
THE BOY พ่อตามขา
ตอน 3
CHAPTER 02
จากประโยคด้านบนหลายคนอ่านแล้วอาจรู้สึกว่ามันเป็นประโยคจับผิดสามีตัวเองแต่สำหรับฉันบอกเลยว่ามันเป็นประโยคทั่วไปอันแสนธรรมดาและก็ไม่ได้พิเศษอะไรไม่แอบแฝงอะไรทั้งนั้น
การจับผิดใช้ไม่ได้กับผู้ชายตรงหน้าหรอกฉันรู้ดีเพราะความหน้าด้านหน้าทนขนาดเปรียบกับคอนกรีตพื้นถนนยังบางกว่าเป็นร้อยเท่าเสริมความสามารถพิเศษไปอีกหนึ่งอย่างนั่นก็คือเมื่อถูกจับได้คาหนังคาเขาผู้ชายคนนี้ก็จะผลิตสารเคลือบความอดทนเอาไว้อย่างแน่นหนา
จับได้ก็ไม่สนใจ
จับได้ก็ทำไปเรื่อยๆ
จับได้ก็ไม่สำนึก
อย่างเดียวที่เขาทำคือไม่ให้ใครหน้าไหนเข้ามายุ่งกับฉันและลูก สักครั้งก็ไม่มีแต่จะเรียกว่าความดีงั้นเหรอมันคงใช้ได้หรอกมั้ง ความเจ้าเล่ห์เผยแผ่ออกมาทั่วทุกรูขุมขนบนร่างกายเขาฉันนี่แหละที่จะหยุดยั้งมันเอง
“ไม่มี สินบนอะไร”
“หึ...”
ร้อยไม่เชื่อพันก็ไม่เชื่ออีก ความใจดีที่จู่ๆ วันหยุดทั้งทีจะพาลูกเมียไปเที่ยวทะเลตามคอนเซ็ปต์ครอบครัวสุขสันต์ Happy Family อะไรประมาณนี้เขาจะทำทำไม สู้เอาเวลาไปเที่ยวควงสาวไม่ดีกว่าเหรอแบบที่เคยทำทุกวัน
มันต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ๆ
การพยายามมองเข้าไปสบตากับนัยน์ตาสีนิลเพื่อหาจุดหลอกลวงหรือโกหกที่เขาซุกซ่อนเอาไว้ทว่าฉันกับหาไม่เจออะไรเลยเพราะมีการหลีกเลี่ยงแบบชัดเจน การหลีกเลี่ยงที่แนบเนียนโดยแขนใหญ่อุ้มลูกขึ้นมาคุยเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ มากมายเสียงเจี๊ยวจ๊าวของต้องตาดังขึ้นเป็นระยะๆ กระทั่งสาวใช้เดินเข้ามาเพื่อรับต้องตาขึ้นไปอาบน้ำด้านบนสองพ่อลูกตัวแสบจึงหยุดเล่น
“ไปอาบน้ำให้ตัวหอมๆ กับพี่นาก่อนนะลูก”
“ค่าพ่อตามขา”
พอเท้าเล็กเตะพื้นหินอ่อนกำลังผ่านหน้าฉันกับใช้มือคว้าเนื้อตัวนุ่มนิ่มอวบของลูกเอาไว้มาในอ้อมกอด ต้องตาส่งยิ้มจนตาหยีเมื่ออยู่ใกล้กันมากฉันจะโน้มตัวเข้าไปฟัดแก้มนุ่มๆ นั่นอย่างเสียไม่ได้จริงๆ
คิกๆ คิกๆ
“แม่ตูนหนูจั๊กจี้ค่า”
นั้นแหละความตั้งใจของแม่
คิกๆ คิกๆ
พ้นจากเสียงหัวเราะก็มีประโยคนี้ตามมาติดๆ
“อย่าอาบน้ำนานนะลูกเดี๋ยวจะเป็นหวัดไม่สบายแล้วหนูจะได้กินยาขมปี๋ที่ไม่ชอบ เข้าใจมั้ยคะ” ฉันปล่อยตัวอ้วนๆ ของต้องตาจากนั้นก็เอื้อมเอากระเป๋าเป็ดน้อยส่งให้พี่นาสาวใช้ประจำตัวของต้องตา ตั้งแต่เกิด “ปะแป้งหอมๆ นะคะ”
