ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย THE BOY พ่อตามขา

THE BOY พ่อตามขา

เมื่อความสัมพันธ์ถูกพันธนาการด้วยความเคียดแค้นและการจองเวร ไม่ว่านายจะเลือกทำตัวร้ายกาจหรือเลวทรามเพียงใด จงปลดปล่อยความโหดร้ายนั้นออกมาให้ถึงที่สุดตามที่ใจต้องการ แต่อย่าลืมความจริงที่ว่าต่อจากนี้ไปชีวิตของเราทั้งคู่จะต้องผูกติดกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ฉันพร้อมจะเผชิญหน้าและเป็นคู่เวรคู่กรรมเคียงข้างนายไปจนกว่าความตายจะมาพรากเราจากกัน เตรียมใจไว้เถอะว่านายจะไม่มีวันสลัดฉันพ้นไปจากวงจรชีวิตอันแสนบิดเบี้ยวนี้ได้เลย
ตอน
แชร์

ตอน 2

CHAPTER 01

ตาม ภูมิรพี: TALK

@ร้านไอศกรีม Banana

“ไอศกรีมมาแล้วค่ะ ทานให้อร่อยนะคะ”

“ขอบคุณครับ”

สิ้นเสียงตอบรับถ้วยไอศกรีมแก้วใหญ่บนโต๊ะก็ถูกมือขาวอวบอั๋นขนาดเล็กเลื่อนไปด้านหน้าตัวเองท่าทางเตรียมพร้อมจะทานมากที่สุด สักพักในเวลาต่อมารอยยิ้มหวานถูกส่งผ่านมาทั้งที่ไอศกรีมรสช็อตโกแลตยังคาปากเล็กสีเชอร์รี่สุกอันจิ้มลิ้ม ภาพน่ารักตรงหน้าชวนให้เกิดความสุขจนอดทำให้นิ้วมือเรียวขาวใหญ่มีเส้นเลือดปูดตามประสาผู้ชายเข้าของตัวเองไปเช็ดมุมปากที่เลอะออกมาอย่างเบามือ

เกือบห้าโมงเย็นแสงสุดท้ายของฤดูหนาวกำลังจะลาลับขอบฟ้าของเอเชียโซนเอ้าท์ดอร์ชั้นสองของร้านไอศกรีมยังมีผู้คนคับคั่งเข้ามาใช้บริการกันเนืองแน่น ผมมาที่นี่หลายครั้งต่อหลายครั้งแต่ยังไม่เคยเห็นคนเยอะขนาดนี้ทั้งที่อากาศเย็นแต่ผู้คนก็ยังไม่ห่างจากของหวานที่ขึ้นชื่อว่าไอศกรีม โซนที่ผมนั่งอยู่มีหลายโต๊ะส่วนมากเป็นผู้หญิงทั้งนั้นไม่ว่าวัยทำงานวัยรุ่นมัธยมหรือแม้กระทั่งวัยนักศึกษา

ไอศกรีมคงเป็นสิ่งเยียวยาจิตใจชั้นดีอีกทั้งยังช่วยดับความร้อนในช่วงบ่ายที่ถึงแม้จะอยู่ในช่วงฤดูหนาวแต่ก็อย่างที่ทุกคนสัมผัสได้เมืองไทยไม่ว่าจะฤดูไหนก็ร้อนเหงื่อแตกได้ทุกเมื่อไม่เว้นแม้แต่ฤดูหนาว ฤดูหนาวถ้าเป็นในเมืองหลวงก็แค่รู้สึกเย็นในตอนเช้าและตอนกลางคืนเท่านั้นเว้นแต่ปีนั้นๆ จะหนาวจริงหน่อย

“ไงมึงสบายดีนะ?”

เหอะ...

ไอ้คนถามไม่แม้แต่จะมองหน้าผมเลยสักนิดแต่กับลากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงไปในไขว่ห้างกระดิกเท้าอย่างสบายอกสบายใจเหมือนไม่ทุกข์ร้อนห่าใดๆ สักนิด ประโยคเมื่อกี้มันประชดผมชัดๆ ไม่ตั้งใจถามเพื่อเอาคำตอบอะไรทั้งนั้นหรอกทว่าผมกับอยากตอบมันเหลือเกิน

“ตามึงก็เห็น”

“ตากูอยู่บ้านไม่ได้มาด้วยคงไม่เห็นมึงหรอกวะ”

ควาย...

