
(ไม่)ตั้งใจรัก
ตอน 3
ชายหนุ่มหันมองไปทางมาริสาซึ่งยังคงไร้สติ ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเลือดตรงมุมปาก แล้วเดินตรงไปหาหญิงสาว คุกเข่าลงพินิจวงหน้างามตลอดจนเรือนร่างอวบอัดนั้น ก่อนที่วงแขนแข็งแกร่งจะโอบรัดเธอขึ้นอุ้มแนบอก จากนั้นก็พาเธอเดินหายไปในความมืด
มาริสาเริ่มรู้สึกตัว เปลือกตาบางขยับยุกยิก ก่อนจะเปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ ภายในห้องมืดเหลือเกิน...เธออยู่บนเตียงนอนหนานุ่มที่ไหนก็ไม่รู้
หญิงสาวผุดลุกนั่ง รู้สึกเคล็ดขัดยอกไปทั้งตัว ที่สำคัญ...เธอร้อนมาก ร้อนเหลือเกิน ร้อนจนทนไม่ไหว
เธอถอดเสื้อเหวี่ยงทิ้ง ตามด้วยบราปีกนก กระโปรงถูกขว้างอย่างไม่ไยดี
“คุณร้อนอย่างนั้นเหรอ” เสียงห้าวทุ้มดังขึ้นข้างเตียง ส่งผลให้เธอสะดุ้งเฮือก มองไปยังที่มาของเสียง...มีผู้ชายใส่ชุดดำยืนทะมึนอยู่จริงๆ ด้วย เขาดูกลืนไปกับความมืดจนไม่รู้ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร เห็นเพียงเงาลางๆ ว่าเขาตัวสูงมากเท่านั้นเอง
“ร้อน...” ตอบด้วยเสียงแหบแห้ง เป็นอะไรไปหนอ เธอถึงปากแห้ง คอแห้ง ร้อนเร่ายิ่งกว่าเดิมเสียอีก ความผิดชอบชั่วดีในหัวหายวับ มีแต่ความต้องการที่ถาโถมเข้ามา
“ที่นี่ที่ไหน” ถามเสียงเบา
“บ้านของผม”
“บ้านของคุณ” ถามราวละเมอ “แล้วฉันมาอยู่ได้ยังไง”
“ผมเป็นคนพาคุณมา”
มาริสาก้าวลงจากเตียง ท่าทางมึนงง หยุดยืนตรงหน้าเขา มือลูบไล้แผงอกกำยำ “ฉันรู้สึกเหมือนเบลอๆ คล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น”
“ไม่ต้องกลัว คุณแค่ฝันไป”
“ฝันไปอย่างนั้นเหรอ” หญิงสาวยิ้ม “ถ้าเป็นในฝัน ฉันคงทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดสินะ”
“คุณอยากทำอะไรล่ะ”
“จูบฉันสิ...”
ชายหนุ่มนิ่งงันไปพักหนึ่ง ก่อนจะก้มลงจุมพิตเรียวปากอิ่มที่เผยอคอยท่าอยู่แล้ว ลิ้นร้อนซอนแทรกเข้าไปในโพรงปากของเธอ จูบที่ดูดดื่มราวกับจะกระชากวิญญาณเธอให้ล่องลอยออกจากร่าง
อา...นี่น่ะหรือคือจูบ ช่างเป็นจูบที่หวานระทึกใจจนแทบไม่อยากเชื่อว่านี่จะเป็นเพียงความฝัน
ฝ่ามือหนาลูบบั้นท้ายกลมกลึงก่อนบีบขยำ ขยับเดินขึ้นหน้า เป็นผลให้เธอต้องก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ กระทั่งหยุดเมื่อชนกับขอบเตียง
มาริสาค่อยๆ เอนลงนอนบนเตียง โดยที่เขาตามขึ้นคร่อม ปากยังคงจูบปากเธออย่างดูดดื่มไม่ยอมแยก และเธอก็ชื่นชอบเสียด้วยสิ
ราวมีพลังลึกลับให้เธอคลายความเจ็บปวดขัดยอก เธอรู้สึกเบาสบาย เคลิบเคลิ้มเผลอไผล กระทั่งเขาละจากปากเธอแล้วจูบลงไปเรื่อยๆ จากลำคอระหงมาที่ทรวงอกอวบงามเปลือยเปล่า
เขาดูด เขาดึงราวกับหมั่นเขี้ยวเธอมานาน มือก็ขยำเต้านมอีกข้างอย่างเมามันส์
“โอววว ซี๊ดดด” หญิงสาวครางกระเส่าหลับตาพริ้ม ไม่รู้ความอายหายไปไหนหมด รู้แค่ว่าเธอต้องการ...ต้องการเขาเหลือเกิน
“อย่ามัวชักช้า คุณรีบถอดกางเกงออกสิคะ”
เขาเชื่อฟัง ผละห่างจากเธอแล้วถอดเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่ได้เห็นด้วยตา แต่มือเธอสัมผัสได้...เขาเป็นคนตัวใหญ่ มัดกล้ามแข็งปึ้ก หน้าท้องเป็นลอนหนา ปลุกเร้าอารมณ์ของเธอให้โหมกระหน่ำยิ่งขึ้น
“ฉะ ฉัน...ฉันต้องการไอ้นั่น เอาใส่เข้ามาในตัวฉันที”
“คุณคงโดนยา”
“ยาอะไร ฉันต้องการ คุณช่วยฉันที...” เธอเสียงสั่นเว้าวอน เขานิ่งไปเพียงครู่ ก่อนจะพูดเสียงแผ่ว
“ได้สิ ผมจะช่วยคุณดับฤทธิ์ยาเอง”
ชายหนุ่มจับขาเรียวแยกออก ก่อนจะยกสะโพกเธอขึ้นสูงแล้วจับส่วนแข็งกร้าวที่ร้อนผ่าวถูไถปากช่องรักที่เยิ้มฉ่ำด้วยความกระหาย
“อา...อ๊า...อย่า อย่าแกล้งฉันอีกเลย รีบ...รีบยัดมันเข้ามาเถอะ” เขาผลักดันส่วนนั้นเข้ามาได้เพียงครึ่ง หญิงสาวก็เกร็งสะโพกหน้าซีด กรีดร้อง
“โอ๊ย...”
เขาขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกราวกับว่าได้ผ่านเยื่อบางๆ ทะลวงเข้าไป ของเธอบีบรัดลำของเขาจนแทบระเบิด กรามแข็งบดเข้าหากันเพื่อควบคุมไม่ให้มันระเบิดตอนนี้ แล้วขยับช้าๆ จนสามารถเข้าไปได้จนมิดลำ
ความเจ็บปวดคลี่คลายลง เหลือเพียงความเสียวซ่านยากจะบรรยาย เธอครางแผ่ว ทรวงอกสะท้อนขึ้นลงตามแรงกระแทกกระทั้นที่กระหน่ำมาไม่หยุด
ในความสะลึมสะลือนั้น เธอรู้สึกเหมือนจะได้ยินเขาพูดบางอย่าง
จับใจความได้เพียงว่า... “จากนี้ไป คุณจะต้องอยู่กับผม ชั่วนิรันดร์”
หน้าจอโทรทัศน์ทุกช่อง หน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงข่าวอย่างเผ็ดร้อนสร้างความฮือฮาให้กับผู้คนที่ได้เสพสื่อ แน่ล่ะว่าข่าวตำรวจเจอศพผู้หญิงที่ถูกฝังอยู่ด้านหลังสถานบันเทิงชื่อดังแทบจะไม่มีคนสนใจเท่ากับข่าวที่มีคนสิ้นสติอยู่ข้างทางใกล้ๆ รถตัวเอง
ข่าวคงไม่ดัง หากสภาพจะไม่ซีดขาว เสียเลือดเป็นจำนวนมาก แต่ที่น่าแปลกคือบริเวณนั้นไม่มีเลือดเปรอะเปื้อนเลย มีเปื้อนตรงรอบๆ บาดแผลที่คอเท่านั้น
รอยแผลเหมือนโดนสัตว์ที่มีสองเขี้ยวฝังลงไปลึกพอสมควร
ประวิตรอาการโคม่า ต้องเติมเลือดด่วน ครั้นได้สติมาก็เอาแต่พูดจาไม่รู้เรื่องเหมือนกลายเป็นคนโรคประสาทไปเลย
“ตายจริง สมัยนี้ข่าวแปลกๆ มีเยอะจัง” ชาลินีอุทาน เธอนั่งอยู่บนโซฟาข้างสามีในห้องโถง ดูโทรทัศน์ด้วยกัน ในมือเธอถือรีโมททีวีอยู่ด้วย
“คงเป็นสัตว์อะไรสักอย่างกัดนั่นแหละ” ปริวัทน์ออกความเห็น
“แต่น่าแปลกนะคะ ทำไมถึงเหมือนโดนดูดเลือดเลย เพราะแถวๆ ที่หมดสติก็ไม่มีรอยเลือดสักนิด”
“นั่นสิ พี่ก็ว่าแปลกเหมือนกัน รอยเจาะเหมือนเขี้ยวงู”
“ช้างว่าคงไม่ใช่งูหรอกค่ะ”
“แล้วช้างคิดว่าเป็นอะไรล่ะ ผีดิบหรือไง” ถามกลั้นหัวเราะเหมือนเห็นเป็นเรื่องขำๆ มากกว่าจะจริงจัง แต่ภรรยานี่สิ...ท่าทางจะคิดจริง
“นั่นสิคะ อาจเป็นอย่างนั้นก็ได้”
“เฮ้อ จินตนาการล้ำเลิศซะจริง พี่พูดเล่น”
ชาลินีไม่ทันได้พูดอะไรต่อก็หันไปเห็นลูกสาวเดินลงจากชั้นสองมาพอดี
“อ้าวหนูเม่น ตื่นซะสายเชียว เกือบเที่ยงแล้วนะจ๊ะ ไปกินข้าวกินปลาได้แล้วนะลูก”
“ค่ะ ปวดหัวจัง” หญิงสาวกุมขมับ หน้าซีด อิดโรย
คุณอาจจะชอบ





