
ผมโดนเพื่อนที่คบกัน 8 ปีหักหลัง เลยตัดสินใจเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ตอน 2
—ปีศริสต์ศักราชที่ 2023 วันที่ 30 เดือน 4
เช้าวันอาทิตย์กลางฤดูร้อน ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินสัญจรไปมามีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่
“...ร้อน”
ชายหนุ่มกล่าวด้วยท่าทางอารมณ์เสีย แต่ก็ยังคงไม่ขยับไปไหนจากตรงนั้นพลางดูนาฬิกาข้อมือ
ตอนนี้เป็นเวลา 11 นาฬิกา 30 นาที
“ยัยนั่น...เป็นคนนัดเองแท้ๆ แต่ดันมาสายเนี่ยนะ”
วันนี้ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ที่ปกติชายหนุ่มจะเลือกหมกตัวอยู่ในห้องไม่ออกไปไหน แต่วันนี้กลับต้องออกมาที่ห้างสรรพสินค้าที่พึ่งเปิดตัวไปได้ไม่นานเนื่องจาก ‘ผู้หญิงคนหนึ่ง’ ต้องการมาเดินแล้วไม่มีใครมาเป็นเพื่อน เขาจึงถูกชักชวนมาโดยนัดหมายกันหน้าประตูที่หนึ่งของห้าง เวลา 11 นาฬิกา
แน่นอนว่าชายหนุ่มจะปฏิเสธไปก็ได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่ได้ทำแบบนั้น
ดังนั้น—ต่อให้บ่นไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ถึงคนที่มาสายจะผิด แต่ตัวเองที่ดันไม่รู้สึกโกรธแม้ต้องรอนานกว่าหนึ่งชั่วโมงแถมยังดีใจที่ถูกชวนมานี่มันน่าหงุดหงิดจริงๆ
“โทษทีที่มาสาย พอดีเสียเวลาหาที่จอดรถนานไปหน่อย”
เสียงใสราวกับระฆังดังขึ้นมา ทำให้ชายหนุ่มรู้ได้ทันทีว่าคนที่รออยู่ได้มาถึงแล้ว
เจ้าของเสียงคือหญิงสาวรูปงามราวกับหลุดมาจากนิยาย เอวคอดกิ่ว เส้นผมสีดำนวลสลวย ใบหน้าสุขุม ขนตายาวเรียว นัยน์ตาสีดำราวกับไข่มุก ผิวขาวผุดผ่อง ริมฝีปากสีชมพู ไม่ว่าองค์ประกอบไหนก็ทำให้ผู้ชายหลงใหลได้ทันทีที่มอง แถมชุดที่สวมมายังเป็นดึงดูดสายตาสุดๆ เธอสวมแจ็คเก็ตสีขาวทับเสื้อสายเดี่ยวสีดำคู่กับกางเกงขายาวสีขาว ทำเอาไม่รู้จะเอาตาไปมองที่ไหนเลย
หญิงสาวคนนี้คือ ‘ฮิเมกามิ ริโอะ’ ดาวเด่นประจำบริษัทที่ผมทำงานอยู่และยังเป็นผู้จัดการที่อายุน้อยที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นทั้งเพื่อนสมัยเรียนและรักแรกของผมอีกด้วย
“...นี่ ไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยรึไง”
“...ก็เหมาะดีนะ แต่ไม่เปิดมากไปหน่อยเหรอ?”
แม้จะพยายามหลบสายตาแล้ว แต่ยังไงก็ยังมองเห็นเนินอกอยู่ดี
“… ทะลึ่ง ไม่ได้ใส่ชุดนี้มาให้นายดูสักหน่อย แค่ใส่เพราะอากาศช่วงนี้มันร้อนต่างหาก”
“ฉันก็ไม่ได้ดูเพราะอยากดู แต่มันเข้ามาในระยะสายตาพอดีจะให้ทำไง”
“เหรอ~ ไม่ได้มองเพราะอยากดูสิน้า~”
ริโอะพูดพลางเผยรอยยิ้มออกมาราวกับจงใจแหย่ผม
“นายเองก็ดูดีใช่เล่นนะ ปกติไม่เห็นแต่งตัวแบบนี้แท้ๆ เห็นชอบใส่แต่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น วันนี้จัดเต็มเลยนะ~”
จริงอย่างที่ริโอะพูด ปกติผมซึ่งไม่ค่อยออกไปไหนในวันหยุดแล้ว เวลาอยู่ห้องถ้าไม่ได้ออกไปไหนก็ใส่ชุดนอนทั้งวัน หรือไม่ก็เสื้อยืดกางเกงขาสั้นเวลาที่ต้องออกไปซื้อของเท่านั้น เรียกได้ว่าถ้าไม่ใช่วันทำงานแล้วผมแทบจะอยู่ในสภาพแบบนั้นตลอดเวลา
ทว่า ชุดที่ผมใส่ในวันนี้คือเสื้อเชิ้ตแขนสั้นคู่กับกางเกงสแล็คสีดำ
“หนวกหูน่ะ! ปกติเธอเองก็ไม่ได้แต่งแบบนี้ไม่ใช่รึไง!”