ประโยคที่ผมพูดต่อแต่ไม่เปล่งเสียงออกมาได้ส่วนไอ้คนที่พึ่งตอบกวนตีนก็ยิ้มเยาะชอบใจส่งกลับมาแทน มันรู้ว่าผมตอบอะไรให้มัน ไอ้นี่มันชอบกวนส้นตีนเหลือเกินอยู่ดีๆ ไม่ดีจะตายมั้ง มันชื่อ ‘บอล’ ครับเพื่อนผมคนนี้

มันเท่เบ้าหน้าก็พอเอาเข้าวัดเข้าวาได้แต่ถ้าจะถามถึงรูปร่างส่วนสูงโคตรดูดีระดับเดียวกับนายแบบคิดดูแล้วกันว่าจะจัดให้มันอยู่ในระดับไหนส่วนผมให้เพื่อนเวรของตัวเองจัดอยู่ในระดับที่ดีมากถ้าไม่รวมกับปากหมาๆ ของมัน

“วันหลังมึงก็เอามาด้วยแล้วกัน ชีวิตกูมันน่าให้มึงเสือกเหลือเกิน”

แล้วผมก็พูดขึ้นอีกครั้ง ตอบมันอย่างไม่ใส่ใจไม่สนใจด้วยซ้ำว่าหน้าคนฟังจะมีสีหน้าท่าทางยังไงเพราะสายตาตัวเองจดจ้องกับอะไรบางอย่างซึ่งแน่นอนว่ามันสำคัญกว่าเพื่อนปากหมาๆ หลายเท่าตัว

“งั้นก็สมที่คนบาปอย่างมึงจะตกอยู่ในสภาพนี้”

“สภาพนี้ก็ดีกว่าตกอยู่กับพวกมึงไอ้บอล”

พวกมึง... บอกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่ผมกับไอ้บอลเท่านั้นแต่ยังมีอีกหลายคนด้วยกันเดี๋ยวพวกมันก็เข้ามาในชีวิตของผมเองนั่นแหละเข้ามาทีละคนสองคนหรือไม่ก็เข้ามาแบบรวบยอดทีเดียวเป็นกลุ่มแต่ไม่เข้ามามันจะสงบสุขมากกว่า

“ครับไอ้คุณตาม” ไอ้บอลมันยอมสงบปากหมาๆ ของตัวเองก็เพื่อหันไปยิ้มหวานจนตาหยีให้กับอีกคนหนึ่งที่นั่งเงียบทานไอศกรีมพร่องไปเกือบถ้วยใหญ่แล้ว “สวัสดีค่ะสาวน้อยต้องตาของน้าบอลคนหล่อ”

‘ตาม’ ชื่อของผมเองส่วน ‘ต้องตา’ เป็นชื่อลูกสาวคนเดียวของผมในปัจจุบัน ฟังไม่ผิดนะครับต้องตาเป็นลูกสาวของผมจริงๆ รู้แบบนี้แล้วคงไม่ต้องถามหาสถานะว่าโสดหรือเปล่า

มีลูกก็ต้องมีเมียไม่เห็นแปลก

“สวัสดีค่ะอาบอล”

ต้องตาวางช้อนไอศกรีมลงในถ้วยพนมมืออวบเล็กๆ ไหว้ไอ้บอลหลังจากนั้นก็กับไปสนใจสิ่งที่ชอบต่อโดยปล่อยให้คนถามกลายเป็นหมาหัวเน่าทันที

“ไม่น่าเชื่อ พ่อกับลูกโคตรเหมือนกันเลย”

“ก็ต้องตาลูกพ่อตามขานิคะอาบอล”

เสียงนี่ดังขึ้นเรียกเสียงหัวเราะพร้อมกับส่งรอยยิ้มเยาะไปสมน้ำหน้าเพื่อนปากหมาของตัวเอง เห็นไหมขนาดต้องตายังเข้าข้างพ่อตัวเองคงทนไม่ไหวกับความกวนตีนมั้ง

“ค่ะ อาบอลไม่เถียงเลยค่ะ ลูกพ่อตามขาจริงๆ”

“มาติมหมดแล้วมานั่งตักพ่อดีกว่า” ว่าแล้วผมก็ขยับตัวเลื่อนถ้วยไอศกรีมไปด้านหน้าไอ้บอลแล้วจัดการช้อนโอบอุ้มร่างเล็กของต้องตาเข้ามานั่งตรงกลางระหว่างขาของตัวเองซึ่งมีพื้นที่เล็กน้อยแต่พอดีกับลูกก่อนคว้าแก้วน้ำเปล่าขึ้นมาป้อนลูกสาวเป็นการตบท้าย ไอ้คำว่าติมผมได้ยินต้องตาพูดมานานแล้วนะไม่รู้ว่าเลียนแบบใครใครสอนใช่แม่ของต้องตาหรือเปล่าอันนี้ก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก “อร่อยมั้ย?”

“ติมอร่อยค่าพ่อตามขา มาอีกๆ”

มือเล็กเกาะขาผมทั้งสองข้างไว้แน่นหลังจากที่ดื่มน้ำเสร็จไปตอนก่อนหน้า ใบหน้ากลมมนมีแก้มยุ้ยหน่อยๆ สีแก้มแดงเล็กน้อยโดยธรรมดาเงยขึ้นจนสุดลำคอก่อนฉีกยิ้มแฉ่งอวดฟันเพื่อมองหน้าผมที่ก้มหน้าถาม

“คราวหน้าเดี๋ยวพ่อมาอีกเนาะ”

“เย้! พ่อตามขาใจดีที่สุดในโลกเล้ย....”

