบหน้าอยู่ระหว่างขาของผู้ชายที่เป็นหนึ่งในสมาชิกในวงของฉัน เขาคนนั้นคือพี่ราม ผู้ชายที่ฉันเจอเขาครั้งแรกก็สร้างเรื่องให้เขาแล้ว และตอนนี้เขาก็กำลังทำ...กับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่

พรึบ!

แต่จู่ๆ เขาที่หลับตาพริ้มปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นปรนเปรอเขาอยู่นั้นก็ลืมตาขึ้นมาก่อนที่สายตาที่ไร้ความรู้สึกของเขาจะเลื่อนมามองที่ฉัน

“เออ ขอโทษด้วยพี่ รีสไม่ได้ตั้งใจ จะรีบออกไปเดี๋ยวนี้แหละ”

ฉันรีบขอโทษไปทันทีเพราะคิดว่าครั้งนี้ฉันทำเรื่องเข้าอีกแล้ว พี่พฤกษ์ก็เตือนฉันซะดิบดีว่าอย่าทำให้พี่รามเขาไม่พอใจ แต่ครั้งนี้ฉันไม่รู้จริงๆ นี่นาว่าเขากำลังทำเรื่องแบบนั้นกับผู้หญิงอยู่ในห้องนี้ รู้แบบนี้ไม่เปิดเข้ามาตั้งแต่แรกซะก็ดีฉันจะได้ไม่มีเห็นภาพที่น่าสยดสยองแบบนี้เข้า แต่เอ๊ะ แล้วทำไมฉันยังยืนจ้องพวกเขาอยู่เนี้ย เสียมารยาทจริงๆ เลยยัยรีส

ฉันคิดกับตัวเองแบบนั้นแล้วรีบละสายตาจากภาพตรงหน้าทันทีก่อนที่จะหมุนตัวเพื่อเดินออกจากห้องนั้นแล้วไปตั้งหลักที่หน้าห้องแทน แต่..

ตุ๊บ!

“อะ”

ฉันอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจเพราะทันทีที่ฉันหมุนตัวเดินออกมาฉันก็เผลอไปเดินชนใครเข้าอย่างจัง

“ขอโทษค่ะ”

วันนี้วันซวยอะไรของฉันเนี้ย ทำไมฉันทำอะไรก็ดูเหมือนมันผิดไปหมดซะทุกอย่างเลย แต่ทันทีที่ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่ฉันพึ่งเดินชนเท่านั้นแหละความรู้สึกเหมือนโล่งใจก็กลับมาคืนสู่ร่างฉันอีกครั้ง เป็นพี่พฤกษ์นี่เอง

“เฮ้อ พี่พฤกษ์นี่เอง นึกว่าใคร”

ฉันเอ่ยขึ้นมาด้วยความโล่งอกซึ่งคนตรงหน้าที่ตัวสูงกว่าฉันก็ได้แต่ก้มหน้ามองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย

“แล้วนึกว่าใครกันละ แล้วนี่ทำไมทำหน้าตาตื่นแบบนั้น ทำไมไม่ไปรอในห้อง”

พี่พฤกษ์ไม่เพียงแค่พูดแต่ทำท่าเหมือนจะเดินนำฉันไปเข้าในห้องที่ฉันพึ่งออกมาเมื่อกี้ ไม่ได้นะ ฉันจะให้พี่เขาเข้าไปเห็นภาพอย่างที่ฉันเห็นไม่ได้เป็นอันขาด

หมับ!

ฉันเลยคว้าแขนพี่พฤกษ์ไว้เพื่อไม่ให้พี่เขาเดินต่อ และพี่พฤกษ์ก็หยุดการกระทำของเขาทันทีก่อนที่เขาจะเลื่อนสายตามามองมือของฉันที่จับแขนของเขาเอาไว้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

“มีอะไร”

“คือ..”

“อ้าว น้องแอรีสคนสวยเวลาไม่ได้อยู่ในชุดนักศึกษาก็ยังสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ”

พี่ครามที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากทางไหนจู่ๆ ก็เดินเข้ามาสมทบพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างกับคนที่อารมณ์ดีตลอดเวลา มันก็น่ายินดีอยู่นะที่พี่เขายิ้มแบบนี้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่ฉันจะมาสนใจเรื่องนั้น ตอนนี้ฉันต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ทุกคนเข้าไปในห้องนั้นให้ได้

“มีอะไรกันเหรอ ทำไมไม่เข้าไปคุยกันในห้อง”

“กูก็กำลังจะเข้าไปแต่ รีสไม่ยอมให้กูเข้าไปเนี้ย”

“ตรงนี้ร้อนจะตาย เข้าไปตากแอร์เย็นๆ ในนั้นดีกว่าเนอะ”