“ก็อยากใส่มาแกล้งใครบางคนแถวนี้ไง”
“ว่าไงนะ!?”
คงเพราะพวกเราอยู่ด้วยกันมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมถึงได้สนิทกันมาก จนบางครั้งริโอะก็ชอบแหย่ผมเล่นแบบนี้ ราวกับเธอไม่เห็นผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งในสายตาแล้ว
“งั้นพวกเราก็เข้าไปข้างในกันเถอะ เดี๋ยววันนี้ฉันเลี้ยงข้าวกลางวันให้แทนคำขอโทษที่มาสาย”
“...ก็ได้”
“ร้านนี้เป็นไง?”
ริโอะพูดก่อนจะหยุดอยู่หน้าร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ภายในร้านตกแต่งด้วยธีมสีแดงและมีโชชิน* แขวนอยู่
“แล้วแต่เธอเลย”
“ให้ตายสิ พวกผู้ชายเนี่ยนะ แค่ให้ช่วยตัดสินใจหน่อยก็ไม่ได้!”
“การที่เธอเสนอร้านนี้มาเพราะอยากกินไม่ใช่รึไง!? แล้วจะถามฉันเพื่อ!?”
“อ๊ะ!? งอนเหรอ?”
“รีบเข้าไปได้แล้ว!”
เมื่อเข้าไปในร้านอาหาร พนักงานก็พาเดินไปยังที่นั่งด้านในที่ว่างอยู่ พอพวกเราตัดสินใจเลือกเมนูของตัวเองได้ ก็เรียกพนักงานมาสั่งอาหาร
ไม่นานอาหารที่สั่งก็มาเสิร์ฟซึ่งประกอบไปด้วย ชุดข้าวทงคัตสึพร้อมชาเขียนเย็น กับ มิโสะราเมงคู่กับน้ำอัดลม นอกจากนี้ยังมีเกี๊ยวซ่าอีกหกชิ้น
“กินเลยไม่ต้องเกรงใจ มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง”
“...งั้นไม่เกรงใจล่ะนะ”
“เอาเลย...เดี๋ยวฉันค่อยใช้งาน—”
“ว่าไงนะ?”
“ไม่มีอะไร นายคงหูฟาดน่ะ”
“...”
เอาเถอะ ยังไงผมก็พอเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าริโอะคงไม่ชวนผมมาเดินเล่นเฉยๆ อยู่แล้ว พูดให้ถูกคือเธอพาผมมาเพื่อให้ช่วยถือของนั่นแหละ
สักพักพอเราทั้งคู่กินอาหารเสร็จ ริโอะก็เดินไปจ่ายเงินแล้วพาผมไปเดินช็อปปิ้งต่อทันที
“ขอบใจที่มาเป็นเพื่อน”
“....ก่อนจะขอบใจน่ะ ช่วยดูสภาพฉันก่อนเถอะ!”
ผลจากการเดินช็อปปิ้งเกือบห้าชั่วโมงนั้นทำให้ริโอะได้ของที่ต้องการมาทั้งหมด โดยประกอบไปด้วย รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องประดับ และพวกเครื่องสำอาง โดยรวมทั้งหมดแปดถุง ซึ่งผมเป็นคนถือทั้งหมด
“ให้ตายเถอะ! คราวหน้าให้ตายยังไงฉันก็จะไม่มาด้วยเด็ดขาด!”
“อย่าพูดแบบนั้นสิ~ เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวเย็นด้วยอีกมื้อเลย”
“...พาไปเก็บของที่รถก่อนเถอะ”
“โอเค~”
“ขี้โกงเป็นบ้า”
“พูดอะไรรึเปล่า”
“ไม่มีอะไร”
แน่นอนว่าผมรู้อยู่แล้วว่าริโอะเป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน แต่ก็ยังอดรู้สึกไม่ได้ว่าขี้โกงจริงๆ เธอที่เป็นสาวสวยมาตั้งแต่สมัยเรียนนั้นมีหนุ่มเข้ามาจีบมากมาย แต่ริโอะก็ตอบปฏิเสธทุกครั้งที่มีคนมาสารภาพรัก เห็นเคยบอกว่าไม่มีคนที่ถูกใจเลย พวกสวยเลือกได้นี่มันน่าหมั่นไส้เป็นบ้า
พอเดินมาถึงที่จอดรถชั้นบนสุดแล้วเดินตรงไปอีกประมาณห้านาทีก็เจอรถหรูสีขาวจอดอยู่ แม้แต่ผมที่ไม่ค่อยรู้จักแบรนด์รถเท่าไหร่แค่มองก็ยังรู้ได้ทันทีว่าราคารถคันนี้คงแพงพอตัว
“อ๊ะ! โทษทีนะ ขอคุยโทรศัพท์แป๊บนึง”
ริโอะพูดก่อนจะปลดล็อครถให้ผมแล้วเดินออกไปคุยโทรศัพท์ด้านหลังรถ
ฟังจากน้ำเสียงแล้วคนที่คุยด้วยคงเป็น ‘หมอนั่น’ สินะ น้ำเสียงสดใสเหมือนกับที่พูดกับผมก็จริงแต่แฝงไปด้วยความรู้สึก คุยจบริโอะก็เดินมาผมด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน
“ ‘ฮิเดะ’ โทร.มาสินะ หมอนั่นว่าไงบ้าง?”