“อ้อนพ่อตามเข้าไว้นะคะต้องตา มาคราวหน้าทานเยอะๆ”

“ไอ้บอล”

ผมเอ่ยแค่นี้ทั้งที่ประโยคต่อมาอยากด่าแหลกใส่คำหยาบแบบซัดยับมากเหลือเกินแต่ต้องเก็บเอาไว้ยังไงก็อยู่ต่อหน้าต้องตา แค่คำว่ากู มึง หนักสุดก็แค่คำว่าเสือกก็พอแล้วอย่างอื่นโตขึ้นให้เรียนรู้เองดีกว่าอย่าพึ่งชี้โพลงให้กระรอกเลย

“คิกๆ อาบอลโดนพ่อตามขาดุ คิกๆ”

“พ่อตามขาของต้องตาดุน่ากลัวมาเลยค่ะ อาบอลกลัวๆ”

“คิกๆ อาบอลกลัวพ่อตามขา...”

ต้องตาพูดขึ้นในขณะที่ยังหัวเราะตามประสาเด็ก ไม่นานนักมือเล็กอวบชี้จิ้มจึกๆ เข้ามาตรงกระเป๋ากางเกงที่มีโทรศัพท์และกุญแจรถอยู่นูนอยู่ ผมรู้ดีว่าลูกสาวต้องการอะไรจึงล้วงเข้าไปเอาโทรศัพท์ให้ตั้งแต่นาทีนั้นมาลูกผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะได้แต่เลื่อนดูวีดีโอของเจ้ากระเป๋า

“ว่าแต่มึงมีอะไรไอ้บอล?”

ลงทุนตามมาจากไอจีที่ผมลงมันต้องไม่มีอะไรธรรมดาแน่นอนยิ่งคนอย่างไอ้บอลถ้าได้ชีพจรลงเท้าเมื่อไหร่เรื่องที่มันกำลังจะพูดก็ต้องสำคัญ

“เที่ยว”

“คงไม่เที่ยวแค่อย่างเดียว?”

“รู้ใจฉิบ”

ถ้าบอกว่าไม่ได้รู้ใจแต่ผมรู้จักสันดานของมันมากกว่า

“ไอ้บอล...” คราวนี้เสียงที่ผมใช้ค่อนข้างแข็งกระด่างผสมกับความจริงจังเพราะได้ยินคำหยาบออกมาเพิ่มรู้สึกไม่ค่อยชอบใจนัก “กูเคยบอกมึงว่าไง”

“กูขอโทษ”

“เออ”

พอเห็นมันขอโทษก็โอเคไม่ได้คิดอะไรมากมายจนทำให้ซีเรียสขนาดนั้นอีกอย่างมันก็มีบางเวลาพลั้งเผลอแต่อย่าให้มีบ่อยแล้วกัน

“วันนี้วันศุกร์”

ก็ใช่ไงวันนี้วันศุกร์พอผมไปรับต้องตาที่โรงเรียนก็ตรงมาร้านไอศกรีมแล้วมันแปลกตรงไหน

หรือว่า...

“ศุกร์หรรษาไงไอ้ตาม”

พูดจบไอ้บอลก็ยักคิ้วส่งมาให้เป็นอันว่ารู้กัน วันศุกร์สุดหรรษาสำหรับใครต่อใครไม่ว่าอาชีพไหนคืนนี้ก็คงต้องท่องราตรียาวหรือไม่ก็ไม่เมาไม่เลิก

“ศุกร์นี้คงไม่ใช่ของกู”

ว่าแล้วสายตาของผมก็มองก้มไปยังต้องตาเป็นเชิงบอกไอ้บอลว่าต้องดูแลลูกและยังไม่วายเอามืออีกข้างมาโอบกอดรอบตัวต้องตากันตกเก้าอี้เพราะเวลาดูโทรศัพท์ชอบไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

ดื้อเหมือนใครวะ

ไอ้บอลเข้าใจผมดีถ้าวันไหนต้องอยู่กับต้องตา ทุกอย่างมันจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเรื่องใดๆ ก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของผมใช้ได้เฉพาะกับคนที่ตัวเองรักเท่านั้น

คนอื่นไม่มีทางเห็นหัวมัน

“งั้นกูก็มาเสียเที่ยวดิ” เสียงถอนหายใจของไอ้บอลดังขึ้นมาแต่ก็ไม่ได้ทำให้น่าเห็นใจสักนิดเดียวเพราะอาจมีประโยคต่อที่เหมือนจะเจาะจงกัดผมโดยเฉพาะ “มึงโคตรเป็นผัวดีเด่น นี่ถ้าเมียไม่ติดสอบก็คงไม่ปฏิเสธแน่”

“ขอบใจที่ชมกูไอ้เลวบอล”

ส่วนเมีย... เธอก็คือตูน ตอนนี้เรียนปีสุดท้าย อายุอ่อนกว่าผมสองปี จริงๆ แล้วเธอน่าจะเรียนจบตั้งนานแล้วแต่เป็นเพราะท้องต้องตาก็เลยดรอปไว้ปีหนึ่ง

ท้องตอนที่บรรลุนิติภาวะแล้วนะข้อนี้ผมบอกไว้ก่อน เผื่อเข้าใจผิดกัน

“แล้ววันอื่น?”

