
สุดที่รักของจักรพรรดิ
ตอน 3
“คนธรรมดาเช่นหลินอวี้ ใยถึงได้มีภรรยาที่ทั้งงดงามทั้งแสนดีถึงเพียงนี้ได้” โหลวเป่ยเฉินพึมพำเบา ๆ ราวกับกำลังนึกเสียดายพร้อมทั้งเป็นการทอดถอนใจไปด้วย
เมื่อไม่นานมานี้ มีคนส่งสาส์นลับฉบับหนึ่งโดยอ้างว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในการสอบจอหงวนครั้งนี้
เพื่อสืบสวนคดีทุจริต เขาจึงปลอมตัวออกมาทำภารกิจในฐานะทูต ก่อนจะได้พบกับขี้เมาคนหนึ่งที่ชื่อหลินอวี้เข้าโดยบังเอิญ
จำได้แค่ว่าวันนั้นหลินอวี้กำล้งโอบกอดสาวงามมากมาย ซ้ายคนขวาคนอย่างสุขสำราญ
เป็นเพราะหนึ่งในหมู่สาวงามชายตามองเขา หลินอวี้ผู้หึงหวงจึงพยายามจะสั่งสอนเขา
ด้วยความที่มีองครักษ์คอยประจำการ หลินอวี้จึงล้มเหลวในการต่อสู้เป็นธรรมดา ทว่ากลับเผลอทำจี้หยกที่ห้อยอยู่รอบเอวเขาหักโดยไม่ได้ตั้งใจ
พอเห็นจี้หยกที่แตกหักแล้ว หลินอวี้ถึงจะตื่นจากความฝัน หลังจากที่เห็นว่าโหลวเป่ยเฉินสวมเสื้อผ้าหรูหราและถูกรายล้อมไปด้วยองครักษ์จำนวนมาก เขาก็กลัวจนฉี่รดกางเกงต่อหน้าทุกคนทันที
เสื้อผ้าของหลินอวี้ยับยู่ยี่ ใบหน้าแดงก่ำของเขายังคงเปื้อนรอยริมฝีปากจากชาดสีแดงของหญิงโสเภณี เนื้อตัวของเขาสะบักสะบอมไปหมด สภาพของเขาเรียกได้ว่าอนาถาถึงขีดสุด
หลังจากที่โหลวเป่ยเฉินชำเลืองมององครักษ์ข้างกายด้วยความรังเกียจ องครักษ์ก็รีบขับไล่เขาออกไปทันที
แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง เขาไม่ได้สนใจตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ ในส่วนที่ว่าองครักษ์จะจัดการอย่างไรบ้าง เขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน
คิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อเช้านี้จะมีใครคนหนึ่งส่งจดหมายมาโดยระบุว่าจะมาทำการขอโทษขอโพยกันที่นี่
ครั้งนี้เขาออกมาทำภารกิจแบบลับ ๆ จึงไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากเกินไป ทว่าในขณะที่กำลังจะปฏิเสธ เขากลับได้กลิ่นหอมจากจดหมายขอเข้าพบเข้าพอดี
นับตั้งแต่ลืมตาดูโลกมา อาการปวดหัวก็ตามหลอกหลอนเขาเหมือนดั่งคำสาปมาตลอด ทว่าหลังจากได้สูดกลิ่นหอมเข้าไป มันกลับบรรเทาลงอย่างมาก
คำปฏิเสธจุกอยู่ที่ลำคอ จนท้ายที่สุดก็ต้องฝืนกลืนมันลงไป
เลือดเนื้อในกายของเขาต่างพากันกู่ร้องออกมาว่า อยากเจอกับเจ้าของจดหมายขอเข้าพบ
อยากจะถลกเสื้อผ้าของอีกฝ่ายออกทีละชั้น แล้วก็ลิ้มลองรสชาติของอีกฝ่ายเหลือเกิน
เดิมทีเขาตั้งใจจะลิ้มรสชาติแค่ผิวเผิน แต่กลับไม่คาดคิดว่าตัวเองจะขาดสติ ทำจนอีกฝ่ายหมดสติไป
พอนึกถึงริมฝีปากสีแดงอันเนียนนุ่มของนาง ดวงตาของเขาก็ฉายแววลึกซึ้งยิ่งขึ้น ก่อนจะกลืนน้ำลายอย่างแผ่วเบา
ร่างกายที่สงบลงอย่างเห็นได้ชัดพลันเดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
“เฉียวชูเยว่......”