“ค่าแม่ตูนขา”
พ้นหลังลูกความเงียบก็เข้ามาสู่ระหว่างฉันและพี่ตาม ฉันเรียกเขาว่าพี่เพราะยังไงก็อายุห่างกันเกือบสองปีเรียกอย่างอื่นคงไม่เหมาะเท่าไหร่อีกอย่างพี่ตามมีวุฒิภาวะมากกว่าจะเรียกห่างชั้นมากกว่าฉันเยอะทั้งนี้ต้องนอกจากตอนโมโหฉันมักเรียกแค่ชื่ออย่างเดียว
“มีอะไรจะพูด”
เป็นเขาเองที่ทนความกดดันไม่ได้
“ทำไมถึงต้องไปเที่ยว”
ฉันเรียกว่าเป็นคำถามปัญญาอ่อนมากแต่ก็ยังเลือกถามไถ่ขึ้นมาเพราะเชื่อว่ามันจะซ่อนอะไรดีๆ ให้รับรู้ออกมา
“เรื่องเที่ยว?” ใบหน้าพี่ตามบิดเบี้ยวไปด้วยคำถามที่เขาไม่เข้าใจแกมสงสัยด้วยมั้ง “เรื่องแค่เนี่ย ถามจริงหาเรื่องทะเลาะกันใช่มั้ย”
“ไม่แค่นี้หรอกค่ะไปเที่ยวทั้งทีต้องมีอะไรมากกว่านี้แค่นอน”
“เธอรู้อะไรมาตูน?”
นั่นไงเริ่มร้อนตัวแล้ว
“ก็แค่...” ฉันตั้งใจหยุดคำพูดเหล่านั้นเอาไว้เพื่อต้องการกวนประสาทคู่สนทนาที่กำลังจ้องออกมาจนดวงตาแทบออกมานอกเบ้าจากนั้นก็เอื้อมมือไปคว้ากระเป๋าคว้ารูปด้านในมาวางไว้ตรงหน้าพี่ตามเรียงรายให้เห็นชัดๆ “รู้ว่าเรื่องเที่ยวก็แค่ติดสินบนลูกเพื่อกลบเรื่องผู้หญิงที่ชื่อบุ๋ม”
อยากรู้นักว่าครั้งนี้จะทำยังไง
รูปโชว์เด่นยากนักที่จะปฏิเสธว่าไม่ใช่ตัวเอง
คนในรูปไม่มีทางที่ใครจะเหมือนถึงแม้จะเห็นแค่ครึ่งใบหน้าทว่ากับยิ้มแย้มอวดกล้องด้วยความร่าเริงมือหนึ่งถือแก้วไวน์ทรงหรูสดๆ ร้อนๆ จากเมื่อคืน
“ให้คนตามพี่งั้นสิ”
ไม่ปฏิเสธให้เสียเวลาแต่กับยอมรับนี่คือนิสัยหลักของพี่ตามเลยแหละ โอเคฉันเข้าใจแล้วจะจำและเข้าใจว่าศึกครั้งนี้ตัวเองชนะแบบขาดรอยอย่างเฉียบขาดไม่มีทางที่ฝ่ายตรงข้ามจะไล่ล่าตามทัน
ระดับตูนไม่ตามให้เสียเหงื่อหรอก
แนะนำตัวง่ายๆ ฉันชื่อ ‘ตูน’ เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการของพี่ตาม ทางบ้านปัจจุบันก็ถือว่าไม่ได้ย้ำแย่อะไรมีอันจะกินทิ้งกินขว้างก็ยังได้เลยด้วยซ้ำไปถ้าอยากทำ มีธุรกิจเป็นของครอบครัวซึ่งเกี่ยวกับการส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งรายใหญ่ของภาคใต้
เรื่องราวระหว่างเขากับฉันก็เหมือนความรักของวัยรุ่นทั่วไปในสมัยนี้เพียงแค่ว่าคืนนั้น...