“มันคืออนาคต”

เหี้ย...

รูปปากไอ้บอลพูดขึ้นแบบนี้แต่ไม่ออกเสียงทว่ามันไม่สะทกสะท้านผิวหนังหนาๆ ของไอ้ตามคนนี้หรอกชินชาไปแล้วด้วยซ้ำ คำพวกนี้พูดแล้วพูดอีกกับพวกมันวันละหลายๆ รอบไป

“เออ ตอบกวนกูเข้าไปไอ้ตาม”

ผมฉีกยิ้มกวนตีนส่งกลับไปให้ไอ้บอลประกอบกับท่าทางยียวนกวนประสาทเต็มเหนี่ยว ทีมันพูดกวนคนอื่นยังทำได้แล้วทำไมผมจะทำไม่ได้

“มึงอยากรู้มากเลยเหรอวะ?”

“ก็... เออๆ บอกก็บอกว่ะ” นั้นไงมันไม่ใช่เที่ยวอย่างเดียวเท่านั้นมีเรื่องอื่นมาพัวพันจนได้ ไอ้บอลมันคิดอะไรอยู่ไม่เจียนสังขาร “มึงจำน้องมิ้นท์ได้มั้ย?”

“ได้” ธรรมดาใครมันจะจำไม่ได้พึ่งเจอไปเมื่อวานกับมันเอง ลืมก็สมองเสื่อมแล้วระยะเวลาห่างไม่ถึง 24 ชั่วโมงด้วยซ้ำ “ไงต่อ”

“คืนนี้น้องเขาชวนกูเที่ยวเว้ย ผับที่ไปบ่อยๆ ”

“มึงก็ไปดิ บอกกูเพื่อ?”

“ก็น้องเขาจะไม่ไปไงถ้ามึงไม่ไปด้วย”

“เพื่อนเขาชอบกูว่างั้น?”

ที่แท้ก็ให้ไอ้บอลเป็นสะพานเชื่อมต่อมายังผม เพื่อนคนนี้มันจริงๆ เลยโว้ย ไม่ใช่มันไม่รู้ทันนะแต่มันแกล้งเออออทำทีโง่ไปอย่างงั้นแหละ

“มึงรู้...”

“เพื่อนมึงไม่ได้โง่ มองกูอย่างกับอยากเขมือบขนาดนั้นมึงก็เห็น”

สิ้นเสียงไอ้บอลก็หัวเราะจนทำให้ผมแทบอยากลุกขึ้นเตะมันรัวๆ

“น้องเขาชื่อบุ๋ม”

สิ้นเสียงร่างเล็กนุ่มนิ่มที่ผมโอบกอดเอาไว้เงยใบหน้าขึ้นมาสบสายตาของผมทำท่างงงวยจากนั้นนัยน์ตาสีนิลสวยก็เปลี่ยนเป็นเชิงอยากรู้อยากถาม

“พ่อตามขา... ใครบุ๋ม?”

เอาแล้วไงวะ

นี่แหละที่เขาถึงบอกว่าเด็กชอบเรียนรู้ชอบจดจำในสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด

“เอ่อ... เพื่อนอาบอลของลูกไง” ผมตอบลูกทันทีที่คิดได้โดยการบวยไปให้ไอ้บอลแทน เอาตัวรอดไว้ก่อนส่วนเพื่อนค่อยช่วยทีหลัง “ใช่ไหมบอล”

“ใช่ค่ะต้องตาเพื่อนอาบอลเอง”

ไอ้บอลรับไปแล้วต้องตาก็ยังทำท่ารุ่นคิดแป๊บหนึ่งซึ่งขนาดผมก็ไม่เข้าใจว่าลูกตัวเองทำไมต้องทำขนาดนั้นทั้งที่เป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ สีหน้าเหมือนโตเต็มที่แสดงออกเรื่อยๆ ทว่าแค่พักเดียวริมฝีปากจิ้มลิ้มก็เอ่ยขึ้นทำเอาเสียวสันหลังวาบ

“งั้นตาต้องบอกแม่ตูนมั้ยคะพ่อตามขา”

ซวยแล้วไง...

เป็นสิ่งที่ผมพูดในใจพร้อมกับฝืนยิ้มแห้งๆ ให้กับต้องตาลูกสาวตัวน้อยที่ยังเงยหน้ามองด้วยสายตาแป๋วใสซื่อตามสไตล์เด็ก สิ่งที่เด็กคิดกับผู้ใหญ่คิดมันไม่เหมือนเลยด้วยซ้ำโลกของเด็กก็เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาดไม่มีการแต่งแต้มสีลงไปให้เลอะเทอะส่วนผู้ใหญ่อาจเปื้อนจนแทบไม่มีที่ว่างด้วยซ้ำไป ประโยคนี้นึกไปถึงคนสอนถึงแม้ไม่อยู่ในสถานการณ์ก็ยังมีส่วนเสริมสร้างให้นึกถึง

ร้ายทั้งแม่อีกทั้งยังส่งเสริมลูกอีก

เธอมันน่าจับตีก้นจริงๆ ตูน...

