
(ไม่)ตั้งใจรัก
ตอน 2
แต่ชาตินี้เธอคงไม่มีวันมีความรักกับใครเขาหรอก ผู้ชายคนไหนจะมารักผู้หญิงประหลาดอย่างเธอ ทั้งชีวิตมีเพื่อนแค่ 2 คนที่ยอมคบหาด้วย คือมานัต ตำรวจหนุ่มหน้าตาดีแต่ขี้บ่น กับเพชรวดี สาวห้าวลุยๆ ไม่ค่อยแต่งหน้า แถมยังเป็นคนดีอยู่ในกรอบ จนไม่น่าเชื่อว่าจะคบกับคนที่ขยันออกนอกลู่นอกทางอย่างเธอได้
อุตส่าห์มาเที่ยวเพื่อผ่อนคลาย ยังจะมาเจอวิญญาณหมอดูนั่นอีก โอ๊ย ! เครียดชะมัด
เธอกลับไปที่โต๊ะแล้วนั่งดื่มแอลกอฮอล์ หูแว่วได้ยินเสียงกระซิบ...ขนาดดนตรีดังมากๆ เสียงนั้นยังดังเข้ามาในสมองเธออย่างชัดเจน
“ขอบคุณนะ เพื่อเป็นการตอบแทน ฉันจะบอกให้ว่าอีกไม่นานเธอจะเจอเนื้อคู่...สามีของเธอถูกโฉลกกับสีแดง เพราะเขามีเส้นผมออกแดง ตาสีแดง และชอบดื่มเครื่องดื่มที่เป็นสีแดง”
มาริสาตวัดสายตาไปมองทางซ้ายมือ เห็นวิญญาณตนนั้นยิ้มหวานให้อยู่ เธอยู่หน้าใส่
หึ...งี่เง่าชะมัด เธอไม่สนหรอกเนื้อคู่ แถมเป็นคำทำนายที่ออกมาจากปากผีอีก ใครเชื่อก็บ้าเต็มที่
หญิงสาวเรียกพนักงานเสิร์ฟ ขอเหล้าเพิ่ม หูแว่วได้ยินคำเตือน
“อย่าไว้ใจเพื่อนของเธอมากนักนะ”
เธอตวัดสายตาไปมองอีกครั้ง อ้าปากพะงาบๆ เป็นใจความว่า “อย่า ยุ่ง กับ ฉัน”
“เป็นอะไรหรือเปล่า เธอดื่มเยอะจัง” พนิดาเลิกเต้น ทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
พนิดาเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาได้ 1 เดือนแล้ว เจอกันครั้งแรกที่ร้านอาหาร คุยกันถูกคอเลยนัดเที่ยวด้วยกันเรื่อย แน่นอนว่าพนิดายังไม่รู้ความสามารถพิเศษของเธอ ถ้ารู้ก็คงเลิกคบเธอเหมือนคนอื่นๆ ไปแล้ว
“อยากดื่มเยอะๆ น่ะ รู้สึกเครียดๆ ชอบกล”
“เธอก็ดื่มเยอะไปแล้วนะ”
มาริสาฟุบหน้าลงกับโต๊ะ พูดอ้อแอ้ “เวลาเมามันไม่ต้องคิดมากอะไรดีไง ฉันเลยอยากเมาทุกวัน”
ช่วงนั้นเองที่พนิดาแอบหยิบซองเล็กๆ ซึ่งบรรจุยาผงสีขาวออกจากกระเป๋ากระโปรง คลี่ถุงแล้วเทยาลงไปในแก้วเหล้าอย่างรวดเร็ว
มาริสาเงยหน้าขึ้น พนิดารีบเก็บซองยาอย่างรวดเร็ว แล้วส่งแก้วเหล้าให้
“ฉันยอมให้เธอดื่มเป็นแก้วสุดท้ายเท่านั้นนะ แล้วจะพาไปส่งที่บ้าน”
มาริสารับแก้วมาดื่มรวดเดียว ก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะ พูดอ้อแอ้
“ทำไมฉันถึงใช้ชีวิตเป็นปกติไม่ได้ ทำไมต้องมาเจอคำสาปบ้าๆ ด้วย”
พนิดาไม่รู้หรอกว่าเพื่อนเพ้อถึงอะไร เธอพอใจที่เห็นสภาพ มาริสาเป็นเช่นนั้น รออีกไม่ถึงสามนาที มาริสาก็เงยหน้าบอกเธอด้วยสภาพกระปลกกระเปลี้ย
“ฉันร้อนจัง อยากอาบน้ำ พาฉันกลับบ้านหน่อยนะ”
“ได้สิ” พนิดารีบพยุงร่างบางที่ตัวอ่อนเดินขาขวิดออกจากผับ ก่อนจะโทรหาใครสักคน แล้วก็ยืนรออยู่อย่างนั้น
ไม่นานนัก รถเก๋งสีขาวก็แล่นมาจอด
“เธอกลับไปกับเขานะ ฉันจะเต้นต่อ”
“หือ...จะให้ฉันกลับกับครายยย ไม่อาววว เธอนั่นแหละไปส่งฉันหน่อย”