พี่ครามไม่เพียงแค่พูดแต่พี่เขากลับเอื้อมมือมาจับแขนฉันไว้ข้างหนึ่งก่อนที่เข้าจะลากฉันเดินตามเขาเข้าไปในห้องโดยไม่ถามความเห็นฉันสักคำ ฉันไม่รู้ด้วยแล้ว เรื่องพวกนี้ให้พวกพี่เขาเคลียร์กันเองก็แล้วกัน

แต่...ฉันว่ามันมีอะไรบางอย่างแปลกไป ตอนนี้เราก็เข้ามาในห้องนี้กันแล้ว แต่ทำไมไม่เห็นพวกพี่เขาพูดอะไรกันขึ้นมาเลยละ ฉันเลยหันไปมองจุดที่เกิดเหตุอีกครั้งเพื่อนเช็กว่าสถานการณ์ตอนนี้กลับมาสู่ความปกติหรือยังแต่พอหันไปมองฉันก็ต้องรีบหันกลับมาทันทีเพราะตอนนี้พี่รามยังคงทำเรื่องแบบนั้นกับผู้หญิงคนนั้นโดยไม่สนใจสายตาใครอยู่ แล้วทำไมคนอื่นๆ ถึงได้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้ละ พวกเขากำลัง..กันอยู่นะ ถึงจะไม่ถึงขั้นมีอะไรกันแต่มันก็เกือบไหมล่ะ เรื่องแบบนี้ควรทำโดยไม่สนใจใครได้เลยอย่างนั้นเหรอ

“เป็นไรไปน้องแอรีส ทำไมเอาแต่ก้มหน้าก้มตาละครับ”

พี่ครามเอ่ยถามฉันเลยได้แต่เม้มปากของตัวเองไว้แน่นแล้วพยายามบอกตัวเองในใจไม่ให้หันไปมองตรงทิศทางนั้นเป็นอันขาด

“อ่อ”

แต่ดูเหมือนว่าพวกพี่เขาจะรู้แล้วว่าทำไมฉันถึงทำท่าทีแบบนี้ถึงได้ครางออกมาด้วยน้ำเสียงแบบนั้นกัน

“ไอ้รามสินะ”

พวกพี่ช่วยเดือดร้อนกับเรื่องนี้กันสักหน่อยได้ไหม โวยวายหน่อยไม่ใช่ทำเป็นนิ่งแบบนี้

“อ่อ พี่ลืมบอกอะไรบางอย่างไป”

พี่พฤกษ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพร้อมกับเช็กเบสของเขาไปด้วยท่วงท่าสบายใจเหมือนไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับกิจกรรมตรงมุมห้องนั้นเลยสักนิด

“เรื่องที่ไอ้รามกำลังทำอยู่ ควรชินเอาไว้นะ มันทำแบบนี้ทุกวัน อย่าไปสนใจมันเลย”

ทุกวัน อย่าบอกนะว่าฉันต้องเจออะไรแบบนี้ทุกวัน ให้ตายสิ คนปกติที่ไหนเขาทำกัน แล้วทำไมฉันต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ด้วย ตายแน่ ตาฉันต้องเป็นตากุ้งยิงแน่ๆ เสียสายตาชะมัดเลย แล้วไอ้ที่บอกให้ชิน ฉันต้องทำตัวให้ชินกับมันยังไงเหรอ