“ไม่เกี่ยวกับพ่อตามขาของต้องตาเลยค่ะ ไม่บอกเนาะอาบอลขอ”

ไอ้บอลพูดขึ้นเป็นผมที่เงียบนิ่งไม่ได้ตอบอะไรกับลูกปล่อยให้ไอ้คนปากหมามันแก้ตัวไปก่อน เรื่องความฉลาดในการเอาตัวรอดต้องยกให้ไอ้บอลเป็นอันดับหนึ่งมันทำได้ดีเลยสำหรับเรื่องนี้และที่มันเอ่ยเอาตัวรอดได้รวดเร็วขนาดนี้ก็เพราะก่อนหน้าผมบวยเรื่องผู้หญิงชื่อบุ๋มให้มัน

ถ้าเรื่องนี้ถึงหูตูนเมื่อไหร่ไอ้บอลก็ไม่รอด

ผมก็ไม่รอดเหมือนกัน

ผลสรุปออกมาตายห่าทั้งคู่เดี๋ยวเมียก็หาว่าเป็นเพื่อนกันก็ต้องเข้าข้างกันอีก เพื่อนกันออกรับแทนกัน คิดแล้วโคตรปวดหัว

“แต่แม่ตูนบอกว่าถ้าเกี่ยวกับอาบอลก็ต้องบอกค่ะ”

จบสิ้นประโยคไอ้บอลหันใบหน้ามาหาผมและขยับปากแบบไม่มีเสียงอีกครั้ง ไอ้สันขวานตามลูกแม่ไหมล่ะ มันตั้งใจบอกว่าต้องตาลูกผมได้เชื้อแม่มาเยอะหรือว่าเข้าข้างทางตูนประมาณนั้น

นี่ก็คือความฉลาดของเมียผมบวกกับความฉลาดของลูกเข้าไปสร้างความปวดหัวได้ทันทีที่ได้ฟังพาราคงได้ใช้แหละคืนนี้ ทางแก้ปัญหาเหลือแค่ความมืดมิดของทางตันเท่านั้นมองยังไงก็ไม่มีแสงสว่าง

“แต่ถ้าต้องตาบอกอาบอลต้องถูกตีแน่ๆ เลยค่ะ” คราวนี้ไอ้บอลสวมบทดารานำชายทำหน้าเศร้าแบกโลกเอาไว้ทั้งใบต่อหน้าลูกสาวผม อีกอย่างที่ผมอยากบอกมันคือเพื่อนที่ใช้คำว่าไอ้ปัญญาอ่อนได้เหลือเดนที่สุด “ถูกตีป้าบๆ”

“ต้องตาอยากเห็นอาบอลถูกตี”

นั่นไงลูกผมฉลาดไหม คำตอบที่ชวนหักมุมหักหน้าไอ้บอลซึ่งๆ หน้าไม่มีการลีลาอะไรให้มากความก็บอกแล้วว่าเด็กคิดอะไรก็จะพูดออกไปแบบนั้น ไม่กั๊ก

“ต้องตาลูก”

“ขาพ่อตาม”

เพียงแค่เอ่ยใบหน้าเล็กก็เงยขึ้นมองหน้าของผมอีกครั้งเพื่อไม่ให้ลูกสาวตัวเองมีอาการปวดเมื่อยลำคอตามหลังผมจึงอุ้มต้องตาเปลี่ยนท่าทางให้หันตัวมาทางตัวเอง เพราะฉะนั้นตอนนี้ลูกก็นั่งบนพาดขาของผมไปข้างหนึ่งโดยมืออวบเล็กยังถือโทรศัพท์แน่นเหมือนกลัวทำตก ผมไม่หวงสักนิดตกได้ก็ซื้อใหม่ได้

“แล้วต้องตาอยากให้แม่ตูนตีพ่อมั้ย?”

ศีรษะเล็กปฏิเสธทันที

“พ่อตามขาไม่ดื้อ แม่ตูนไม่ตีหรอกค่า”

ให้ตายสิเด็กน้อย จะรับรู้ไหมว่าพ่อคนนี้โดนไม่น้อยเลยเวลาลับสายตาของผู้เป็นลูก จิกข่วนทุกอย่างพ่อล้วนโดนมาหมดแล้วนับประสาอะไรกับครั้งนี้

“ถ้าอาบอลของต้องตาโดนรู้ไหมว่าพ่อก็โดนด้วย” ผมเชื่อนะว่าอย่างน้อยลูกคนนี้ก็ได้เชื้อจากผู้เป็นพ่อมาไม่น้อยเหมือนกันเช่นกัน จึงพยายามโน้มน้าวใจต้องตาโดยการฉุดเอาความน่าสงสารมาเป็นจุดเด่น “อาจโดนก้านมะยม”

“เจ็บๆ ”

