
คำมั่นเขา หายนะเธอ
ตอน 2
เพนต์เฮาส์ที่ฉันอยู่กับคเชนทร์ให้ความรู้สึกแปลกแยก
ตั้งแต่พิมดาวย้ายเข้ามาอยู่เมื่อเดือนก่อน หลังจากเกิดเหตุ “ไฟไหม้ครัวเล็กน้อย” ที่บ้านของเธอ พื้นที่แห่งนี้ก็ค่อยๆ ถูกยึดครองด้วยข้าวของของเธอ
หมอนอิงลายดอกไม้ของเธอขัดกับสไตล์มินิมอลของฉัน
น้ำหอมกลิ่นหวานเลี่ยนราคาถูกของเธอติดตรึงอยู่ในอากาศ กลบกลิ่นไม้จันทน์ที่ฉันชอบจนหมดสิ้น
คเชนทร์ตามใจเธอทุกอย่าง
เขาบอกฉันว่าเธอคือครอบครัว เธอกำลังเสียใจ เราต้องอดทน
ฉันพยายามแล้ว แต่คืนนี้ ความอดทนนั้นได้แหลกสลายลง
บาดแผลจากงานประกาศรางวัลยังคงสดใหม่ เป็นโพรงแผลเหวอะหวะในอก
ฉันอยากจะทุบทำลายข้าวของ อยากจะกรีดร้อง แต่ฉันทำได้เพียงทรุดตัวลงบนโซฟาอย่างหมดแรง
ฉันเลื่อนดูโทรศัพท์ไปเรื่อยเปื่อย พยายามหาอะไรทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
โพสต์ใหม่จากพิมดาวเด้งขึ้นมา
เป็นรูปข้อมือของเธอที่ประดับด้วยนาฬิกาฝังเพชรเรือนใหม่
แคปชั่นเขียนว่า “ของขวัญฉลองเล็กๆ น้อยๆ ให้ตัวเอง! #blessed #newbeginnings”
ฉันจำนาฬิกาเรือนนั้นได้
มันเป็นรุ่นลิมิเต็ดที่ฉันเคยชี้ให้คเชนทร์ดูเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน
เขาเคยบอกว่ามันสวย แต่ก็แพงจนน่าหัวเราะ
ด้านหลังข้อมือของเธอ มีมือของผู้ชายวางอยู่บนโต๊ะ
ข้อมือเสื้อสูทสีเข้ม แสงสะท้อนจากนาฬิกาที่คุ้นตา...นั่นมันคเชนทร์
รสขมปร่าแผ่ซ่านในปาก
ฉันนึกถึงวันเกิดของตัวเองเมื่อเดือนที่แล้ว
เขาลืมจนกระทั่งนาทีสุดท้าย แล้วให้เลขาฯ ส่งช่อดอกไม้ดาษๆ มาให้ช่อหนึ่ง
ฉันเห็นไอคอนรูปหัวใจใต้โพสต์ของพิมดาว
คเชนทร์ วรโชติ กดไลก์
นิ้วโป้งของฉันค้างอยู่บนหน้าจอ
แล้วฉันก็ปิดมัน น้ำตาร้อนๆ หยดหนึ่งไหลลงอาบแก้ม
เลยเที่ยงคืนไปแล้วฉันถึงได้ยินเสียงพวกเขาที่ประตู
พวกเขากำลังหัวเราะ เดินโซซัดโซเซเข้ามาในโถงทางเข้า
ทั้งคู่เมา
“คีตา ไปหาน้ำให้พิมแก้วนึง” คเชนทร์ตะโกนบอก เสียงอู้อี้ขณะที่เขาพยุงเธอไปนั่งบนโซฟา
ฉันไม่ขยับ
ฉันแค่นั่งอยู่ในความมืด มองดูพวกเขา
“เขาไม่ขยับเลย” พิมดาวพูดเสียงยานคาง ชี้มาที่ฉันอย่างเกียจคร้าน “เขาพังไปแล้วเหรอ?”