ความสัมพันธ์ของทั้งฉันกับเขามันพัฒนาทางกายไปอีกขั้นหนึ่ง
ฉันไม่รู้ว่าพี่ตามเรียกมันว่าความผิดพลาดหรือเปล่าเรื่องที่มันเกิดขึ้นระหว่างเขากับฉันแต่สำหรับฉันมันไม่ใช่ความผิดพลาด
ฉันรู้ตัวเสมอและเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นคือความตั้งใจ
“นึกดีๆ สิคะ” ความใจเย็นมันโลดเล่นปั่นป่วนไปทั่วร่างกายของฉันกับผู้ชายตรงหน้าความเย็นยะเยือกเท่านั้นที่จะสามารถเอาชนะได้ถึงแม้เขาจะเป็นคนควบคุมอยากแต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้เสียหน่อย แม่สอนว่าร้อนมาก็ต้องเอาความเย็นเข้าลูบ “ว่าเมื่อคืนไปสิงอยู่ผับไหน?”
“ไอ้เฮียติ”
แค่ได้คำตอบจากริมฝีปากหยักได้รูปรอยยิ้มเหยียดของฉันก็ส่งออกไปภายในพริบตา พี่ตามคงเข้าใจสิ่งที่ฉันพยายามสื่อออกมาแล้วสิมือใหญ่ถึงได้ยกขึ้นกุมขมับตัวเองขนาดนั้นอีกทั้งยังบีบนวดอีก
ครั้งนี้คำว่าพลาดคงมาเยือนเอง
ผับใหญ่ใจกลางเมืองตั้งตรงย่านมหาลัยของญาติสนิทเมียตัวเองไม่คิดหน่อยเหรอว่าหนึ่งในนั้นฉันจะมีสายอยู่บ้าง ซึ่งเมื่อคืนมันก็ทำงานได้ดีมากเสียด้วย
“แล้วผู้หญิงชื่อบุ๋มเนี่ยพึ่งรู้จักหรอคะ?”
“เป็นเพื่อนกับเด็กไอ้บอล”
บุ๋ม...
เธอเป็นผู้หญิงรายล่าสุดที่เข้ามาชื่นชอบพี่ตามราวกับอยากถวายตัวให้ใจจะขาดเพียงแค่เจอครั้งเดียวในสถานการณ์เพื่อนแนะนำให้รู้จัก เธอแรงและร้ายเอาการพอตัวเลยแหละเท่าที่ฟังสรรพคุณมาจากการเล่าพร้อมกับหลักฐานของการกระทำแต่คนอย่างฉันก็โนสนโนแคร์สิ่งใดๆ เหมือนกัน
โลกนี้ไม่ใช่ใครคนหนึ่งทำได้คนเดียว
ความจริงฉันยังไม่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงคนนี้มากนักหรอก ในสายตาเธอก็เหมือนผู้หญิงทั่วไปที่เข้ามาในชีวิตของพี่ตามเดี๋ยวก็หายไปทว่าฉันกับมองผิดพลาดไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ถ้าเธอไม่เข้ามายุ่งกับฉันก่อนเป็นตัวการเริ่มก่อน ที่สำคัญผู้หญิงคนนี้รู้ว่าพี่ตามมีครอบครัวก็ยังจะยุ่งมันใช่เรื่องเหรอ
“คงใช้ได้...”