ถ้อยคำมาพร้อมกับอ้อมแขนอวบๆ กอดรอบเอวของผมทันทีในขนาดที่ความยาวของแขนอวบยังเอื้อมไม่ถึง ใบหน้าเล็กกลมแนบชิดกับหน้าท้องอาจเป็นเพราะได้ยินว่าก้านมะยมที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของต้องตาก็ได้นะ

ต้องตาไม่ถูกกับก้านมะยมเท่าไหร่นักถ้าจะสาวความยาวของเหตุการณ์ก็ประมาณสองอาทิตย์ก่อน ตูนใช้ก้านมะยมฟาดเพื่อทำโทษลูกแค่ทีเดียวก่อนหน้าที่ผมไปเห็นและคว้าตัวลูกมาอุ้มครั้งที่สองจึงถูกมือของผมเองแบบเต็มๆ เหตุการณ์นั้นทำให้ต้องตาร้องไห้สนั่นลั่นบ้านไปหลายชั่วโมง

และตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ระหว่างผมกับตูนก็ไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่

“พ่อกลัวเจ็บ”

ติ้ง!

TOON’ TT : รู้ว่าอยู่ร้านไอติมรีบกลับบ้าน อย่าพาลูกเถลไถล

รอบคอบมาก อยากได้ฉายาแม่บ้านปราบผัว2018 หรือไง

มันเป็นข้อความแรกที่ผมพึ่งได้จากคนที่ขึ้นชื่อว่าเมีย เชื่อเถอะถ้าต้องตาไม่ได้อยู่กับผมข้อความนี้ก็จะไม่ถูกส่งมาอีกเช่นกัน

สรุปสั้นๆ ก็คือตูนห่วงลูก

ผมจะเป็นตายร้ายดียังไงเธอไม่สนอยู่แล้ว

ไม่สนใจในที่นี้ไม่ใช่ว่าแค่เรื่องเดียวแต่มันเป็นทุกๆ เรื่องเลยต่างหากเช่น การพูดจาถามคำตอบคำ การพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ไม่ทำอาหารให้ เรียกได้ว่าสิ่งที่เป็นหน้าที่เมียเธอไม่ทำสักอย่าง

ผมโกรธเธอเรื่องใช้ก้านมะยมตีลูก

ส่วนตูน... เธอโกรธผมเรื่องไปเที่ยวกลับดึก

“ไม่บอกแม่ตูนแล้ว พ่อตามขาจะได้ไม่ถูกตี”

เสียงชัดแจ๋วพูดออกมาสร้างรอยยิ้มให้กับผมและไอ้บอล ส่วนหนึ่งก็มีความโลงอกโล่งใจด้วยแหละบอกเลยว่าผมไม่อยากทะเลาะอะไรกับเมียในช่วงนี้เพราะทั้งวันพรุ่งนี้และวันมะรืนเป็นวันหยุด เป็นวันครอบครัวที่ทั้งผมตูนและต้องตาต้องอยู่ร่วมกันทั้งวันทั้งคืนขืนมีเรื่องทะเลาะก็ทำให้บรรยากาศเสียทั้งที่เป็นอยู่ก็ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้วด้วย

ไม่อยากซ้ำเอาน้ำมันราดลงบนกองไฟ

“แบบนี้สิเด็กดีของพ่อ”

“แต่ตาต้องได้ไปเที่ยวทะเล พ่อตามขาไปพาหน่อยย...”

ใบหน้ากลมผละออกจากตัวของผมก่อนที่ต้องตาจะเงยหน้าขึ้นทำพร้อมกับกระพริบดวงตาโตถี่ๆ เป็นสัญญาณการออดอ้อนอย่างเต็มที่

“แลกเปลี่ยนกันแบบเลยเหรอค่ะต้องตาของอาบอล”

“ค่าอาบอล”

ไอ้บอลพยักหน้ายิ้มกลุ้มกริ่มกับต้องตาเท่านี้ผมก็รับรู้แล้วว่ามันโล่งใจมากแค่ไหนที่ไฟลูกใหญ่ยังไม่เข้าไปเผาไหม้บ้านหลังใหญ่ของมัน นิ้วโป้งใหญ่ส่งมาให้ผมแทนคำชื่นชมก่อนที่มันจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อหนีเอาตัวรอดอีกครั้งด้วยความเจ้าเล่ห์

“งั้นกูกลับก่อนดีกว่ากลัวอยู่ต่อแล้วไฟไหม้บ้านอีกว่ะ” มันก้มลงมากระซิบข้างหูผมโดยที่มือใหญ่ลูบศีรษะต้องตาเบาๆ และหันมาพูดกับต้องตา “อาบอลไปก่อนนะคะ เที่ยวให้สนุกกับพ่อตามขาด้วย”

เวร...

