
สุดที่รักของจักรพรรดิ
ตอน 2
แม้ว่าเฉียวชูเยว่จะพยายามใช้เสื้อผ้าปกปิดเอาไว้อย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ส่วนหนึ่งของลำคอนางก็ยังถูกเผยออกมาอยู่ดี
ลำคอที่เนียนขาวของนางถูกปกคลุมด้วยรอยสีแดงจำนวนมาก ซึ่งรอยดังกล่าวทำให้ดวงตาคู่นั้นของไป๋เสวี่ยลุกโชนราวกับเปลวไฟไม่มีผิด
พอนึกขึ้นได้ว่าขณะที่นางเฝ้าอยู่นอกห้อง สตรีนางนี้กลับร้องครางอยู่ใต้เรือนร่างของฝ่าบาทอย่างไร้ยางอาย นางก็ริษยาจนแทบบ้า
ของมือสองที่ผ่านมือบุรุษมาแล้วเช่นเฉียวชูเยว่ มีสิทธิ์อันใดมาแย่งความเสน่ห์หาจากใต้เท้าไป!
นางทำการขับไล่เฉียวชูเยว่อย่างหยาบคาย มิหนำซ้ำยังปล่อยให้เฉียวชูเยว่กลับไปในสภาพมอมแมมด้วยเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งอีกต่างหาก
สาวใช้คนหนึ่งที่อยู่ข้างกายไป๋เสวี่ยถามอย่างสั่นเทาว่า “ฝ่าบาทเน้นย้ำไว้แล้วว่าให้พวกเราเช็ดตัวให้กับฮูหยินท่านนี้ พร้อมทั้งเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะไป ขืนพวกเราไล่นางกลับไปทั้งอย่างนี้ แล้วฝ่าบาทล่วงรู้ขึ้นมา มีหวังต้องถูกลงโทษเป็นแน่”
ไป๋เสวี่ยพูดอย่างไม่แยแสว่า “หากเจ้ากับข้าไม่ปากพล่อย ฝ่าบาทจะรู้ได้อย่างไร?”
หลังจากที่ไป๋เสวี่ยส่งตัวเฉียวชูเยว่กลับไปเรียบร้อยแล้ว นางก็มายังห้องหนังสือ ก่อนจะโค้งคำนับต่อองครักษ์ที่ประจำการอยู่นอกห้องหนังสือด้วยความเคารพ
“ข้าน้อยไป๋เสวี่ย มีเรื่องจะรายงานใต้เท้าเจ้าค่ะ”
ภายในห้องหนังสืออันกว้างขวาง นอกจากจะมีตำรามากมายแล้ว สิ่งที่สะดุดตาที่สุดก็คือโต๊ะทำงานที่ทำขึ้นจากไม้พยูงหอมชั้นดีตัวหนึ่ง
บนโต๊ะทำงานเต็มไปด้วยจดหมายที่กองพะเนิน ซึ่งโหลวเป่ยเฉินกำลังนั่งจดจ่อกับการอ่านจดหมายในมืออยู่ที่โต๊ะ
เขาเป็นบุรุษรูปงาม ดวงตาคู่นั้นของเขาลึกซึ้งราวกับสระน้ำสีดำขลับที่ซึ่งแฝงด้วยอันตรายถึงชีวิต แต่กลับดึงดูดให้ผู้อื่นลุ่มหลงไปกับมัน
แค่ไป๋เสวี่ยได้มอง นางก็แทบจะคลั่งแล้ว
อยู่ดี ๆ โหลวเป่ยเฉินก็เงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อยและพูดว่า “ไม่อยากเก็บดวงตาไว้แล้วรึ?”