“เอาน่า ไปกับเขาเถอะ” พนิดารีบเปิดประตูทางตอนหลัง แล้วผลักเพื่อนเข้าไปในรถ ก่อนจะปิดประตูทันที
มาริสากระพริบตาถี่ด้วยความมึนงงและพร่าเบลอ เธอเวียนหัวอย่างหนัก พร้อมกันนั้นก็รู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว รถคันที่เธอนั่งได้แล่นออกจากบริเวณสถานเริงรมย์ราวธนูออกจากแหล่ง เธอพยายามเพ่งมองคนขับ...เขาเป็นผู้ชาย สวมหมวกแก๊บ เห็นหน้าไม่ชัด
“บ้านฉันอยู่ไหน คุณรู้ใช่ม้ายยย” ถามด้วยเสียงที่ยานคางแปลกๆ
“รู้สิครับ”
“งั้นขับให้เร็วกว่านี้หน่อยน๊า” ร่างบางเอนลงนอนตะแคงที่เบาะ ทำไมนะ...ทำไมเธอถึงร้อนไปหมดอย่างนี้ อยากโดนกอด...อยากให้ผู้ชายสักคนมากอดเหลือเกิน
เธอยันตัวลุกนั่งอีกครั้ง มองไปรอบๆ แถวนี้ไม่มีรถเลย เธออยู่ที่ไหนกัน
“ที่นี่ไม่น่าจะใช่ทางไปบ้านฉันน๊า คุณรู้ทางไปบ้านฉัน แน่เร้อออ” แม้จะพยายามบังคับเสียงให้ปกติ แต่มันก็ไม่ปกติอยู่ดี...
“ผมซื้อคุณมาแล้ว ด้วยเงินพันห้า เราจะไปสนุกกันที่โรงแรม แล้วถึงจะไปส่งคุณที่บ้านนะ”
ดวงตาคู่โตเบิกโพลง “ซื้อฉัน ? พันห้า ? ”
“ใช่”
“คนสวยๆ แถมยังซิงอย่างฉันเนี่ยนะค่าตัวพันห้า ไอ้บ้า ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้” ตอนนี้เธอรู้สึกว่าสติยังพอเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ให้ตายสิ...ทรมานชะมัด แต่ที่แน่ๆ เธอต้องพยายามหนี “จอดเดี๋ยวนี้นะ”
“ปล่อยให้โง่ เธอน่ะสวยถูกใจเลยรู้ไหม”
“อะ ไอ้บ้า ปล่อยฉันลง” เธอพุ่งไปเปิดประตูรถแล้วกระโดดลงไปทันที ทั้งที่รถยังวิ่งอยู่ เธอรู้ดีว่านี่เป็นการกระทำที่บ้าบิ่นมาก แต่เธอยอมเสี่ยงตายดีกว่าโดนใครก็ไม่รู้ข่มขืน
ร่างบางกลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้นลูกรัง หัวหมุนติ้ว ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะวูบดับไป
ประวิตรรีบจอดรถลงมาดูด้วยความหัวเสีย
“บ้าเอ้ย จะตายหรือเปล่าวะ” ยังไม่ทันจะจับโดนผิวเนื้อของคนที่แน่นิ่งไป เขาก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างโฉบมาด้านหลัง
ด้วยความตระหนกรีบหันไปมอง ก่อนจะขนลุกซู่...บุรุษร่างสูงเพรียวในชุดสีดำสนิท เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ผมสีน้ำตาลอมส้มเหลือบแดง แสงจันทราส่องกระทบดวงตาสีแดงเพลิง
“เฮ้ย ! ” ถอยกรูด เริ่มสั่นเทิ้มไปทั้งตัว “กะ แก...ผีหรือคนวะ”
ผู้นั้นไม่ตอบ กลับแยกเขี้ยวยาวคมวับให้เห็น วินาทีนั้นเองที่เขารีบวิ่งไปที่รถหมายจะหนี แต่ไม่ทันเสียแล้ว...มือแข็งปานคีมเหล็กกระชากเสื้อเขาจากทางด้านหลัง
“ปะ ปล่อย ปล่อยฉันนะ”
ไม่มีแม้เศษเสี้ยวความเมตตา คมเขี้ยวสองเขี้ยวฝังไปที่แอ่งชีพจร พลันนั้นตัวของประวิตรเริ่มซีดลงเรื่อยๆ ดวงตาเหลือกค้าง ไม่มีเสียงใดๆ หลุดรอดจากลำคออีก ก่อนจะค่อยๆ ทรุดฮวบลงกองที่พื้น แน่นิ่งไป
คุณอาจจะชอบ