ผมยังไม่ตกลงพาลูกเที่ยวแต่ไอ้บอลปากหมากับพูดแบบนั้นออกไปจึงอดไม่ได้ที่จะเหยียบเท้ามันอย่างแรงส่งท้ายแต่คนอย่างมันก็ไม่ได้สะทกสะท้านนัก

“ค่า จุ๊บๆ ค่ะอาบอล”

พอไอ้บอลออกไปได้ประมาณยี่สิบนาทีผมก็พาต้องตาออกมาจากร้านไอศกรีมบ้าง เพียงไม่นานก็ถึงบ้านที่มีแค่ผมตูนและต้องตาเท่านั้น หมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในทำเลดีสะดวกสบายมีความเป็นส่วนตัวมากมีไม่กี่หลังคาเรือนอีกทั้งรอบๆ ก็ยังมีความปลอดภัยในระดับสูง วางใจได้

“สวัสดีค่าแม่ตูน”

ร่างเล็กของต้องตาที่พยายามดิ้นประท้วงเพื่อให้ผมที่อุ้มเดินเข้ามาในบ้านปล่อยลงสู่พื้นเพียงแค่เท้าเล็กสัมผัสพื้นหินอ่อนก็ส่งเสียงพูดกับตูนที่คุกเข่าลงกับพื้นรับร่างของต้องตาขึ้นมาอุ้ม สองแม่ลูกผลัดกันหอมแก้มไปมาโดยไม่ได้สนใจผมเลยสักนิด

“แก้มหอมชื่นใจแม่จังจ๊ะ”

เห็นแม่แล้วลืมพ่อเลยนะลูกเอ้ย

ผมจึงเดินไปที่โซฟากลางห้องรับแขกวางกระเป๋าเล็กรูปเป็ดน้อยลงก่อนเดินไปในครัวเอาน้ำเย็นๆ เทใส่แก้วเดินออกมานั่งโซฟาแต่สายตายังจับจ้องไปยังสองแม่ลูก พอตูนปล่อยตัวต้องตาลูกก็วิ่งมาหาผมทันที

“ใช่มั้ยคะพ่อตามขา...”

ต้องตาพยายามแยกขาผมแล้วแทรกตัวยืนและพูดขึ้นเป็นประโยคที่ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก เพราะจู่ๆ ก็พูดออกมาไม่ทันเท้าความเรื่องราวจะตอบรับมันก็ไม่ใช่เรื่องเท่าไหร่นัก

“อะไรลูก?”

“ไปเที่ยวทะเลไงค่า”

“อ๋อ...” ผมลากเสียงยาวเพราะเข้าใจที่ลูกพยายามสื่อสารแล้วก็มองไปทางตูน เธอเข้ามานั่งโซฟาอีกอันหนึ่งแต่อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก ใบหน้าสวยมีคำถามมากมายแต่เธอยังไม่เอ่ยถามผมก็เท่านั้น ผมจึงพูดขึ้นกับเธอ “พี่จะพาลูกไปพรุ่งนี้”

“เย้ๆ พ่อตามขาใจดีที่สุดเล้ยค่า”

“คงไม่ใช่ติดสินบนลูกนะคะ”