การเป็นคนอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอให้ใครหน้าไหนได้เหยียบหัวเพราะถือว่าตัวเองยังมีศักดิ์ศรีสำหรับฉันมันสำคัญ ร้ายมาก็แรงกลับไปถือว่าแฟร์ๆ ดี ไม่ชอบก็ควรอยู่ในที่ๆ ของตนเองไม่ใช่เข้ามาเสือก ถ้าเป็นคนดีแล้วโดนทำร้ายคงต้องลองเป็นคนใจร้ายถึงจะดีใช่ไหมสำหรับโลกใบนี้
หลายคนคงคิดเช่นเดียวแบบฉัน
หรือคิดยิ่งกว่านั้นอย่ามองโลกด้านเดียวเลย
พื้นฐานของคนเราฉันรู้ดีว่าทุกอย่างมันมีไม่เท่ากันหรอกไม่ว่าจะเป็นด้านไหนทุกคนมักเจอะเจอปัญหาที่แตกต่างกันออกไปแต่ที่เหมือนกันก็คือการคิดหาทางแก้ไข เมื่อเจอปัญหาทุกคนก็มักทางทางแก้ไขซึ่งแน่ล่ะว่ามันก็แตกต่างกันออกไปอีกยกตัวอย่างก็คือตัวฉันเอง
ฉันเคยเป็นคนอ่อนแอแต่ตอนนี้ไม่ใช่
ฉันเคยเป็นคนไว้ใจคนง่ายแต่ตอนนี้อย่าหวัง
ฉันเคยถูกว่าให้เป็นตัวถ่วงความเจริญแต่ตอนนี้ฉันก้าวเหยียบมันมาแล้ว
และฉันเคยเป็นคนหัวอ่อนชักจูงได้ง่ายเหมือนหมาที่โดนใส่ปอกคอแต่ตอนนี้ต้องเหมาะสมกับตำแหน่งคนจูงหมา
การไต่ระดับของตัวเองพัฒนาสะสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ห้าปีก่อน เลเวลก็เลื่อนขึ้นเรื่อยๆ จากต่ำไต่ระดับขึ้นไปยังจุดสูงและมันก็จะไม่มีทางลดหลั่นลงได้อีกถ้ารักษาความคงที่ได้ดีแต่มันก็ยากนะ
“เธอก็รู้ว่าพี่เจอแค่เมื่อคืน” นัยน์ตาสีนิลของพี่ตามเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีแววตาของเขาเหมือนเพิ่มฉายแววความเข้มขึ้นเช่นเดียวกับท่าทีก็ดูจริงจังเพิ่มมากขึ้นจากเดิม “ถ้ารู้ถึงขนาดชื่อผู้หญิงคนนั้นก็คงรู้ว่ามันไม่มีอะไร เธอรู้ดี?”
“...” คำถามย้อนกลับนั้นไม่ถึงทำเอากับอึ้ง ใช่มันไม่มีอะไรในกอไผ่ทั้งนั้นฉันรู้ดีเพราะคืนนี้ไม่ได้ไปเจออีกไง
“ไม่มีสัมพันธ์ทางกายอะไรทั้งนั้น”
“...”
“ตูน...”
ตามหลักนิสัยของฉันเมื่อโกรธก็จะเงียบไม่พูดจาจนหางตาก็ไม่แลแต่รู้ไหมว่าอาการเหล่านั้นนำความกดดันมาสู่ตัวเองมากเพียงไหน สมองมันทำหน้าที่คอยย้ำเตือนย้ำคิดทุกฝีก้าวยิ่งกว่าเครื่องจักรกลที่กำลังทำงานอย่างหนักพอความอัดอั้นเพิ่มปริมาณขึ้นมากเรื่อยๆ ร่างกายของฉันก็จะระเบิดออกมาเลยทีเดียว
โดยไม่มีอะไรขัดขวางได้
ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้งสี่นี้ถ้าจะเปรียบให้เห็นได้ชัดเจนในด้านอารมณ์ของฉันก็คงเป็นดิน นิ่งสงบไม่แปรปรวนอะไรแต่สิ่งที่อยู่ภายใต้พื้นดินฝืนนั้นใครจะรู้ได้ รับมามากเวลาแผ่นดินเกิดไหวผลก็จะมีมากเช่นกัน
“คะ?”
“ได้ยินมั้ยมันไม่มีอะไรทั้งนั้นถึงคืนนี้พี่ยอมตกลงไปเที่ยวกับไอ้บอลก็ตาม ผู้หญิงคนนั้นเข้ามายุ่งอีก มันก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเด็ดขาด”
แปลก...แต่เอาเถอะให้มันจบๆ
“ก็ดีค่ะ” ที่ยิ้มไม่ใช่เพราะดีใจแต่สิ่งที่ได้ยินก็คือพี่ตามพูดขึ้นย้ำอีกครั้งต่างหาก น้อยนักที่จะได้ยินอีกอย่างหนึ่งก็คือไม่ต้องกินหญ้าที่อีกคนยื่นให้และก็สวมเขาเป็นเครื่องประดับให้ใครหัวเราะเยาะโดยเฉพาะผู้หญิงคนนั้นแบบนั้นมันไม่ต่างอะไรกับการตายห่าทั้งเป็น “ความปรานีอาจมีขึ้นหน่อย”
“ปรานี?”