สีหน้าของโหลวเป่ยเฉิยแสดงถึงความเฉยชา น้ำเสียงของเขาเปี่ยมด้วยเจตนาฆ่าแห่งความกระหายเลือด
เจตนาฆ่านี้แข็งแกร่งมากถึงขนาดทำให้ไป๋เสวี่ยตัวสั่นด้วยความหวาดผวา
จากนั้นไป๋เสวี่ยถึงจะนึกขึ้นได้ว่า นอกจากผู้ที่อยู่เบื้องหน้าจะเป็นบุรุษรูปงามแล้ว ยังเป็นถึงจักรพรรดิพระองค์หนึ่งอีกด้วย
ความน่าเกรงขามของจักรพรรดิเป็นสิ่งทาสคนหนึ่งเช่นนางไม่อาจชื่นชมได้
ไป๋เสวี่ยรีบก้มหน้าและคุกเข่าลงบนพื้นอย่างสั่นเทาทันที
ไป๋เสวี่ยร้องขอความเมตตาซ้ำ ๆ ว่า “ฝ่าบาท โปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วยเถิดเพคะ ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกิน ข้าน้อยแค่จะมากราบทูลฝ่าบาทว่าฮูหยินท่านนั้นได้กลับไปแล้วเพคะ”
เพื่อเบี่ยงเบนความเดือดโมโหของฝ่าบาท ไป๋เสวี่ยจึงได้ยกเฉียวชูเยว่ออกมาพูด
“สีหน้าของฮูหยินท่านนั้นดูเย็นชา ดูจะไม่ค่อยพึงพอใจในตัวฝ่าบาทเท่าไหร่เลยนะเพคะ”
โหลวเป่ยเฉินเงยหน้าขึ้นมาอย่างฉับพลัน สายตาของเขาฉายแววเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด แต่สีหน้าของเขากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน
สีหน้าของเขาไม่ได้เผยความไม่พอใจออกมาแต่อย่างใด เขาเพียงเคาะโต๊ะและพูดว่า “ลงไปเสียเถิด”
“เจ้ามันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ข้าคงเก็บเจ้าไว้ไม่ได้หรอก วันพรุ่งนี้เจ้าไม่ต้องมาทำงานแล้ว”
สีหน้าของไป๋เสวี่ยซีดเผือดลงทันที
บุรุษที่อยู่เบื้องหน้าคือจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งมีฐานันดรสูงสุดในใต้หล้า พระองค์ถึงขนาดพูดเองว่าคงเก็บนางไว้ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นผู้ใดเล่าจะกล้าเก็บนางไว้?
ฝ่าบาททรงกำลังตัดสินโทษประหารชีวิตกับนางอยู่ชัด ๆ เลย!
““ข้าน้อยจงรักภักดีต่อพระองค์อย่างที่สุด หากเผลอทำให้พระองค์ไม่พอใจด้วยเรื่องอันใด พระองค์ทรงลงโทษมาได้เลยเพคะ ขออย่างเดียวคือพระองค์อย่าทรงไล่ข้าน้อยเลยนะเพคะ”
โหลวเป่ยเฉินจ้องมองนางอย่างเงียบ ๆ ด้วยสายตาแฝงรอยยิ้ม ราวกับกำลังรับชมสิ่งที่น่าสนใจอยู่
แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดอะไร แต่องครักษ์ที่อยู่รอบกายกลับกลัวว่าเสียงโวยวายของไป๋เสวี่ยจะทำให้เขาขุ่นเคืองใจ จึงพากันรีบลากตัวไป๋เสวี่ยออกไปทันที
หลังจากได้รับคำสั่งจากโหลวเป่ยเฉิน ผู้ดูแลจวนก็ไม่กล้าจะเก็บไป๋เสวี่ยไว้ในจวนอีกต่อไป จึงได้สั่งให้คนโยนตัวไป๋เสวี่ยออกไปจากจวนทันที
ในห้องหนังสือ
อำนาจกดขี่ของโหลวเป่ยเฉินแข็งแกร่งอย่างยิ่ง แข็งแกร่งเสียจนทำให้คนรับใช้ที่อยู่รอบกายถึงกับตัวสั่นและไม่กล้าเงยหน้าขึ้นเลยทีเดียว
สมองของโหลวเป่ยเฉินเต็มไปด้วยภาพตอนที่เฉียวชูเยว่กำลังร้องไห้โวยวายออกมา