ตาม ภูมิรพี: TALK END

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย บ่วงรักแรงแค้น
9.0
เมื่อความแค้นสลักลึกจนยากจะลบเลือน ทางออกเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่คือการจองเวรให้ถึงที่สุด ทว่าท่ามกลางเพลิงโทสะที่กำลังแผดเผา กลับมีอานุภาพของความรักก่อตัวขึ้นอย่างไม่คาดฝัน นำไปสู่บททดสอบหัวใจที่แสนเจ็บปวดและซับซ้อน บทสรุปของความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากความพยาบาทแต่ลงท้ายด้วยความเสน่หาจะลงเอยเช่นไร เมื่อความรักและความแค้นต่างรัดตรึงจนหาทางออกไม่เจอ ในนิยายโรมานซ์ดราม่าที่สะท้อนด้านมืดและสว่างของจิตใจมนุษย์
หน้าปกนวนิยาย ไฟวิวาห์พญามาร
8.6
เมื่อลีลวัตรถูกบีบให้เข้าพิธีวิวาห์อย่างไม่เต็มใจด้วยเล่ห์เหลี่ยมแบล็คเมล์ ชายหนุ่มผู้ดิบเถื่อนจึงเปลี่ยนกรงทองให้กลายเป็นนรกบนดินเพื่อแก้แค้น ปลายฟ้าหญิงสาวผู้ถือทะเบียนสมรสต้องเผชิญกับพายุอารมณ์และความโหดร้ายของสามีที่มองว่าเธอเป็นเพียงสินค้ามูลค่าสองล้านบาทที่เขาต้องลิ้มลองให้คุ้มค่าก่อนจะสลัดทิ้ง ท่ามกลางความเกลียดชังและสัมผัสที่ป่าเถื่อนเพื่อเอาชนะ เธอจะรอดพ้นจากวิวาห์ไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นจลครั้งนี้ได้อย่างไร
หน้าปกนวนิยาย  พันธะร้ายนายคู่หมั้น | มายู x มิวนิค
8.8
เมื่อความสัมพันธ์ถูกผูกมัดด้วยสถานะที่ไม่อาจเลี่ยง มิวนิคจึงประกาศกร้าวต่อหน้ามายูอย่างดุดันว่าเขาไม่ใช่แค่ว่าที่คู่หมั้นตามคำสั่งผู้ใหญ่เท่านั้น แต่เขายังเป็นชายเพียงคนเดียวที่มีสิทธิ์ในตัวเธอทั้งทางนิตินัยและพฤตินัยอย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางความขัดแย้งและพันธะร้ายที่บีบคั้น ความรู้สึกของทั้งคู่จะลงเอยอย่างไรในวังวนแห่งความเป็นเจ้าของที่เขาขีดเส้นตายเอาไว้ให้เธอเดินตามแต่เพียงผู้เดียว
หน้าปกนวนิยาย บำเรอรัก เพลิงสวาท
8.8
เมื่อโดมินิคได้พบกับนิต้าเป็นครั้งแรก เขาก็ปรารถนาที่จะครอบครองเธอทันที โอกาสมาถึงเมื่อแม่เลี้ยงของเธอติดหนี้กาสิโนมหาศาล เขาจึงใช้หนี้สินนั้นเป็นข้ออ้างบีบบังคับให้หญิงสาวต้องยอมเป็นนางบำเรอเพื่อชดใช้ แม้นิต้าจะพยายามรักษาศักดิ์ศรีและต่อต้านเพียงใด แต่เธอก็ไม่อาจหนีพ้นเงื้อมมือของอสูรร้ายที่จ้องจะทำลายความหยิ่งทระนงของเธอด้วยบทรักอันเร่าร้อนและเอาแต่ใจ ท่ามกลางความขัดแย้งที่เต็มไปด้วยเพลิงสวาท เขาจะไม่ยอมปล่อยเธอไปจนกว่าจะพอใจในร่างบางนี้
หน้าปกนวนิยาย ประธานคลั่งรัก
8.1
เมื่อเลขานุการคนเดิมจำเป็นต้องลาคลอดเพื่อทำหน้าที่แม่ ประธานหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลจึงต้องเร่งเฟ้นหาพนักงานชั่วคราวมาทดแทนด้วยสัญญาจ้างงานหกเดือน ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกอย่างคาดไม่ถึง เมื่อผู้ที่ก้าวเข้ามาสมัครตำแหน่งนี้คืออดีตคนรักที่เคยจบความสัมพันธ์กันไป การกลับมาพบกันอีกครั้งในสถานะเจ้านายและลูกน้องท่ามกลางถ่านไฟเก่าที่ยังกรุ่นอยู่จึงเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับความรู้สึกที่ยากจะเลือนหายไปจากใจของเขาทั้งสองคน
หน้าปกนวนิยาย เด็กเลี้ยง เฮียมาเฟีย
9.3
“ทำไมต้องเป็นหนูคะ” “ก็เห็นเธอแล้วมันเสี้ยนปาก ถ้าจะให้พูดตรง ๆ ก็คือ ถูกใจตั้งแต่แรกพบ เห็นแล้วเงี่ยน เธอหน้าสวย หุ่นเอ็กซ์ ทั้ง ๆ ที่อายุเท่านี้ เห็นแล้วอยากเอาจนเอ็นแข็ง ยื่นข้อเสนอไปแล้วเธอกลับปฏิเสธ มันก็เลยยิ่งรู้สึกตื่นเต้น เหตุผลมีแค่นี้ ส่วนเธอจะยอมหรือไม่ก็แล้วแต่ ตัดสินใจเองฉันไม่บังคับอยู่แล้ว” “โอ้เอ้เล่นตัวคิดจะเรียกเงินเพิ่มหรือไง รู้หรือเปล่าว่าหนี้น้องชายเธอเท่าไหร่ เกือบล้านเชียวนะ เงินจำนวนนี้สำหรับฉันมันแค่ขี้เล็บ แต่กับเธอที่มีแม่ป่วยติดเตียงก็คงไม่ใช่เรื่องเล็ก” “ฉันยอมค่ะ เมื่อไหร่คะ ที่ฉันต้องทำ” เขายิ้มมุมปากคล้ายสมใจ “หมายถึงทำอะไรล่ะ” ผักบุ้งก้มหน้า พูดเสียงเบา “ทะ ทำเรื่องนั้น ขายตัวให้คุณ” “ตอนนี้” “ห๊า ตอนนี้เหรอคะ” “จะ ทำอะไรหนูคะ” “อย่าถามมาก เงียบ!” เขาเอาแต่จ้องมองนมใหญ่ของเธอแล้วอุ้มเธอมาที่เตียง "สวยดีนี่...นมใหญ่ชิบ" เคย์ไม่ได้สนใจความรู้สึกของหญิงสาวเลยสักนิด มือหนาบีบเคล้นทรวงอกอวบรุนแรงจนแดงช้ำไปหมด "อื้อ อา....เจ็บ!.." "จำไว้ตั้งแต่วินาทีนี้หนูคือเด็กของเฮียเคย์ ยินดีกับตำแหน่งนี้ด้วย ปกติเฮียค่อนข้างเลือกเด็ก หนูถูกใจเฮียถือว่าโชคดีมาก"