ใบหน้าของพี่ตามมองออกมาอย่างสงสัยกับประโยคก่อนหน้าซึ่งแน่นอนว่าฉันเป็นคนพูดมันขึ้นเอง โอเคเรื่องที่เขาติดสินบนกับลูกก็เพื่อช่วยเพื่อนฉันไม่เอาเรื่องทว่ากับผู้หญิงคนนั้นมันคนละเรื่องกัน
ต้องแยกแยะให้ถูกต้องพร้อมกับทำความเข้าใจ
“ไม่มีอะไรค่ะ” ฉันขอเลือกปฏิเสธไม่ต่อความยาวสาวความยืดอธิบายให้มันมาก ความปัญหาแค่นี้จัดการเองได้ไม่ต้องถึงมือใครหรอก “ว่าแต่พี่ตามจะพาลูกไปทะเลที่ไหนพรุ่งนี้?”
ทะเลพอได้ยินชื่อดวงตาใครหลายคนคงรุกวาวกับคำคำนี้เป็นแน่ เสียงครืนกระทบฝั่ง สายลมเย็นๆ พัดตีหน้าเบาๆ พร้อมกับกลิ่นอายของทะเลที่เบื้องหน้าเป็นสีฟ้าครามสดใสสร้างความสดชื่นให้เหมือนได้ชาร์แบตเติมพลังและที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็นการลงเล่นน้ำ
เด็กๆ ชอบ
ต้องตาลูกฉันก็คงเป็นแบบนั้น
“...”
“ใกล้ๆ ใช่มั้ยคะ”
เมื่อเห็นว่าไม่ได้คำตอบฉันจึงย้ำถามขึ้นอีกครั้งทว่าคราวนี้เห็นพี่ตามทำท่าทางคิดหนัก ที่ถามก็เพราะเห็นว่าพรุ่งนี้กับมะรืนจะเป็นวันหยุดแต่เขาอาจะไม่มีเวลามากมายขนาดนั้นก็ได้ พี่ตามเป็นเจ้าของบริษัทต้องมีความรับผิดชอบทำงานหนักทุกอย่างมากกว่าพนักงานหลายเท่าอยู่แล้วยากที่จะได้ออกไปเที่ยวในตอนกลางวันแบบที่เขาเสนอออกมากับลูก
เอาความจริงนะฉันห่วงความรู้สึกลูก ฉันไม่อยากให้ต้องตาเสียความรู้สึกเพราะไม่ได้ไปเที่ยวทั้งๆ ที่พ่อตัวเองรับปากแล้ว ความรู้สึกมันสำคัญมากกับเด็กโดยเฉพาะวัยของต้องตาอยู่ในช่วงกำลังเรียนรู้ แน่นอนลูกต้องจำไปจนโต
ฉันไม่อยากให้ลูกเหมือนตัวเอง สุดท้ายความทรงจำเหล่านั้นก็กลับมาทำร้ายตัวเองไม่จบไม่สิ้นไปเสียที อะไรที่เซฟความรู้สึกลูกได้นาทีนี้ฉันต้องทำให้ได้
“บ้านเธอ”
กระบี่... คำนี้ออกมาเข้าสู่โสดประสาทฉันรู้เลยว่า ณ นาทีนี้ใบหน้าของตัวเองคงซีดเผือกไม่มีแม้กระทั่งสีเลือดฝาดอะไรทั้งนั้น ความทรงจำทุกอย่างถูกตีรวนขึ้นมาสะท้อนในหัวสมองเป็นฉากๆ ราวกับเรียบเรียงมาให้ฉันได้เห็นโดยเฉพาะ
มันเลวร้ายมากกว่าที่คิด
“ไปที่อื่นดีกว่าค่ะ”
ใช่ต้องที่อื่นเท่านั้น
ทางเดียวในการหลีกเลี่ยงแก้ไขปัญหาคงได้แก่วิธีนี้มันดีที่สุดสำหรับตอนนี้ การพบเจอไม่ได้สร้างความดีใจแต่กับตรงข้ามกันนั่นก็คือสร้างความเสียใจมากกว่า
เสียใจ = เจ็บปวด
ฉันไม่ขอเลือกสักทางสู้อยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ ยังสบายใจมากกว่าเป็นหลายร้อยเท่าตัวถึงในบางเวลาจะเหงาหน่อยก็เถอะ
“ไม่คิดถึงแม่ เป็นปีกว่าแล้วที่ท่านไม่เห็นหน้า”
“...”