ฉันลุกขึ้นเดินไปยังห้องนอนของตัวเอง ไม่ต้องการจะต่อล้อต่อเถียง
“ช่างเขาเถอะ” ฉันได้ยินเสียงพิมกระซิบดังๆ “มานี่สิคะพี่เคน”
ฉันหยุดอยู่ที่ประตูห้อง หันหลังให้พวกเขา
“พี่เคน...” เสียงของเธออ่อนหวาน เย้ายวนจนน่าคลื่นไส้ “พี่ดีกับพิมจังเลย”
แล้วฉันก็ได้ยินเสียงจูบ
เสียงเปียกแฉะ น่ารังเกียจที่ทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน
ฉันตัวแข็งทื่อ ตั้งใจฟัง
“รู้อะไรไหมคะ” พิมดาวหัวเราะคิกคัก “พี่น่ะ...ดีกว่าพี่ชายพี่ตั้งเยอะ”
ฉันรอให้คเชนทร์ผลักเธอออกไป บอกเธอว่าเธอเมาและกำลังล้ำเส้น
แต่เขาไม่ทำ
กลับกัน ฉันได้ยินเสียงเสื้อผ้าเสียดสีกัน เสียงครางต่ำๆ ของเขา
มือฉันยกขึ้นปิดปากเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น
ฉันหันกลับไปช้าๆ ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อกับภาพบนโซฟา
เขากำลังจูบเธอตอบ มือของเขาสอดอยู่ในเรือนผมของเธอ
ข้อศอกของฉันปัดโดนแจกันที่โต๊ะข้างๆ มันหล่นแตกกระจายบนพื้นหินอ่อน
เสียงนั้นทำให้พวกเขาสองคนผงะออกจากกัน
คเชนทร์เงยหน้าขึ้น ดวงตาเบิกกว้างตื่นตระหนกเมื่อเห็นฉัน
“คีตา...มันไม่ใช่แบบที่คุณเห็นนะ เราแค่...”
“อย่าค่ะ” ฉันกระซิบ เสียงสั่น “อย่าแตะต้องตัวฉัน”
เขาเริ่มเดินเข้ามาหาฉัน แต่คำพูดของฉันหยุดเขาไว้
ทันใดนั้น พิมดาวก็ทำเสียงเหมือนจะอาเจียน “พี่เคน พิมจะอ้วก”
ความสนใจของเขากลับไปที่เธอทันที
เขารีบวิ่งไปข้างๆ เธอ เต็มไปด้วยความห่วงใย
“ไม่เป็นไรนะ พี่อยู่นี่แล้ว ไปห้องน้ำกัน”
เขาประคองเธอเดินจากไป แขนโอบรอบตัวเธออย่างปกป้อง ทิ้งให้ฉันยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของชีวิต
ฉันมองตามเขาไป นึกถึงทุกครั้งที่เขาเคยโอบกอดฉันด้วยความอ่อนโยนแบบเดียวกัน
มันคือเรื่องโกหกทั้งหมด
ความรักของเรา อนาคตของเรา ทั้งหมดนั่น
ฉันเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าด้วยหลังมือ
การเคลื่อนไหวของฉันสงบนิ่งและเด็ดเดี่ยว
ความรู้สึกกระจ่างชัดอย่างประหลาดแผ่ซ่านเข้ามา
นี่คือจุดจบ
ฉันเดินเข้าไปในห้องทำงาน ไม่ใช่ห้องนอน
ฉันยกหูโทรศัพท์โทรหาเอเย่นต์ของฉัน
“คุณคีตา? ดึกแล้วนะคะ มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ฉันจะลาออก” ฉันพูด เสียงเรียบ “ยกเลิกโปรเจกต์ที่จะถึงทั้งหมดเลยค่ะ ทุกโปรเจกต์”
“อะไรนะคะ? คุณคีตา คุณพูดเรื่องอะไรอยู่? คุณกำลังอยู่บนจุดสูงสุดของอาชีพเลยนะคะ!”
“ฉันพอแล้ว” ฉันย้ำ “ฉันจะเดินทางออกนอกประเทศ ฉันต้องการการเปลี่ยนแปลง”
ฉันเบื่อเมืองนี้ เบื่อชีวิตนี้ เบื่อผู้ชายที่เคยสัญญากับฉันว่าจะให้โลกทั้งใบ แล้วกลับยกมันไปให้คนอื่น
คุณอาจจะชอบ