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “96GGM” บน moboreader เพื่ออ่านหนังสือฉับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
96GGM
คัดลอก
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย กรงรักร้อนสามีเฉพาะกิจ
7.8
ปอป่านถูกเรียกตัวกลับไทยเพียงเพื่อจะพบว่าอาเฟื่องรัตน์ได้จัดงานหมั้นสายฟ้าแลบให้เธอกับธราเทพ พี่ชายที่แสนดีในวัยเด็ก ท่ามกลางความสับสนและน้อยใจ ปอป่านไม่เคยรู้เลยว่าอาของเธอกำลังป่วยหนักด้วยเนื้องอกในสมองและต้องการฝากฝังชีวิตหลานสาวไว้กับคนที่ไว้ใจได้ที่สุดก่อนจะจากไป ธราเทพผู้หลงรักเธอมาตลอดจึงต้องรับบทสามีเฉพาะกิจเพื่อปกป้องเธอจากชัยนันท์ อาหนุ่มผู้โลภมากที่หวังฮุบสมบัติมหาศาล เขาจะใช้ความรักและความจริงใจพังทลายกำแพงหัวใจของเธอลงได้หรือไม่ในเกมชิงอำนาจครั้งนี้ได้หรือไม่
หน้าปกนวนิยาย You're My Breakfast มื้อเช้าอันแสนอบอุ่น
8.3
ท่ามกลางแสงสีของเซี่ยงไฮ้ ฟู่ ชิงชวน ซีอีโอหนุ่มผู้เย็นชาแห่งเฉิงหยวนกรุ๊ปได้ปิดตายหัวใจจากความรักหลังถูกคนรักเก่าทรยศ ทว่าโชคชะตากลับนำพาให้เขาได้พบกับ ฟาง ซีอัน หญิงสาวผู้มุ่งมั่นที่เพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศเพื่อเผชิญหน้ากับมรสุมหนี้สินพนันมหาศาลของลุง เธอตัดสินใจเข้าทำงานในบริษัทของเขาเพื่อกอบกู้สถานการณ์ครอบครัว การพบกันโดยบังเอิญครั้งนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ทลายกำแพงน้ำแข็งในใจ และเปลี่ยนความโดดเดี่ยวให้กลายเป็นความอบอุ่นที่พวกเขาโหยหา
หน้าปกนวนิยาย เล่ห์รักไฟสวาท
9.4
คิมหันต์รั้งท้ายทอยปิ่นปักให้เข้ามารับจัมพิตที่แสนเร่าร้อน แม้หญิงสาวจะสับสนแต่สัมผัสนี้กลับปลุกเร้าความคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับอ้อมกอดที่เธอเคยได้รับเมื่อคืนก่อนหน้า ในขณะที่ชายหนุ่มผู้ปากแข็งว่าเกลียดชังเธอกลับตกหลุมพรางความหวานล้ำเกินห้ามใจ หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความปรารถนาที่ทวีคูณขึ้นทุกวินาที จนเริ่มนึกหวงแหนริมฝีปากคู่นี้และไม่ยอมให้ชายใดได้ครอบครองความละมุนที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่ควรได้รับสัมผัสอันแสนพิเศษนี้เพียงผู้เดียว
หน้าปกนวนิยาย ของหวงผู้ชายเอาแต่ใจ
9.1
นิยายแนวโรแมนติกที่ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์อันร้อนแรงและเข้มงวด เมื่อเธอตกอยู่ในสถานะผู้หญิงที่เป็นดั่งของหวงเพียงหนึ่งเดียวของเขา ชายหนุ่มผู้มีนิสัยเอาแต่ใจและเต็มไปด้วยความครอบงำอย่างที่สุด เขาขีดเส้นตายไว้อย่างชัดเจนว่าเธอคือสมบัติส่วนตัวที่มีไว้ให้เขาชื่นชมเพียงผู้เดียวเท่านั้น โดยห้ามไม่ให้ผู้ชายหน้าไหนก็ตามบังอาจเข้ามาแตะต้องหรือเข้าใกล้เธอโดยเด็ดขาด หากใครกล้าลองดีจะต้องเผชิญกับความเกรี้ยวกราดของเขาที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างเพื่อปกป้องสิทธิ์ในตัวเธอ
หน้าปกนวนิยาย รักใจดำแสนทรมาน : ภรรยาบาปของคุณฟู่
8.2
คืนวิวาห์กลายเป็นฝันร้ายเมื่อฟู่ฮันจุนตราหน้าเจียงอี้หานว่าเป็นฆาตกรทำลายพี่ชายเขาและประกาศจะทรมานเธอให้ตายทั้งเป็น ทว่าสถานการณ์บังคับทำให้เธอต้องเสียสละกายช่วยชีวิตเขาจนตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจ อี้หานพยายามปกปิดความลับท่ามกลางความเกลียดชังที่สามีมอบให้ แต่ขณะที่เขาทำร้ายจิตใจเธอกลับปกป้องเธอจากคนอื่นอย่างลับๆ แม้กระทั่งยกทรัพย์สินให้โดยที่เธอไม่รู้ตัว เมื่อความอึดอัดถึงขีดสุดจนเธอคิดจะหนี เขากลับรวบตัวเธอไว้พร้อมทวงถามถึงสายเลือดในท้องที่เธอซ่อนไว้
หน้าปกนวนิยาย เรือนรักเรือนเสน่หา (เรือนคุณพระ)
9.2
ท่ามกลางพิษไข้ที่รุมเร้า บุษบาไม่อาจยอมให้ศรจากไปไหน สายตาที่สั่นคลอนของเธอทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจละทิ้งทุกอย่างเพื่ออยู่เคียงข้างเตียง ศรประคองใบหน้าหญิงสาวด้วยความทะนุถนอม พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะจัดการทุกอุปสรรคเพื่อครองคู่กับเธออย่างถูกต้อง เขาโอบกอดร่างบางไว้ในอ้อมแขนด้วยความรักที่เต็มเปี่ยม หวังเพียงให้ความอบอุ่นนี้คงอยู่ชั่วนิรันดร์ แม้ในยามที่สติของบุษบาจะเลือนรางคล้ายฝัน แต่สัมผัสอันอ่อนโยนและคำว่ารักจากใจเขาก็ยังคงชัดเจนและตราตรึง