คิดถึง...คิดถึงมากด้วยแต่จะทำอะไรมากไปกว่านี้ได้ คำว่าลูกอกตัญญูช่างเหมาะกับฉันเหลือเกินไม่ว่าจะตอนไหนไม่เลือกว่าใครเป็นคนพูดไอ้คำนี้มันต้องมีแน่
ความห่างไกลของฉันกับแม่เหมือนถูกขั้นด้วยฟางเส้นบางๆ ที่แฝงไปด้วยการกระทำ ฉันไม่ลงไปหาท่านส่วนท่านก็ไม่เคยย่างก้าวขึ้นมาหาฉันอีกเช่นกัน ความห่างไกลจึงขั้นเราสองคนแม่ลูกไปโดยปริยาย
จากเหตุการณ์วันนั้น...
วันที่พ่อจากฉันกับแม่ไปแล้วทิ้งภาระอันหนักอึ้งเอาไว้แทน
แต่ทำไมแม่ถึงไม่โกรธผิดกันกับฉันมากที่ไม่ว่าตอนนี้หรือเมื่อก่อนก็คงเกลียดพ่ออย่างเสมอต้นเสมอปลายไม่เปลี่ยน ไม่มีครั้งไหนลืมลงได้กระทั่งวันเผาศพน้ำตาฉันก็ไม่มีแม้แต่หยดเดียว ถ้าพ่อมีหัวคิดแม่คงไม่ต้องทำงานหนักจนเลือดตาแทบกระเด็น ถ้าพ่อเลือกปกป้องแม่คงไม่ต้องเสียน้ำตา ถ้าพ่อไม่เลือกตัดช่องน้อยแต่พอตัวแม่คงไม่ถูกตบและถ้าพ่อไม่เห็นแก่ตัวแม่กับฉันคงไม่ต้องเป็นหนี้จำนวนมหาศาล
“ท่านโทรมาหาพี่ว่าคิดถึงต้องตา คิดถึงตูน”
“แล้วพี่ตามก็รับปากทั้งที่ไม่เคยถามตูนเนี่ยนะ”
“ไม่ได้รับปาก” ไม่ได้รับปากก็เปลี่ยนไปที่อื่นได้เช่นกัน ไม่ผิดคำพูดด้วย
“งั้นก็ไปที่อื่น ทะเลเมืองไทยสวยๆ มีเยอะแยะไป”
ใช่ฉันพยายามหลบหลีกเลี่ยงเพราะไม่อยากมีเรื่องราวต่างหาก เรื่องบ้าๆ ที่ชวนปวดหัวเป็นที่สุดไม่รู้แม่ท่านอยู่ไปได้ยังไงกับสภาพแวดล้อมแบบนั้นยิ่งกว่าอยู่ในดงมลพิษหลายร้อยเท่า
คงมีฉันคนหนึ่งที่ทนไม่ได้ ความอดทนสำหรับเรื่องนี้มันได้ตายห่าไปแล้ว
“ดื้อ”
คำเดียวที่หลุดออกจากปากเขาทำเอาฉันตวัดสายตาไปจ้องมองด้วยความไม่พอใจ ฉันไม่ใช่เด็กแล้วไม่เหมาะกับคำว่าดื้อเลยสักนิดจึงไม่จำเป็นต้องพูดออกมาให้ได้ยิน
“ไม่ได้ดื้อค่ะ”
“หนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้นหรอกอย่าลืมว่าตัวเองเป็นใคร ไหนว่าเปลี่ยนตัวเองแล้วทำไมถึงได้ป๊อดขนาดนี้ล่ะตูน” เขาไม่เข้าใจต่างหากทั้งที่ก็เคยได้สัมผัสมาก่อนแล้ว “ปีกว่าที่ผ่านมานิสัยพวกนี้ไม่เคยเห็นเพียงเอ่ยถึงแค่ชั่ววินาทีสิ่งที่สร้างขึ้นมาทลายหมด”