“...อืม เขาบอกว่าแทนคำขอโทษที่วันนี้มาด้วยไม่ได้เลยจะชวนฉันไปดินเนอร์ที่โรงแรมในเครือของบริษัทน่ะ”
“งี้นี่เอง.....งั้นเธอรีบไปหาหมอนั่นดีกว่า ไม่ใช่ว่าเจ้านั่นเตรียมอะไรเซอร์ไพรส์เธอเหรอถึงได้พาไปดินเนอร์แบบนี้”
“แต่ว่า...”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องฉันหรอก จะให้ ‘แฟน’ คนอื่นมาอยู่ด้วยจนดึกได้ไง เธอรีบไปเถอะ”
“โทษทีนะ เดี๋ยวครั้งหน้าฉันจะเลี้ยงคืนแน่นอน! งั้นไว้เจอกันที่บริษัท!”
“คร้าบ~คร้าบ~ ท่านหัวหน้า”
ริโอะไม่ตอบอะไรเพียงแค่หันมายิ้มให้ก่อนจะขึ้นรถไป
ผมส่งริโอะขึ้นรถแล้วเดินกลับมาในห้างคนเดียวพลางหาร้านอาหารที่สามารถเข้าไปนั่งกินคนเดียวได้อย่างสบายใจ พอเดินหาประมาณสิบนาที ผมก็กลับไปร้านเดิมที่กินไปเมื่อตอนกลางวัน
แม้บางครั้งจะรู้สึกได้ถึงสายตาของพนักงานที่มองมา แต่ผมไม่จำเป็นต้องใส่ใจสายตาคนนอกอยู่แล้ว พอกินเสร็จก็ไปจ่ายเงินแล้วขับรถกลับห้อง
พอถึงห้องพัก ผมก็อาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดนอน แม้จะยังไม่ดึกมากแต่ยังไงพรุ่งนี้ก็ต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า แถมวันนี้ยังเหนื่อยมาทั้งวัน ทำให้รู้สึกง่วงมากกว่าปกติแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นหลับได้ ผมเลยตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขั้นมาเล่น
“ช่วงนี้มันฤกษ์ดีหรือไง ถึงได้มีแต่โพสต์แต่งงานเต็มหน้าฟีดเลยเนี่ย”
สำหรับคนโสดอายุใกล้สามสิบอย่างผมนั้นเนื้อหาพวกนี้มันบั่นทอนจิตใจจนอยากปิดหนีเกินกว่าที่จะเข้าไปแสดงความยินดีได้
—ใช่ ถ้าเป็นอย่างทุกทีผมคงปิดแอปแล้วไปทำอย่างอื่นแทนแล้ว
แต่ในครั้งนี้ผมเอาแต่จ้องโพสต์อยู่โพสต์นึงที่พึ่งประกาศเมื่อครู่
Rio
หลังจากนี้เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปนะ Hide 💒
“งั้นเหรอ....เป็นแบบนั้นเองสินะ....”
เรี่ยวแรงหายไปจากทั้งตัว ความรู้สึกต่างๆ ถาถมเข้ามาจนไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด แต่อย่างหนึ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนเลยคือ ความเสียใจ
รู้มาตลอดอยู่แล้วว่าวันใดวันหนึ่งวันนี้ต้องมาถึง แต่ก็พยายามไม่คิดถึงมัน ทั้งที่เตรียมใจเอาไว้ตั้งแต่ที่รู้ว่าพวกนั้นคบกันเมื่อแปดปีก่อน แต่ก็คิดว่าสักวันหนึ่งเราเองก็คงมีโอกาสเหมือนกัน
ไม่สิ—ไม่ใช่
เราต่างหากที่เป็นคนถอยออกมาพอรู้ว่าพวกนั้นคบกัน
“ถ้าไม่ถอยแต่แรกเรื่องทุกอย่างจะเปลี่ยนไปไหมนะ.....”
เฮอะ! น่าสมเพช!
พอเจอความจริงเข้าหน่อยก็ทำเป็นรับไม่ได้ ตัวเองนี่มันน่าสมเพชเกินบรรยายจริงๆ
“ว่ากันว่ารักแรกมักไม่สมหวัง เรื่องจริงสินะ”
ผมทิ้งตัวลงบนเตียง อาจเป็นเพราะความเหนื่อยที่สั่งสมมาทั้งวันรวมกับความเสียใจ ไม่นานผมก็ผล็อยหลับไป
* โคมไฟโชชิน (Chochin) โคมไฟกระดาษแบบดังเดิมของญี่ปุ่น โครงสร้างทำจากไม้ไผ่ มีเทียนอยู่ด้านล่าง ห่อหุ้มด้วยกระดาษเพื่อป้องกันลม
คุณอาจจะชอบ