เขาจ้องมองชื่อของเฉียวชูเยว่ในจดหมายและพึมพำอย่างแผ่วเบา
เขาวาดนิ้วมือผ่านชื่อของเฉียวชูเยว่พร้อมทั้งกระตุกมุมปากเผยรอยยิ้มออกมา
“ช่างน่าเสียดาย หากข้าได้พบเจ้าเร็วกว่านี้ก็ดีสิ”
หากพบกันเร็วกว่านี้ เขาจะควบคุมนางไว้ในกำมือของตัวเองให้อยู่หมัดเลย
จะได้ไม่ต้องมานั่งคำนึงถึงเมียชาวบ้านอยู่ที่นี่เช่นในตอนนี้
เฉียวชูเยว่กลับถึงบ้านในสภาพสะบักสะบอมอย่างยิ่ง ระหว่างที่เดินโซซัดโซเซกลับบ้าน นางได้คิดหาคำอธิบายมากมายเพื่อแก้ต่างเรื่องสภาพอนาถาของตนเรียบร้อยแล้ว แต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่าสมาชิกภายในจวนจะไม่มีใครสนใจการกลับมาของนางเลยสักคน
นางกลับมาที่ห้องด้วยความเศร้าหมอง ก่อนจะเช็ดเนื้อตัวให้สะอาดและเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าที่คล้ายคลึงกับตัวเดิม
นางมองพิจารณาในกระจกอยู่พักใหญ่เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีพิรุธอะไร ก่อนจะหยิบตะเกียงที่อยู่ด้านข้างขึ้นมาเพื่อไปหาสามี
ท่านพี่เป็นคนขยัน ปกติแล้วเวลานี้เขาจะอ่านตำราอยู่
หลังจากมาถึงห้องหนังสือ นางก็เห็นว่าห้องหนังสือยังคงสว่างไสวไปด้วยแสงเทียนอย่างที่คาดเอาไว้
พอคิดว่าสามีกำลังนั่งอ่านตำราท่ามกลางแสงไฟอยู่ข้างในนั้น นางก็รู้สึกว่าทุกความพยายามที่ทุ่มเทไปทั้งหมดนั้นคุ้มค่า นางกระตุกมุมปากเผยรอยยิ้มเล็กน้อยออกมา ก่อนจะเดินไปที่ห้องหนังสือ
หลังจากมาถึงประตูของห้องหนังสือ นางกลับได้ยินเสียงแม่สามีกำลังสนทนากับสามีอยู่ข้างในว่า
“ชูเยว่ไปตั้งนานแล้ว เหตุใดถึงยังไม่กลับมาอีก? ขุนนางผู้นั้นคงไม่ได้ทำอะไรนางหรอกใช่หรือไม่?”
“ท่านแม่ ท่านวางใจเถิดขอรับ ชูเยว่เก่งกาจจะตายไป ขนาดบรรดาคนในโลกของการค้าขาย นางยังรับมือไหว คราวนี้ก็ต้องไม่มีปัญหาเป็นแน่ขอรับ”
“ไม่ใช่ ๆ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ข้าหมายความว่าชูเยว่หน้าตาสะสวยถึงเพียงนั้น ขุนนางผู้นั้นคงไม่ได้ลวนลามนางหรอกใช่หรือไม่?”
หลังจากได้ยินดังนั้น เฉียวชูเยว่ก็ค่อย ๆ ชะงักก้าวเดินลง พอนึกถึงสิ่งที่เผชิญในวันนี้ นางก็เริ่มกลัวที่จะเปิดประตูบานนี้เสียแล้ว
“ขุนนางผู้นั้นมีฐานะที่ไม่ธรรมดา มิหนำซ้ำยังถูกรายล้อมไปด้วยคนรับใช้มากมายอีกต่างหาก แม้แต่เจ้าตำบลของพวกเรายังไม่โออ่าขนาดนั้นเลย เขาจะหาสตรีได้ทุกรูปแบบ ไม่มีทางมาตกหลุมรักแม่ค้าผู้หยาบกร้านที่กระจอกคนหนึ่งได้หรอกขอรับ”
หยาบกร้าน……
กระจอก…...
เฉียวชูเยว่แทบจะไม่เชื่อหูของตัวเองเลย
ท่านพี่บอกว่านางเป็นคนอ่อนโยน เพรียบพร้อม ใจดีและมีคุณธรรมมากที่สุดมิใช่รึ?
ลึก ๆ แล้วท่านพี่ก็มองนางเช่นนี้นี่เอง
หัวใจของนางเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน มันเย็นชาอย่างยิ่ง เย็นชายิ่งกว่าวันนี้ตอนที่ถูกขุนนางผู้นั้นกดลงกับเก้าอี้และกระทำชำเราอยู่บนนั้นเสียอีก
นางกำตะเกียงในมืออย่างแน่นหนา ก่อนจะเคาะประตูอย่างแผ่วเบา
“ท่านพี่ ท่านพี่อยู่หรือไม่เจ้าคะ?”
คนที่อยู่ข้างในเปิดประตูอย่างรวดเร็ว จากนั้นหลินอวี้ก็สวมกอดนางอย่างกระตือรือร้นทันที
“ฮูหยิน ฮูหยิน ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้วหรือนี่?”
เขาไม่ได้สังเกตเห็นท่าทีที่อ่อนแอของเฉียวชูเยว่เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังไม่สังเกตเห็นด้วยซ้ำว่าเฉียวชูเยว่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว
“เป็นอย่างไรบ้าง ขุนนางผู้นั้นยอมยกโทษให้ข้าหรือยัง?”
พอเห็นสีหน้าที่เปี่ยมด้วยความความคาดหวังของสามี เฉียวชูเยว่ก็นึกอยากจะทดสอบท่าทีของหลินอวี้ดูสักตั้ง
คุณอาจจะชอบ