ภาพที่มีสาวงามผู้อ่อนหวานเช่นนางร่ำไห้อยู่ใต้เรือนร่างของเขา ลำพังแค่คิดถึงมันก็ทำให้เขาอารมณ์พุ่งพล่านแล้ว
ข้อควรรู้คือถึงแม้ตระกูลโหลวจะเป็นเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์ต้าซุ่นและมีฐานะสูงส่งในต้าซุ่น ทายาทของตระกูลโหลวฉลาดหลักแหลมไม่ต่างจากปีศาจ อีกทั้งยังมีพระสิริโฉมที่งดงาม แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่าทายาทของตระกูลโหลวนั้นเกิดมาพร้อมกับโรคร้ายที่รักษาไม่หาย
มันก็ไม่ได้ถือเป็นโรคร้ายแรงอะไร แค่ปวดหัวอย่างแสนสาหัสเท่านั้นเอง
เมื่ออายุมากขึ้น อาการของโรคนี้ก็จะยิ่งเห็นได้ชัดยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดมันอาจถึงขั้นทำลายสติของผู้คน จนส่งผลให้กลายเป็นคนอารมณ์รุนแรง ขี้ระแวงและกระหายต่อการเข่นฆ่าเลยก็ได้
เมื่ออาการปวดศีรษะรุนแรงยิ่งขึ้น แม้แต่คนที่ใกล้ชิดและผู้เป็นที่รักก็ยังถูกหลงลืมได้
โรคปวดศีรษะชนิดนี้เปรียบเสมือนคำสาปที่ซึ่งไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงบรรเทาหรือระงับเอาไว้ จนกว่าจะถึงวันที่ไม่อาจระงับไว้ได้อีกเท่านั้น
การถูกทรมานจากอาการปวดศีรษะจนต้องตายอย่างอนาถเป็นโชคชะตาของทายาทตระกูลโหลว
ทว่าอาการปวดศรีษะอย่างแสนสาหัสนี้กลับสามารถบรรเทาลงได้ด้วยเรือนร่างของสตรีนางนั้น
กลิ่นกายอันหอมหวนของสตรีนางนั้นช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะที่รบกวนจิตใจเขามาเป็นเวลานานได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เมื่อเช้านี้เขาสูญเสียการควบคุมไป
บัดนี้สมองของเขาปลอดโปร่งกว่าที่เคยเป็นมาเสียอีก!
เขาวางจดหมายในมือลงบนโต๊ะทำงาน ก่อนจะใช้นิ้วชี้เคาะโต๊ะอย่างแผ่วเบา
“ที่ข้าสั่งให้พวกเจ้าไปสืบหาชีวประวัติของสตรีนางนั้นมา พวกเจ้าสืบพบหรือยัง?”
องครักษ์คนสนิทโหลวเป่ยเฉินรีบถวายจดหมายม้วนหนึ่งให้กับเขาทันที
“ชีวประวัติของเฉียวชูเยว่อยู่ในจดหมายม้วนนี้หมดแล้ว ฝ่าบาทเชิญทอดพระเนตรได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
โหลวเป่ยเฉินหยิบตำรามาอ่าน
ที่แท้สตรีนางนั้นก็มีนามว่าเฉียวชูเยว่นี่เอง
เมื่อเช้านี้เขาปวดหัวอย่างแสนสาหัส จนถึงขนาดไม่ได้ยินสิ่งที่สตรีนางนั้นพูดเลยสักคำ เขารู้แค่ว่าสตรีนางนั้นคือยาของเขา
เมื่อได้พบกับยาวิเศษ ผู้ที่ป่วยมานานย่อมมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง ถึงขนาดที่อยากจะกลืนกินยานั้นลงไปในทันที
ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้เขาจะมีวิธีที่ดีกว่าในการทำให้สตรีนางนั้นมาหาถึงที่โดยสมัครใจ แต่ก็ยังอดใจใช้วิธีที่โง่เขลาที่สุดและได้ผลที่สุดไม่ได้อยู่ดี
โหลวเป่ยเฉินถือจดหมายเอาไว้และอ่านมันอย่างละเอียด พอเห็นว่าสามีของเฉียวชูเยว่คือหลินอวี้ เขาก็ส่ายหน้าไปมาอย่างแผ่วเบา
คุณอาจจะชอบ