ไม่ได้ลืมว่าตัวเองเป็นลูกเพราะทุกวันนี้ฉันก็ช่วยแม่เรื่อยมาเพียงแค่เราทั้งสองไม่ได้เห็นหน้ากันเท่านั้นเองส่วนไอ้เรื่องความเข้มแข็งจากเรื่องก่อนหน้ามันหายไปหมดจริงแต่มันก็คนละเรื่องกันหรือเปล่า นั่นเป็นเรื่องเกี่ยวกับพี่ตามต่างหากแต่เรื่องกลับบ้านมันเป็นอีกเรื่อง
มันสร้างลำบากนิ
“พี่ก็รู้ว่าตูนไม่อยากไปที่นั่น”
คราวนี้ฉันเลือกพูดตรงๆ ออกไปหวังว่าพี่ตามจะรู้สึกเห็นใจตัวเองบ้างซึ่งเขารู้ดี รู้สาเหตุดีที่สุดพูดกันด้วยเหตุผลน่าจะเป็นทางออกดีที่สุด
“ก็บอกแล้วไงว่ามันหนีไม่พ้น ยอมรับความจริงไปดีกว่า”
แต่ทว่าเขากับไม่เข้าใจฉันเลย
“ยอมรับเหรอคะ?” บ้าสิ้นดี มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ “ถ้าทำได้ง่ายๆ ก็คงดี”
ฉันรู้ว่าที่ตัวเองพูดออกไปพี่ตามเข้าใจยิ่งกว่าเข้าใจไม่อย่างงั้นเขาคงไม่เป็นคนก้าวเข้ามาช่วยรับผิดชอบหนี้สินทุกอย่างแทนฉันกับแม่อย่างเงียบๆ แต่ยังถูกญาติพ่อซึ่งไม่รู้อะไรเหม็นขี้หน้าเพราะตอนนั้นสถานะของพี่ตามก็แค่นักศึกษาคนหนึ่งที่พึ่งจบใหม่ ญาติพ่อคงคิดน้อยเรื่องนามสกุลของพี่ตามไป
คนพวกนั้นจึงไม่เคยเห็นพวกเราอยู่ในสายตา ไม่สักครั้งเดียว
“ก็อย่าทำให้เป็นเรื่องยาก พี่รับปากลูกแล้วต้องไป”
“นี่จะบอกว่าไม่ได้รับปากแม่แต่รับปากลูก” ต้องตาได้อภิสิทธิเหนือใครหน้าไหนว่างั้น อิจฉาลูกขึ้นมาเสียแล้วสิ “รู้มั้ยคะว่าพี่ตามเอาแต่ใจมากกว่าต้องตาที่เป็นลูกเสียอีก”
“ใช่พี่เอาแต่ใจแต่เธอเป็นแม่คนแล้วนะตูนคงคิดได้แล้ว”
พูดขนาดนี้ออกมลุกขึ้นเข้ามาตบหน้าให้รู้แล้วรู้รอดไปไม่ดีกว่าเหรอ เป็นแม่คนแล้วไงคิดแบบฉันไม่ได้หรือไง ทำไมต้องฟังในสิ่งที่คนอื่นพูดสั่งด้วยข้อนี้ไม่เข้าใจอย่างแรงและถึงอธิบายแค่ไหนก็ไม่มีทางเข้าใจ
“บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องคิด”
“งั้นเรื่องนี้ก็ไม่ต้องคิดทำตามก็พอ”
“เหอะ...”
ฉันถอนหายใจแรงออกมาตรงหน้าของพี่ตามอย่างไม่แคร์สายตาของเขาสักนิด ยังไงก็จะไปให้ได้เลยใช่ไหมไอ้บ้านเฮงซวยหลังนั้น
“...”
“จะไปมันให้ได้เลยใช่มั้ย อยากไปเหยียบมันนักใช่มั้ยไอ้บ้านที่หาความสุขความสงบจิตใจแทบไม่เจอ บ้านที่หลงเหลือแต่ความทรงจำเลวร้ายพวกนั้น บ้านของผู้ชายคนหนึ่งที่ไร้ความรับผิดชอบตัดช่องน้อยแต่พอตัวเลือกตายแล้วทิ้งภาระไว้ให้ลูกกับเมีย!”
คำพูดเรียบแต่ยาวเหยียดปราศจากการตะคอกใดๆ ครั้งนี้ฉันพูดออกจากความรู้สึกส่วนลึกตรงก้นบึ้งของหัวใจขณะพูดไปฝ่ามือทั้งสองข้างของตัวเองก็เกิดการบีบรัดเกร็งเล็บยาวจิกเข้าเนื้อลึกทว่ามันไร้ความรู้สึกเจ็บปวด
ร่างกายฉันสั่นเทาไปหมดก็เพราะไอ้เรื่องนี้ก่อนที่น้ำตาจะคลอเบ้าวิสัยทัศน์การมองไปตรงหน้ามัวไปหมดเห็นความชัดเจนได้ยากยิ่งแทนที่กระพริบตาถี่ๆ น้ำตาพวกนั้นจะหายไปทว่ามันกับมีมาเพิ่มขึ้นเพิ่มอย่างรวดเร็ว
“ตูน...” เสียงนี้ใกล้ฉันมากพอน้ำตาล้นออกมาจากเบ้าก็พบว่าพี่ตามลุกขึ้นมานั่งลุกเข่ากับพรมตรงหน้าฉัน ฝ่ามือใหญ่ส่งมาวางบนหัวไหล่ทั้งสองข้างกอบกำกระชับร่างกายของฉันเอาไว้ลมหายใจอุ่นๆ ค่อยๆ ผ่อนออกมากระทบหน้าผากของฉัน “ปล่อยมือตัวเอง...”
“จะสนอะไรกับคนมีปัญหา” แปลได้อีกอย่างนั่นก็คือฉันไม่ปล่อยมือแน่
“ปล่อยมือก่อน”
ไม่รู้ว่าฝ่ามือใหญ่เคลื่อนตัวมาหยุดตรงฝ่ามือของฉันเมื่อไร รู้เพียงแค่ว่าตอนนี้นิ้วโป้งพี่ตามค่อยๆ แทรกเข้ามาแกะนิ้วมือที่บีบเกร็งออกจนในที่สุดก็สำเร็จ เขามีแรงมากกว่าฉันหลายเท่าไม่แปลกที่จะแบมือฉันอย่างง่ายดาย
ครั้งแรกในรอบปีกว่าที่ตัวเองหลั่งน้ำตาต่อหน้าพี่ตาม
“จะไปก็ไปเอง ตูนไม่ไปลูกก็ต้องไม่ไป!”
“ตูน!”
“ปล่อย!” ฉันไม่สนใจแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพราะเมื่อกี้พึ่งตวาดใส่หน้าพี่ตามจากนั้นก็ออกแรงผลักเขาล้มหงายหลังเจ็บไม่เจ็บก็ช่างแม่งไม่สนใจก่อนที่ฉันจะเลือกยืนขึ้นเพื่อเดินหนีทว่าเดินไปนิดหน่อยข้อมือกับถูกมือใหญ่กระชากความรุนแรงเกิดขึ้นเพียงแค่เสี้ยววินาทีรู้ตัวอีกทีใบหน้าฉันก็ปะทะกับอกใหญ่ของพี่ตาม “บอกให้ปล่อยไงวะ!”
ฉันผละออกอย่างรวดเร็วด้วยแรงอันน้อยนิดมองพี่ตามด้วยสายตาอันแข็งกร้าวไม่เป็นมิตรถือว่าสิ้นสุดความอดทน
“เอาเลยอยากเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องก็ตะโกนอีก เอาให้ลูกได้ยินไปเลย”
คุณอาจจะชอบ





